ประธานรัฐสภา

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ห้ามพกปืนเด็ดขาด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ล่าสุดภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรนิติบัญญัติอย่างมาก โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาประกาศนโยบายใหม่เพื่อ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากลและรัดกุมที่สุด

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสสังคม แต่เป็นความตั้งใจของประธานรัฐสภาที่ต้องการให้สถานที่ทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติมีความเป็นมืออาชีพ โดยเน้นย้ำว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็น สส. เจ้าหน้าที่ หรือผู้ติดตาม จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนเอกซเรย์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้มาตรการนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ

สรุปจุดสำคัญของการปรับปรุงระเบียบความปลอดภัย

นอกจากนโยบายเรื่องอาวุธปืนแล้ว ทางสภายังมีแผนการปรับปรุงมาตรการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การคัดกรองรถยนต์เข้า-ออก ต้องใช้บัตรหรือสติกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • รถจักรยานยนต์และไรเดอร์รับ-ส่งอาหาร ต้องทำการแลกบัตรและจอดในจุดที่กำหนด
  • บุคคลทุกคนที่เข้า-ออกอาคารต้องติดบัตรแสดงตนอย่างชัดเจน
  • มีการจัดระบบสายตรวจเดินตรวจจุดเสี่ยงหรือจุดบอดภายในอาคารรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง

ความน่าสนใจอีกประการคือ การเตรียมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ซึ่งการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น

ผู้ที่มาติดต่อหรือทำงานภายในรัฐสภาคงต้องเตรียมตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเอกสารและอุปกรณ์ส่วนตัว ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การไม่มีอาวุธปืนเข้ามาเกี่ยวข้องภายในสถานที่ทำงานนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับทั้งข้าราชการและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ หวังว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการทำงานให้ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปึงเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล

สวัสดีครับทุกท่าน วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ถือเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย คือวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตรงกับวันแม่แห่งชาติ โดยในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีสำคัญ

นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล

ในช่วงเช้าตรู่ ณ บริเวณท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ได้เข้าร่วมกิจกรรมนายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

บรรยากาศพิธีตักบาตรถวายพระราชกุศล

ภายในงานเต็มไปด้วยความเรียบร้อยและศักดิ์สิทธิ์ โดยมีบุคคลสำคัญจากทุกภาคส่วนร่วมพิธีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะองคมนตรี, ประธานรัฐสภา, ประธานศาลฎีกา, ประธานวุฒิสภา รวมถึงคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ทั้งนี้กิจกรรมนายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล ดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติ โดยเริ่มตั้งแต่พิธีสวดพระพุทธมนต์และการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

  • นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
  • ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์
  • ร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 193 รูป

ความสำเร็จของงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของชาวไทยที่มารวมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวที นอกจากนี้ การที่นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการสืบสานประเพณีทำบุญตักบาตรที่งดงามของไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ในฐานะพสกนิกรชาวไทย การได้เห็นภาพแห่งความสมัครสมานสามัคคีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และหวังว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยทุกคนในวันแม่แห่งชาติปีนี้ครับ แล้วคุณล่ะครับ วันแม่ปีนี้ได้ทำกิจกรรมดีๆ อะไรเพื่อแสดงความรักต่อคุณแม่หรือพระพันปีหลวงบ้าง อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กันฟังบ้างนะครับ

ที่มา – นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระพันปีหลวง

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 หวังแก้วิกฤตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเข้าสภาฯ สำหรับนายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสภาฯ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนสูง ทำให้งบกลางที่ตั้งไว้เดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ ทั้งนี้ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อย้ายงบจากรายการที่ยังไม่ได้ใช้หรือสามารถชะลอได้ มาไว้ในงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินนั่นเองครับ

รายละเอียดการโอนงบประมาณในคราวนี้

การโอนงบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบที่จำเป็นนะครับ แต่เป็นการดึงงบจากรายการที่ยังไม่มีโครงการผูกพัน หรือโครงการที่ล่าช้ากว่ากำหนด เช่น:

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาหรือฝึกอบรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
  • รายการงบประมาณที่หน่วยงานเห็นว่าสามารถชะลอไว้ก่อนได้โดยไม่เสียหาย

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ในจุดที่วิกฤตต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

หากเรามองในมุมของความคล่องตัว ต้องยอมรับว่าการมีเม็ดเงินสำรองไว้ในมือช่วยให้รัฐบาลบริหารงานได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง การที่ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณที่โอนมานี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพื่อให้เงินภาษีของเราเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเดือดร้อนในยามวิกฤตให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ และน่าประทับใจจากเวทีรัฐสภามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดได้มีการจัดงานเปิดเวทีสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ซึ่งงานนี้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมฟังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ยกย่องให้พระองค์ภาเป็น โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค อย่างแท้จริง

โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค

ภายในงานโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชนครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “ความเสมอภาคทางเพศ” นายโสภณได้บรรยายพิเศษถึงความสำคัญของการที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และได้เน้นย้ำว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนคือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย โดยจุดเริ่มต้นที่ดีคือการมีความเสมอภาคในจิตใจ ซึ่งท่านได้หยิบยกพระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขึ้นมาเป็นแบบอย่าง

บทเรียนจาก โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค

ท่านโสภณกล่าวว่า พระองค์ภาทรงเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในเรื่องความเสมอภาค โดยแม้พระองค์จะทรงมีพระสถานะสูงส่ง แต่ทรงสนพระทัยในความเป็นอยู่ของผู้ที่ด้อยโอกาสและผู้ต้องขัง การที่พระองค์ทรงเข้าไปดูทุกข์สุขของผู้ต้องหาเพื่อให้พวกเขาได้รับสิทธิที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น คือเครื่องพิสูจน์ถึงความเมตตาและหลักความเสมอภาคอย่างแท้จริง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สังคมไทยควรนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อกัน

สำหรับโครงการนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเท่าทันโลกยุคดิจิทัล โดยมีหัวข้อสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังคนรุ่นใหม่
  • การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์
  • การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกระดับ
  • การสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ท้ายที่สุด การที่ท่าน โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการถวายความอาลัยและรำลึกถึงพระองค์ท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจเรื่องความเหลื่อมล้ำและร่วมกันสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ? การสร้างความเสมอภาคเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยตัวเราเองครับ

ที่มา – เวทีสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน “โสภณ” สดุดี “พระองค์ภา” ต้นแบบความเสมอภาค

จุลพันธ์ แจงเพื่อไทยปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้ทันพิจารณา

จุลพันธ์ แจงเพื่อไทยปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้ทันพิจารณา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ล่าสุดคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยระบุว่าพรรคได้มีการปรับแก้เนื้อหาบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ส.ส.ร. ที่ทาง สส. จากพรรคภูมิใจไทยได้ขอถอนชื่อออกไปก่อนหน้านี้

ประเด็น จุลพันธ์ แจงเพื่อไทยปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้ทันพิจารณา ถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่พรรคกำลังเร่งเครื่องดำเนินการ โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับจูนรายละเอียดในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองและสามารถผลักดันเข้าสู่สภาได้ทันเวลาในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้

รายละเอียดการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อสร้างความร่วมมือ

คุณจุลพันธ์เน้นย้ำว่า แม้จะมีการปรับแก้เนื้อหาเพื่อลดข้อกังวลต่างๆ แต่หลักการสำคัญที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นคือความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นหัวใจหลัก โดยมีขั้นตอนดำเนินงานสำคัญดังนี้:

  • นำร่างที่ปรับปรุงแล้วเข้าที่ประชุม สส. ของพรรคในสัปดาห์หน้า
  • หากมติในที่ประชุมเห็นชอบ จะดำเนินการล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาอีกครั้ง
  • ตรวจสอบรายละเอียดข้อกังวลประเด็นที่มาของ ส.ส.ร. ให้รัดกุมที่สุด

ด้วยกรอบเวลาที่กระชั้นชิด ทำให้ทิศทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ต้องเน้นความชัดเจนและได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย การที่ จุลพันธ์ แจงเพื่อไทยปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้ทันพิจารณา จึงเป็นก้าวย่างที่แสดงถึงความพยายามในการประนีประนอมทางการเมือง เพื่อให้กงล้อของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง การที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยอมปรับจูนเนื้อหาตามเสียงท้วงติงของพรรคร่วมรัฐบาล สะท้อนถึงวุฒิภาวะทางการเมืองที่ต้องการหาจุดร่วมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การจับตามองบทสรุปในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาในสภาได้ราบรื่นเพียงใด หากพรรคเพื่อไทยสามารถแก้ปมปัญหาที่ค้างคาใจ สส. พรรคภูมิใจไทยได้สำเร็จ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยเพื่อไทยตัดข้อกังวลปม ส.ส.ร. หลัง สส.ภูมิใจไทยถอนชื่อ จ่อชงสภาฯ ให้ทันพิจารณา

โสภณ แจงนำร่องเคารพธงชาติ หวังสร้างภาพลักษณ์รัฐสภาใหม่

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่าสถาบันการเมืองจะมีส่วนช่วยในการสร้างค่านิยมที่ดีให้กับสังคมได้อย่างไร ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาเปิดเผยแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โสภณ แจงนำร่องเคารพธงชาติ หวังสร้างภาพลักษณ์รัฐสภาใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของระเบียบวินัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำอุดมการณ์การรักชาติและประชาธิปไตยให้กับคนทุกรุ่น

เหตุผลที่ โสภณ แจงนำร่องเคารพธงชาติ หวังสร้างภาพลักษณ์รัฐสภาใหม่

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่ข้าราชการและตำรวจรัฐสภาจะมายืนตรงเคารพธงชาติพร้อมกันในเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ประชาชน ในมุมมองของประธานรัฐสภา การเป็นแบบอย่างที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการสร้างศรัทธา หากสถาบันทางการเมืองมีความเข้มแข็งและมีระเบียบวินัย ย่อมส่งผลให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นตามไปด้วย

บทบาทของ โสภณ แจงนำร่องเคารพธงชาติ หวังสร้างภาพลักษณ์รัฐสภาใหม่ กับเยาวชน

สำหรับเด็กและเยาวชน นายโสภณมองว่าการปลูกฝังประชาธิปไตยที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการมีวินัยในตนเอง โดยทางรัฐสภาได้เตรียมโครงการเสริมสร้างความรู้มากมาย เช่น:

  • โครงการสภาเยาวชน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออก
  • การจัดการโต้วาที เพื่อฝึกทักษะการใช้เหตุผล
  • การจัดสอบแข่งขันและการประกวดด้านประชาธิปไตย

กิจกรรมเหล่านี้มุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่เข้าใจแก่นแท้ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เพียงแค่การใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการรู้จักหน้าที่ การเคารพกฎกติกา และการร่วมมือกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

นอกจากการเคารพธงชาติแล้ว การสร้างอุดมคติเรื่องการรักชาติยังรวมไปถึงการดูแลสถาบันหลักของชาติให้มีความสง่างามในสายตาคนไทย ภาพของตำรวจรัฐสภาที่แต่งกายถูกต้องและยืนตรงอย่างพร้อมเพรียงในทุกๆ เช้าและเย็น ถือเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงระเบียบวินัยที่รัฐสภาไทยต้องการถ่ายทอดสู่สายตาประชาชน

เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องจับตามองกันต่อไปว่า การปรับเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์และแนวปฏิบัติในครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมในทางบวกให้กับสังคมอย่างไร แต่ในระดับพื้นฐาน การหันมาใส่ใจเรื่องเล็กน้อยที่มีความหมายยิ่งใหญ่เช่นนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีขององค์กรระดับประเทศ ผมเชื่อว่าหากทุกหน่วยงานช่วยกันสร้างวินัยในลักษณะนี้ขึ้นมา ไม่เพียงแต่ภาพลักษณ์ของสภาจะดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ความสามัคคีและความรักชาติในใจคนไทยก็จะถูกปลูกฝังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “โสภณ” แจง นำร่องเคารพธงชาติ หวังสร้างภาพลักษณ์รัฐสภาใหม่ เป็นแบบอย่างรักชาติ

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพรัฐสภาในต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นธรรมชาติ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการ โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมให้สภาเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการช่องทางทำกิน นายโสภณเล็งเห็นว่าอาคารรัฐสภาไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสวยงามโดดเด่น จึงตั้งใจที่จะปรับภูมิทัศน์ให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ประชุมกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนสามารถนำสินค้ามาวางจำหน่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้รัฐสภาไทยกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญไม่แพ้ต่างประเทศอย่างแน่นอน

เปลี่ยนสภาให้เป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ

นอกจากการเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายแล้ว อีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญคือการทำให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคน โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่ให้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ ถือเป็นการคืนความสุขและพื้นที่ดีๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และพลังของจิตอาสาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

  • สร้างเศรษฐกิจ: เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ
  • แลนด์มาร์คใหม่: ยกระดับรัฐสภาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดเช็คอินของเมือง
  • ปอดของเมือง: พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ได้มาออกกำลังกาย

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายโสภณเน้นย้ำเรื่องความใกล้ชิดระหว่างรัฐสภากับประชาชน ในยุคที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับวาทกรรมทางการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการเห็นการทำงานที่จับต้องได้ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ และทำประโยชน์ให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด โครงการนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูปบทบาทสภาให้มีความเป็นมิตรและเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือชาวชุมชนที่อยากมีพื้นที่โปรโมทสินค้า การติดตามข่าวสารจากทางรัฐสภาในระยะถัดไปนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับทุกคนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ขยับตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – “โสภณ” ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

“ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ

“ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงและน่าจับตาที่สุดในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ หลังจากที่มีการยืนยันว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ กันอย่างจริงจัง ล่าสุด นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมจะเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตอบโจทย์ประชาชน

รายละเอียดการขับเคลื่อน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่เป็นการรวมพลังของหลายพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงเดียวกัน โดยนายชูศักดิ์ระบุว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติดังกล่าวมากถึง 189 คน จากหลากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายคือการสร้างกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

สาระสำคัญของร่างฉบับนี้มีหัวใจหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • คงความเป็นรัฐเดี่ยวและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
  • เน้นความเสมอภาคและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้โปร่งใส
  • ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายชูศักดิ์ย้ำว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีความเห็นต่างในรายละเอียดของแต่ละพรรค แต่เชื่อมั่นว่าในขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการจะสามารถพูดคุยปรับจูนให้เป็นเอกภาพได้ เพื่อให้การแก้ไขครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด และเป็นชัยชนะของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่เคยส่งเสียงผ่านการลงประชามติมาแล้ว

การผลักดันให้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาตินั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือรากฐานสำคัญของการเมืองไทยในอนาคต หากทุกฝ่ายร่วมมือกันได้จริงโดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตน เราก็มีโอกาสที่จะเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของประชาชนจริงๆ อีกครั้ง การจับมือกันในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จึงเป็นการตัดสินใจบนเส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งเดิมๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การยื่นร่างในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับและผลักดันไปจนถึงฝั่งฝันได้สำเร็จหรือไม่

ที่มา – “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ ยื่นสภาฯ 4 มิ.ย.

Scroll to top