ประธานรัฐสภา

สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศในยุคปัจจุบัน โดยล่าสุดมีรายงานว่า สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ

สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ทางพรรคมีความพร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้รวบรวมรายชื่อจากบรรดา สส. ทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชาติ รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายพรรค รวมแล้วกว่า 180 ท่าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

รายละเอียดความคืบหน้าการยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นสำคัญที่นางมนพรเน้นย้ำ คือการที่พรรคเพื่อไทยได้พยายามดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการทั้งหมดนั้นต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขในครั้งนี้มีความราบรื่นและนำไปสู่การบังคับใช้ที่ยั่งยืน โดยในสัปดาห์นี้ ทางพรรคจะนัดหมายเพื่อยื่นเอกสารต่อประธานรัฐสภาตามขั้นตอนต่อไปครับ

หากเรามาไล่เรียงเหตุผลและความพยายามในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า:

  • มีการรวมเสียงจากหลายพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น
  • เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจหลัก
  • ต้องอยู่ในกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้ามีร่างจากพรรคอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทย จะสามารถนำมารวมกันได้หรือไม่? คำตอบคือต้องมาดูในรายละเอียดรายมาตราว่าสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ไหม แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือในที่ประชุมรัฐสภา ว่าจะหาสูตรสำเร็จที่ลงตัวที่สุดได้อย่างไร

เราคงต้องติดตามกันต่อไปครับว่าเมื่อยื่นต่อประธานสภาฯ เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนการตรวจรับรายชื่อและการบรรจุระเบียบวาระจะมีความคืบหน้าอย่างไร การที่ สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถ้าถามมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่คือก้าวย่างที่สะท้อนถึงการเมืองที่พยายามปรับตัวเพื่อหาจุดร่วมท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธาน ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส เมื่อกลุ่ม สว.อิสระ จ่อลงมือล่าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ส่งไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลหลายประการต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกวิจารณ์หนักจากคดีดังหลายคดี ทำให้ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงทุกปี

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มอิสระ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการล่าชื่อ สว. และ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ยื่นคำร้องอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. และ สว. ทั้งหมด หรือประมาณ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน

น.ส.นันทนา ระบุว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ในช่วงนี้มีข้อกังวลหลายเรื่อง เช่น กรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย กรณีสินบนทองคำ 246 ล้านบาท และล่าสุดคดียกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาไม่มีเจตนาซุกหุ้น ซึ่งตรงข้ามกับคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็วและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใส ส่งผลให้ CPI ของไทยร่วงลงอย่างน่าตกใจ

ประเด็นหลักที่ถูกตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช.

  • กรณีแหวนแม่: การไต่สวนที่ล่าช้าและไม่ชัดเจน
  • นาฬิกาเพื่อน: ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
  • คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย: ความล่าช้าในการดำเนินคดี
  • สินบนทองคำ 246 ล้านบาท: กรณีที่ถูกมองว่าปกปิด
  • คดีศักดิ์สยาม vs 44 ส.ส.: การเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน ยกฟ้องฝ่ายหนึ่งแต่เร่งรัดอีกฝ่าย

กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวสนับสนุนคำร้องจากฝ่าย ส.ส. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่แท้จริง หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะไม่ดึงเช็งหรือดองเรื่อง แต่ส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกาทันที

มาตรา 236 รัฐธรรมนูญ ทางออกตรวจสอบองค์กรอิสระ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 บัญญัติให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กกต. เป็นต้น กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสมดุลของอำนาจและป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวเสริมว่า ประธานรัฐสภาต้องเปิดทางให้การตรวจสอบเกิดขึ้น ขอให้นายโสภณ อย่าดึงเวลาเหมือนกรณีตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ในอดีต หากดึงเช็งจะเปิดช่องให้วงจรอุบาทว์แทรกแซง โดยเฉพาะอิทธิพลจากคอนเนกชันสีน้ำเงินหรือบุรีรัมย์ ถ้ากระบวนการนี้ล้มเหลว จะส่งผลร้ายแรงต่อระบบตรวจสอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การบริหารบุคคลใน ป.ป.ช. ที่แต่งตั้งรองเลขาธิการจากผู้ช่วยลำดับท้ายๆ ละเลยผู้มีอาวุโส ทำให้ธรรมาภิบาลหายไป และเกิดการแทรกแซงคดีอย่างย่ามใจ

เหตุการณ์ สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส นี้ ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบยุติธรรมและปราบปรามทุจริต ป.ป.ช. ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากตัวมันเองถูกตั้งคำถาม ประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไร CPI ของไทยที่เคยอยู่ในอันดับ 60 กว่าๆ ช่วงปี 2560 ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของโลก สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน

จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนองค์กรอิสระตามมาตรานี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณี กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูประบบได้สำเร็จ หากครั้งนี้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น

มุมมองผู้เขียน: การตรวจสอบต้องครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมโปร่งใสแท้จริง หาก ป.ป.ช. ผ่านการไต่สวนได้ จะยิ่งเข้มแข็ง แต่หากมีปัญหาจริง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชาติ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการล่าชื่อไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่กระจาย สนับสนุนการปราบปรามทุจริตที่แท้จริง ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

“พริษฐ์” ชี้ต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่การทุจริตยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง “พริษฐ์” หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยชี้ว่าจำเป็นต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลและ ป.ป.ช. ฮั้วกัน ซึ่งเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่อาจทำให้กลไกตรวจสอบล้มเหลว

แก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ : ทำไมถึงจำเป็น

วันที่ 19 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้ให้เห็นปัญหาการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกตั้งคำถามหนัก หลังมีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในกรณีซุกหุ้นนอมินีและแจ้งทรัพย์สินเท็จ ซึ่งเคยนำไปสู่การตัดสินพ้นสภาไปแล้ว หาก ป.ป.ช. ไม่โปร่งใส ประเทศจะแก้คอร์รัปชันไม่ได้

นายปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรค ได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นแล้ว และรอคำชี้แจงจากเลขาธิการ ป.ป.ช. ที่จะเผยแพร่เร็วๆ นี้ แต่ประเด็นสำคัญคือ หากประชาชนพบว่าป.ป.ช. ทำผิด กลไกตรวจสอบคืออะไร?

ช่องโหว่ใหญ่ในมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

กฎหมายปัจจุบันเปิดให้ประชาชน 20,000 คน เข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ ซึ่งดีกว่าองคค์กรอื่น แต่มีปัญหาใหญ่คือ ต้องส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภากลั่นกรองก่อน โดยประธานสภาฯ มีดุลพินิจตัดสินว่าจะส่งต่อศาลหรือปัดตก

  • ประธานสภาฯ มักมาจากฝ่ายรัฐบาล ทำให้เสี่ยงถูกกดดัน
  • หากรัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกัน ข้อร้องเรียนจากประชาชนจะถูกตีตกง่ายๆ
  • ไม่ว่าประชาชนจะร้องกี่ล้าน ก็ไปไม่ถึงศาล
  • บทบัญญัตินี้เปิดช่องให้ปกปิดทุจริตได้

ลองนึกภาพ หาก ป.ป.ช. ละเว้นตรวจสอบนักการเมืองรัฐบาล ประธานสภาฯ ก็แค่ใช้อำนาจปัดทุกเคส ทำให้กลไกนี้ไร้ประสิทธิภาพ การแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ จึงเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง

พรรคประชาชนลงมือแล้ว ยื่นร่างกฎหมายเข้าสภา

พรรคประชาชนได้ยื่นร่างแก้ไขมาตรา 236 แล้ว เพื่อตัดอำนาจดุลพินิจของประธานรัฐสภาให้เรื่องไปตรงถึงศาลฎีกา โดยหวัง ส.ส.ทุกพรรคร่วมผลักดัน ตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงว่าจะแก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

ปัญหาคอร์รัปชันในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะคดีหุ้นนอมินีหรือการแจ้งทรัพย์สินเท็จ สะท้อนระบบที่อ่อนแอ หากไม่แก้โครงสร้างใหญ่แบบนี้ ประชาชนจะหมดหวัง การตัดดุลพินิจประธานสภาฯ จะช่วยเสริมความเป็นอิสระให้ ป.ป.ช. และเพิ่มพลังให้ภาคประชาชนในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการเมืองแบบเก่าที่นักการเมืองใช้อำนาจปกป้องตัวเอง ทำให้การตรวจสอบโปร่งใสและเที่ยงธรรมมากขึ้น ในยุคที่ประชาชนตื่นตัวเรื่องนี้ การผลักดันร่างกฎหมายนี้คือก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

สุดท้าย การแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯไม่ใช่แค่แก้ช่องโหว่ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากส.ส.ทุกคนมองเห็นประโยชน์ส่วนรวม เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จริง คุณคิดว่ากลไกนี้ควรแก้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายกว้างขึ้น

ที่มา – “พริษฐ์” ชี้ จำเป็นต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ ป้องกันรัฐบาล-ป.ป.ช. ฮั้วกัน

“มงคล” โชว์วิชั่น IPU ตุรกี เชิญพระปกเกล้าแขกพิเศษ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวเด่นในวงการการเมืองระหว่างประเทศกันเลยนะครับ! “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ เป็นหัวข้อที่กำลังฮือฮา เพราะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) โดยคณะไทยเน้นเดินทางขนาดเล็กสุด เพื่อประหยัดงบประมาณตามนโยบายรัฐบาล แต่ผลงานกลับอลังการมาก!

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

บรรยากาศในงานอบอุ่นสุดๆ นายมงคลได้พบปะประธาน IPU เลขาธิการ และประธานรัฐสภาภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ผ่าน “ทูตรัฐสภาเชิงรุก” ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐสภาไทย สิ่งที่พิเศษสุดคือ ครั้งนี้ IPU เชิญ สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมในฐานะแขกพิเศษเป็นครั้งแรก! จัดที่นั่ง VIP ลำดับแรกเลย ก่อนผู้แทนประเทศอื่นๆ ตามตัวอักษร นับเป็นเกียรติยศสูงมากสำหรับประเทศไทย

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ
ภาพบรรยากาศ “มงคล” ที่ IPU ตุรกี สถาบันพระปกเกล้า VIP

ไทยได้เป็นเจ้าภาพประชุม PTI-IPU เดือนตุลาคม

นอกจากนี้ ที่ประชุม PTI IPU ยังตกลงเชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพประชุมสำนักงานเลขาธิการ PTI-IPU ครั้งที่ 1 ที่ไทยในเดือนตุลาคม 2567 เลขาธิการสถาบันตอบรับทันที และหลายประเทศขอเข้าร่วมแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลของไทย จะได้แสดงศักยภาพบนเวทีสากล

ถ้อยแถลงสุดปังของนายมงคลบนเวทีใหญ่

นายมงคลขึ้นกล่าวในห้องประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมความหวัง สร้างสันติภาพที่มั่นคง และอำนวยความยุติธรรมเพื่อคนรุ่นถัดไป” โดยเน้นว่ารัฐสภาต้องสร้างความยุติธรรมครอบคลุม ท่ามกลางความท้าทายโลกอย่าง AI ที่ก้าวกระโดด ต้องปฏิรูปกฎหมาย สวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มการศึกษาและทักษะให้เยาวชน

รัฐสภาไทยยังมีส่วนรับรองมติสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

  • บทบาทรัฐสภาในการจัดการความขัดแย้งหลังสงคราม และฟื้นฟูสันติภาพยั่งยืน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เป็นธรรม ต่อต้านกีดกันการค้าและเลี่ยงภาษี
นายมงคล กล่าวสุนทรพจน์ IPU ตุรกี
“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี

IPU หรือ Inter-Parliamentary Union เป็นองค์กรระหว่างรัฐสภาที่เก่าแก่สุดในโลก ก่อตั้งปี 1889 มีสมาชิกกว่า 180 ประเทศ การที่ไทยและสถาบันพระปกเกล้าได้รับเกียรติแบบนี้ แสดงถึง soft power ของเราที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตรัฐสภา นายมงคลทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ โชว์วิชั่นที่ตอบโจทย์ปัญหาโลกได้ตรงจุด

ในมุมมองผม การเข้าร่วม IPU ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปร่วมงาน แต่เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ระยะยาว ไทยจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความขัดแย้งเยอะแบบนี้ คิดดูสิ ถ้าเยาวชนไทยได้ทักษะ AI จากนโยบายที่นายมงคลผลักดัน ก็น่าจะช่วยลดช่องว่างดิจิทัลได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับการโชว์วิชั่นของ “มงคล” บนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีของไทยบนเวทีโลกกันเถอะ!

ที่มา – “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

“โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อันเป็นวันปีใหม่ไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และประเพณีอันงดงาม “โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส. ได้กลายเป็นข่าวที่น่าสนใจของชาวโซเชียลและสื่อมวลชน โดยนายโสภณ ซารุมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำทีมผู้บริหารและข้าราชการร่วมพิธีทำบุญครั้งนี้ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยและอธิษฐานขอให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข

“โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

พิธีทำบุญสงกรานต์รัฐสภา จัดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 เมษายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยใช้สถานที่ห้องโถงพิธีชั้น 11 ซึ่งปกติสงวนไว้สำหรับพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเท่านั้น ถือเป็นครั้งแรกที่นำมาใช้ในงานสงกรานต์ พิธีนี้มีนายโสภณ ซารุมย์ เป็นประธาน ร่วมด้วยน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง และนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมข้าราชการสำนักงานสภาฯ

พิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์และสรงน้ำพระ

ภายในงาน มีการนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป นำโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม มาประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์และพระปริตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่รัฐสภาและประชาชนชาวไทย นายโสภณได้นำทุกคนร่วมสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตามประเพณีวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา

หลังพิธี นายโสภณให้สัมภาษณ์สื่อว่า การจัดงาน “โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือเป็นการสืบสานประเพณีไทยและเชื่อมโยงกับสมัยพุทธกาล ในอดีตเมืองไพศาลีประสบภัยพิบัติ พระพุทธเจ้าทรงเจริญพระปริตร จนบ้านเมืองสงบสุข การสวดพระปริตรครั้งนี้จึงหวังนำความร่มเย็นและสิริมงคลมาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติที่กำลังเผชิญ

ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดร้านอาหารชั้น 2 อย่างเป็นทางการในวันมงคลนี้ โดยร้านนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อบริการ ส.ส. โดยเฉพาะ ส.ส. ต้องจ่ายเงินเองเต็มจำนวน ไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ เพื่อความโปร่งใสและไม่ให้กระทบการประชุมสภา นายโสภณยืนยันว่าร้านนี้เตรียมพร้อมแล้ว เพิ่มเพียงขั้นตอนการชำระเงิน จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ ส.ส. รับประทานอาหารได้สะดวกขึ้น โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ

  • สถานที่: ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
  • ผู้ใช้บริการหลัก: ส.ส. และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  • ระบบการชำระ: จ่ายเงินสดหรือโอนเงินทันที
  • จุดเด่น: ถือฤกษ์สงกรานต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

การเปิดร้านในวันสำคัญเช่นนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประธานรัฐสภาในการพัฒนาสวัสดิการบุคลากรอย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณบวกให้กับสังคมว่า หน่วยงานรัฐกำลังเริ่มเรื่องดีๆ เพื่อบ้านเมือง

คำอวยพรและกำลังใจให้คนไทย

นายโสภณยังอวยพรประชาชนไทยทุกคนในวันสงกรานต์ 2569 ให้ยึดหลักพระพุทธศาสนา ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และร่วมมือกันฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ ในฐานะประธานรัฐสภา เขาปวารณาตนทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประโยชน์ของชาติ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้

งานบุญครั้งนี้ไม่เพียงสืบสานวัฒนธรรมไทย แต่ยังเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กรรัฐสภา สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนเห็นตัวอย่างการนำประเพณีมาประยุกต์กับการทำงานสมัยใหม่ การทำบุญใหญ่เช่นนี้ช่วยเสริมพลังบวกให้ประเทศไทยก้าวผ่านอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ด้วยใจศรัทธา และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากคุณมีประสบการณ์ทำบุญสงกรานต์ในที่ทำงาน แชร์ให้เราฟังในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

“โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

เช้าวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อและประเพณีเข้ากับการเมือง

“โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระภูมิชัยมงคล และศาลตา-ยาย ที่ตั้งอยู่ในอาคารรัฐสภาใหม่ เวลา 09.59 น. นายโสภณได้ถวายเครื่องบูชาและดอกไม้ เพื่อขอพรให้การปฏิบัติหน้าที่ราบรื่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐสภา โดยเฉพาะศาลพระสยามเทวาธิราชที่อัญเชิญมาจากรัฐสภาเดิม มีทั้งองค์เดิมสูง 6 นิ้วและองค์จำลองสูง 16 นิ้ว สร้างจากไม้สักอย่างประณีต บุคลากรรัฐสภาให้ความเคารพนับถือมานาน

โสภณ สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่

จากนั้น เวลา 10.09 น. นายโสภณเดินทางไปถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ร.7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้ประชาชน ถือเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย กิจกรรมนี้แสดงถึงความจงรักภักดีและขอพรให้การนำสภาฯ สำเร็จลุล่วง

โสภณ ถวายพวงมาลัยอนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

ความสำคัญของศาลพระสยามเทวาธิราชในรัฐสภาไทย

ศาลพระสยามเทวาธิราชไม่ใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวรัฐสภา พระภูมิชัยมงคลและศาลตา-ยาย ช่วยเสริมสิริมงคลให้ผู้ปฏิบัติงาน การที่ “โสภณ สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่” จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ยึดมั่นในประเพณี

  • ศาลพระสยามเทวาธิราช: ปกป้องเมืองหลวง
  • พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง: เสริมอำนาจปกครอง
  • ศาลตา-ยาย: คุ้มครองข้าราชการ
  • พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7: สัญลักษณ์ประชาธิปไตย

ภาพพิธีสักการะของโสภณโสภณ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เวลา 10.19 น. นายโสภณยังกราบสักการะพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อความมั่นใจในการนำสภาผู้แทนราษฎร กิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทันทีหลังการแต่งตั้ง แสดงถึงความพร้อมและความศรัทธา

อนุสาวรีย์ ร.7 รับพวงมาลัยจากโสภณโสภณ สักการะพระพุทธรูป

ทำไมการสักการะจึงสำคัญสำหรับนักการเมืองไทย

ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้นำที่ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย การที่ประธานสภาฯ อย่างนายโสภณเลือก “สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่” ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และยึดโยงกับรากเหง้าวัฒนธรรม เหตุการณ์นี้ยังเป็นสัญญาณว่าสภาใหม่จะเดินหน้าด้วยความสามัคคี

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผู้นำที่เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมเช่นนี้มักประสบความสำเร็จในการนำพาองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือออกกฎหมายสำคัญ เราคาดว่านายโสภณจะนำพาสภาผู้แทนราษฎรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การกระทำของ “โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่ เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้การเมืองจะซับซ้อน แต่ความศรัทธาและประเพณีไทยยังคงเป็นพลังสำคัญ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

“อนุทิน” ย้ำยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจครบ 4 ปี

หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคภูมิใจไทยคว้าส.ส.ได้ถึง 190 เสียง “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี พร้อมย้อนแซวพรรคเพื่อไทยที่ชอบอ้างพิรุธทุกครั้งที่แพ้ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยทันที โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะรีบร้อนพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะต้องรอผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการจาก กกต. ก่อน

“อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการเมืองต้องเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ชอบพูดอะไรที่ยังไม่ยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง กกต. ซึ่งตอนนี้คะแนนนับได้เพียง 90% เท่านั้น ดังนั้นไม่ควรคาดเดาก่อนวางแผนคัดเลือกรัฐมนตรีหรือแบ่งโควตา “เราต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเพราะประชาชนเลือกมา คะแนนอย่างไม่เป็นทางการกว่า 190 เสียง ดังนั้นต้องเคารพการตัดสินใจนั้น” อนุทินกล่าว

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาล เขายืนยันว่าต้องรอผล ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ชัดเจนก่อน เพราะยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยที่ต้องคำนวณ เมื่อมีคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิเคราะห์จากนักวิชาการว่าพรรคมีหลายกลุ่ม อนุทินหัวเราะเบาๆ และตอบว่า “ไม่กังวลเลย ผมทำงานถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม ไม่ฝืนใจประชาชน” เขามั่นใจว่าสามารถคุมพรรคร่วมได้ หากคุมไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

มั่นใจรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปีด้วยผลงาน

อนุทินมองว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจะอยู่ครบ 4 ปีแน่นอน โดยเน้นผลงานที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ประชาชน และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ “วันพรุ่งนี้ต้องมาจากประสบการณ์วานนี้ ผมจะขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่เกินสปีด” เขายกตัวอย่างรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอดีตที่ยังผลักดันนโยบายได้ แต่มาเอร์นี้เป็นเสียงข้างมาก ยิ่งมั่นใจ

ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

เมื่อพูดถึงข้อสังเกตของพรรคเพื่อไทยที่ชี้ว่าการเลือกตั้งมีพิรุธมาก อนุทินแซวตรงๆ ว่า “เวลาแพ้ก็มีพิรุธทุกที แต่ชนะไม่มี” สำหรับกระแสเรียกร้องนับคะแนนใหม่ เขาบอกว่าเป็นกระบวนการปกติ รัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้ง เพียงประสานงาน รัฐบาลไม่รู้จำนวน ส.ส.แน่ชัดเพราะยังนับไม่จบ และหากกล่าวหาพิรุธคือกล่าวหา กกต. ไม่ใช่รัฐบาล

ประเด็น MOU 44 และพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ อนุทินยังเผยว่าจะหารือ ครม. เรื่องยกเลิก MOU 44 ในวันนั้นเลย สั่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมการ เพราะ MOU นี้ไม่คืบหน้า ไม่มีประโยชน์ ต้องยกเลิกเพื่อผลประโยชน์ชาติ สำหรับข่าวไม่เอาพรรคก้าวไกลหรือพรรคอื่น เขาไม่ตอบ แต่พูด “โอเคนะครับ” แล้วเดินเข้าประชุม ครม.

ประเด็นสำคัญจากคำแถลงอนุทิน

  • ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล รอผล กกต. ชัดเจน
  • ฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้ 190+ เสียง
  • มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ด้วยการทำงานถูกต้อง
  • ย้อนเพื่อไทย ชอบอ้างพิรุธตอนแพ้
  • เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ที่ไร้ผล
อนุทิน ชาญวีรกูล

สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่สุด การที่อนุทินยืนยัน “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี แสดงถึงความมั่นใจและระมัดระวัง สะท้อนประสบการณ์ยาวนานในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นจริง คงต้องจับตาว่าจะผลักดันนโยบายอะไรบ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจและ MOU 44 ที่ค้างคา

คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบ 4 ปีจริงหรือ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

กรมการปกครองไม่อนุมัติผู้กองแคทช่วยประธานสภา

กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

ในแวดวงการเมืองและราชการไทย เรามักได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับการย้ายย้ายโยกย้ายของข้าราชการที่สร้างความฮือฮา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง “ผู้กองแคท” หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งกาจ ล่าสุด กรมการปกครองได้มีคำสั่งปฏิเสธการยืมตัวเธอไปช่วยงานประธานรัฐสภา สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก เรื่องนี้สะท้อนถึงนโยบายที่ชัดเจนของกรมในการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะปลัดอำเภอหน้าใหม่ที่ต้องลงพื้นที่จริงเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ย้อนกลับไปดูรายละเอียด กรมการปกครองได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งปฏิเสธคำขอจากสำนักงานเลขาธิการสภาที่ต้องการยืมตัวผู้กองแคทมาช่วยงานในส่วนของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่เหตุผลหลักคือ กรมเพิ่งมีคำสั่งย้ายเธอไปดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568

กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

นโยบายของกรมการปกครองนั้นชัดเจนมาก โดยเน้นย้ำว่าข้าราชการที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดอำเภอต้องอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรงกับการบริหารจัดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตำแหน่งนี้ การยืมตัวไปช่วยงานที่อื่น แม้จะเป็นกรณีพิเศษอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรร้องขอ ก็ไม่อาจขัดกับหลักการนี้ได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมในการรักษามาตรฐานการทำงานของข้าราชการปกครอง

ประวัติและบทบาทของผู้กองแคท

ผู้กองแคท หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก เป็นข้าราชการที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านประชาสัมพันธ์ เธอเคยปฏิบัติหน้าที่ในส่วนประชาสัมพันธ์ของกรมการปกครอง และได้รับความนิยมจากสื่อสังคมออนไลน์ด้วยสไตล์การสื่อสารที่เป็นกันเองและมีเสน่ห์ ชื่อเสียงของเธอทำให้หลายหน่วยงานสนใจ โดยเฉพาะสภาที่เห็นว่าความสามารถด้านนี้จะช่วยเสริมงานของประธานรัฐสภาในการสื่อสารกับประชาชน อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่ตำแหน่งปลัดอำเภอเป็นก้าวสำคัญที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับท้องถิ่น

การตัดสินใจของกรมการปกครองครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาบุคลากรกับความต้องการของหน่วยงานอื่นๆ ในระบบราชการไทยที่ซับซ้อนนี้ ผู้กองแคทจะต้องปรับตัวกับบทบาทใหม่ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและปัญหาสังคม เช่น การจัดการชายแดนและการพัฒนาชุมชน

นัยยะต่อระบบราชการและการเมือง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีนโยบายที่ชัดเจนในการย้ายย้ายและพัฒนาข้าราชการ หากปลัดอำเภอหน้าใหม่ถูกดึงตัวไปช่วยงานที่อื่นตั้งแต่เริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการปกครองท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างผู้กองแคทต้องยึดมั่นในหน้าที่ราชการก่อนเสมอ แม้จะมีโอกาสในเวทีใหญ่

  • นโยบายกรมการปกครอง: เน้นประสบการณ์พื้นที่จริงสำหรับปลัดอำเภอใหม่
  • บทบาทของผู้กองแคท: จากนักประชาสัมพันธ์สู่เจ้าพนักงานปกครอง
  • ผลกระทบ: สร้างความสมดุลในระบบราชการ
  • อนาคต: ผู้กองแคทจะนำประสบการณ์จากศรีสะเกษมาพัฒนาตัวเองอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะช่วยรักษาคุณภาพของการบริหารปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศ หากคุณสนใจเรื่องราชการและการเมืองไทย อย่าลืมติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้

ที่มา – กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

หนังสือด่วน ขอยืมผู้กองแคทช่วยประธานสภา

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน นั่นคือ หนังสือด่วนที่สุด ขอยืมตัว “ผู้กองแคท” ช่วยราชการงานประธานสภาฯ เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นเอกสารจากรัฐสภาที่ส่งไปยังอธิบดีกรมการปกครอง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตจากเพจเฟซบุ๊ก CSILA เกี่ยวกับเส้นทางราชการของร้อยตำรวจเอกหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในชื่อผู้กองแคท ที่กำลังจะย้ายไปเป็นปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษในวันที่ 2 ตุลาคม 2568

หนังสือด่วนที่สุด ขอยืมตัว “ผู้กองแคท” ช่วยราชการงานประธานสภาฯ เป็นกรณีพิเศษ

หนังสือดังกล่าวมีเลขที่ 0001.02/4792 ลงวันที่ 25 กันยายน 2568 ลงนามโดยนายธงชาติ รัตนวิชา เลขานุการประธานรัฐสภา ส่งถึงอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยมีเนื้อหาหลักคือการขอยืมตัวข้าราชการมาช่วยราชการในส่วนงานของประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566

รายละเอียดในหนังสือระบุชัดเจนว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีความประสงค์ขอยืมตัว ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย โดยไม่ขาดจากตำแหน่งหน้าที่เดิม นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หนังสือนี้ยังแสดงถึงความขอบคุณล่วงหน้าต่อกรมการปกครองในการพิจารณาเรื่องนี้

ประวัติและบทบาทของผู้กองแคท

ผู้กองแคท หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก เป็นข้าราชการที่ได้รับการยอมรับในด้านความสามารถด้านประชาสัมพันธ์ เธอเคยปฏิบัติงานในกรมการปกครองมาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและประสานงานต่าง ๆ ล่าสุด เพจ CSILA ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเติบโตทางราชการของเธอที่รวดเร็ว จากตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์สู่การย้ายไปเป็นปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ แต่การขอยืมตัวครั้งนี้ทำให้เส้นทางของเธอเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง สู่การช่วยงานในระดับรัฐสภา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพ

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะเป็นกรณีพิเศษที่แสดงถึงความไว้วางใจจากประธานสภา การนำบุคลากรจากกระทรวงมหาดไทยมาช่วยงานรัฐสภา สะท้อนถึงความจำเป็นในการมีทีมงานที่มีประสบการณ์หลากหลาย เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

บริบททางการเมืองเบื้องหลัง

ตั้งแต่การแต่งตั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภาของไทยได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและประสิทธิภาพ การขอยืมตัวผู้กองแคทจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเสริมทีมงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการประชาสัมพันธ์และการประสานงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารสภา

  • เหตุผลหลัก: เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาให้มีประสิทธิภาพ
  • ระยะเวลา: เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยไม่กระทบตำแหน่งเดิม
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: รัฐสภา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • ผลกระทบ: อาจทำให้การย้ายไปศรีสะเกษเลื่อนออกไป

เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่มีการเคลื่อนย้ายบุคลากรข้ามหน่วยงานบ่อยครั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเส้นทางอาชีพของผู้กองแคท ที่ดูเหมือนจะก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทรัพยากรบุคคลในระบบราชการไทย ที่สามารถยืมตัวเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างยืดหยุ่น มันแสดงให้เห็นว่าประชาสัมพันธ์และการสื่อสารมีบทบาทสำคัญเพียงใดในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็ว หากผู้กองแคทสามารถนำประสบการณ์มาช่วยงานประธานสภาได้ดี ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทยโดยรวม

สำหรับท่านที่สนใจเรื่องการเมืองและราชการ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – หนังสือด่วนที่สุด ขอยืมตัว “ผู้กองแคท” ช่วยราชการงานประธานสภาฯ เป็นกรณีพิเศษ

Scroll to top