ประชุมสภาเลือกนายก

คปท. ศปปส. รวมพลัง! ไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย

การชุมนุมของกลุ่ม “คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม” แสดงพลังอย่างชัดเจนบริเวณหน้ารัฐสภา ประกาศจุดยืนหนักแน่นว่าพวกเขาไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกผู้นำที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศบริเวณหน้ารัฐสภา เกียกกาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กองทัพธรรม ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกลุ่มประชาชนจำนวนมาก มารวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมแสดงพลังทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อกดดันไม่ให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อบุคคลใดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยให้เหตุผลว่าพรรคเพื่อไทยได้สูญเสียความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้ว

ผู้ร่วมชุมนุมต่างถือป้ายข้อความที่สื่อถึงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน เช่น “ไม่เอานายกฯ จากพรรคเพื่อไทย” พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ให้รัฐสภาดำเนินการเลือกผู้นำประเทศที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

แกนนำเครือข่ายได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ประเทศกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีจึงต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่เกมการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นบุคคลที่สามารถตอบสนองต่อเงื่อนไขและข้อเรียกร้องของประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งยืนยันว่าจะติดตามการประชุมรัฐสภาอย่างใกล้ชิด

สำหรับการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบรัฐสภา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากคอยดูแลสถานการณ์อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะที่การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและจับตามองจากสังคมในวงกว้าง

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

ภาพ ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม รวมพลังหน้าสภา ประกาศไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย

สถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุนี้ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนในประเทศ การตัดสินใจของรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

ทำไม คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม ถึงออกมาเคลื่อนไหว?

การรวมตัวของ คปท. ศปปส. และกองทัพธรรม เพื่อแสดงจุดยืนอันชัดเจนว่าไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความไม่ไว้วางใจของกลุ่มคนเหล่านี้ต่อพรรคเพื่อไทย โดยพวกเขามองว่า พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรืออาจมีวาระซ่อนเร้นอื่นๆ

การออกมาแสดงพลังของกลุ่มเหล่านี้ เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐสภาและพรรคการเมืองต่างๆ ว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยกำลังจับตามองการตัดสินใจของพวกเขาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเองหากรู้สึกว่าถูกละเลย

สถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับระบบประชาธิปไตยของไทย ว่าจะสามารถรับฟังและตอบสนองต่อเสียงของประชาชนได้อย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ ว่าการเมืองไทยยังคงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง การเลือกนายกรัฐมนตรีที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบในสังคมได้

ดังนั้น การตัดสินใจของรัฐสภาจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา

การชุมนุมของกลุ่ม คปท. ศปปส. และกองทัพธรรม เป็นเพียงภาพสะท้อนหนึ่งของสังคมไทยที่กำลังมีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย การเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน และการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างสังคมที่เข้มแข็งได้ในที่สุด นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศเรา

ที่มา – “คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม” รวมพลังหน้าสภา ประกาศไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย

ถ่ายทอดสด! โหวตนายกฯ 5 ก.ย. 68: อนุทิน หรือ ชัยเกษม

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 5 ก.ย. 68 จับตาวาระสำคัญ “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” ลุ้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย “ชัยเกษม นิติสิริ” จากเพื่อไทย ใครจะได้เป็นผู้นำรัฐบาลคนต่อไป!

วันที่ 5 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นไปทั้งคณะด้วย จึงทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น ซึ่งไทยรัฐร่วมดึงสัญญาณถ่ายทอดสดเกาะติดและรายงานให้ได้รับชมเหตุการณ์ที่สำคัญของประเทศด้วย

(เริ่มถ่ายทอดสดตั้งแต่ 09.00 น.)

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 5 ก.ย. 68 โหวตนายกฯ คนที่ 32 “อนุทิน” หรือ “ชัยเกษม”

สำหรับแคนดิเดตในวันนี้ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่ามีแต้มต่อเพราะพรรคประชาชนมีมติที่จะโหวตให้ทั้ง 143 เสียง ประกอบกับพรรคภูมิใจไทย จับขั้วกับพรรคต่างๆ ที่จะมาตั้งเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจรวมเสียงได้อีก 146 เสียง ภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน

ทางด้านพรรคเพื่อไทยก็สู้ไม่ถอยเช่นกัน ภายหลังหนังสือทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่งให้สำนักงานองคมนตรีพิจารณาแล้วเมื่อเย็นวันที่ 2 กันยายน 2568 ต่อมาได้รับแจ้งจากสำนักงานองคมนตรี ว่ายังมีประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้งและยังไม่เป็นข้อยุติ โดยเฉพาะประเด็นอำนาจของรองนายกรัฐมนตรีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในการถวายคำแนะนำ จึงยังไม่เห็นสมควรนำร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในเวลานี้ ได้ยืนยันหลายครั้งด้วยไพ่ใบสุดท้ายว่าจะส่ง นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันทีไม่ต้องรอ 4 เดือน พร้อมยอมรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชนแบบไม่มีเงื่อนไขเพิ่ม

ใครจะได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ของไทย?

การถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 5 ก.ย. 68 ครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะกำหนดทิศทางนโยบายและเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะต่อไป การติดตามข่าวสารและผลการลงมติจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูผลการลงมติในวันนี้ว่าจะเป็นไปตามคาด หรือจะพลิกโผ สำหรับการลงมติจะมีการขานชื่อ สส. เพื่อลงคะแนนเป็นรายบุคคลตามตัวอักษร ซึ่งผู้ที่จะได้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องได้รับความเห็นชอบ 247 เสียงขึ้นไป หรือเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ในสภาฯ มาลุ้นกันว่าประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือ “ชัยเกษม นิติสิริ”

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อประเทศในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การติดตามถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 5 ก.ย. 68 เพื่อดูการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงเป็นการทำหน้าที่พลเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล การติดตามการถ่ายทอดสดและการรายงานข่าวจากสื่อที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้เข้าใจกระบวนการทางการเมืองและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 5 ก.ย. 68 โหวตนายกฯ คนที่ 32 “อนุทิน” หรือ “ชัยเกษม”

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

ข่าวใหญ่! พรรคกล้าธรรมจัดดินเนอร์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนการโหวตนายกฯ พรุ่งนี้ (5 ก.ย.) งานนี้มีเซอร์ไพรส์ เมื่อ “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่มาร่วมงานด้วย สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก มาดูกันว่าบรรยากาศในงานเป็นอย่างไร และการปรากฏตัวของทั้งสองท่านมีความหมายสำคัญอย่างไรต่อพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของพรรคกล้าธรรม (กธ.) โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้นำ สส. ของพรรคมาร่วมรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหารชื่อดังริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน การนัดพบครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสภาScheduled for the momentous event of electing the 32nd Prime Minister on September 5th.

แต่ที่สร้างความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรค รทสช. ที่มาร่วมวงรับประทานอาหารด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองท่านอาจกำลังพิจารณาที่จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การเข้าร่วมของบุคคลทั้งสองนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ของพรรคกล้าธรรมในอนาคต

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

การพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกพรรคและการเปิดกว้างในการพูดคุยกับบุคคลภายนอกพรรค การมี “เสธ.หิ-สัญญา” มาร่วมงาน ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมอย่างไรบ้าง?

ทำไมการดินเนอร์ของพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ถึงสำคัญ?

การดินเนอร์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • การรวมตัวของสมาชิกพรรค: เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงของสมาชิกพรรคกล้าธรรม ก่อนการลงมติที่สำคัญ
  • การดึงดูดบุคคลภายนอก: การปรากฏตัวของ “เสธ.หิ-สัญญา” บ่งบอกถึงความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรม ในสายตาของนักการเมืองจากพรรคอื่น
  • การสร้างพันธมิตร: การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาจนำไปสู่การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น พรรคกล้าธรรมเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง และการตัดสินใจของพวกเขามีผลต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ต้องรอดูกันต่อไปว่า พรรคกล้าธรรม จะมีบทบาทอย่างไรในการเมืองไทยหลังจากนี้ และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่สำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: การที่พรรคกล้าธรรมเปิดตัวและสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากพรรคอื่นเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของตนเอง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ที่มา – “กล้าธรรม” ดินเนอร์ร้านริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ มี “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่แจม

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

Scroll to top