ประธานศาลฎีกา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารสำคัญในแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการบริหารงานในศาลยุติธรรม โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อให้การบริหารงานในองค์กรศาลเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา สานต่อภารกิจยุติธรรม

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีมติเห็นชอบให้นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ขยับขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของศาลฎีกา เพื่อสานต่องานจากนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่จะถึงนี้

เปิดประวัติและเส้นทางการทำงานของประธานศาลฎีกาคนใหม่

ก่อนที่จะมาถึงการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา ในครั้งนี้ ท่านได้สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงตุลาการมาอย่างยาวนาน โดยการเติบโตขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและผลงานที่เป็นประจักษ์ ต่อไปนี้คือรายละเอียดสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับประกาศนี้:

  • การแต่งตั้งนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543
  • การส่งมอบหน้าที่จากนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ จะมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในครั้งนี้

การเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานศาลฎีกา ถือเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งในการรักษาความยุติธรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมอย่างยิ่งยวด เราเชื่อมั่นว่าด้วยวิสัยทัศน์ของท่าน จะสามารถนำองค์กรตุลาการก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างดียิ่งขึ้นไปอีก

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเคย หากใครต้องการติดตามรายละเอียดฉบับเต็มของประกาศนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้โดยตรงครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569

ประธานศาลฎีกา เปิดประชุมใหญ่ ALA ครั้งที่ 15 นำประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายอาเซียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจและน่ายินดีในระดับภูมิภาคมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15 (15th ASEAN Law Association General Assembly) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของนักกฎหมายในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยงานนี้มีเป้าหมายหลักคือการทำให้ประธานศาลฎีกา เปิดประชุมใหญ่ ALA ครั้งที่ 15 นำประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายอาเซียน อย่างเป็นรูปธรรมครับ

ประธานศาลฎีกา เปิดประชุมใหญ่ ALA ครั้งที่ 15 นำประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายอาเซียน

การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ผู้พิพากษา และนักวิชาการจากประเทศต่างๆ ทั่วอาเซียนตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก ซึ่งแน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการมาเจอกันในครั้งนี้คือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วครับ

บทบาทสำคัญในการผลักดันประธานศาลฎีกา เปิดประชุมใหญ่ ALA ครั้งที่ 15 นำประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายอาเซียน

ในการประชุมครั้งนี้มีการหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาหารือกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงบทบาทของนักกฎหมายในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนหรือเป้าหมาย Net Zero นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและการคุ้มครองสิทธิแรงงานหญิงอีกด้วย ซึ่งการที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่า ประธานศาลฎีกา เปิดประชุมใหญ่ ALA ครั้งที่ 15 นำประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายอาเซียน ได้อย่างสง่างามจริงๆ ครับ

ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นอย่างการแข่งขันว่าความในศาลจำลอง (ASEAN Moot) เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้โชว์ฝีมือ ซึ่งทางท่านประธานศาลฎีกาเองก็ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินด้วยครับ ถือเป็นการส่งเสริมบุคลากรรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กิจกรรมคู่ขนานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายล้มละลายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

บทสรุปของการประชุมครั้งนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การจัดงาน แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านความร่วมมือทางกฎหมายของภูมิภาค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้โปร่งใส ยุติธรรม และทันสมัยตามมาตรฐานสากลครับ ผมเชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของก้าวย่างครั้งใหม่ที่น่าจับตามองในอาเซียนของเรา ผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือความคืบหน้าด้านกฎหมายระดับภูมิภาค อย่าลืมติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดนะครับ

ที่มา – ประธานศาลฎีกา เปิดประชุมใหญ่ ALA ครั้งที่ 15 นำประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายอาเซียน

ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม

ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม

ประเด็นร้อนทางการเมืองกลับมาลุกฮืออีกครั้ง เมื่อความเคลื่อนไหวจากฝั่งฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาประสานเสียงกดดันประธานสภาผู้แทนราษฎรให้เร่งดำเนินการในกรณีสำคัญ โดยเรื่องที่กำลังถูกจับตามองคือการให้ประธานสภาฯ ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่ถูกมองว่ามีการอุ้มคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

สถานการณ์ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกับ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อิสระ ได้ออกมาแถลงการณ์ทวงถามความคืบหน้า หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องไปตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งจนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 33 วัน แต่เรื่องกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทวงถามธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประธานสภาฯ ว่าหากยังคงเพิกเฉยหรือพยายามดองเรื่องไว้อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญและต้องรีบดำเนินการ?

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ความโปร่งใสขององค์กรตรวจสอบ อย่าง ป.ป.ช. หากประชาชนเกิดข้อสงสัยว่ามีการช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม โดยน.ส.นันทนา ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า ประธานสภาฯ กำลังประวิงเวลาเพื่อ “ฟอกขาว” ให้พวกพ้องของตนเองหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้มีอำนาจต้องชี้แจงให้ชัดเจนกับสังคม

  • สถานะปัจจุบัน: เอกสารตรวจสอบรายชื่อครบถ้วนแล้วและวางอยู่บนโต๊ะทำงานประธานสภาฯ
  • ข้อเรียกร้อง: ให้ดำเนินการส่งเรื่องให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ก่อนปิดสมัยประชุม
  • ผลกระทบ: หากนิ่งเฉยอาจเผชิญกับการฟ้องร้องตามมาตรา 157

การที่ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรวจสอบต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม จนถึงขีดสุดแบบนี้แล้ว คำตอบจากสภาฯ จะเป็นอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน ความโปร่งใสคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย การที่สภาฯ ปล่อยให้เรื่องสำคัญค้างคาอยู่เป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุผลอันควร ยิ่งสร้างปมสงสัยในใจประชาชน หากต้องการเรียกคืนความไว้วางใจ การเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมาคือวิธีที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – ฝ่ายค้าน-สว. จี้ “โสภณ” เร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิด “ศักดิ์สยาม” ขู่ดองเรื่องเจอ ม.157

ประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก

เป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนครับ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง การฟ้องคดีปิดปาก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Anti-SLAPP โดยท่านประธานศาลฎีกาได้ออกคำแนะนำเพื่อให้ศาลใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคดีความที่อาจเข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้งกัน เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือรังแกผู้คนครับ

ประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก

การเคลื่อนไหวของศาลในครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่น่าชื่นชม เพราะที่ผ่านมาเรามักเห็นกรณีที่ผู้มีอิทธิพลหรือคู่กรณีนำคดีอาญามาฟ้องร้องเพื่อกดดันหรือสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ การที่ ประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก ออกมาอย่างเป็นทางการ จึงเป็นการปูทางให้ศาลสามารถกลั่นกรองคดีได้ตั้งแต่ต้นทางครับ

ยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้องเพื่อคุ้มครองเสรีภาพ

สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของคำแนะนำนี้คือ ประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก โดยระบุว่าพนักงานศาลสามารถตรวจสอบพฤติการณ์ได้ หากพบว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เช่น การฟ้องเพื่อก่อกวน การฟ้องซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน หรือการฟ้องเพื่อหวังผลในการปิดกั้นการแสดงออกเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง ซึ่งถือเป็นการลดภาระให้จำเลยที่ถูกกลั่นแกล้งได้เป็นอย่างดี

แนวทางปฏิบัตินี้ ครอบคลุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หลายรูปแบบที่มักพบเห็นในคดีปิดปาก:

  • การฟ้องคดีในศาลที่ไกลจากที่พักของจำเลยโดยไม่มีความจำเป็น
  • การฟ้องคดีหลายคดีในเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างความเดือดร้อน
  • การใช้กระบวนการศาลกดดันให้ละเว้นการทำประโยชน์ต่อสาธารณะ
  • การบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง

การดำเนินการเช่นนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมให้คงอยู่ ไม่ให้ใครนำมาบิดเบือนใช้เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่นได้ง่ายๆ ในมุมมองของผม นี่คือการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องทรัพยากรหรือตรวจสอบทุจริตเป็นเรื่องที่ควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกแก้เผ็ดด้วยคดีความครับ

หวังว่าคำแนะนำนี้จะนำไปสู่การบังคับใช้ที่เข้มงวดและโปร่งใส เพื่อให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อภาระทางกฎหมายที่เกิดจากการกลั่นแกล้งครับ

ที่มา – ประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก ยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง

“ประธานศาลฎีกา” ย้ำภารกิจปีใหม่

ประธานศาลฎีกา” ต้อนรับสื่อมวลชนเนื่องในวันปีใหม่ 2569 เน้นย้ำภารกิจหลักในการขับเคลื่อนองค์กร อำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 7 มกราคม 2568 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้เปิดโอกาสให้คณะสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ซึ่งประจำศาลยุติธรรม เข้าเยี่ยมคารวะและสวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 โดยมีนายอนันต์ ปักษี รองเลขานุการศาลอุทธรณ์ช่วยทำงานชั่วคราว ในตำแหน่งรองเลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในโอกาสอันดีนี้ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวเน้นย้ำถึงภารกิจหลักที่สำคัญยิ่งของศาลยุติธรรม นั่นคือการอำนวยความยุติธรรมอย่างเที่ยงธรรมและเสมอภาค และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน โดยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้ศาลเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้นโยบายสำคัญของประธานศาลฎีกาที่ว่า “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กรศาลยุติธรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนตลอดไป

ประธานศาลฎีกา

นอกจากนี้ ประธานศาลฎีกายังได้กล่าวแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนง ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของศาลยุติธรรมมาโดยตลอด ซึ่งศาลยุติธรรมตระหนักดีว่าความสำเร็จในการอำนวยความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้เกิดจากการทำงานของบุคลากรในศาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากสื่อมวลชนในฐานะกระบอกเสียงที่ช่วยนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นกลาง และเข้าถึงง่าย ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ รวมถึงขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง อีกทั้งสื่อมวลชนยังทำหน้าที่เปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพการทำงานของศาลยุติธรรม อันนำไปสู่ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรม

ความสำคัญของสื่อมวลชนกับการทำงานของศาล

การที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางเกี่ยวกับศาลยุติธรรมนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม เมื่อประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง พวกเขาก็จะสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่ และหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ก็จะมั่นใจในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อขอความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังสามารถช่วยตรวจสอบการทำงานของศาลยุติธรรมได้อีกด้วย การตรวจสอบนี้จะช่วยให้ศาลยุติธรรมมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ดียิ่งขึ้น

ศาลยุติธรรมและสื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ปีใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะร่วมกันผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ประธานศาลฎีกา” ต้อนรับสื่ออวยพรปีใหม่ ย้ำภารกิจอำนวยความยุติธรรม ขับเคลื่อนองค์กร

ประธานศาลฎีกา ส่งสารปีใหม่ 2569 ถึงคนไทย

ประธานศาลฎีกา “อดิศักดิ์ ตันติวงศ์” ส่งสารอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน โดยยืนยันว่าศาลยุติธรรมยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งย้ำถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้หลักแห่งความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ส่งสารอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

“พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ผมและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพร้อมใจกันน้อมจิตอธิษฐานต่อคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดอภิบาลประทานพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ให้ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าแก่ปวงชาวไทยตราบชั่วกาลนาน”

ประธานศาลฎีกา ยังได้กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของศาลยุติธรรมในปีที่ผ่านมาว่า “ปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี รักษาความเป็นธรรม ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมภายใต้ความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม และปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมตลอดมา”

“ประธานศาลฎีกา” ส่งสารอวยพรเนื่องด้วยวันขึ้นปีใหม่ 2569 ให้กับประชาชนคนไทย

ภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานศาลฎีกาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ท่านได้กำหนดนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” เพื่อมุ่งยกระดับการอำนวยความยุติธรรมของศาลไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้:

นโยบายสำคัญในการอำนวยความยุติธรรม

  • คุณธรรมนำทาง: มุ่งเน้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม ดำรงตนตามแบบอย่างอันดีงามของตุลาการ เพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในกระบวนการยุติธรรมอย่างยั่งยืน
  • สร้างศรัทธา: ศาลยุติธรรมตระหนักดีว่า ศรัทธาของประชาชนเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงในกระบวนการยุติธรรม เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อลดช่องว่างเสรีภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการบริการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัดยิ่งขึ้น และอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหลากหลายมิติและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน
  • พัฒนาคุณภาพ: ศาลยุติธรรมไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนพัฒนาระบบงานและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ศาลยุติธรรมยังคงยืนหยัดปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติสืบไป

ในศุภวาระอันเป็นมงคลนี้ ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ผมขออาราธนาอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านเคารพนับถือ อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภยันตรายทั้งปวง มีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง มีสติตั้งมั่นอยู่บนความถูกต้อง พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกประการ และขอให้ประเทศไทยสงบสุขสถาพรตลอดไป

สวัสดีปีใหม่ 2569

สารอวยพรปีใหม่จากท่านประธานศาลฎีกา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศาลยุติธรรมในการอำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริง และเป็นกำลังใจให้ประชาชนชาวไทยก้าวผ่านปีใหม่นี้ไปด้วยความหวังและความเข้มแข็ง

ที่มา – “ประธานศาลฎีกา” ส่งสารอวยพรเนื่องด้วยวันขึ้นปีใหม่ 2569 ให้กับประชาชนคนไทย

ประธานศาลฎีกา แต่งตั้งสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 51 ได้มีการประกาศแต่งตั้งบุคลากรสำคัญเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารขององค์กรศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาของ “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” ในตำแหน่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นตามอำนาจของประธานศาลฎีกา ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2545 ข้อ 3 ซึ่งมุ่งเน้นให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ประธานศาลฎีกา แต่งตั้ง “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” กลับมานั่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่โฆษกศาลยุติธรรม โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป การกลับมาดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง หลังจากเคยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปี 2560-2563 ภายใต้การนำของนายชีพ จุลมนต์ และนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ อดีตประธานศาลฎีกา การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจในความสามารถของนายสุริยัณห์ ในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

หน้าที่และอำนาจของโฆษกศาลยุติธรรม

ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล จะมีหน้าที่สำคัญในการให้ข่าวและบริการข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ โดยหน้าที่หลัก ได้แก่

  • ข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของศาล
  • ข่าวเกี่ยวกับนโยบายของประธานศาลฎีกา เพื่อให้ประชาชนทราบถึงทิศทางและแผนงานที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยุติธรรมในสังคม
  • ข่าวที่ต้องแถลงข้อเท็จจริงในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในสถานการณ์ที่อาจเกิดความเข้าใจผิด
  • ข้อมูลและข่าวสารในลักษณะวิชาการที่สมควรเผยแพร่ รวมถึงข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำหรือภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยยึดตามระเบียบที่กำหนด

การปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้จะช่วยให้ศาลยุติธรรมสามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล

โปรไฟล์และประวัติของสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล เป็นนักสื่อสารองค์กรที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการตุลาการ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษาแห่งเนติบัณฑิตยสภา นอกจากนี้ยังได้รับทุนจากสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ

ด้านเส้นทางอาชีพ หลังจากสอบเข้ารับราชการผู้ช่วยผู้พิพากษารุ่นที่ 49 นายสุริยัณห์ได้เริ่มปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ เช่น ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเดชอุดม เลขานุการศาลแรงงานภาค 7 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนางรอง และค่อยๆ ก้าวหน้าไปสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลแขวงนนทบุรีและศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี จนถึงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาในปัจจุบัน

นอกจากงานหลักแล้ว นายสุริยัณน์ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการต่างๆ ของสำนักงานศาลยุติธรรม เช่น เป็นประธานคณะทำงานโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ประธานคณะทำงานโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ประธานคณะทำงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไกล่เกลี่ย โครงการเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความยุติธรรมและการเข้าถึงบริการทางกฎหมายให้กับประชาชน

ที่สำคัญ นายสุริยัณห์มีพื้นฐานด้านการสื่อสารที่แข็งแกร่ง เคยเป็นนักโต้วาทีจากรายการ “โต้คารมมัธยมศึกษา” รุ่นที่ 1 และเป็นนักพูดผู้เชี่ยวชาญจากหลักสูตรต่างๆ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งกับบทบาทโฆษกที่ต้องถ่ายทอดข้อมูลทางกฎหมายให้เข้าใจง่าย

ความสำคัญของการแต่งตั้งสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในยุคดิจิทัล

การกลับมาของสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ศาลต้องเผชิญกับความท้าทายในการสื่อสารท่ามกลางข่าวปลอมและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของศาลให้ทันสมัย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่ซับซ้อนอย่างนโยบายตุลาการและการตัดสินคดีสำคัญ

จากประสบการณ์ครั้งก่อน นายสุริยัณธ์ได้รับการชื่นชมจากหน่วยงานต่างๆ ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างศาลกับสังคม ในอนาคต คาดว่านโยบายการสื่อสารจะยิ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี เช่น สื่อโซเชียลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกาใหม่ ที่มุ่งสร้างองค์กรตุลาการที่โปร่งใสและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น หากประชาชนสนใจติดตามข่าวสารล่าสณะจากศาล สามารถติดตามผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของศาลยุติธรรม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์

สุดท้าย การมีโฆษกที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสุริยัณห์ หงษ์วิไล จะช่วยยกระดับความเข้าใจในระบบยุติธรรมของไทยให้สูงขึ้น สร้างสังคมที่ยึดหลักกฎหมายและความยุติธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธานศาลฎีกา แต่งตั้ง “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” กลับมานั่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง

รัฐบาลจัดพิธี วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

“ภูมิธรรม” เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 กันยายน 2568

วันที่ 20 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 07.30 น. ณ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ถนนบำรุงเมือง เขตพระนครกรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร โดยมี คณะองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส และหน่วยราชการในพระองค์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (ผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ร่วมพิธี

เมื่อประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณด้านในพระวิหารหลวงและเข้านั่งประจำที่นั่ง พระสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เครื่องทองน้อยหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ถวายคำนับ และถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูปให้ศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์

จากนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี องคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) และประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ถวายผ้าไตรจำนวน 10 ไตร กรวดน้ำรับพร กราบนมัสการพระรัตนตรัย แล้วถวายความเคารพหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และถวายคำนับหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้นร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และเยี่ยมชมนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เสร็จพิธี

วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

ความสำคัญของวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

การจัดงานวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ ซึ่งมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ การจัดพิธีทางศาสนาและการทำบุญตักบาตรยังเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมไทย เป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลและความสามัคคีในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมากยิ่งขึ้น

วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 เป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และนำแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำงานของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเองและสังคมให้ดียิ่งขึ้น

การร่วมกันทำความดี เนื่องในวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8 เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเป็นการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมอีกด้วย

ที่มา – รัฐบาล จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์-ทำบุญตักบาตร วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ร.8

Scroll to top