ปะทะชายแดน

เปิดภาพ! ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง! เปิดภาพนาที “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ของไทยเผชิญหน้ากับ “ทหารกัมพูชา” บริเวณชายแดน ป้องกันการรุกล้ำดินแดนบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว สถานการณ์ล่าสุดยังคงตรึงเครียดแต่ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้น

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดป้ายแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชา และนำไปสู่การรวมตัวประท้วงโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน เดินทางเข้ามาใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46 ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตึงเครียดขึ้น

ต่อมาในเวลา 13.30 น. ของวันที่ 4 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาที่อยู่นอกพื้นที่ ทำการปิดถนนหมายเลข 58 ในฝั่งกัมพูชา เพื่อเป็นการยั่วยุและกีดขวางการสัญจรของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เพื่อขอกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาดูแลรักษาความสงบบริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเน้นย้ำมาตรการในการป้องกันสถานการณ์บานปลายในทุกด้าน ทั้งในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน การป้องกันการรุกราน และการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.42 น. มีรายงานเพิ่มเติมว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการเพิ่มจำนวนประชาชนและทหาร รวมประมาณ 300 คน บริเวณใกล้กับหลักเขตแดนที่ 46 โดยสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลหรือการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้น

ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่เข้ามาเสริมกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ความสำคัญของตำรวจควบคุมฝูงชน ในสถานการณ์ชายแดน

การมีอยู่ของตำรวจควบคุมฝูงชนในพื้นที่ชายแดนนั้น แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับการประท้วง การชุมนุม และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรง

  • การรักษาความสงบเรียบร้อย: ป้องกันการกระทบกระทั่งและความรุนแรง
  • การป้องกันการบานปลาย: ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย การใช้กำลังและการเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – เปิดภาพ “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ประจันหน้า “ทหารกัมพูชา” ป้องกันการรุกรานบ้านหนองจาน

ปู่ย่า”น้องน้ำโขง” ภาพจำยังติดตา ทำใจไม่ได้!

ภาพเหตุการณ์ยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้ เผยยังกินนอนไม่ได้ คิดถึงหลานทุกวัน เห็นด้วยหากทหารสร้างรั้วกั้นเขตแดน ประณามกัมพูชาที่จงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดอนุภาคร้ายแรง เพื่อโจมตีพลเรือน

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ บรรยากาศบ้านของนายสุที บุญแต่ง อายุ 60 ปี และนางสะทน กันภัย อายุ 63 ปี ปู่และย่าของ ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง อายุ 8 ขวบ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา 

โดยนางสะทน ย่าน้องน้ำโขงและเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันทำอาหารเที่ยง เพื่อจะเลี้ยงช่างที่มาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ และได้พาผู้สื่อข่าวเข้ามาดูบ้านที่เสียหาย ซึ่งยังคงไม่ได้รื้อออก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ให้ ซึ่งนายสุที และนางสะทน ยังอยู่ในความวิตกกังวล พร้อมทั้งยังคิดถึงหลานชายที่มาเสียชีวิต พร้อมประณามกัมพูชาใจคอโหดเหี้ยม ใช้อาวุธสังหารฆ่าพลเรือน

นางสะทน เล่าว่า ทุกวันนี้ตนยังนอนไม่หลับยังกินข้าวไม่ได้เพราะภาพเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุยังคงติดตาติดใจตนอยู่ทุกวันเหมือนเหตุเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตนขอประณามทางกัมพูชาว่า มีความโหดร้าย กัมพูชาจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ทั้งที่ตรงนี้ไม่มีฐานทหาร หรือที่มั่นทหารตั้งอยู่เลย มันเป็นความไม่ถูกต้อง

ด้านนายสุที เล่าว่า หลังจากมีการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่บ้านของตนนั้น ตนก็ได้พบและสังเกตเห็นว่า ระเบิดที่ใช้นั้นผิดจากสมัยก่อนที่ตนเคยประสบพบเจอมา เพราะสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ เป็นเม็ดกลมๆ ลูกเล็กๆ กระจายอยู่เกลื่อนพื้นที่ ตนนั้นเก็บได้เป็นกำๆ มือ ซึ่งตนนั้นคิดว่าทางกัมพูชาจงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดที่มีอนุภาคร้ายแรงอันนี้ขึ้นมา เพื่อฆ่าชีวิต และโจมตีพลเรือนไทย ซึ่งใน 1 ลูกนั้น ตนคาดว่าเป็นแสนเป็นล้านลูก ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอยู่ในระเบิดลูกหนึ่ง จึงทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง ตนขอประณามกัมพูชาทั้งผู้นำและทหารผู้สั่งการ ว่าใจคอโหดเหี้ยมใจร้ายทำได้แม้แต่คนที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธ ซึ่งตนนั้นรับไม่ได้กับการกระทำ

ส่วนบ้านนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาสร้างบ้านหลังใหม่ให้ตน คาดว่าประมาณ 45 วันก็จะแล้วเสร็จ ตนนั้นขอขอบคุณผู้ที่เข้าช่วยเหลือทุกคน และคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ตนและครอบครัว ซึ่งในการสร้างบ้านครั้งนี้ ตนก็ได้ดูแลผู้ที่เข้ามาช่วยก่อสร้างโดยการทำอาหารกลางวันเลี้ยงทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจที่เข้ามาช่วยเหลือตนตามอัตภาพ

ด้านความเห็นส่วนการสร้างรั้วนั้น ตนเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยากให้สร้างเป็นรั้วคอนกรีตอย่างแน่นหนาหรือเหมือนกำแพงเมืองจีนไปเลย เพราะแค่รั้วลวดหนามหีบเพลงนั้นน่าจะกันไม่ได้ 100% ถ้าเป็นไปได้ ก็ตัดความสัมพันธ์ไม่ต้องพูดคุยกันไปเลย ไม่ต้องเห็นเงากันน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้.

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การช่วยเหลือและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” กับความรู้สึกที่ยังคงอยู่

ความรู้สึกสูญเสียยังคงอยู่กับปู่ย่าของน้องน้ำโขง พวกท่านยังคงจดจำเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ดี และยังคงทำใจไม่ได้กับการจากไปของหลานชายอันเป็นที่รัก

พวกท่านยังคงขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่ได้รับ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวบุญแต่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้ตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วกั้นเขตแดนเป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมาตรการนี้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเรื่องราวที่เตือนใจเราว่า สันติภาพและความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังคงต้องการกำลังใจจากทุกคนในสังคม ขอให้พวกท่านเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ที่มา – ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์: ไทยต้องไม่ตามเกม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด! มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ในการประท้วงชายแดน พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

จากกรณีที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชา 170 หลังคาเรือนย้ายออกจากพื้นที่รุกล้ำประเทศไทยบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีการนำมวลชนประมาณ 150 คนเข้ามาประท้วงใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46

เช้าวันที่ 4 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา โดยชุดเฉพาะกิจที่ 12 ได้จัดกำลังพลเข้าควบคุมสถานการณ์และประสานไปยังผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 51 กัมพูชา เพื่อให้ควบคุมประชาชนไม่ให้เกิดการยั่วยุบริเวณพื้นที่ชายแดน สถานการณ์ขณะนี้ได้คลี่คลายลง โดยฝ่ายไทยได้นำกำลังควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรสระแก้วเข้ามาดูแลสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลัง

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำมาตรการควบคุมดูแลพื้นที่ตามแนวเขตแดนอธิปไตยของไทยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา โดยกล่าวว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและมีระยะเวลา พร้อมยอมรับว่าพื้นที่บ้านหนองจานยังมีความยากในหลายมิติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการทหารเท่านั้น

ท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่พยายามจะก่อความวุ่นวายโดยหวังให้นานาชาติเข้ามาปิดล้อมและกดดันไทย รวมถึงการที่ผู้นำกัมพูชาไปปรากฏตัวตามประเทศต่างๆ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์อย่างได้ผล รวมถึงการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองได้เป็นจำนวนมาก พลโทอมฤตย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา แต่ต้องทำให้กัมพูชาเข้ามาในเกมและกติกาของเรา นั่นคือสิ่งที่สำคัญและอยากให้ประชาชนทุกคนเข้าใจ

กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ จริงหรือ?

แม่ทัพภาค 1 ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่ออกมายืนประท้วงแนวหน้าบ้านหนองจานต่อหน้าทหารไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่กัมพูชาต้องการนำประชาชนออกมาเป็นโล่มนุษย์ เพื่อหวังผลทางการประชาสัมพันธ์หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้อพยพออกไป

พลโท อมฤต ยืนยันว่าไทยดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และถึงแม้ว่าชาวกัมพูชาจะยังเข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินและไม่ยอมออกไป ทางการไทยก็จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการผลักดัน

สำหรับการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพเรือจันทบุรีและตราดได้รวบรวมข้อมูลและผลการตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยื่นข้อเสนอในการประชุมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงขอให้ประชาชนใจเย็นและรอความชัดเจนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ลงพื้นที่สำรวจจุดที่มีการตรวจพบทุ่นระเบิดตกค้าง โดยได้มีการตรวจการและควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาวางระเบิดได้อีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์เป็นประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ประท้วงชายแดน ย้ำไทยต้องไม่เดินตามเกม

พบ**ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด**ในบ้านเหยื่อ!

กองทัพบกและนิติวิทยาศาสตร์พบหลักฐานสำคัญ! นั่นคือ ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด หรือ “Ball Bearing” จำนวนมากในบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระสุนปืนใหญ่ตกในหมู่บ้านโจรก จังหวัดสุรินทร์ หลักฐานชี้ชัดว่าเป็นระเบิดชนิดที่ออกแบบมาเพื่อสังหารบุคคลเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายและอันตรายอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 มีรายงานว่ากองทัพบกร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าตรวจสอบความเสียหายจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ภายหลังจากเกิดเหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.30 เมตร บริเวณหน้าบ้านที่ได้รับความเสียหาย จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำและดินจากบริเวณหลุมเพื่อนำไปตรวจสอบองค์ประกอบของสารระเบิดในห้องปฏิบัติการต่อไป

สิ่งที่น่าตกใจคือการค้นพบหลักฐานสำคัญอย่าง ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด จำนวนมหาศาลปะปนอยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า ลูกเหล็กเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในวัตถุระเบิดเพื่อเพิ่มอานุภาพในการสังหารบุคคลให้เป็นวงกว้าง สร้างความรุนแรงยิ่งกว่าสะเก็ดระเบิดทั่วไปที่เกิดจากการแตกตัวของโลหะ

พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

การใช้กระสุนที่มี ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด ในพื้นที่ชุมชนพลเรือนถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างกว้างขวาง หากการยิงเกิดขึ้นโดยเจตนา หรือโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพลเรือน นั่นอาจถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลและเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อันตรายจากลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด

ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด เหล่านี้มีขนาดเล็กแต่มีอานุภาพร้ายแรง สามารถทะลุทะลวงร่างกายและสร้างความเสียหายต่ออวัยวะภายในได้อย่างรุนแรง การกระจายตัวของลูกเหล็กในวงกว้างทำให้ยากต่อการหลบเลี่ยง และเพิ่มโอกาสในการได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

  • ความรุนแรง: ลูกเหล็กสามารถเจาะทะลุสิ่งกีดขวางและทำลายเนื้อเยื่อ
  • รัศมีทำลาย: การกระจายตัวในวงกว้างเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • ผลกระทบทางจิตใจ: เหตุการณ์ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ที่รอดชีวิตและครอบครัว

รายงานผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จะถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการดำเนินการประท้วงและเรียกร้องด้านมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศต่อไป การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรได้รับการประณามและตรวจสอบอย่างละเอียด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และทุกฝ่ายควรหันมาเจรจาหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ที่มา – หลักฐานสำคัญ พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

7 คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา อ้างถูกหลอก!

เรื่องราวสุดระทึก! เจ้าหน้าที่รวบตัว 7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างว่าถูกชักชวนไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้งานและเงินอย่างที่คุยกันไว้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจลักลอบข้ามแดนกลับประเทศไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่แนวชายแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนกระทั่งพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) กำลังแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าริมถนน ห่างจากชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณบ้านเนินสมบูรณ์ หมู่ 12 ตำบลคลองน้ำใส

คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก็พบว่าทั้งหมดเป็นคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาจริง โดยให้การเบื้องต้นว่า พวกเขาเดินทางไปกัมพูชาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีคนชักชวนว่าจะหางานให้ทำ ทั้งตำแหน่งแม่บ้านและแอดมินเว็บพนันออนไลน์ แต่เมื่อเดินทางไปถึง กลับไม่เป็นอย่างที่คุยกันไว้ แถมยังไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจลอบข้ามแดนกลับมายังฝั่งไทย

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาทั้ง 7 คน ไปยังกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้หลายๆ คนที่กำลังมองหางานในต่างแดน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน และระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาหลอกลวง นอกจากนี้ การเดินทางข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นความผิดและอาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ตามมาได้

บทเรียนจากกรณีคนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทและตำแหน่งงานให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ฟังดูดีเกินจริง
  • เดินทางไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย
  • แจ้งสถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบสิ่งผิดปกติ

ปัจจุบัน มีข่าวการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมักจะมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง และสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การที่คนไทยจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความเดือดร้อนที่พวกเขาเผชิญอยู่ในต่างแดน การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างราบรื่น จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ซ่อนตัวอยู่ในป่า 7 คนไทย แอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างถูกหลอกไปทำงานเว็บพนัน

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ชายแดน มีความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ

วันที่ 2 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ โดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ ตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ ตามสถานการณ์

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 5 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 1 ศูนย์ 58 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 424 คน ปัจจุบันมียอด 482 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือน ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศอ.จอส.พระราชทาน จว.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รอง ผวจ.บุรีรัมย์, ผู้นำส่วนราชการ, ผู้นำชุมชนในพื้นที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมงานกิจกรรม โครงการ “ประตูแห่งเกียรติยศ สดุดีทหารกล้า” ซึ่ง บริษัท ศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย สเตนเลส อินเตอร์ จำกัด ได้จัดทำประตู และช่องรั้ว พร้อมม้านั่ง จำนวน 5 ตัว ส่งมอบให้กับครอบครัว ร.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฯ และบริษัทฯ ได้มอบ ม้านั่งอีกจำนวน 5 ตัว ให้แก่ครอบครัวของ ส.อ. ธีรพล เพียขันที ทหารพรานที่บาดเจ็บ ณ อ.ละหานทราย จว.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และครอบครัว ต่อไป

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25 พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ ชป.กร.มทb.25 เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยให้กำลังใจ สอบถามถึงปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 60 หลังคาเรือน ณ อ.ปราสาท และ อ.พนมดงรัก จว.สุรินทร์ ประชาชนรู้สึกดีใจ และขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดูแล.

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

จากรายงานล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งรวมถึงการบินโดรนในบริเวณสำคัญต่างๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 และกำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาล่าสุด

  • ช่องอานม้า: พบโดรน 4 ครั้ง จำนวน 8 ลำ
  • สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน: พบโดรน 7 ครั้ง จำนวน 23 ลำ
  • ช่องสายตะกู: พบโดรน 1 ลำ

ฝ่ายไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นและเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากสถานการณ์จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความวิตกกังวลของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการโดย ศอ.จอส.พระราชทาน ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าลืมติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา บินโดรนว่อนหลายพื้นที่ชายแดน

ประดับยศ 3 ทหารกล้า กลางสนามรบ เชิดชูเกียรติ

ภาพแห่งความประทับใจ พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ จัดขึ้นเพื่อขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขามีต่อการปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป เหล่าทหารหาญเหล่านี้ได้อุทิศตนอย่างกล้าหาญ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความอันน่าซาบซึ้งใจผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พันโท ธีระพงษ์ อ่ำพันเงิน ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 8 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ได้เป็นประธานในพิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ให้แก่ จ.ส.อ.ศักดิ์ดา จันทร์แสง, จ.ส.ต.เทพฤทธิ์ ทองแย้ม และ จ.ส.ต.อานนท์ เจริญยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจจากเพื่อนร่วมรบ

การเลื่อนยศในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และคำมั่นสัญญาที่ทหารกล้าเหล่านี้ได้ให้ไว้ว่าจะปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิต ทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่เสียไป ทุกความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักชาติอย่างแท้จริง พวกเขาคือวีรบุรุษที่ควรค่าแก่การจดจำและยกย่อง

ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ

พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายบนบ่า แต่เป็นการประกาศเกียรติคุณและความดีงามที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาในการรับราชการทหาร เป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทที่พวกเขามีต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญเหล่านี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยและความท้าทาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายรอบด้าน ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยหวาดหวั่น เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้พ้นจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ความสำคัญของการประดับยศ “3 ทหารกล้า”

การประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การสร้างขวัญและกำลังใจ: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • การยกย่องเชิดชูเกียรติ: เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับทหารที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ
  • การสร้างแรงบันดาลใจ: เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทหารรุ่นหลังให้มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
  • การแสดงความขอบคุณ: เป็นการแสดงความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยต่อความเสียสละของทหาร

ขอแสดงความยินดีกับทหารกล้าทั้ง 3 นาย ที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศชาติสืบไป พวกท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ เราทุกคนควรให้ความเคารพและสนับสนุนการทำงานของทหาร เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง

ที่มา – ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ขอบคุณความเสียสละ ปกป้องแผ่นดินสุดชีวิต

ทหารกัมพูชา: โดรนโผล่ซำแต-ช่องตาเฒ่า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” โดยเฉพาะการปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่สำคัญอย่าง ซำแต – ช่องตาเฒ่า ถึง 6 ครั้ง สร้างความกังวลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากกองทัพไทย

พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพบโดรนในพื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า จำนวน 6 ครั้ง และในพื้นที่สัตตะโสม – ภูผี – โดนตวน อีก 1 ครั้ง ทำให้ต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูล ณ เวลา 14.00 น. ของวันดังกล่าว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังในพื้นที่ของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” และเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากมีสถานการณ์ที่จำเป็น

สถานการณ์ล่าสุด: โดรน “ทหารกัมพูชา” กับการรับมือของไทย

การปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นการลาดตระเวน หรือเตรียมการสำหรับปฏิบัติการบางอย่าง กองทัพไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตรวจจับและติดตามโดรนเหล่านี้

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลผู้อพยพ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดพื้นที่รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่จำเป็น

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ศอ.จอส.พระราชทาน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้กำลังใจ และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และการตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
  • อย่าหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและการมีสติในการพิจารณาข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

ราชภัฏสุรินทร์ยัน! หนุ่มกัมพูชาลาออกก่อนเหตุชายแดน

จากกรณีข่าวหนุ่มกัมพูชา อดีตนักศึกษาทุนที่ผันตัวไปเข้าร่วมการสู้รบตามแนวชายแดน ล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคลดังกล่าวแล้ว

ทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชาเป็นนักศึกษาทุนจริง แต่ได้ลาออกไปก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจทางทหาร

ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ตามรายงานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อดีตนักศึกษาคนดังกล่าวเคยศึกษาในสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ชั้นปีที่ 2 โดยได้รับทุนการศึกษาประเภท “เรียนดีมีความสามารถ” ซึ่งเป็นโครงการที่มอบทุนให้นักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน

นักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้เป็นหนึ่งในแปดคนที่ได้รับทุนดังกล่าวจากประเทศกัมพูชา

ทางมหาวิทยาลัยระบุว่านักศึกษาคนดังกล่าวเดินทางกลับจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม และไม่ได้กลับมาศึกษาต่ออีกเลย จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ได้ฝากเพื่อนทำเรื่องลาออก โดยให้เหตุผลว่าต้องไปเป็นทหาร

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์มีนักศึกษาชาวกัมพูชาทั้งหมด 32 คน ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศแล้ว โดย 14 คนเดินทางกลับด้วยตั๋วเครื่องบินที่ครอบครัวออกค่าใช้จ่ายเอง ส่วนที่เหลือมหาวิทยาลัยได้ประสานงานให้เดินทางกลับผ่านช่องเม็กและช่องหนองนกเขียนในประเทศลาว

สำหรับความเป็นไปได้ในการกลับมาศึกษาต่อนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีนักศึกษาบางส่วนที่สามารถหาที่เรียนใหม่ในประเทศกัมพูชาได้แล้ว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้มอบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขาสามารถโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

แล้วเรื่องทุนการศึกษาในอนาคตล่ะ?

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีบริษัทเอกชนให้การสนับสนุนทุนการศึกษาฟรีแก่นักศึกษาชาวกัมพูชาจำนวน 10 ทุนสำหรับการศึกษาในปีหน้า แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องระงับการรับนักศึกษาใหม่ไว้ก่อน

เกี่ยวกับประเด็นที่อดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ได้โพสต์ข้อความที่สนับสนุน “ฮุนเซน” และโจมตีประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่าอาจเป็นเพราะนักศึกษาได้รับข้อมูลด้านเดียวและอาจมีข้อบังคับให้ข้าราชการชาวกัมพูชาทุกคนต้องแสดงความรักชาติผ่านการโพสต์และแชร์ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจขาดการกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเสริมอีกว่าศิษย์เก่าชาวกัมพูชาที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์หลายคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในประเทศกัมพูชา ทั้งในภาครัฐและในสถาบันการศึกษา รวมถึงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัย

จากการสอบถามเพื่อนร่วมห้องของอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ ทราบว่าชื่อจริงของเขาคือนายรณชิต โดยในช่วงเดือนมีนาคม นายรณชิตได้เก็บของกลับบ้านที่กัมพูชา และบอกกับเพื่อนว่าจะไปสมัครเป็นทหาร

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน เพื่อนคนไทยจึงถูกนายรณชิตบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมด เนื่องจากอาจเห็นว่าเพื่อนแชร์ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

เพื่อนของนายรณชิตรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบแทนบุญคุณด้วยการเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาฟรีจากมหาวิทยาลัย ในขณะที่นักศึกษาไทยต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)

เพื่อนคนดังกล่าวเสริมว่า ตลอดเวลาที่รู้จักกันไม่เคยเห็นว่านายรณชิตแสดงออกถึงความคลั่งชาติหรือรักชาติมากขนาดนี้ ในฐานะนักศึกษาชาวไทยจึงรู้สึกน้อยใจที่นักศึกษาชาวกัมพูชาได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มากกว่า

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่าย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องไม่ตัดสินคนทั้งกลุ่มจากพฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาจากทุกชาติ

เรื่องราวของ ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ที่มา – ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

Scroll to top