ประชาธิปไตยไทย

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวัง ปชป. สู้สร้างสรรค์

แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงความยินดีกับการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ร่วมต่อสู้กันอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากอคติ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้า

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ การที่บุคคลที่มีเจตจำนงที่ดีกลับเข้ามาสู่การเมือง จะส่งผลให้ภาพรวมทางการเมืองนั้นดีขึ้นอย่างแน่นอน การกลับมาในครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังคงดำรงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่อาจจะช่วยดึงดูดให้ผู้ที่เคยศรัทธาและห่างหายไป กลับมาร่วมสนับสนุนพรรคได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองในยุคปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่าความเป็นประชาธิปัตย์ในรูปแบบเดิม ๆ นั้น จะยังสามารถตอบโจทย์ความนิยมและความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

อนุสรณ์ชี้ เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวังสร้างการเมืองสร้างสรรค์

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย เคารพทุกพรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย และมีความเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองนั้นควรเป็นการแข่งขันกันด้วยนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันด้วยอำนาจหรืออคติ เพราะยิ่งพรรคการเมืองมีคุณภาพมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะยิ่งมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ ต้องการประชาธิปไตยที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และต้องการการเมืองที่รับฟังกันมากกว่าการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ดังนั้น การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ อาจจะเป็นทั้งการทบทวนอดีตและเป็นการเริ่มต้นใหม่ ขออวยพรให้นายอภิสิทธิ์ สามารถสร้างพรรคให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการนำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความยินดีและพร้อมที่จะแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

“ภูมิธรรม” ชี้ 19 กันยายน 2549 เพื่อไทยยืนหยัดประชาธิปไตย

“ภูมิธรรม” ชี้ 19 กันยายน 2549 บาดแผลลึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคเพื่อไทยลั่นยืนหยัดอนาคตประชาธิปไตย ไม่เพียงโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกด้วยเสียงถล่มทลาย แต่ยังทำลายความฝันและอนาคตของผู้คนนับล้าน

วันที่ 19 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยระบุว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้พิสูจน์แล้วว่า “ประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกตั้ง” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิรักษา 30 บาทที่พลิกชีวิตทั้งครอบครัว การศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยนับล้าน หรือโครงการทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกษตรกรและแรงงานตัวเล็กเข้าถึงทุนและตลาด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

รัฐประหารหยุดยั้งทุกสิ่ง

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า แต่รัฐประหารครั้งนั้นกลับหยุดยั้งทุกสิ่ง ใช้การตีความกฎหมายใหม่เป็นเครื่องมือทำลายผู้นำและบุคลากรของพรรคไทยรักไทย ความหวังถูกช่วงชิง พลังการเรียนรู้ของสังคมถูกทำลาย ประเทศถูกฉุดให้ถอยหลัง และร่องรอยยังคงอยู่จนถึงวันนี้ ผ่านรัฐธรรมนูญและกติกาที่บิดเบี้ยว กดทับอนาคตของคนไทยเกือบ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม “จิตวิญญาณไทยรักไทย” ไม่เคยถูกทำลาย พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดบนเส้นทางประชาธิปไตย และเชื่อมั่นใน “ประชาธิปไตยที่จับต้องได้” — ประชาธิปไตยที่เปลี่ยนจากตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญให้เป็นความจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น  “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ที่เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม

“ประชาธิปไตยทางสวัสดิการ” ที่ทำให้สุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

“ประชาธิปไตยข้อมูล” ที่โปร่งใสและตรวจสอบอำนาจรัฐได้จริง

“ประชาธิปไตยท้องถิ่น” ที่ให้ชุมชนกำหนดอนาคตบ้านเกิด

“ประชาธิปไตยทางการศึกษา”ที่สร้างสิทธิการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ยืนยันเพื่อไทยยืนหยัด

“พรรคไทยรักไทยอาจถูกโค่นล้มจากรัฐประหาร แต่ “พลังของประชาชนและอุดมการณ์ประชาธิปไตย” ไม่มีวันถูกทำลาย  ยืนยัน วันนี้พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัด เพื่ออนาคตของประชาธิปไตยไทย”

“ภูมิธรรม” ชี้ 19 กันยายน 2549 เพื่อไทยยืนหยัดประชาธิปไตย

เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในบริบทการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของพรรคเพื่อไทยและผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตย การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น

พรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการทำลายความก้าวหน้าของประเทศและเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน การที่พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดถือเป็นแบบอย่างและตั้งใจที่จะสานต่อ

บทเรียนจาก 19 กันยายน 2549

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยและผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและรักษาระบอบประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาที่ไม่เป็นธรรม การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันประชาธิปไตย และการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น แม้ว่าเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 จะเป็นบาดแผลลึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้พรรคเพื่อไทยและผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดเพื่ออนาคตของประชาธิปไตยไทย และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อสร้างประเทศที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ซัด 19 กันยายน 2549 บาดแผลลึก ลั่น “เพื่อไทย” ยืนหยัดอนาคตประชาธิปไตย

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค จริงหรือ?

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย ระบุ MOA ปชน.-ภท.จะครอบงำต้องเข้าเกณฑ์ พ.ร.ป.พรรคฯ มาตรา 28 เรื่องนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เรามาเจาะลึกรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าในกรณีคำร้องขอให้ยุบ 6 พรรคการเมือง ที่ถูกกล่าวหาว่ายินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล จากกรณีการไปรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและมีมติยกคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามไปยังตัวแทนของทั้ง 6 พรรคการเมือง ได้รับการยืนยันว่าทุกพรรคยังคงความเป็นอิสระและไม่ได้สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งการตัดสินใจของ กกต. ในเรื่องกกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรคสร้างความหลากหลายของมุมมองในสังคม

เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การกระทำที่จะเข้าข่ายการครอบงำตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง พฤติการณ์ที่แกนนำพรรคไปร่วมรับประทานอาหารหรือพูดคุยกับนายทักษิณนั้น ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบงำเกิดขึ้น นอกจากนี้ กกต. ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอีกหนึ่งคำร้องด้วย

ส่วนกรณีข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงว่า หากเข้าข่ายการครอบงำก็จะต้องพิจารณาตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงประกอบอีกครั้งหนึ่ง

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมืองนั้นมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป การที่ กกต. ยกคำร้องในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการพบปะพูดคุยหรือการรับประทานอาหารร่วมกันนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการครอบงำเสมอไป

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ กกต. ยังคงพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองและต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ทำไม กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค?

การตัดสินใจยกคำร้องของ กกต. ในครั้งนี้สร้างความแตกต่างในความคิดเห็นของประชาชน หลายคนอาจเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเชื่อว่าการพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องปกติทางการเมือง และไม่ได้เป็นการครอบงำพรรคการเมืองอย่างแน่นอน

ในขณะที่บางคนอาจไม่เห็นด้วย และมองว่าการกระทำของนายทักษิณอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็ตาม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย

  • ความโปร่งใสและความเป็นธรรม: การทำงานของ กกต. ต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • การตรวจสอบอย่างละเอียด: การพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด: กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ข้อสรุปจากเหตุการณ์ กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ อีกมากมาย แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราจะสามารถสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

ที่มา – กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา จริงแล้ว!

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้ดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว โดยให้เหตุผลว่าระบบประชาธิปไตยกำลังบิดเบี้ยว

วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นร้อนทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคืนอำนาจให้กับประชาชน “ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระบบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ตกลงจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ที่ทางพรรคประชาชนจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาลซึ่งยังไงก็เป็น 3 กลุ่มอยู่อย่างเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่รัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนมี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง คือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล บรรยากาศการดึง สส. ต่างๆ ถือว่าสับสนอลหม่านท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เขาเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ “สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่ประเทศได้ จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกกระทบและรุมเร้า ฝ่ายกฎหมายซึ่งมองว่าควรคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่มีใครจะสามารถไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย”

เมื่อถูกถามถึงกระบวนการหลังจาก ทูลเกล้าฯ ยุบสภา แล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ตนเองในฐานะรักษาการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็คงจะกราบบังคมทูลสถานการณ์ต่างๆ ถวายให้พระองค์ทรงทราบ ซึ่งมีการยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ต้องรอตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นแบบนี้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนก็ต้องไปพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมไม่ได้ตอบคำถามว่าการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา คือทางออกของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่ และได้เดินขึ้นตึกบัญชาการไปทันที ทิ้งไว้แต่ความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

การตัดสินใจ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ และการดึง สส. เข้าพรรคก็สร้างความสับสนอลหม่าน

  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • รัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • ปัญหาเศรษฐกิจ

การยุบสภาจึงเป็นเหมือนการเปิดทางให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง ผ่านการเลือกตั้งใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายภูมิธรรม แม้จะดูเป็นการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า การบริหารจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

สภาฯ พร้อม**โหวตนายกฯ** หากจับกลุ่มได้ ประสานมา!

“ฉลาด ขามช่วง” ยันสภาฯ พร้อมบรรจุวาระ**โหวตนายกฯ** หากพรรคการเมืองประสานมา เชื่อ พรรคประชาชน ช่วยประคองแก้รัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวถึงระเบียบวาระการ**โหวตนายกฯ** ว่า ต้องรอพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกันได้แล้วแจ้งมายังประธานสภาฯ หากพร้อมวันไหน ก็บรรจุระเบียบวาระได้เลย สภาฯ พร้อมตลอดเวลา และไม่อยากให้ว่างเว้นผู้บริหารนาน เพราะเราอยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศชาติ ใครที่รวมเสียงได้มากกว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็เสนอมาที่ประธานสภาฯ ก็จะมีการนัดประชุมโดยด่วน โดยแจ้ง ส.ส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ทั้งนี้ กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองใดรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ก็จะสามารถบริหารประเทศได้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สภาฯ ก็ไม่มีความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดินก็จะไปไม่รอด จึงต้องรอพรรคประชาชนที่จะมีการประชุม ส.ส. และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเย็นนี้

การเมืองไทยยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ความพร้อมของสภาผู้แทนราษฎรในการดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้ยืนยันถึงความพร้อมของสภาฯ ในการบรรจุวาระการ**โหวตนายกฯ** เมื่อพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมตัวและตกลงกันได้แล้ว โดยเน้นย้ำว่าสภาฯ พร้อมที่จะดำเนินการในทันทีหากได้รับการประสานงานและความพร้อมจากฝ่ายการเมือง

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรวมเสียงข้างมากในสภาฯ เนื่องจากความขัดแย้งและความแตกต่างทางความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการโหวตนายกฯ

บทบาทของพรรคประชาชนในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากพรรคนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลายทางความคิดเห็น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของพรรคประชาชนที่จะยกมือ**โหวตนายกฯ** จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยการทำงานในสภาฯ จะยากขึ้นหรือไม่ นายฉลาดกล่าวว่า ทุกฝ่ายก็เสียงข้างน้อยอยู่แล้ว เพราะแยกขั้วกันอย่างชัดเจนเสียงก้ำกึ่งกัน ไม่มีฝั่งไหนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้นการโหวตเลือกนายกฯ ต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชน แต่ระหว่างการบริหารราชการ 3-4 เดือนข้างหน้า ตนเชื่อว่าสภาฯ จะเดินหน้าได้ เราไม่มีวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาชนก็ต้องช่วยคนที่ได้เสียงข้างมากเป็นนายกฯ เพื่อประคับประคองให้ภารกิจที่มุ่งหวังคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกมองว่ามีข้อจำกัดและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความหวังที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น

สรุป: สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับขั้วและการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต สภาผู้แทนราษฎรมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง แต่การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล เพื่อให้สามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

เพื่อไทยพร้อม! ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อม ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ โดยสนับสนุนการจัดตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 พรรคเพื่อไทยได้เผยแพร่ภาพและข้อมูลของนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคฯ ผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความที่ระบุถึงความพร้อมในการเสนอชื่อนายชัยเกษมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

นายชัยเกษม นิติสิริ ถือเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายและการเมืองของไทย มีประสบการณ์มากมายทั้งในฐานะอัยการสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นที่ยอมรับว่าเป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และมีบทบาทสำคัญในหลายเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศ

พรรคเพื่อไทยยังได้เน้นย้ำถึงประวัติการศึกษา เส้นทางการทำงาน ประสบการณ์ที่สำคัญ รวมถึงบทบาททางการเมืองของนายชัยเกษมฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชัยเกษมฯ ได้เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลในการเจรจากับคณะรัฐประหาร ณ สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยยืนยันจุดยืนของรัฐบาลรักษาการว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะและรายบุคคล ก่อนที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศยึดอำนาจในเวลาต่อมา

พรรคเพื่อไทยพร้อมส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ

สำหรับจุดยืนทางการเมืองของนายชัยเกษม นิติสิริ นั้น ได้ย้ำมาโดยตลอดว่าหลักนิติรัฐคือทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง และเห็นว่าการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองจะนำไปสู่ความแตกแยกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชัยเกษมฯ มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการประชาธิปไตย และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเสนอให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่า “การรัฐประหารเป็นความผิดอาญาฐานกบฏ และไม่มีอายุความ” เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต

ทำไมต้อง “ชัยเกษม นิติสิริ”?

การเสนอชื่อ “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันวาระสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างหลักนิติรัฐที่เข้มแข็งในสังคมไทย

เส้นทางของนายชัยเกษม นิติสิริ ผสมผสานประสบการณ์ด้านกฎหมายกับการเมืองได้อย่างลงตัว เป็นผู้ที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยและนิติรัฐ มุ่งหวังที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางประชาธิปไตย

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย และสร้างความปรองดองเพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างระบบการเมืองที่เป็นธรรมและยั่งยืน

การที่พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อมในการส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ถือเป็นความหวังที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ประกาศพร้อมแล้ว ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมแก้ รธน. 60

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

Scroll to top