ประธานวุฒิสภา

วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวแวดวงการเมืองไทยกันสักหน่อยครับ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงานแถลงผลงานที่น่าสนใจมาก นั่นคือ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ

สรุปภาพรวมการทำงานและความสำเร็จของ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

ภายในงานนำทีมโดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ร่วมกับรองประธานวุฒิสภาทั้งสองท่าน ได้ร่วมกันชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำมาตลอด 2 ปีเต็ม ทั้งเรื่องการประชุมสภา การขับเคลื่อนนโยบายรัฐสภาสีเขียว (Green Parliament) เพื่อสิ่งแวดล้อม และการเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีโอกาสเรียนรู้การเมืองการปกครองมากขึ้นครับ

รายละเอียดผลงานด้านนิติบัญญัติที่โดดเด่น

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการทำงานที่ต้องพูดถึงเลยคือ:

  • พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วถึง 47 ฉบับ และประกาศใช้เป็นกฎหมายสำเร็จถึง 32 ฉบับ
  • อนุมัติพระราชกำหนดจำนวน 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ
  • เปิดพื้นที่สำหรับการตั้งกระทู้ถามถึง 443 กระทู้ เพื่อตรวจสอบและหาคำตอบให้กับสังคม
  • พิจารณาญัตติสำคัญๆ อีกกว่า 54 เรื่อง

นอกจากงานด้านกฎหมายแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการที่ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ คือการลงพื้นที่พบปะประชาชนครับ โดยตลอดสองปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากกว่า 1,370 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน และปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

บทสรุปและการดำเนินงานในอนาคต

การทำงานของวุฒิสภานั้นไม่ใช่เพียงแค่การผ่านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นตัวกลางในการรับฟังเสียงของประชาชนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สิ่งที่น่าชื่นชมคือความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนการพิจารณาครับ

ในมุมมองของผม การที่สภามีการสรุปผลการทำงานให้ประชาชนได้รับทราบแบบครบถ้วนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ หวังว่าในอนาคตวุฒิสภาจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหาที่คั่งค้างและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยยึดความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลางต่อไปครับ

ที่มา – วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

“ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ” ขยับออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคลิปเหตุการณ์ในวันเลือก สว. ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความไม่ชอบมาพากล โดยชูประเด็นสำคัญที่ว่า “ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ซึ่งถือเป็นคำถามที่สังคมกำลังเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

“ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายพริษฐ์ได้เผยแพร่คลิปหลักฐานที่ปรากฏภาพของ กกต. ท่านหนึ่งกำลังเดินแจ้งเตือนผู้สมัครในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายไม่สุจริต โดยไอติมได้ตั้งคำถามสำคัญไปยัง กกต. ว่า ในเมื่อมีการเก็บเอกสารและมีการตักเตือน เหตุใดกระบวนการตรวจสอบจึงดูคลุมเครือ และทำไมจึงไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนให้กับประชาชนผู้เฝ้ามองกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้

เปิดปมร้อน การยื่นเอกสารท่ามกลางข้อกังขา

จากการสังเกตคลิปอย่างละเอียด พบว่ามีการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยในนาทีที่ 19:02:28 เมื่อปรากฏภาพผู้สมัครหมายเลข 84 ซึ่งคาดว่าเป็น สว. มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน กำลังยื่นเอกสารบางอย่างให้กับ กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่สังคมต้องได้รับทราบความจริงภายใต้หัวข้อ “ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่ เพราะเรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง โดยไอติมได้ตั้งคำถามตรงไปตรงมาดังนี้:

  • เอกสารดังกล่าวคืออะไร ใช่โพยรายชื่อผู้สมัครเพื่อการฮั้วหรือไม่?
  • ใครเป็นคนจัดทำโพยเหล่านั้น และท่านทราบหรือไม่ว่ามีคนอื่นที่มีโพยชุดเดียวกัน?
  • มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ตำแหน่ง หรืออำนาจ ในกระบวนการคัดเลือกครั้งนี้หรือไม่?

สิ่งที่สังคมต้องการเห็นไม่ใช่เพียงแค่การปฏิเสธ แต่คือการแสดงความโปร่งใสของนักการเมืองและผู้ทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง เพราะหากกระบวนการสว. มีการล็อคสเปคหรือฮั้วกันจริง ย่อมหมายถึงการทำลายรากฐานความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อวุฒิสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นว่า การมีส่วนร่วมตรวจสอบของภาคประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ในฐานะสื่อกลาง เราหวังว่าคำถามเหล่านี้จะได้รับการตอบสนองโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ในครั้งนี้

ที่มา – “ไอติม” แฉคดีฮั้ว สว. ประธาน “มงคล” ยื่นเอกสารให้ กกต. ถามมีแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่

“มงคล” โชว์วิชั่น IPU ตุรกี เชิญพระปกเกล้าแขกพิเศษ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวเด่นในวงการการเมืองระหว่างประเทศกันเลยนะครับ! “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ เป็นหัวข้อที่กำลังฮือฮา เพราะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) โดยคณะไทยเน้นเดินทางขนาดเล็กสุด เพื่อประหยัดงบประมาณตามนโยบายรัฐบาล แต่ผลงานกลับอลังการมาก!

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

บรรยากาศในงานอบอุ่นสุดๆ นายมงคลได้พบปะประธาน IPU เลขาธิการ และประธานรัฐสภาภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ผ่าน “ทูตรัฐสภาเชิงรุก” ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐสภาไทย สิ่งที่พิเศษสุดคือ ครั้งนี้ IPU เชิญ สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมในฐานะแขกพิเศษเป็นครั้งแรก! จัดที่นั่ง VIP ลำดับแรกเลย ก่อนผู้แทนประเทศอื่นๆ ตามตัวอักษร นับเป็นเกียรติยศสูงมากสำหรับประเทศไทย

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ
ภาพบรรยากาศ “มงคล” ที่ IPU ตุรกี สถาบันพระปกเกล้า VIP

ไทยได้เป็นเจ้าภาพประชุม PTI-IPU เดือนตุลาคม

นอกจากนี้ ที่ประชุม PTI IPU ยังตกลงเชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพประชุมสำนักงานเลขาธิการ PTI-IPU ครั้งที่ 1 ที่ไทยในเดือนตุลาคม 2567 เลขาธิการสถาบันตอบรับทันที และหลายประเทศขอเข้าร่วมแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลของไทย จะได้แสดงศักยภาพบนเวทีสากล

ถ้อยแถลงสุดปังของนายมงคลบนเวทีใหญ่

นายมงคลขึ้นกล่าวในห้องประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมความหวัง สร้างสันติภาพที่มั่นคง และอำนวยความยุติธรรมเพื่อคนรุ่นถัดไป” โดยเน้นว่ารัฐสภาต้องสร้างความยุติธรรมครอบคลุม ท่ามกลางความท้าทายโลกอย่าง AI ที่ก้าวกระโดด ต้องปฏิรูปกฎหมาย สวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มการศึกษาและทักษะให้เยาวชน

รัฐสภาไทยยังมีส่วนรับรองมติสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

  • บทบาทรัฐสภาในการจัดการความขัดแย้งหลังสงคราม และฟื้นฟูสันติภาพยั่งยืน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เป็นธรรม ต่อต้านกีดกันการค้าและเลี่ยงภาษี
นายมงคล กล่าวสุนทรพจน์ IPU ตุรกี
“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี

IPU หรือ Inter-Parliamentary Union เป็นองค์กรระหว่างรัฐสภาที่เก่าแก่สุดในโลก ก่อตั้งปี 1889 มีสมาชิกกว่า 180 ประเทศ การที่ไทยและสถาบันพระปกเกล้าได้รับเกียรติแบบนี้ แสดงถึง soft power ของเราที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตรัฐสภา นายมงคลทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ โชว์วิชั่นที่ตอบโจทย์ปัญหาโลกได้ตรงจุด

ในมุมมองผม การเข้าร่วม IPU ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปร่วมงาน แต่เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ระยะยาว ไทยจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความขัดแย้งเยอะแบบนี้ คิดดูสิ ถ้าเยาวชนไทยได้ทักษะ AI จากนโยบายที่นายมงคลผลักดัน ก็น่าจะช่วยลดช่องว่างดิจิทัลได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับการโชว์วิชั่นของ “มงคล” บนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีของไทยบนเวทีโลกกันเถอะ!

ที่มา – “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

ทนาย”โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

ทนาย “โจ๊ก” บุกสภาร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ อ้างกระบวนการขัดต่อกฎหมาย

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เข้ายื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อไต่สวนการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ปปป. และ ป.ป.ช. ในคดีสินบนทองคำแท่ง โดยอ้างว่ากระบวนการที่ผ่านมาขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

นายสัญญาภัชระระบุว่า คดีนี้มีบุคคลที่ถูกกล่าวหารวม 6 คน หนึ่งในนั้นคือกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน และ ป.ป.ช. ก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบพวกเดียวกันเองได้ การดำเนินการที่ผ่านมาจึงส่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยช่องทางที่ถูกต้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือต้องยื่นผ่านประธานรัฐสภา หรือเข้าชื่อ สว. เพื่อให้ศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระที่เป็นกลางมาไต่สวน

เมื่อถูกถามถึงคลิปหลักฐานการให้สินบนทองคำ ทนายความย้ำว่า ภาพจำกับข้อกฎหมายต่างกัน พร้อมปฏิเสธว่าการยื่นเรื่องครั้งนี้ไม่ใช่การแก้เกี้ยวหรือดึงเช็งเพื่อต่อรองคดี แต่เป็นการทำให้กระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นคดีอาจฟาล์วในภายหลัง

นายสัญญาภัชระยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่ได้หนี ยังคงอยู่ในประเทศและพบปะพูดคุยเรื่องคดีกับตนทุกวัน เหตุที่ไม่ปรากฏตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ไปมาที่อาจถูกมองว่าเป็นการชี้นำสังคม อย่างไรก็ตามหากการสอบสวนเริ่มต้นโดยหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจ พยานหลักฐานต่างๆ ก็อาจรับฟังไม่ได้ในชั้นศาล การยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาจึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้รับความเป็นธรรมตามครรลองที่กฎหมายบัญญัติไว้

ทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

คดีความที่เกี่ยวข้องกับสินบนทองคำกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่นายสัญญาภัชระ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาเพื่อให้มีการพิจารณาอำนาจของ ปปป. และ ป.ป.ช. ในการสอบสวนคดีดังกล่าว การเคลื่อนไหวนี้จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสและความถูกต้องในกระบวนการยุติธรรม

ทำไมทนาย “โจ๊ก” ถึงร้องเรียนเรื่องนี้?

เหตุผลหลักที่ทนาย “โจ๊ก” ยื่นเรื่องร้องเรียนคือความกังวลเกี่ยวกับอำนาจในการสอบสวนคดีของ ปปป. และ ป.ป.ช. โดยอ้างว่าการที่หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เอง ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และอาจนำไปสู่การสอบสวนที่ไม่เป็นกลาง นอกจากนี้ ทนายยังชี้ให้เห็นถึงช่องทางตามกฎหมายที่ควรดำเนินการ ซึ่งก็คือการยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภาหรือ สว. เพื่อให้ศาลฎีกาแต่งตั้งกรรมการอิสระเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคดีทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

  • อำนาจในการสอบสวน: หน่วยงานใดมีอำนาจในการสอบสวนคดีทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย?
  • ความเป็นกลาง: กระบวนการสอบสวนมีความเป็นกลางและโปร่งใสหรือไม่? มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่?
  • หลักฐาน: หลักฐานที่นำมาใช้ในการสอบสวนมีความน่าเชื่อถือและสามารถรับฟังได้ในชั้นศาลหรือไม่?
  • ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม: การดำเนินการที่ผ่านมามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร?

การที่ทนาย “โจ๊ก” ออกมาร้องเรียนในครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นให้สังคมหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ และการรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าศาลฎีกาจะมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเข้ามาไต่สวนหรือไม่ และผลการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของคดี และความจำเป็นในการตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

การยื่นเรื่องทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำต่อวุฒิสภา เป็นการแสดงออกถึงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่อาจไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น หวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบด้าน เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – ทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

นพ.เปรมศักดิ์ร้อง! ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม

“นพ.เปรมศักดิ์” ร้องประธานวุฒิสภา ขอทบทวนมติ กมธ.กฎหมายฯ กีดกันขัดขวางไม่ให้เป็นตัวแทนเข้าเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ โวยผิดข้อบังคับ – ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม

วันที่ 12 ตุลาคม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทำหนังสือถึงนายมงคล สุรสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมติของคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา กรณีการพิจารณาเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของวุฒิสภา เพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ “ไม่ชอบธรรม” และ “ขัดข้อบังคับการประชุม”

เรื่องราวการร้องเรียนถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรมของนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก การที่สมาชิกวุฒิสภารายหนึ่งออกมาเปิดเผยถึงความไม่โปร่งใสในการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบรัฐสภา

จับสลากได้เป็นกมธ.

ในหนังสือดังกล่าว นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา มีมติให้ตนเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ และได้ส่งชื่อไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) เป็นที่เรียบร้อยเพื่อจับฉลาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาได้จับสลากจากรายชื่อที่คณะต่าง ๆ ส่งเข้ามา รวม 20 คณะ เหลือเพียง 11 คณะ เพื่อร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ รวมเป็น 12 คน ซึ่งเป็นโควตาของวุฒิสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ซึ่งวิปวุฒิได้จับฉลากได้ตนเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม

แฉประธานกมธ.สกัด

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า แต่ปรากฏว่าในวันต่อมา (10 ตุลาคม 2568) ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมวุฒิสภา ได้เรียกประชุมด่วน โดยมีวาระพิจารณารายชื่อผู้แทนกรรมาธิการฯ ใหม่ ทั้งที่ได้มีมติไปแล้วในวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งตามข้อบังคับจะต้องเรียกประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน หรือหากเป็นเรื่องด่วน วาระต้องไม่ซ้ำซ้อนกับมติเดิม

โวยพิจารณาลับหลัง

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุด้วยว่า การเรียกประชุมดังกล่าวถือว่าผิดข้อบังคับ อีกทั้งตนไม่ได้รับโอกาสเข้าร่วมประชุมเนื่องจากติดภารกิจในจังหวัดขอนแก่น จึงเป็นการพิจารณา “ลับหลัง” และภายหลังที่ประชุมมีมติไม่ส่งรายชื่อใครเข้าร่วม พร้อมคืนโควต้าให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาไปพิจารณาแทน

“การดำเนินการของประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมวุฒิสภาครั้งนี้ ถือเป็น “การใช้อำนาจโดยไม่สุจริต” และ “ขัดต่อหลักจริยธรรมทางนิติบัญญัติ” เพราะเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิส่วนบุคคล และอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวุฒิสภาโดยรวม จึงขอเรียกร้องให้ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เร่งพิจารณาทบทวนมติที่เกิดขึ้นโดยด่วน เพื่อรักษามาตรฐานและบรรทัดฐานของวุฒิสภา” สว.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ร้อง! ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม

ประเด็นสำคัญของกรณีนี้คือการที่ นพ.เปรมศักดิ์ อ้างว่าตนเองถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรมจากการเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ผ่านการจับฉลากและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการชุดเดิมแล้ว การที่ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมวุฒิสภาเรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณารายชื่อใหม่ โดยที่ นพ.เปรมศักดิ์ ไม่ได้รับทราบและไม่มีโอกาสเข้าร่วมประชุม ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินการ

ทำไมนพ.เปรมศักดิ์ถึงร้องเรียนว่าถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม?

เหตุผลหลักที่ นพ.เปรมศักดิ์ ร้องเรียนคือการที่เขาเชื่อว่ากระบวนการคัดเลือกผู้แทนกรรมาธิการฯ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมและหลักจริยธรรมทางนิติบัญญัติ การที่ประธานคณะกรรมาธิการฯ เรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องเดิมโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่มีการเปิดโอกาสให้เขาเข้าร่วมประชุม ถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและละเมิดสิทธิของเขา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินงานของรัฐสภา การที่สมาชิกสภารายหนึ่งออกมาตั้งคำถามถึงความถูกต้องของการดำเนินการภายในองค์กร แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการที่จะให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างเข้มงวด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ นพ.เปรมศักดิ์ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมต้องกลับมาพิจารณาถึงกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมืองไทย การเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐสภา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอความเป็นธรรม กรณีที่เขาอ้างว่าถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรมจากการเป็นกรรมาธิการร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “นพ.เปรมศักดิ์” ร้องประธานวุฒิสภา ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม ขวางเป็นกมธ.ร่วมถกแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐบาลจัดพิธี วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

“ภูมิธรรม” เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 กันยายน 2568

วันที่ 20 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 07.30 น. ณ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ถนนบำรุงเมือง เขตพระนครกรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร โดยมี คณะองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส และหน่วยราชการในพระองค์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (ผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ร่วมพิธี

เมื่อประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณด้านในพระวิหารหลวงและเข้านั่งประจำที่นั่ง พระสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เครื่องทองน้อยหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ถวายคำนับ และถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูปให้ศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์

จากนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี องคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) และประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ถวายผ้าไตรจำนวน 10 ไตร กรวดน้ำรับพร กราบนมัสการพระรัตนตรัย แล้วถวายความเคารพหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และถวายคำนับหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้นร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และเยี่ยมชมนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เสร็จพิธี

วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

ความสำคัญของวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

การจัดงานวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ ซึ่งมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ การจัดพิธีทางศาสนาและการทำบุญตักบาตรยังเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมไทย เป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลและความสามัคคีในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมากยิ่งขึ้น

วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 เป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และนำแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำงานของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเองและสังคมให้ดียิ่งขึ้น

การร่วมกันทำความดี เนื่องในวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเป็นการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมอีกด้วย

ที่มา – รัฐบาล จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์-ทำบุญตักบาตร วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

Scroll to top