ประธานวิปรัฐบาล

“กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

ในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน ซึ่งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจหลังจากมีการเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อหารือในเรื่องนี้ โดย “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

สถานะของ “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาแสดงทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเตือนสติฝ่ายการเมืองว่าอย่าเพิ่งตีความความเห็นที่ได้มาว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากเดินหน้าไปแล้วเกิดการร้องเรียนจนศาลมีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงกันข้าม กระบวนการที่ทำไปทั้งหมดอาจจะ “แพ้ฟาว” และสร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่ายได้

ทำไมต้องกังวลว่า “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

ความกังวลนี้มีที่มาที่ไปจากบทเรียนในอดีต เรื่องการทำประชามติที่เคยขอความเห็นทางกฎหมายมาแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาจริง คำวินิจฉัยกลับแตกต่างจากความเห็นเบื้องต้น ดังนั้น นายกรวีร์จึงเสนอว่า:

  • ควรใช้กรอบคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
  • รัฐสภาไม่ควรเสี่ยงให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหากยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน
  • ทุกฝ่ายควรศึกษากฎหมายอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอย

ในฝั่งของพรรคเพื่อไทยเอง สถานการณ์ก็ดูจะมีความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ฝ่ายหนึ่งก็เกรงว่าจะเกิดประเด็นข้อกฎหมายตามมาในภายหลัง ซึ่งแกนนำพรรคเตรียมประชุมหารือเพื่อวางทิศทางให้ชัดเจนก่อนยื่นร่างแก้ไขต่อประธานสภาฯ ในเดือนกรกฎาคมนี้

หากถามถึงความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ การตั้งธงที่รอบคอบและยึดโยงกับคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันจริง คือหนทางที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงได้โดยไม่มีสะดุด การยึดกฎหมายเป็นที่ตั้งสำคัญกว่าการรีบเร่งเดินหน้าโดยปราศจากความมั่นใจทางกฎหมาย เพราะเป้าหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของทุกคน ไม่ใช่แค่การร่างใหม่ที่อาจจะตกม้าตายกลางทางครับ

ที่มา – “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

พรุ่งนี้ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงรัฐสภาไทย นั่นคือ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้เลยทีเดียว หลังจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ยื่นเรื่องขอให้ตีความแล้ว สถานการณ์นี้ทำให้กฎหมายสำคัญชะงักไปก่อน รอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ มาดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะกระทบอะไรต่อการเมืองไทยบ้าง

ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

จากข้อมูลล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ว่า พรุ่งนี้ 12 พฤษภาคม ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะส่งเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามที่ ส.ส. จากพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวบรวมรายชื่อยื่นผ่านประธานสภา นายกรวีร์ยืนยันว่า นี่เป็นสิทธิ์ของ ส.ส. ตามกฎหมาย และประธานสภาฯ ยังไม่สามารถบรรจุวาระการพิจารณากฎหมายนี้ได้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลก่อน

การเคลื่อนไหวนี้นำไปสู่ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ พ.ศ. 2567 กฎหมายนี้ถูกเสนอโดยรัฐบาลเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันแพงและปัญหาพลังงานที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.กู้เงิน คืออะไร และทำไมถึงถกเถียง?

พ.ร.ก.กู้เงินนี้มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ไทยกำลังเผชิญ โดยรัฐบาลต้องการกู้เงินจำนวนมากเพื่อ补贴ราคาพลังงาน สนับสนุนโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน แต่ฝ่ายค้านมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการออก พ.ร.ก. ที่ต้องมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ และการกู้เงินแบบนี้ถูกต้องตามมาตรา 67 หรือเปล่า

สาเหตุที่ ปชน.-ปชป. ยื่นเรื่อง

พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก ได้รวบรวม ส.ส. ยื่นผ่านประธานสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากศาลรับคำร้องและวินิจฉัยว่าถูกต้อง กฎหมายก็เดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าผิด ก็อาจล้มทั้งกระบวนการ สร้างความตึงเครียดในสภา นายกรวีร์มองว่าเป็นกระบวนการปกติที่แสดงถึงการถ่วงดุลอำนาจ

ผลกระทบต่อวาระสภาและกฎหมายอื่นๆ

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พฤษภาคม จะมีประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณากฎหมายที่ ครม. ยืนยันกลับมา สัปดาห์หน้าจะบรรจุกฎหมายฟาสต์แทร็ก ซึ่งลดขั้นตอนราชการ เพื่อเร่งโครงการรัฐบาล คาดอาจเข้าวาระ 20 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังกำชับให้ ครม. เข้าประชุมสภา หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เพื่อประสานงานระหว่าง ครม. กับสภา

  • ประชุม ครม. พรรคภูมิใจไทย: ติดตามงานที่ นายกฯ มอบหมาย
  • วาระสภา 15 พ.ค.: พิจารณากฎหมายยืนยันจาก ครม.
  • สัปดาห์หน้า: กฎหมายฟาสต์แทร็ก และกฎหมาย ส.ส.
  • กระทู้ถาม: นายกฯ สั่งให้ตอบในสภา

สถานการณ์ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน นี้ สะท้อนการเมืองไทยที่เข้มข้น ฝ่ายค้านใช้กลไกศาลตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักประชาธิปไตยที่ดี

ในมุมมองของผม การวินิจฉัยครั้งนี้จะกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานไทย หากผ่านได้ รัฐบาลจะคล่องตัวขึ้น แต่ถ้าตก ก็ต้องหาทางอื่น ลองคิดดูนะครับว่าปัญหาพลังงานจะคลี่คลายเมื่อไหร่ คุณคิดว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่าง ติดตามอัพเดทข่าวการเมืองเพิ่มเติมในบล็อกนี้เลยครับ!

ที่มา – พรุ่งนี้ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน หลัง ปชน.-ปชป. ยื่นเรื่อง

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภาไทยกันเลยนะครับ “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล บอกชัดเจนว่าไม่กังวลเลยสักนิดกับแผนของฝ่ายค้านที่กำลังจะตั้งคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) มาเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แถมยังยินดีต้อนรับด้วยซ้ำ ถ้าจะมีข้อเสนอดีๆ มาช่วยกันพัฒนาประเทศ

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองว่า การที่พรรคประชาชนและฝ่ายค้านเตรียมตั้งครม.เงาเป็นสิทธิ์เต็มตัว และเป็นเรื่องดีด้วย เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนแบบเจาะจง รัฐบาลเปิดประตูรับฟังทุกความเห็น โดยเฉพาะถ้าเป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ นายกฯ และครม.พร้อมนำมาปรับใช้ในนโยบายทันที ปัจจุบันยังไม่เห็นครม.เงาทำงานจริง แต่เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้น มีอีกช่องทางช่วยให้รัฐบาลทำงานดีกว่าเดิม

ครม.เงาหรือ Shadow Cabinet คืออะไร? สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันคือกลไกของฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ที่แต่งตั้ง “รัฐมนตรีเงา” คอยจับตาดู “รัฐมนตรีจริง” ในกระทรวงเดียวกัน เพื่อเสนอนโยบายทางเลือกและวิจารณ์จุดอ่อน เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจ ช่วยให้การเมืองมีคุณภาพมากขึ้น

“กรวีร์” ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) นั้น นายกรวีร์บอกว่าต้องหารือกันระหว่างรัฐบาลกับสภา ว่าจะแก้จุดไหนยังไง แต่ตอนนี้รัฐบาลขอโฟกัสปัญหาใหญ่ก่อนเลย คือ ปากท้องประชาชน เพราะไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจหนัก จากราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง และวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ไม่ใช่เวลามาไล่แก้รธน.ให้ช้า รัฐบาลไม่กังวลเรื่องผลประชามติ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าสภาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ถ้าจะไปสู่รธน.ฉบับใหม่ คงได้เห็นกันชัดๆ

  • ปัญหาหลักที่รัฐบาลโฟกัส: เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการว่างงานสูง
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันแพงจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลกระทบผู้ส่งออกและประชาชน
  • เงินเฟ้อ: ราคาอาหาร ของใช้จ่ายพื้นฐานพุ่ง กระทบปากท้องโดยตรง
  • การฟื้นตัวหลังโควิด: ยังไม่เต็มที่ ต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME

ในมุมมองของรัฐบาล การแก้รธน.เป็นเรื่องจำเป็นในระยะยาว แต่ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องกินอยู่ก่อน ถ้าฝ่ายค้านช่วยเสนอไอเดียแก้ปากท้องแทนการเมืองดึงเวลา ก็น่าจะดีกว่านี้เยอะ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าครม.เงาช่วยกันผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพ หรือหาแหล่งพลังงานทางเลือกได้ รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและทำตาม

ส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ เพราะการเมืองไทยมักติดกับดักเรื่องโครงสร้าง แต่ลืมปัญหาเร่งดันอย่างเศรษฐกิจประชาชน ถ้าฝ่ายค้านตั้งครม.เงาแล้วโฟกัสเรื่องจริง ไม่ใช่แค่จับผิด ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ สุดท้ายแล้ว ประชาชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสิน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของ “กรวีร์”? ควรแก้รธน.ก่อนหรือแก้ปากท้องด่วน? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

พรรคประชาชนสวนกลับเพื่อไทยอย่างดุเดือด ถามกลับว่าถ้าคลิปซื้อเสียงแลกโหวตงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แล้วทำไมคลิปเสียงนายกฯ คุยกับ “ฮุนเซน” ถึงไม่หนักกว่า?

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล กรณีให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงเกี่ยวกับการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” ว่าต้องถามกลับไปยังนายวิสุทธิ์เช่นกันว่า ทำไมคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ที่พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน ท่านไม่เห็นจะกล้าออกมาบอกสื่อเลยว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนเหมือนกัน

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อพรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยอย่างเผ็ดร้อน กรณีที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” งานนี้พรรคประชาชนไม่รอช้า ออกมาตอบโต้ทันที โดยนายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น แสดงความสงสัยว่า ทำไมนายวิสุทธิ์ถึงไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกันกับคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ประเด็นนี้จุดประกายคำถามมากมายในสังคม ว่าเหตุใดการแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงทั้งสองถึงมีความแตกต่างกัน หรือมีนัยยะทางการเมืองใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

ความแตกต่างระหว่างสองคลิปเสียง

แม้ว่าทั้งสองคลิปเสียงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ลักษณะและบริบทของทั้งสองคลิปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คลิปเสียงแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงการแจกเงินเพื่อแลกกับการโหวต ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง ในขณะที่คลิปเสียงที่สอง เป็นบทสนทนาระหว่างผู้นำประเทศ ซึ่งอาจมีประเด็นทางการทูตและผลประโยชน์แห่งชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมองว่า การที่นายวิสุทธิ์ออกมาแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงแรกว่าเป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แต่กลับเงียบเฉยต่อคลิปเสียงที่สอง เป็นการเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐาน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: นักการเมืองควรมีความโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามต่อสาธารณชนในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
  • มาตรฐานเดียวกัน: การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานเดียวกัน ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือมีอคติ
  • ผลประโยชน์ของประชาชน: การตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยการตอบโต้และการช่วงชิงความได้เปรียบ การที่พรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

การออกมาตั้งคำถามว่าทำไมพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน และเป็นการเรียกร้องให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมือง

แม้ว่าประเด็นเรื่องพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจและวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างมีเหตุผล การติดตามข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและโปร่งใส

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงไม่ออกมาพูดว่าปัญญาอ่อนบ้าง

Scroll to top