ประชุมคณะรัฐมนตรี

ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงชื่อของ นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เข้าไปพัวพันกับกรณีที่พรรคประชาชนออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการพยายามเชื่อมโยงให้ถึงพรรคภูมิใจไทย โดยล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ถึงกรณีดังกล่าวนี้ด้วยตัวเอง

จุดเริ่มต้นของข้อสงสัยกรณี ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยระบุว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างตัวของนายกเทศมนตรีตำบลโพนสากับเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีการทำเป็นขบวนการจริงหรือไม่ ตามที่ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อกล่าวหาไว้

ทางด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ในส่วนตัวของเขานั้น ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา เลยแม้แต่น้อยว่าเขาเป็นใครหรือมีหน้าที่การงานอย่างไร และยังไม่ทราบรายละเอียดลึกๆ เกี่ยวกับคดีที่พรรคประชาชนกำลังตรวจสอบอยู่

  • นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ออกมาเปิดเผยข้อมูลชุดใหม่
  • ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเลือก สว.
  • นายไชยชนกยืนยันสถานะความสัมพันธ์ว่าไม่รู้จักบุคคลดังกล่าว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเครือข่ายในท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบถ่วงดุล หากใครมีหลักฐานที่ชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน ส่วนในมุมมองของนักสังเกตการณ์การเมือง การออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนของเลขาสังกัดพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ เป็นการดึงตัวเองออกจากความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีฮั้ว สว. นี้จะจบลงอย่างไร และข้อมูลที่พรรคประชาชนถืออยู่ในมือนั้น จะสามารถมัดตัวผู้กระทำผิดหรือเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงประเด็นทางการเมืองที่ใช้โจมตีกันในช่วงเวลาที่มีความเปราะบางเช่นนี้

ที่มา – “ไชยชนก” บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว. กับภูมิใจไทย

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดระเบียบวงการกีฬา โดยทางรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข่าวเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมและยกระดับมาตรฐานนักกีฬาไทยให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้นครับ

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจัง นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จึงเตรียมเรียก กกท. และสมาคมยิงปืนมาหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน จะต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อให้กระทบต่อการซ้อมและการแข่งขันของนักกีฬาน้อยที่สุด

มาตรการใหม่สำหรับนักกีฬายิงปืน

สำหรับแนวทางที่จะเกิดขึ้นเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • กำหนดเส้นทางการพกพาปืน: ต้องเดินทางจากที่พักไปยังสนามซ้อมเท่านั้น ห้ามแวะสถานที่อื่นเด็ดขาด
  • การตรวจสอบลูกกระสุน: เน้นย้ำให้ใช้เฉพาะลูกซ้อมที่ลงทะเบียนถูกต้อง
  • การขออนุญาต: นักกีฬาต้องมีการขออนุญาตและลงทะเบียนอย่างโปร่งใส

หลายคนอาจกังวลว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้กีฬายิงปืนต้องหยุดชะงักหรือไม่ แต่ทางกระทรวงยืนยันว่าการหารือเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน นั้นเป็นไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมรับมือกับการแข่งขันในระดับนานาชาติที่กำลังจะมาถึงในเดือนกันยายนนี้ ทุกฝ่ายกำลังเร่งวางกรอบระเบียบให้ทันเวลาเพื่อให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬายิงปืนไทยมีความเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้ในระยะยาวครับ

ในมุมมองของผม การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยของส่วนรวมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การมีกฎกติกาที่เข้มงวดไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นความสามารถของนักกีฬา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะทำให้นักกีฬายิงปืนไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทำเนียบรัฐบาลมาฝากกันครับ สำหรับใครที่รอติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมนอกสถานที่ของรัฐบาล ต้องบอกเลยว่าในที่สุดเราก็ได้ความคืบหน้าเรื่อง เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนในพื้นที่ภาคใต้ต่างเฝ้ารอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อครับ

เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

นางณัฐฏ์จารีย์ อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ครม.สัญจร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเลื่อนกำหนดการเดิมไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ยืนยันแล้วว่าจะไปจัดกันที่จังหวัดสงขลาครับ

รายละเอียดการเตรียมการ ครม.สัญจรแรก

สำหรับการจัด เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม โดยวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นหนึ่งในวันที่น่าจับตามองมากที่สุด ซึ่งทางเลขาธิการ ครม. ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสภาพัฒน์ เพื่อเตรียมวาระการประชุมที่เน้นไปที่การขับเคลื่อนนโยบายและประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

  • พื้นที่จัดงาน: จังหวัดสงขลา (อำเภอหาดใหญ่)
  • ช่วงเวลาที่คาดการณ์: ปลายเดือนสิงหาคม 2569
  • ความคืบหน้า: กำลังหารือวาระประชุมกับสภาพัฒน์

การจัดประชุมในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่การย้ายที่ประชุม แต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางแก้ไขให้กับชาวบ้านในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ทำงานของคณะรัฐมนตรีครับ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การที่ เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม จะนำมาซึ่งนโยบายอะไรใหม่ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาคใต้ได้บ้าง หากใครที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น เตรียมตัวพบกับความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ได้เลยครับ ส่วนตัวผมมองว่าการที่รัฐบาลลงพื้นที่จริงแบบนี้ จะช่วยให้เห็นปัญหาหน้างานได้ชัดเจนกว่านั่งประชุมในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ แน่นอนครับ หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริงๆ

ที่มา – เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

จับตา ครม. พรุ่งนี้ ลุ้นแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

จับตา ครม. พรุ่งนี้ ลุ้นแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หลายฝ่ายต่างจับตามองวาระสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการคาดการณ์กันว่าในการประชุม ครม. ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

เปิดตัวเต็งตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

จากการรายงานล่าสุด มีชื่อผู้ถูกจับตามอง 2 ท่าน ได้แก่ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีการวิเคราะห์ว่า นายพูนพงษ์อาจเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ เนื่องจากมีผลงานโดดเด่นในด้านการป้องกันนอมินีและโครงการลดภาระค่าครองชีพอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริงในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน

แม้ว่าทั้งสองท่านจะมีศักยภาพสูง แต่การตัดสินใจในการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ย่อมต้องพิจารณาจากผลงานที่เป็นรูปธรรมและการบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งนายพูนพงษ์ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากบทบาทในการผลักดันเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ที่ช่วยให้ประชาชนมีรายได้เสริมในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

นอกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแล้ว ยังมีการจับตาการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกรมสำคัญอื่น ๆ อาทิ:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • กรมการค้าภายใน ซึ่งอาจมีการปรับทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาราคาสินค้า
  • ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานภายในกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่เป็นการทดแทนผู้ที่เกษียณอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันที่เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพการทำงานและการดูแลปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

ในฐานะประชาชน เราคงต้องรอดูว่าหลังจากที่มีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เรียบร้อยแล้ว นโยบายทางเศรษฐกิจจะมีการปรับทิศทางอย่างไร และการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดตามที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – ชง ครม. พรุ่งนี้ คาดตั้ง “พูนพงษ์” นั่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ แทน “วุฒิไกร”

มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก

มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่รอคอยความชัดเจนเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ ล่าสุดรัฐบาลได้มี มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก เพื่อให้ผู้ที่ตกหล่นหรือเข้าข่ายได้รับสิทธิแต่ติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติเดิม ได้มีโอกาสยื่นทบทวนสิทธิอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นครับ

การขยายเวลาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเลื่อนกำหนดการเท่านั้น แต่ยังมีการปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาทรัพย์สินโดยเฉพาะเรื่อง รถเก่า ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนถูกตัดสิทธิเพราะเกณฑ์เรื่องยานพาหนะที่อาจไม่สะท้อนถึงฐานะที่แท้จริงในปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับเกณฑ์และขยายเวลาอุทธรณ์

สำหรับการเปลี่ยนแปลงสำคัญตาม มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ขยายเวลาอุทธรณ์: จากเดิมสิ้นสุด 31 ก.ค. ขยายออกไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569
  • เกณฑ์รถยนต์: รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี จะไม่นำมาคำนวณเป็นทรัพย์สินที่จะถูกตัดสิทธิ
  • เกณฑ์รถจักรยานยนต์: สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุเกิน 15 ปี (เครื่องยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี) จะไม่นำมาเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิเช่นกัน
  • การเริ่มใช้สิทธิ: สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในรอบใหม่ รวมถึงผู้ถือบัตรเดิม จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันได้ทั่วประเทศในวันที่ 1 ต.ค. 2569 นี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าข้อมูลของตนเองไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีชื่อไปปรากฏในฐานข้อมูลทรัพย์สินโดยที่ความเป็นจริงไม่ได้ครอบครองแล้ว ทางภาครัฐแนะนำให้รีบดำเนินการยื่นทบทวนสิทธิให้ทันตามกำหนดเวลาใหม่ เพื่อรักษาสิทธิของท่านไว้ให้ได้มากที่สุดครับ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ยื่นอุทธรณ์

หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากปัญหาบัญชีเงินฝากที่ไม่ได้ใช้งานจริง หรือปัญหาเรื่องรถยนต์ที่มีสภาพเสื่อมโทรมมาก ผมแนะนำว่าให้เตรียมเอกสารให้พร้อมและเข้าไปติดต่อที่หน่วยงานรับยื่นอุทธรณ์ หรือใช้บริการผ่านช่องทาง One Stop Service ที่ทางรัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง

การที่รัฐบาลตัดสินใจนำ มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก มาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหวังว่าการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมครับ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่านผ่านช่องทางหลักอย่างแอปฯ เป๋าตัง หรือเว็บไซต์ของกรมการปกครองกันนะครับ

ที่มา – มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก

ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี

ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี

ข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทย! ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ที่ถือเป็นการครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี อย่างเป็นทางการครับ ความร่วมมือที่เคยดำเนินมาตั้งแต่ปี 2522 นี้ ได้รับการปัดฝุ่นใหม่ให้ทันสมัยและตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือเกษตรไทย-มาเลเซีย

การปรับปรุงกรอบความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ตกลงกันตามพิธีการเท่านั้น แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและการรับมือกับโรคระบาดในพืชและสัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเกษตรกรมากที่สุดครับ การที่ ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี ครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานการเกษตรของทั้งสองประเทศ ดังนี้:

  • การแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่
  • การเฝ้าระวังและการป้องกันโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความมั่นคงด้านอาหารร่วมกันในภูมิภาค
  • การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคเกษตร

ความร่วมมือครอบคลุมถึง 13 สาขาหลัก ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และเรียนรู้เทคนิคการผลิตที่สะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สินค้าเกษตรไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้นด้วยครับ นับเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้โอกาสพี่น้องเกษตรกรในการปรับตัวสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของผม การตัดสินใจของรัฐบาลที่ดำเนินการให้ ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี นั้น ถือเป็นหมากเกมสำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว หากเราสามารถบูรณาการเทคโนโลยีจากการแลกเปลี่ยนนี้มาใช้ได้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการเกษตรไทยสู่ยุคใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี เปิดทางเทคโนโลยี-นวัตกรรม-ตลาดใหม่

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

กลายเป็นภาพที่ถูกจับตามองอย่างมากสำหรับการบรรยากาศการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางขึ้นตึกบัญชาการท่ามกลางรัฐมนตรีคนสำคัญที่เดินขนาบข้างอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะภาพของ ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักข่าวการเมืองในทันที

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยขึ้นไปพบปะหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะเดินลงมาเพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เดินขนาบซ้ายขวาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง

บรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายกับยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทีสอบถามถึงประเด็นร้อนแรงอย่างการปรับ ครม. นายอนุทินกลับตอบกลับด้วยอารมณ์ดีและปล่อยมุกตลกท่ามกลางเสียงหัวเราะว่า ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก โดยเป็นการไปรับประทานโจ๊กกันบนตึก ไม่ใช่การหารือเรื่องการสลับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด คำตอบนี้ถือเป็นการดับกระแสข่าวลือได้อยู่หมัดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

นอกจากการเดินเข้าประชุมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นแล้ว ภายในงานยังมีการเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่คนไทยให้ความสนใจ:

  • ความคืบหน้าการตรวจสอบผลสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นกว่า 15,000 ราย
  • การมอบหมายให้นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แถลงข้อมูลที่ชัดเจน
  • ความร่วมมือของรัฐมนตรีจากหลายพรรคที่ช่วยกันทำงานขับเคลื่อนประเทศ

งานนี้ต้องบอกเลยว่า นายกฯ อนุทินรู้วิธีบริหารจัดการบรรยากาศไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะมีความท้าทายอยู่ตลอดเวลา การที่ผู้นำมีความเป็นกันเองกับรัฐมนตรีเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อความร่วมมือในการทำงานระยะยาว สำหรับใครที่เป็นคอการเมืองคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การ “ทานโจ๊ก” ครั้งนี้จะนำไปสู่การทำงานรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ภาพรอยยิ้มของรัฐมนตรีทั้งสองคนยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ในรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น

ที่มา – “ยศชนัน-จุลพันธ์” ขนาบข้างนายกฯ ขึ้นประชุม ครม. “อนุทิน” ปล่อยมุกเรียกไปทานโจ๊ก ไม่ใช่ปรับ ครม.

“รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

“รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที หลังจากที่มีรายงานข่าวถึงความคืบหน้าของคดี Forex-3D ซึ่งมีการพาดพิงถึงบุคคลสำคัญในสภา ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้ว “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง หรือเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อหวังผลบางอย่างกันแน่

เบื้องลึกการเปิดเผยข้อมูล: “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดชื่อ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มิใช่การจงใจกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแต่อย่างใด

ทางด้าน พล.ต.ท.รุทธพล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า การที่ชื่อของ นายภาวุธ เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง นั้น เป็นเพียงการทำงานตามห้วงเวลาปกติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครหรือสังกัดพรรคการเมืองใดก็ตาม

  • การสอบสวนดำเนินไปตามขั้นตอนของ DSI
  • ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการในขณะนี้
  • รัฐมนตรียืนยันไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคประชาชนที่ต้องออกมาชี้แจงต่อประชาชนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรค โดยทางพรรคประชาชนเองมองว่าการเปิดเผยข้อมูลชื่อของ สส. ก่อนที่จะรู้ผลสอบสวนแน่ชัด อาจมีนัยยะบางอย่างที่ดูเหมือนการพยายามทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การทำงานของหน่วยงานยุติธรรมควรเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือสังคมที่รอฟังความจริง หากคดีนี้สามารถสรุปได้อย่างกระจ่าง ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นไร้อคติจริงๆ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในฐานะพลเมืองที่ใส่ใจเรื่องการเมืองและกระบวนการยุติธรรมครับ

ที่มา – “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท

วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท

ข่าวดีที่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศรอคอยมาถึงแล้วครับ เมื่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเดินหน้าทำงานตามสัญญาที่ให้ไว้กับเกษตรกร โดยได้เร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการเยียวยาเพิ่มเติมสำหรับชาวไร่อ้อยในฤดูกาลผลิตปี 67/68 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการตัดอ้อยสดเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน

ในการประชุม ครม. วันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอเรื่องการช่วยเหลือผ่าน วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตอ้อยคุณภาพดีและร่วมมือกับนโยบายรัฐในการงดเผาอ้อยจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งการใช้งบประมาณในส่วนนี้ยังคงอยู่ภายใต้กรอบเดิมที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่ามาตรการนี้จะช่วยเหลือชาวไร่อ้อยได้ทันท่วงที

รายละเอียดการช่วยเหลือชาวไร่อ้อย 3 กลุ่มที่ควรรู้

สำหรับการดำเนินการในครั้งนี้ นายวราวุธได้แบ่งกลุ่มเกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วนงาน ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มที่ 1: ชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดแต่มีสิ่งปนเปื้อนไม่เกิน 5% โดยจะมีการหักลบส่วนเกินและจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนดีครอบคลุมกว่า 1,053 คู่สัญญา
  • กลุ่มที่ 2: เกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล ซึ่งมีคู่สัญญากว่า 3,505 ราย
  • กลุ่มที่ 3: เกษตรกรผู้ส่งอ้อยสดคุณภาพดี 100% ให้กับโรงงานน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 คู่สัญญา

การผลักดันให้ วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท สู่การพิจารณาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องรายได้แล้ว ยังเป็นการจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการตัดอ้อยสดมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำจัดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ

สุดท้ายนี้ ฝากพี่น้องชาวไร่อ้อยทุกท่านคอยติดตามผลการประชุม ครม. ในช่วงบ่ายวันนี้ให้ดีนะครับ หากมีมติอนุมัติออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ขั้นตอนการเบิกจ่ายน่าจะรวดเร็ว เพื่อให้เงินส่วนนี้ไปช่วยหมุนเวียนและบรรเทาความเดือดร้อนให้ทุกคนได้ทันเวลา นับว่าเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติครับ

ที่มา – “วราวุธ” ทำตามสัญญา ก.อุตฯ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม ปีผลิต 67/68 จำนวน 477 ล้าน

Scroll to top