ประชุมคณะรัฐมนตรี

เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ ทำให้หลายคนกังวลใจใช่ไหมคะ? วันนี้เรามีข่าวสำคัญจาก เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด ซึ่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเปิดเผยถึงมาตรการดูแลราคาพลังงานที่กำลังถกกันอย่างเข้มข้น

เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด

เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้แจงว่า ครม.กำลังวางหลักการช่วยเหลือราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามยูเครนและปัญหาซัพพลายเชน รัฐบาลไทยพยายามอุ้มราคาไว้ให้มากที่สุด แต่ยอมรับว่าทำได้เพียง ระดับหนึ่ง เท่านั้น ไม่สามารถครอบคลุมทั้งหมดได้ เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่หลายแห่งปล่อยลอยตัวไปแล้ว แม้แต่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่เคยมีราคาถูก ตอนนี้ก็แพงไม่ต่างจากเรา

ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน: ไม่ใช่ขาด แต่โลจิสติกส์ล้มเหลว

หลายคนร้องเรียนว่าน้ำมันขาดแคลน แต่เลขาฯ กฤษฎีกายืนยันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันแล้วว่าน้ำมันยังเพียงพอ ปัญหาอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ต่างหาก! ประชาชนเกิดความตกใจแห่เติมน้ำมัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าต่อวัน รถบรรทุกส่งน้ำมันจึงไม่ทัน ส่งผลให้สถานีบริการบางแห่งต้องหยุดจำหน่ายชั่วคราว

เพื่อแก้ปัญหานี้ ในที่ประชุมครม. เมื่อ 16 มี.ค. ได้หารือแนวทางให้รถน้ำมันวิ่งส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่จะจำกัดเวลาเดิมๆ ซึ่งจะช่วยให้การกระจายน้ำมันคล่องตัวมากขึ้น

มาตรการดูแลราคาและสินค้าควบคุม

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายกระทรวงพลังงานดูแลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงงบประมาณที่ใช้ในการอุดหนุน ซึ่งเคยติดลบเป็นแสนล้านในช่วงโควิดและสงครามยูเครนมาแล้ว เลขาฯ กฤษฎีกา เน้นย้ำว่า เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นต้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงาน ปรับพฤติกรรมการใช้ เช่น ลดการขับรถโดยไม่จำเป็น ใช้รถสาธารณะมากขึ้น หรือหันมาใช้รถไฟฟ้า

  • การตรึงราคา: รอ รมว.พลังงานชี้แจงรายละเอียด
  • ดูแลสินค้าบริการ: กระทรวงมหาดไทย พาณิชย์ และพลังงาน ร่วมตรวจสอบไม่ให้สินค้าขาดแคลน โดยเฉพาะสินค้าควบคุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีม
  • งบประมาณ: หลีกเลี่ยงการกู้เงินเพิ่มหากไม่จำเป็น เพราะการแทรกแซงตลาดมากเกินไปไม่ยั่งยืน

บทเรียนจากอดีตและแนวทางอนาคต

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเคยใช้อุดหนุนหนักจนงบขาดดุลมหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัจจุบันหลายประเทศเผชิญปัญหาเดียวกัน บางแห่งราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าไทยหลายเท่า ดังนั้นเราควรภูมิใจว่ารัฐบาลยังดูแลประชาชนได้ดีในระดับหนึ่ง

สำหรับคำถามว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ เลขาฯ ระบุว่ารัฐบาลจะทำเต็มที่ในขอบเขตที่ทำได้ โดยไม่เสี่ยงทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตพลังงานเป็นปัญหาโลกที่ต้องแก้ด้วยการร่วมมือทุกภาคส่วน ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ลองเริ่มจากลดการใช้รถส่วนตัว เปลี่ยนมาใช้จักรยานหรือรถสาธารณะดูสิคะ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวและช่วยโลกด้วย! ถ้าคุณมีเคล็ดลับประหยัดน้ำมันหรือความเห็นเกี่ยวกับมาตรการนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะคะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังหาน้ำมันเติมรถ!

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด

ครม.รับทราบมาตรการป้องกันทุจริตค้ายุทธภัณฑ์-ติด CCTV

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและความมั่นคงที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ ครม. รับทราบมาตรการป้องกันทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์สงคราม-ติดวงจรปิดคลังอาวุธ ตามข้อเสนอจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ข่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงมติคณะรัฐมนตรีที่รับทราบมาตรการดังกล่าว เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือสงคราม ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530

ครม. รับทราบมาตรการป้องกันทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์สงคราม-ติดวงจรปิดคลังอาวุธ

มติครม. นี้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กอ.รมน. กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาและหาข้อยุติ โดยกระทรวงกลาโหมต้องสรุปผลภายใน 30 วัน ส่งให้ สลค. นำเสนอครม. ต่อไป มาตรการนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการลักลอบค้าอาวุธที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดมาตรการสำคัญจาก ป.ป.ช.

ป.ป.ช. เสนอมาตรการหลัก 4 ประการ เพื่อเสริมระบบป้องกันอย่างเข้มแข็ง ดังนี้

  • นำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบคลังยุทธภัณฑ์: รัฐบาลส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น ระบบดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคลังอาวุธและยุทธภัณฑ์ที่อาจใช้ในการรบ ทำให้การติดตามสินค้าคงคลังแม่นยำ ลดช่องโหว่ทุจริต
  • พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย: กระทรวงกลาโหมและสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พัฒนาระบบข่าวกรองและแจ้งเตือนภัยความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่เสี่ยงต่อการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์สงคราม ซึ่งปัญหานี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ขยายการสืบสวนผู้กระทำผิด: กระทรวงกลาโหมและตำรวจแห่งชาติ ขยายผลการดำเนินคดีไปยังตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน ไม่ใช่แค่ผู้กระทำโดยตรง เพื่อตัดวงจรการทุจริตทั้งระบบ
  • ติดตั้ง CCTV ทุกคลังอาวุธ: หน่วยงานรัฐที่มียุทธภัณฑ์ในครอบครอง ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) บริเวณทางเข้า-ออกคลัง เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดความเสี่ยงการโจรกรรมหรือลักลอบ

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวสำหรับความมั่นคงแห่งชาติ ในยุคที่อาวุธสมัยใหม่แพร่หลาย การลักลอบค้ายุทธภัณฑ์อาจนำไปสู่ความไม่สงบ เช่น การก่อการร้ายหรือสงครามชายแดน การติด CCTV ในคลังอาวุธทั่วประเทศจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ทันท่วงที ลดการสูญหายของทรัพย์สินแผ่นดิน

ความสำคัญของมาตรการป้องกันทุจริตค้ายุทธภัณฑ์

ในประเทศไทย ปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์สงครามไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะคลังอาวุธของกองทัพที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ หากเกิดการลักลอบ อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคง เช่น อาวุธหลุดไปมือกลุ่มก่อความไม่สงบ การที่ครม. รับทราบมาตรการนี้ แสดงถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามทุจริต นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา ยังสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งใช้ดิจิทัลเสริมประสิทธิภาพภาครัฐ

ลองคิดดูสิครับ ถ้าคลังอาวุธทุกแห่งมี CCTV คุณภาพสูง เชื่อมระบบกลาง ผนวกกับ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ จะช่วยป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ การขยายผลคดีไปยังผู้สนับสนุน จะทำให้เครือข่ายทุจริตแตกโทรมเร็วขึ้น พื้นที่ชายแดนอย่างชายแดนใต้หรือลาว-กัมพูชา ที่เสี่ยงสูง จะได้รับการดูแลพิเศษผ่านระบบข่าวกรอง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องเร่งด่วน เพราะปัญหาลักลอบค้ายุทธภัณฑ์เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์โลก เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ตลาดอาวุธดำตลาดร้อนระอุ รัฐบาลต้องติดตามผลการพิจารณาของกระทรวงกลาโหมให้ใกล้ชิด

ในมุมมองของผม ครม. รับทราบมาตรการป้องกันทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์สงคราม-ติดวงจรปิดคลังอาวุธ นี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงและปราบปรามทุจริต หากดำเนินการจริงจัง จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติได้อีกด้วย สิ่งนี้ไม่เพียงป้องกันอาวุธหลุดรอด แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? คิดว่าจะช่วยลดปัญหาทุจริตได้จริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารสำคัญ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและความมั่นคงเพิ่มเติมนะครับ!

ที่มา – ครม. รับทราบมาตรการป้องกันทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์สงคราม-ติดวงจรปิดคลังอาวุธ

พล.ท.อดุลย์ โบ้ยถาม อนุทิน จ่อนั่ง รมว.กลาโหม

พล.ท.อดุลย์ โบ้ยถาม อนุทิน จ่อนั่ง รมว.กลาโหม

พล.ท.อดุลย์ โบ้ยถาม อนุทิน จ่อนั่ง รมว.กลาโหม กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อชื่อของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม โผล่ขึ้นในรายงานข่าวหลายแห่ง เตรียมขยับขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เรียกกันว่า “ครม.อนุทิน 2” ซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างคณะรัฐมนตรี เพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ท้าทาย การโยนคำถามกลับไปยังนายกรัฐมนตรีของพล.ท.อดุลย์ สะท้อนถึงความระมัดระวังและเคารพลำดับชั้นในองค์กร ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของบุคคลากรทหารที่เข้าสู่วงการการเมือง

พล.ท.อดุลย์ โบ้ยถาม อนุทิน หลังมีชื่อโผล่ในสื่อ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ต่อสื่อมวลชน หลังจากที่มีรายงานข่าวชื่อของเขาปรากฏในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยพล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า “ขอให้ถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า พร้อมทำงานในทุกตำแหน่งหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ไม่ตอบคำถาม และเดินเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีทันที

การตอบแบบนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายในหมู่ผู้สังเกตการณ์การเมือง ว่าพล.ท.อดุลย์กำลังรอสัญญาณจากนายอนุทิน หรือเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการคาดเดาที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

ประวัติและผลงานของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นนายทหารอาชีพที่มีประวัติการรับใช้ชาติยาวนานในกองทัพบก เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง ก่อนเข้าสู่วงการการเมืองในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผลงานเด่น ได้แก่ การผลักดันนโยบาย модернизация กองทัพ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับประชาชน

  • จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
  • เคยเป็นผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 1
  • มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างกลาโหม
  • ได้รับความไว้วางใจจากพรรคพลังประชารัฐ

ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ พล.ท.อดุลย์ จึงถูกมองว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งต้องรับผิดชอบเรื่องงบประมาณมหาศาลและนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ

สถานการณ์การเมืองและครม.อนุทิน 2

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการคาดการณ์ว่าจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกระทรวงกลาโหมที่ต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ทหาร การปรับ ครม.ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล และเสริมสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล

กระทรวงกลาโหมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความมั่นคงของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหาชายแดน สงครามการค้า และภัยคุกคามไซเบอร์ หากพล.ท.อดุลย์ได้ตำแหน่งนี้ คาดว่าจะมีการเร่งรัดโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ F-16 และระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ผลกระทบหาก พล.ท.อดุลย์ ได้เป็น รมว.กลาโหม

การขยับตำแหน่งของพล.ท.อดุลย์ จะส่งผลต่อสมดุลอำนาจในกองทัพและรัฐบาล โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายทหารและพลเรือน นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบุคลากรในกระทรวงกลาโหม ทำให้เกิดการหมุนเวียนที่น่าสนใจ

  • เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพ
  • เร่งโครงการกลาโหมที่ค้างคา
  • ปรับสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านความมั่นคง

ผู้วิเคราะห์การเมืองมองว่าการโยนถามของพล.ท.อดุลย์ เป็นสัญญาณบวก ว่าตำแหน่งนี้ใกล้เป็นจริงแล้ว

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้กระทรวงกลาโหมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพล.ท.อดุลย์มีศักยภาพสูงในการนำพานโยบายใหม่ๆ หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด ชวนติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “พล.ท.อดุลย์” โบ้ยถาม “อนุทิน” หลังมีชื่อโผล่ จ่อขยับจาก รมช. นั่ง รมว.กลาโหม

“อนุทิน” กำชับ ครม.ยังต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ชายแดนสงบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือ “อนุทิน” กำชับ ครม. ยังต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ย้ำชายแดนสงบ ไร้สัญญาณเหตุไม่พึงประสงค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งกำชับสมาชิกคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างชัดเจน ก่อนเข้าสู่การประชุมครม. สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ แม้จะใกล้ช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ทุกคนยังต้องทุ่มเททำงานเต็มที่จนกว่าจะมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนใหม่ นี่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบสูงของผู้นำชั่วคราวคนนี้เลยครับ

“อนุทิน” กำชับ ครม. ยังต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ย้ำชายแดนสงบ ไร้สัญญาณเหตุไม่พึงประสงค์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ก่อนเริ่มประชุมครม. ที่ห้อง 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงรายละเอียด โดยนายอนุทิน ย้ำว่าคณะรัฐมนตรีต้องติดตามและกำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด ไม่ประมาทแม้แต่น้อย แม้จะเป็นช่วงที่บ้านเมืองกำลังรอคอยผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

นอกจากนี้ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ยังเป็นวันทหารผ่านศึก รัฐบาลได้จัดกิจกรรมพิเศษ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นตัวแทนวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และมีพิธีบรรจุอัฐิทหารผู้เสียสละ 42 นาย ที่เสียชีวิตจากการพิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ หอเกียรติยศ นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณกระทรวงกลาโหมที่จัดงานอย่างสมเกียรติ สิ่งนี้สะท้อนถึงการให้เกียรติวีรชนของชาติที่ปกป้องอธิปไตยของเรา

เร่งช่วยเหลือครอบครัวทหารได้รับค่าเยียวยาโดยด่วน

นายอนุทินยังกำชับกระทรวงกลาโหมให้เร่งรัดการจ่ายค่าเยียวยาให้ครอบครัวทหารที่ยังค้างคา โดยสั่งหัวหน้าหน่วยช่วยเหลือ แนะนำ และไกล่เกลี่ยปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค เช่น ขั้นตอนเอกสารหรือข้อจำกัดอื่นๆ ขณะเดียวกัน ยังให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ เร่งสรุปและจ่ายเงินเยียวยาให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ครอบครัวทหารเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำอีกเรื่องคือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามสื่อว่า “อนุทิน” กำชับ ครม. ยังต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ย้ำชายแดนสงบ ไร้สัญญาณเหตุไม่พึงประสงค์ ทุกอย่างยังคงสงบเรียบร้อย กองทัพควบคุมสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงเหตุร้ายใดๆ รัฐบาลและกองทัพเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด แม้ไม่มีเหตุรุนแรง แต่ความพร้อมยังคงสูงสุด ขอให้ประชาชนมั่นใจได้เลยครับ

  • กำชับครม.เต็มประสิทธิภาพ: ทำงานต่อเนื่องจนถวายสัตย์ใหม่
  • วันทหารผ่านศึก: จัดพิธีบรรจุอัฐิ 42 นายทหารวีรชน
  • ช่วยครอบครัวทหาร: เร่งจ่ายค่าเยียวยาผ่านหน่วยท้องถิ่น
  • ชายแดนไทย-กัมพูชา: สงบ ไร้สัญญาณอันตราย เฝ้าระวังเต็มที่
  • ใกล้เลือกตั้ง: ประชาชนให้ความสำคัญสูง จากยอดเลือกตั้งล่วงหน้า

สำหรับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ นายอนุทินมั่นใจว่าไม่มีปัญหาใดๆ จากสถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิคึกคักมาก แสดงถึงความตื่นตัวในการกำหนดอนาคตชาติด้วยตนเอง

จากมุมมองของผม “อนุทิน” กำชับ ครม. ยังต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ย้ำชายแดนสงบ ไร้สัญญาณเหตุไม่พึงประสงค์ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ไม่ทิ้งหน้าที่ แม้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ยังคงมุ่งมั่นปกป้องประชาชนและชาติ สถานการณ์ชายแดนที่สงบยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างสบายใจ ในยุคที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเคยร้อนระอุมาก่อน การบริหารที่เข้มแข็งแบบนี้จึงน่าชื่นชม

เพื่อนๆ คิดอย่างไรกับคำสั่งกำชับของนายกฯอนุทิน? คุณมั่นใจในสถานการณ์ชายแดนแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ และอย่าลืมกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวอัปเดตการเมืองไทยแบบนี้!

ที่มา – “อนุทิน” กำชับ ครม. ยังต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ย้ำชายแดนสงบ ไร้สัญญาณเหตุไม่พึงประสงค์

“ธนนนท์” ถก ครม. จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

“จ๋า ธนนนท์” ภริยา “นายกฯ อนุทิน” ประชุม คกก.คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรีนัดแรก หนุนภารกิจ ครม. จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สภานายิกาสภากาชาดไทย

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2568 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเริ่มการประชุม นางสาวธนนนท์ ได้กล่าวเชิญชวนคณะกรรมการร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยร่วมกันยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 นาที

จากนั้นนางสาวธนนนท์ กล่าวว่า คณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในฐานะพลังสนับสนุน การทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ภารกิจสำคัญของชาติบรรลุผลด้วยความร่วมมือและกำลังใจจากทุกภาคส่วน โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี มีมติจัดกิจกรรมแรกเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะ “สภานายิกาสภากาชาดไทย” โดยสนับสนุนการบริจาคโลหิตของประชาชน ณ สภากาชาดไทย พร้อมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการประสานงานและประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้กว้างขวางต่อไป

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคู่สมรส ครม. ได้แก่ นางสาวธนนนท์ นิรามิษ, นางนาที รัชกิจประการ, นางร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประภาศ, นางสาวธนพร ศรีวิราช, นางวีณา ศรีสรรพางค์, นางวนิดา นาคพาณิชย์, นางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว, นางสาวภศิชา ศิริลัทธยากร, นางอิสสริยา พันธ์เจริญวรกุล, นางวรทิพย์ ฤกษ์พิบูลย์, นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์, นางสาวอัจฉรา รัตนธนาสาร, นางสาวจิรวดี อักษรสมาน, นางชลฤดี ธำรงค์ทิพยคุณ, นางปิยะดา วงษ์ประยูร และนางสุรีรัตน์ เหลี่ยมเลิศ

“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การประชุมคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีครั้งแรกภายใต้การนำของ นางสาวธนนนท์ นิรามิษ, ภริยานายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล, ได้สร้างความคึกคักและความหวังใหม่ในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการริเริ่ม“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดนี้นั้น มุ่งเน้นไปที่การเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ นี้ถือเป็นวาระสำคัญและเป็นกิจกรรมแรกที่คณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม

กิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ การสนับสนุนการบริจาคโลหิต ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับสภากาชาดไทย โดยเน้นไปที่การรณรงค์ให้ประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการโลหิตในการรักษาพยาบาล การบริจาคโลหิตนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเสียสละเพื่อส่วนรวม

นอกจากนี้ กิจกรรมอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีการพิจารณาและดำเนินการต่อไป อาจรวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ การสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า โดยการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การมีส่วนร่วมของคู่สมรสคณะรัฐมนตรีในการทำงานเพื่อสังคมเช่นนี้ นับเป็นภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำงานเพื่อสังคมและการเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพของคณะกรรมการชุดนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ถือเป็นก้าวแรกที่สดใสในการทำงานร่วมกันเพื่อสังคม การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อส่วนรวมและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและส่งเสริม

ที่มา – “ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

“อนุทิน” ไม่ตั้งใครแทน หลัง “วรภัค” ลาออก บ่นเสียดาย แต่ต้องขอบคุณที่แสดงสปิริต ยืนยันไม่ได้กดดันให้ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งรมช.คลัง ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ตนได้รับจดหมายชี้แจงจากนายวรภัคมา 3 แผ่น พร้อมกับชูเอกสารดังกล่าวให้สื่อมวลชนเห็น ก่อนกล่าวว่า เดี๋ยวจะอ่านในรถ เนื่องจากวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งให้นายวรภัค ทำรายงานเข้ามา แต่เมื่อสักครู่ทราบว่านายวรภัค ได้แถลงข่าวและแจ้งว่าจะลาออก ก็เสียดาย เดี๋ยวก็คงจะโทรหา แต่ต้องขอบคุณนายวรภัค ที่แสดงสปิริต และที่คุยกันวันที่ 21 ต.ค. นายวรภัค ก็ไม่ได้มีการปรารภอะไร เมื่อถามว่ายืนยันไม่ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีใครกดดัน นายวรภัค คงคิดถึงภาพรวม ตนรู้จักท่านมาหลายปีเป็นเพื่อนกันพอเห็นสไตล์การทำงาน เมื่อถามว่าจะกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม เพราะตอนนี้จะถือว่าท่านมีความผิดก็ไม่ได้ พอมีการกล่าวหาเช่นนี้มา ท่านก็แสดงสปิริต

ไม่ยึดเป็นบรรทัดฐานดูเป็นกรณีไป

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมมาแทนที่ นายวรภัค หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ตั้งใคร เวลาเรามีจำกัด 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ เชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้ เราก็ช่วยกันบริหาร เมื่อถามว่ากรณีของนายวรภัคจะเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อครหาแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเรื่อง เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกตอนแต่งตั้งรัฐมนตรีเราตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วถ้าใครมีประวัติที่ถูกดำเนินคดี เราก็ไม่ตั้ง เมื่อถามว่ากังวลจะมีการร้องเรียนตามหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถามย้ำว่าก่อนแต่งตั้งนายวรภัค เป็นรัฐมนตรี ได้มีเสียงทักท้วงหรือไม่ และกังวลจะมีการร้องย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มีใครทักท้วง และไม่กังวลอะไร

“วรภัค”ส่งไลน์ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรภัคได้ส่งข้อความและเหตุผลในการลาออกไปยังกลุ่มไลน์ของคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทินอยู่ในกลุ่ม ถึงเหตุผลในการตัดสินใจด้วย โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาล และการดำเนินงานหลังจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยแสดงความเสียดายต่อการลาออกของนายวรภัค แต่ก็เข้าใจและขอบคุณที่แสดงสปิริต

อนุทินมองการลาออกของวรภัคเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

นายอนุทินได้กล่าวว่า การลาออกของนายวรภัคถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีมีความรับผิดชอบและคิดถึงภาพรวมของประเทศเป็นสำคัญ แม้ว่าจะไม่ได้มีการกดดันให้ลาออก แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความเสียสละ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่มีการแต่งตั้งใครมาแทนที่ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้

สำหรับประเด็นเรื่องการถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วก่อนที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรี และหากใครมีประวัติที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐบาล และการดำเนินงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ย้ำว่า ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ และจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

การที่ อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมือง และความสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร การตัดสินใจของนายวรภัค และการตอบสนองของนายอนุทิน จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้บริหารในอนาคต

ในส่วนของการดำเนินงานหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารงาน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง และการแสดงความเห็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้จุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงในสังคม การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการเรียนรู้จากบทเรียนครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” บ่นเสียดาย “วรภัค” ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงนโยบาย ลุ้นเลือกตั้งศรีสะเกษ

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ออกมาแสดงความมั่นใจในทีมคณะรัฐมนตรี ว่าทุกคนพร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย บอกลุ้นอยู่เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ จึงกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้

นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย

จากข้อมูลล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากการหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าการแถลงนโยบายในวันพรุ่งนี้คือโอกาสสำคัญในการสื่อสารวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภาและประชาชน นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องกำชับเพิ่มเติม เพราะทุกคนทราบดีถึงบทบาทและหน้าที่ของตน รัฐมนตรีแต่ละคนได้เตรียมข้อมูลครบถ้วน เพื่อตอบคำถามจากสมาชิกรัฐสภาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย

นายอนุทินยังชี้แจงว่าการแถลงนโยบายนี้ไม่ใช่เวทีการเมืองเพื่อรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะตอบข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา หากคำถามอยู่ในกรอบนโยบาย รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบจะชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อคลายข้อกังวลของทุกฝ่าย นอกจากนี้ หลังการแถลงนโยบาย รัฐบาลยังวางแผนประชุมคณะรัฐมนตรีในเย็นวันที่ 30 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน โดยมีเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพร้อมครบ

ลุ้นผลเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ

นอกจากประเด็นนโยบายแล้ว นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม สส. จังหวัดศรีสะเกษ ว่ายังอยู่ในช่วง ‘ตุ้มๆ ต่อมๆ’ และกำลัง ‘ปลุกพระ’ หรือพยายามเร่งให้เกิดความชัดเจน คืนนี้ นายกฯ จะลุ้นผลเลือกตั้งซ่อมควบคู่กับการตรวจความคืบหน้าการซ่อมถนนทรุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเมื่อคืนไม่ได้ไปตรวจสอบ ก่อนออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินยังได้สอบถามความคืบหน้าการซ่อมถนนสามเสนจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งไปติดตามสถานที่จริงในวันนี้

การเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรครัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินเป็นหัวหน้าพรรค ผลการเลือกตั้งนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลในอนาคต หากพรรคร่วมรัฐบาลคว้าชัยชนะ จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการแถลงนโยบายครั้งนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนทรุด ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีโครงการก่อสร้างจำนวนมาก

ในมุมกว้างขึ้น การแถลงนโยบายรัฐบาลชุดนี้คาดว่าจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ การฟื้นฟูหลังโควิด การเกษตร และความมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อตอบโต้ข้อสงสัยที่อาจเกิดจากฝ่ายค้าน นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่พร้อมทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาไปกับดราม่าการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบาย เพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและตรวจสอบความคืบหน้าในอนาคต สำหรับการซ่อมถนน นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยสั่งการให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของคณะรัฐมนตรี นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้นในทิศทางของรัฐบาล การลุ้นเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่แสดงออกมา คาดว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง มองว่านายกรัฐมนตรีได้วางกลยุทธ์ที่ดีในการสื่อสารโปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งในสภาและสร้างฐานสนับสนุนจากประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่อข้อมูลล่าสุดและการวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย บอกลุ้นอยู่เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ

“สุริยะ” ยันอยู่เพื่อไทย 100% – “สมศักดิ์” ไปประชุม อสม.

“สุริยะ” ย้ำเกิน 100% ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย มั่นใจเป็นรัฐบาลต่อ เมิน “ศักดาดิ์” ชิ่งหนุน “อนุทิน” ด้าน “สมศักดิ์” ไม่เข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธานการประชุม อสม.

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ว่า พรรค พท. ได้มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรค พท. เป็นผู้เจรจา และขอให้รอฟังจากนายภูมิธรรม เมื่อถามว่า ยังคงอยู่กับพรรค พท. ต่อหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เกิน 100%

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามักมีการมองเมื่อนายสุริยะไปอยู่ร่วมกับฝ่ายใดก็จะเป็นรัฐบาลเสมอ ครั้งนี้ยังมั่นใจพรรค พท. จะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ยังคงมีความมั่นใจ เพราะพรรค พท. ทำเพื่อประชาชน ส่วนกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรค พท. ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมอ้างมี ส.ส. ของพรรคอีก 10 เสียงด้วย ได้มีการตรวจสอบหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายศักดิ์ดา ส่วนข้อเท็จจริงมี ส.ส. ไปร่วมกับพรรค ภท. เกิน 10 คน หรือมีเพียงนายศักดิ์ดา คนเดียว ตนไม่แน่ใจ

“สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธาน “โครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตรวจชุดตามสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทย ห่างไกล NCDs” ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย แทน

ทำไม “สมศักดิ์” ถึงเลือกไปประชุม อสม. แทน ครม. นัดพิเศษ?

การที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่เลือกที่จะไปเป็นประธานในงานประชุม อสม. ที่จังหวัดสุโขทัยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การให้ความสำคัญกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนในระดับท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชนอย่างแท้จริง

อสม. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พวกเขาเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ และส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน รวมถึงเป็นผู้ที่คอยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การสนับสนุนและให้กำลังใจ อสม. จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการประชุม อสม. ในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะให้ความสำคัญกับการทำงานในระดับชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก อสม. เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษก็อาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเด็นทางการเมือง หรือภารกิจเร่งด่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงบริบทและสถานการณ์โดยรวมประกอบกัน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ในการไปเป็นประธานการประชุม อสม. แทนการเข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนระดับฐานราก การสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของ อสม. จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

โดยสรุปแล้ว ข่าว “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม. สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และการให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ที่มา – “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

Scroll to top