ประชุมสภาฯ

“สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน วิกฤตน้ำมัน

เหตุการณ์การเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อ “สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ทำให้ประชาชนหลายคนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภา รักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักกันในนาม สส.ไอซ์ จากพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น แต่ประธานสภากลับสั่งปิดประชุมทันที ทั้งที่ยังเหลือเวลาในการประชุมอีกเกือบครึ่งวัน

“สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน”

วันที่ 19 มีนาคม 2567 นางสาวรักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า หลังจากโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น สภาฯ ยังมีเวลาทำงานต่อได้อีกมาก พรรคประชาชนได้แจ้งความประสงค์ชัดเจนแล้วว่าต้องการเสนอญัตติด่วนเพื่อถกเถียงเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในชนบทหรือคนเมือง ตอนนี้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกษตรกรไม่สามารถขนส่งผลผลิต ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่สูงลิ่ว และประชาชนทั่วไปต้องลดรายจ่ายเพื่อเติมน้ำมัน

แต่ทว่าประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กลับสั่งปิดประชุมทันที โดยไม่ยอมให้มีการพิจารณาญัตติด่วน สส.ไอซ์ จึงตั้งคำถามหนักแน่นว่า นี่คือการหนีปัญหาหรือไม่? ประชาชนกำลังรอคำตอบและมาตรการบรรเทาจากรัฐบาล สภาฯ ควรเป็นเวทีที่ลงมือแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่ปิดประชุมหนีไปแบบนี้

วิกฤตน้ำมัน: ปัญหาที่กระทบทุกหย่อมหญ้า

วิกฤตน้ำมันในครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ ทั้งราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน สงครามในตะวันออกกลาง และนโยบายพลังงานของรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจน ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  • ค่าครองชีพพุ่งสูง: ประชาชนต้องจ่ายเงินเติมน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อรุนแรง
  • เกษตรกรเดือดร้อน: ต้นทุนการขนส่งผลผลิตเพิ่มขึ้น กำไรลดลง
  • ผู้ประกอบการ SMEs ล้ม: หลายรายต้องปิดกิจการเพราะแบกรับต้นทุนน้ำมันไม่ได้
  • สิ่งแวดล้อมเสี่ยง: การพึ่งพาน้ำมันมากเกินไปเร่งภาวะโลกร้อน

พรรคประชาชนมองว่าญัตติด่วนนี้จำเป็นเพื่อให้รัฐบาลชี้แจงนโยบาย ลดภาษีน้ำมัน หรืออุดหนุนผู้เดือดร้อน แต่การปิดประชุมของประธานสภากลับทำให้โอกาสนี้หลุดลอยไป สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายค้านและประชาชนจำนวนมาก

บทบาทของสส.ไอซ์ และพรรคประชาชนในการตรวจสอบ

สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก เป็นตัวแทนที่กล้าพูดกล้าแสดงออกเสมอมา ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เธอเน้นประเด็นที่กระทบประชาชนโดยตรง พรรคประชาชนภายใต้การนำของนางอนุทิน ชาญวีรกูล? ไม่ พรรคประชาชนใหม่ เน้นประชาธิปไตยและสิทธิประชาชน เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของพรรคที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชน ขณะที่พรรครัฐบาลอย่างภูมิใจไทยถูกวิจารณ์หนัก

การกระทำของประธานสภาโสภณ ซารัมย์ ถูกมองว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์พรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าประชาชน สภาฯ ควรเป็นสถานที่ถกเถียงปัญหาเร่งด่วน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่าเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสภามากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกระแสในโซเชียลที่แพร่หลาย ผู้ใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์จำนวนมากแชร์โพสต์ของสส.ไอซ์ พร้อมแฮชแท็ก #วิกฤตน้ำมัน #เปิดสภาแก้ปัญหา แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้นิ่งเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” นี้ ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสภาที่ขาดความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาชีวิตจริง สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรตระหนักว่าตำแหน่งนี้มาจากคะแนนประชาชน เพื่อประชาชนเท่านั้น หากปล่อยให้ปัญหาค้างคา อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองทั้งหมด

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สนับสนุนให้สภาเปิดประชุมถกวิกฤตน้ำมันโดยเร็ว! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – “สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน”

รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นกระแสกันในแวดวงการเมืองไทยกันดีกว่าครับ หลังจากที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รอบล่าสุดจบลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 สิ่งที่ทุกคนรอคอยคือการรายงานตัวของ สส. เพื่อเริ่มต้นการทำงานในสภาให้เป็นทางการ แต่ช่วงนี้บรรยากาศที่รัฐสภากลับเงียบเหงาอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะรายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมาแม้แต่คนเดียว!

รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา

จากรายงานของผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดการรายงานตัวรอบที่ 11 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนถึง 16.30 น. รัฐสภา place นี้กลับวังเวงสุดๆ ไม่มี สส. ท่านไหนเดินทางมารายงานตัวเลยสักคน แม้ว่าจะมีข่าวลือว่านายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะแวะเวียนมา แต่สุดท้ายก็ไม่ปรากฏตัว ทำให้ยอดรวมทั้ง 11 วันอยู่ที่ 377 คนเท่านั้น จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง

เหตุการณ์รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนที่รัดกุมของเหล่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่เลื่อนการมารายงานตัวไปรวมกันในวันต่อๆ ไป เพื่อสร้างโมเมนตัมและแสดงพลังให้ชัดเจน โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่เหลือ

ทำไมรายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา?

คำถามนี้หลายคนคงสงสัย คำตอบคือ สส. ส่วนใหญ่เลือกที่จะรอคิวใหญ่ๆ ในวันถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการแยกกันมารายงานตัวกระจัดกระจาย แทนที่จะมาร่วมกันแสดงความเป็นเอกภาพ ปัจจัยอื่นๆ อาจรวมถึงการเตรียมเอกสาร การประสานงานภายในพรรค และการรอจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสมด้วยครับ

พรรคประชาชนยกทัพใหญ่มาพรุ่งนี้

พรุ่งนี้วันที่ 9 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. จะเป็นวันคึกคักแน่นอน เมื่อ “เท้ง” นายณัฐพงษ์ รัตนธำรงเวที พา สส. พรรคประชาชนถึง 119 คน มารายงานตัวพร้อมกัน! พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของ สส. เดิมจากพรรคก้าวไกล ถือเป็นทัพใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังมีนายอิสรา สุนทรวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาร่วมด้วย

  • พรรคประชาชน: 119 สส. นำโดยเท้ง ณัฐพงษ์ – แสดงพลังเยาวชนและการเปลี่ยนแปลง
  • พรรคประชาธิปัตย์: นายอิสรา สุนทรวัฒน์ – รองหัวหน้าพรรคเก่าแก่

นพ.วรงค์ ปิดจ็อบรายงานตัวครบ 499 คน

ตามด้วยวันที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี จะเป็นคนสุดท้ายที่มารายงานตัว ทำให้ยอด สส. ครบ 499 คน (เหลือ 1 ที่นั่งรอการตัดสินคดี?) อย่างเป็นทางการ จากนั้นจะมีรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม 2567 เวลา 17.00 น. และรอพระราชกฤษฎีกาเพื่อนัดเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เลือกประธานสภา

นี่คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเลือกประธานสภาจะเป็นด่านแรกที่ทุกพรรคจับตา เพราะจะส่งผลต่อสมดุลย์อำนาจในสภา โดยเฉพาะพรรคที่ได้คะแนนเสียงนำอย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองย้อนดูสถิติการรายงานตัวทั้งหมด:

  • ทั้ง 11 วันแรก: 377 สส.
  • วันที่ 9 มี.ค.: +119 (ประชาชน) + อิสรา
  • วันที่ 10 มี.ค.: + นพ.วรงค์
  • รวม: ครบ 499

การรายงานตัวนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการอภิปรายนโยบาย การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันนโยบายที่ประชาชนคาดหวัง เช่น แก้รัฐธรรมนูญ ลดค่าครองชีพ หรือปฏิรูประบบการเมือง

insight ของวันนี้: รายงานตัวที่สภา วันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา อาจดูผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของพรรคการเมืองในการรวมพลัง แทนที่จะกระจัดกระจาย มันแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดจริงจังแล้วครับ สภาใกล้จะคึกคักเต็มที่!

คุณคิดว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่จะเป็นใคร? หรือการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัพเดทการเมืองล่าสุด!

ที่มา – รายงานตัวที่สภาเป็นวันที่ 11 เงียบเหงา ไม่มี สส. เดินทางมา-ปชน. ยกทัพใหญ่มาพรุ่งนี้

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาจี้พรรคประชาชน อย่าดีแต่พูดโจมตีรัฐบาลเพียงเพื่อเอาใจแฟนคลับ จี้ให้รีบจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาฯ พร้อมเย้ยหยันว่า หากมีข้อมูลมากจริง ก็ควรไล่บี้ให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกของนายอนุทินที่สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้มีการหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สแกมเมอร์) โดยนายอนุทินระบุว่าเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกภูมิภาค

นายพร้อมพงศ์เรียกร้องให้นายอนุทินดำเนินการตามที่พูด เพราะพี่น้องคนไทยจำนวนมากต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง บางรายถึงขั้นจบชีวิตเพราะถูกหลอกลวง ปัญหานี้เป็นภัยร้ายแรงไม่ต่างจากยาเสพติด ทำลายคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และนำไปสู่การก่ออาชญากรรมอื่นๆ เช่น ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ธุรกิจสีเทา สีดำ ซึ่งปัจจุบันลามมาถึงการเมือง ทำให้มีนักการเมืองบางคน บางพรรค ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากสังคม

“ขอให้นายอนุทินสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำชาติต่างๆ และชาวโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นแหล่งก่ออาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ ไม่ใช่ฐานฟอกเงินของพวกสีเทา สีดำ ปล่อยให้อาชญากรทำผิดกฎหมาย พร้อมร่วมมือทุกชาติเพื่อปราบปราม เอาผิดถึงตัวการใหญ่ไล่บี้ยึดทรัพย์ ถ้าใครเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร หรือชาวต่างชาติ หากทำผิดในประเทศไทย จะไม่มีการละเว้น จะบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงเด็ดขาด ทำให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อให้ชาวโลกและคนไทยมั่นใจว่ารัฐบาลภูมิใจไทยพูดแล้วทำจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจอยู่ไม่ครบ 4 เดือน และอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ธันวาคม ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกโหวตล้มรัฐบาล หากพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ ดังนั้นหากจะยุบสภาฯ ก็ต้องยุบก่อนวันดังกล่าว
  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะสัญญากับพรรคประชาชน เดือนธันวาคมถือเป็นช่วงสำคัญ อาจมีการลงมติในวาระสาม หากยุบสภาฯ ก่อน กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ก็จะไม่มีผล
  • บางพรรคการเมืองได้จัดทัพข้าราชการ กลไกปกครอง และปัจจัยอื่นๆ พร้อมแล้ว จึงอาจอาศัยช่วงที่พรรคอื่นๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน ยุบสภาฯ ทันทีเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

พรรคส้ม vs. รัฐบาล: ดีแต่ปากหรือจริงใจ?

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคส้มดูเหมือนจะโจมตีรัฐบาลอนุทินและคนในรัฐบาลอย่างหนักหน่วง แต่หวังว่าคงไม่ใช่แค่การพูดเอาใจแฟนคลับ โดยเฉพาะการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่มีนัยยะแอบแฝงหรือมุ่งประโยชน์ทางการเมืองเรื่องคะแนนเสียง ให้สมกับสโลแกน “มีเราไม่มีเทา จะปราบสีเทา สีดำ”

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ สส. พรรคประชาชนทั้งพรรคเคยโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล และรักษาองค์ประชุมในสภาฯ มาโดยตลอด พร้อมท้าทายว่า หากเปิดประชุมสมัยหน้าในเดือนธันวาคม จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินทันทีได้หรือไม่

จากการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชนที่เปิดแผลหลายๆ เรื่อง เชื่อว่าพรรคส้มคงมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะซักฟอกคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และควรไล่บี้เรื่องต่างๆ ที่ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินให้ถึงที่สุด โดยการยื่นเรื่องตามหน่วยงานต่างๆ ด้วย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการเดินหน้าตรวจสอบจริง ไม่ได้ทำแค่เช็กเรตติ้งหรือมีแค่วาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น

การออกมาจี้ของนายพร้อมพงศ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยมีต่อพรรคประชาชน และความต้องการที่จะเห็นการตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเปิดโปงความผิดพลาดของรัฐบาล และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หรือไม่

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซัดอย่าดีแต่พูด

Scroll to top