ประชุมสภาเลือกนายก

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

“อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปด้วยเหตุการณ์สำคัญล่าสุด เมื่อ อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับแฟนข่าวการเมืองทั่วประเทศ วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์และความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกันแบบเป็นกันเอง

อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.38 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 มาที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมีการจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการอย่างสมพระเกียรติ

เลขาธิการสภาฯ ได้อ่านพระบรมราชโองการ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามมติสภาผู้แทนราษฎรที่ลงคะแนนเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อาศัยมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้รับสนองคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พิธีรับพระบรมราชโองการของอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

เวลา 13.40 น. นายอนุทินได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคม 3 ครั้ง ถวายธูปเทียนแพ และกล่าวคำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างซาบซึ้งใจ โดยระบุว่า “ขอเดชาฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น… จักขอเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความวัฒนาสถาพรของประเทศไทย”

พิธีนี้มี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรส ครอบครัว ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง หลังพิธี นายอนุทินยังเข้าสวมกอดบิดามารดา บุตรธิดา และไหว้ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมยินดี

ประวัติและบทบาทของอนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในนาม “อนุทิน” เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน สมัยนี้เป็นสมัยที่ 2 ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ภายใต้แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ชนะใจสภาในการโหวตนายกฯ

การขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ มาหลังจากการเจรจารัฐบาลร่วมหลายพรรค ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 สัญญาจะนำนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน
  • แก้ปัญหาสาธารณสุขและยาเสพติด
  • โครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม
  • การเกษตรและท่องเที่ยว
  • ความมั่นคงและยุติธรรม

นโยบายเหล่านี้คาดว่าจะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลชุดใหม่

การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนตัว แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นจากสภาฯ และประชาชนในวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย ในยุคที่ไทยต้องการผู้นำที่มั่นคงและซื่อสัตย์

สำหรับเราแล้ว การเข้ามาของอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามวิกฤตได้ หากทำได้ตามที่สัญญาไว้ น่าจะเป็นรัฐบาลที่ยั่งยืน คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพาไทยไปในทิศทางไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ยันไม่มีค่าตอบแทน

กระแสข่าวการเมืองที่กำลังร้อนแรงในช่วงนี้ ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องข่าวลือค่าตอบแทนแลกโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน มาดูรายละเอียดกันว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (น่าจะพิมพ์ผิดจาก 2569) นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงกระแสข่าวที่ว่ามี “งูเห่าส้ม” ซึ่งหมายถึง ส.ส.จากพรรคประชาชน (ปชน.) ที่โหวตให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีข่าวลือว่ามาจากการจูงใจด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท บวกเงินเดือนเดือนละ 4 แสนบาท นายอนุทิน ยืนยันชัดเจนว่า ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ไม่เคยเห็นหน้าตัวจริงเลย รู้แค่ว่าเป็นส.ส.สมัยแรกของพรรคประชาชน และเงินเดือนนายกรัฐมนตรีอย่างตัวเองยังได้แค่แสนบาทต่อเดือนเท่านั้น จะไปมีที่มาจากไหน

นายอนุทิน ยังเน้นย้ำว่า ไม่มีค่าตอบแทนหรือแรงจูงใจใดๆ แน่นอน แม้เสียงจากพรรคภูมิใจไทยจะมั่นคงอยู่แล้ว การเพิ่มอีก 1 เสียงก็ไม่ช่วยอะไรมาก แต่ถ้าได้เจอตัว เขาก็พร้อมเข้าไปขอบคุณ เพราะอาจเป็นเพราะนโยบายของพรรคภูมิใจไทยไปโดนใจพื้นที่ของส.ส.คนนี้ หรือโดนใจเขาเอง พรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยโหวตให้มาแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไปตามปกติ

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ชี้แจงสถานการณ์ลุยไฟ

ในส่วนของสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญ นายอนุทิน เปรียบเทียบว่าตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ก็เจอวิกฤตใหญ่บ้างเล็กบ้าง เช่น ปมชายแดนกัมพูชา หรือเรื่องอิหร่านล่าสุด กลไกของรัฐมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคะแนนมาจากความคาดหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน การทำงานสไตล์ของนายอนุทินผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ยิ่งประชาชนเชื่อมั่น ก็ต้องฝ่าฟันปัญหาให้ได้ ไม่ให้ใครผิดหวัง

บทบาทนายกรัฐมนตรีช่วยให้ทำงานในภาพใหญ่ได้ โดยเฉพาะตัวนายอนุทินที่เป็นคนเข้าถึงง่าย จับต้องได้ รับฟังความเห็น กล้าตัดสินใจ และยูเทิร์นได้ถ้าผิดพลาด ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชน สะท้อนจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อนุทินหนุนข้อเสนอลดสวัสดิการ ส.ส.

นอกจากประเด็นไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน แล้ว ยังมีคำถามถึงข้อเสนอ 3 ข้อของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่ต้องการประหยัดงบประมาณสภาฯ ดังนี้

  • ยกเลิกอาหารกลางวันของ ส.ส. ในสภา
  • ลดจำนวนผู้ติดตามผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน
  • ยกเลิกบำนาญ ส.ส.

นายอนุทิน เห็นด้วยทั้งหมด เพราะในยุคที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย สิ่งเหล่านี้รุงรังเกินไป โดยเฉพาะผู้ช่วยเหลือ 3 คนก็เพียงพอแล้ว เรื่องบำนาญแล้วแต่ส่วนตัว เพราะบางคนเป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่มีฐานะ ต้องดูเป็นรายกรณี ส่วนอาหารกลางวัน ลดได้ในมื้อที่จำเป็น เพื่อช่วยลดงบประมาณ แต่ไม่ใช่ตัดทิ้งหมด ต้องอะลุ่มอลือกันได้

ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่พร้อมรับมือข่าวลือและเสนอแนะเพื่อประโยชน์ประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยข่าวลือ แต่การชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ลองคอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบ SEO optimized ทุกวัน

สุดท้ายแล้ว การเมืองต้องอาศัยนโยบายที่โดนใจประชาชนจริงๆ มากกว่าเงินทอง ถ้าพรรคไหนทำได้ก็น่าจะอยู่ยาว

ที่มา – ไม่รู้จักงูเห่าส้ม “อนุทิน” ยันไม่มี ปมค่าตอบแทนแลกโหวตนายกฯ มองนโยบายอาจโดนใจ

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียงโหวต “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างหนักแน่นในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยทั้ง 74 เสียง มีมติเอกฉันท์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการคำนวณที่รอบคอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

นายจุลพันธ์ ย้ำชัดว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ด้วยคะแนนเสียงถึง 191 เสียง จากทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเลือกตั้งเขต ซึ่งเหนือกว่าพรรครองอันดับสองและสามอย่างมีนัยสำคัญ เสียงเหล่านี้คือพลังจากประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป พรรคเพื่อไทยในฐานะตัวแทนประชาชน จึงยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้งนี้เต็มที่ โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรค

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมพลังเพื่อไทยเพื่อเร่งด่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาล โปรดเกล้าฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหนาอยู่

เหตุผลหลักที่เพื่อไทยโหวตสนับสนุน “อนุทิน”

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยที่ชัดเจน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • จำนวนเสียงที่เด็ดขาด: พรรคภูมิใจไทยกวาด 191 เสียง ซึ่งมากพอที่จะนำพาประเทศสู่เสถียรภาพ
  • เสียงประชาชนคือหลัก: ทุกพรรคต้องเคารพเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • เร่งแก้ปัญหาเรื้อรัง: ประชาชนรอคอยรัฐบาลที่ทำงานจริง ไม่ใช่การเมืองล่าช้า
  • ความร่วมมือระหว่างพรรค: การเชิญร่วมรัฐบาลแสดงถึงจิตวิญญาณการประสานกัน

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เงินเฟ้อพุ่งสูง การว่างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน จึงเป็นสัญญาณบวกที่นักการเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจส่วนตัว

ผลกระทบที่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่

หากนายอนุทิน ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ชัดเจน เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การลดค่าครองชีพ และการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมจะช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้รัฐบาลมีทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่หลากหลาย

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานเสียงแข็งแกร่งในภาคอีสานและเหนือ สนับสนุนเต็มตัว จะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในสภา และเร่งให้เกิดการอนุมัตินโยบายสำคัญๆ ได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าคำพูด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจับตาดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะสามารถตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายเรื้อรังของเพื่อไทย หรือนโยบายสาธารณสุขของภูมิใจไทย สุดท้ายแล้ว เสียง 74 เสียงจากเพื่อไทยนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เห็นได้ชัดว่านี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคการเมืองใหญ่ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

“อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดโหวตนายกฯ อนุทิน-ณัฐพงษ์ มีคดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในสภาเลยนะครับ “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายชัดเจนถึงเหตุผลที่พรรคของเขาต้องงดออกเสียง ไม่สนับสนุนทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน

“อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่

เหตุผลหลักที่อภิสิทธิ์ยกมานั่นคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่กำหนดว่านายกฯ ต้องสุจริตและไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง พรรคประชาธิปัตย์ยึดหลักการเมืองสะอาดมาตลอด ไม่ใช่แค่กฎหมายแต่ต้องสูงกว่า มาดูรายละเอียดกันครับ

กรณีอนุทิน: คดีฮั้วสว. ร้ายแรงต่อประชาธิปไตย

สำหรับอนุทิน มีคดีใหญ่ที่ กกต. และ DSI กำลังสืบสวน คดีฮั้วสว. หรือการแทรกแซงการได้มาซึ่งสว. ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะสว. ต้องเป็นกลาง ถ้าตกเป็นเครื่องมือพรรคการเมือง องค์กรอิสระก็เสียหายหมด

  • กกต. ส่งอนุกรรมการสืบสวนชุด 26 ชี้ว่าอนุทินและพวกฝ่าฝืนกฎหมายได้มาซึ่งสว.
  • ตั้งชุด 36 เฉพาะเรื่องนี้ แต่โดนฟ้องศาลอาญาทุจริตว่าการตั้งไม่ชอบ คำสั่งออกเดือนหน้า
  • DSI คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน วงเงิน 300 ล้าน เกี่ยว 1,200 คน อัยการส่งคืนเพราะต้องสอบครบ ไม่ฟ้องแยก

สถานะตอนนี้ยังค้างคา อภิสิทธิ์บอกว่าถ้าให้เป็นนายกฯ จะบั่นทอนศรัทธาประชาชน และรบกวนการบริหารประเทศ สงสัยว่าทำไมไม่เลือกคนอื่นที่สะอาดกว่า

อภิสิทธิ์ แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ อนุทิน-ณัฐพงษ์

ส่วนณัฐพงษ์ ก็ด้วยหลักเดียวกัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ส่งศาล อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ อภิสิทธิ์ย้ำชัด ไม่ใช่รอร่วมรัฐบาล แต่ยึดหลักตรวจสอบจริง

เสียดายโอกาสของสองพรรคใหญ่

อภิสิทธิ์เสียดายที่สองพรรคมีแคนดิเดตดีๆ อย่างสีหศักดิ์ พวงเกตุ (ภูมิใจไทย) และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ประชาชน) แต่กลับเสนอคนมีปัญหา แถมเลือกตั้งยังมีข้อพิพาทค้างศาล

  • ประชาธิปัตย์ทำงานฝ่ายค้านมานาน ไม่มีประวัติรอเก้าอี้
  • เน้นการเมืองสุจริต สร้างศรัทธาให้ประชาชน

เหตุผลงดโหวตนายก อนุทิน ณัฐพงษ์

สรุปแล้ว “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่ เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมการเมืองไทยให้สูงขึ้น ในมุมผมคิดว่าจุดยืนแบบนี้ดีนะครับ ทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ปล่อยให้คนมีคดีมาบริหารประเทศได้ง่ายๆ คุณล่ะเห็นด้วยมั้ย? คอมเมนต์บอกกันหน่อย แล้วอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันที่นี่เลย!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ยังมีคดีทั้งคู่

“โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติไร้ซื่อสัตย์

การเมืองไทยร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดดราม่าระหว่าง ส.ส.รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยเฉพาะประเด็นที่โรมออกโรงอภิปรายแบบจัดหนัก จวกอนุทินว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ไร้ความซื่อสัตย์สุจริต และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต

“โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต

วันที่ 19 มีนาคม 2567 (คาดว่าพิมพ์ผิดจาก 2569 ในบางแหล่ง) ที่อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประชุมวาระสำคัญ คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 โดยมี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ 499 คน การโหวตใช้วิธีเปิดเผย ขานชื่อ ส.ส. รายบุคคล ต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียงขึ้นไป

ผู้เสนอชื่อคือ นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายรังสิมันต์ โรม เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนโหวต ทั้งสองฝ่ายได้อภิปรายตัวบุคคลฝ่ายละ 70 นาที ซึ่งตรงนี้เองที่โรมไม่ยั้ง เปิดประจานปัญหาต่าง ๆ ของอนุทิน

ประเด็นน้ำมันเถื่อนสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์

โรมชี้ว่าปัญหาราคาน้ำมันแพงและน้ำมันเถื่อนที่ฝังรากลึกมานาน แสดงให้เห็นการบริหารที่เต็มไปด้วยทุจริต แม้รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันมีพอ แต่ทำไมถึงหายไป? นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต จริง ส.ส.ฝั่งภูมิใจไทยอย่างนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประท้วงว่านอกประเด็น แต่โรมยืนยันว่ามันเกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160

การเลือกตั้งสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

อีกประเด็นหนักคือการเลือกตั้งปี 2566 ที่โรมเรียกว่า “สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง” โดยกล่าวหาอนุทินในฐานะอดีตนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการก่อนหาเสียง ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานการเมืองไทย และส่อเค้าโกงเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีประเด็นฮั้ว สว. ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในการเลือก สว. ทำให้ ส.ส.ภูมิใจไทยประท้วงหนัก ประธานสภาต้องเตือนหลายรอบไม่ให้ลงรายละเอียดลึกเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจ

  • ปัญหาน้ำมันเถื่อน: องค์กรข้ามชาติฝังราก บริหารเชิงทุจริต
  • โยกย้ายขรก.ก่อนเลือกตั้ง: ส่อโกงเลือกตั้ง
  • ฮั้ว สว.: ประชาชนสิ้นศรัทธา

ทั้ง 3 ประเด็นนี้ โรมย้ำว่ามาจากความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ สะท้อนชัดว่านายอนุทินไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

ก่อนเข้าสู่การโหวต มีการปฏิญาณหน้าที่ของ ส.ส.ใหม่ ๆ อย่างนายไชยชนก ชิดชอบ และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รวมถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานสภา เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการชิงเก้าอี้นายก แต่ยังเผยรอยร้าวทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

การอภิปรายของโรมกลายเป็นไวรัลในโซเชียล มีเดียทันที ผู้คนจำนวนมากเห็นด้วยกับประเด็นที่ยกมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการตรวจสอบกันเอง ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตยที่ดี แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการโจมตีส่วนตัว

สุดท้ายแล้ว “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต นี้จะส่งผลต่อผลโหวตอย่างไร? ต้องติดตามต่อไป แต่ชัดเจนว่ามันจุดประกายให้ประชาชนตื่นตัวกับคุณสมบัติผู้นำมากขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? คิดว่าประเด็นที่โรมยกมามีน้ำหนักหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดที่รอ “อนุทิน” แก้บน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมสถานที่ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 บริเวณ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธีแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่จะบินมาแก้บน นั้น ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยืนยันว่าเป็นการจัดพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยในวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ ไม่ใช่เป็นการเตรียมการแก้บนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่เป็นข่าว

ทำไมถึงมีข่าวลือเรื่องการจัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน?

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน และยืนยันว่าการเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานบวงสรวงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

พิธีบวงสรวงเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง การจัดงานครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบุรีรัมย์

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทของนักการเมืองคนสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์นั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อถือและส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความสับสนในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและการมีวิจารณญาณในการรับข่าวสาร จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยันเป็นงานบวงสรวงประจำปี

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“พรรคเพื่อไทย” ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในสภา พร้อมย้ำว่าจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ยังค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย (ผลโหวตนายก มติสภาฯ เห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ พรรคเพื่อไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมในการทำหน้าที่ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ “พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป”

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสร้างสรรค์

นโยบายต่างๆ ที่“พรรคเพื่อไทย” เคยได้ริเริ่มและผลักดันไว้ในอดีต แต่ยังไม่ทันได้สานต่อให้สำเร็จลุล่วงนั้น พรรคฯ ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะรอโอกาสที่จะกลับมาสานต่อนโยบายเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน

ในฐานะฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย” จะมุ่งเน้นการทำงานดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โปร่งใส และเป็นธรรม
  • เสนอแนะนโยบายทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเสมอมา และจะยังคงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรม และเจริญก้าวหน้า

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ทำให้รัฐบาลต้องทำงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลั่นจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ค้างไว้

ส่องเทรนด์! #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ติดลมบน

แฮชแท็ก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 #ประชุมสภา #โหวตนายก พุ่งติดเทรนด์โซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลังจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามลำดับตัวอักษร และให้แต่ละคนออกเสียงลงมติว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง โดยจำนวน สส. ในปัจจุบันมีทั้งหมด 493 คน ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 247 เสียงขึ้นไป การเข้าสู่วาระการโหวตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงและลงมติว่าจะเลื่อนญัตติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องด่วนในวาระ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 313 ต่อ 142 เสียง

นายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุคคลเพียงชื่อเดียวที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส. สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายก่อนที่จะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผยจนครบทั้ง 493 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องมีคะแนนเสียงเกิน 247 เสียงขึ้นไป

เมื่อเวลา 15.51 น. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงเกิน 247 เสียง ส่งผลให้ นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่32 ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

#นายกรัฐมนตรีคนที่32 คือใคร? ทำไมถึงเป็นที่พูดถึง?

ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ส่งผลให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย และ #โหวตนายก พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจขั้นตอนหลังจากการโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่32

หลายคนอาจสงสัยว่า หลังจากสภาฯ มีมติเห็นชอบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ขั้นตอนหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์

การเลือก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – แฮชแท็กการเมืองพุ่งติดเทรนด์ หลังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32

Scroll to top