ปัญญาประดิษฐ์

สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก

ปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์: สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก

วงการธุรกิจสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ SpaceX บริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศของมหาเศรษฐีพันล้าน อีลอน มัสก์ ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการขยับขึ้นมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยสามารถโค่นยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ลงได้สำเร็จหลังจากเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

การก้าวขึ้นสู่จุดนี้ของ สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่มันเป็นผลลัพธ์จากการที่ราคาหุ้นของ SpaceX พุ่งทะยานขึ้นกว่า 50% หลังจากซื้อขายในตลาด Nasdaq ทำให้มูลค่าตลาด (Market Cap) ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Amazon มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

เบื้องหลังดีลสำคัญที่ผลักดัน SpaceX

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนจับตามองการเคลื่อนไหวนี้ คือการที่ SpaceX ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของ “เคอร์เซอร์” (Cursor) สตาร์ตอัปผู้พัฒนา AI ช่วยเขียนโค้ดชื่อดัง ด้วยมูลค่ามหาศาลกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเทกโอเวอร์บริษัทแม่คือ “แอนีสเฟียร์” (Anysphere) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า SpaceX ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแค่บริษัทขนส่งอวกาศ แต่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกอย่างเต็มตัว

  • SpaceX มูลค่าทะลุ 2.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Amazon รั้งอันดับด้วยมูลค่า 2.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • การขยายตัวสู่เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขทางมูลค่าบริษัทจะดูหวือหวา แต่หากเปรียบเทียบในมุมของรายได้และผลกำไร เรายังเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองบริษัท Amazon ยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทำกำไรมหาศาลจากการดำเนินงานจริง ในขณะที่ SpaceX ยังคงอยู่ในช่วงของการทุ่มงบประมาณเพื่อลงทุนในอนาคต จนทำให้มีผลประกอบการที่ติดลบในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แต่สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น ความหวังในอนาคตดูจะเป็นสิ่งที่พวกเขาให้มูลค่ามากกว่ากำไรในปัจจุบัน

ในมุมมองนักวิเคราะห์ ความสำเร็จครั้งนี้ของ SpaceX ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของการจัดอันดับมหาเศรษฐีหรือมูลค่าบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าโลกในทศวรรษหน้า เทคโนโลยีอวกาศและ AI จะถูกนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันจนกลายเป็นขุมพลังเศรษฐกิจใหม่ที่โลกไม่อาจละสายตาได้เลย แล้วคุณล่ะคิดว่าอนาคตของอุตสาหกรรมอวกาศจะไปได้ไกลแค่ไหนภายใต้การนำของอีลอน มัสก์?

ที่มา – สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี สงครามอันชอบธรรม วอนโลกชะลอพัฒนา AI

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลก เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกาศจุดยืนครั้งสำคัญผ่านสารตราพระสันตะปาปาฉบับแรกในสมณสมัยของพระองค์ โดยพระองค์ได้ทรงมีรับสั่งให้ทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณาบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในระยะยาว และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือการที่ โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ที่เคยถูกใช้มาอย่างยาวนานนับพันปีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ

เหตุผลที่ โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ในยุคปัจจุบัน

ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” (Just War Theory) ซึ่งฝังรากลึกในความเข้าใจของโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ล้าสมัยและมักถูกผู้นำแต่ละยุคสมัยหยิบยกมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลัง โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงชี้ให้เห็นว่า การทำสงครามในปัจจุบันมักเป็นความยากจนข้นแค้นทางความสัมพันธ์และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของพลเรือน พระองค์ยังแสดงความกังวลว่า สงครามในบางครั้งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้นำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศอีกด้วย

อันตรายจาก AI และการเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา

นอกจากประเด็นเรื่องสงครามแล้ว โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ยังผูกโยงเข้ากับภัยคุกคามจากเทคโนโลยีที่ควบคุมได้ยาก พระองค์ทรงเรียกร้องให้โลกเร่งสร้างกฎเกณฑ์และชะลอการพัฒนา AI ที่ก้าวล้ำไปไกลจนเกินขอบเขตความสามารถของมนุษย์ในการควบคุม โดยพระองค์ทรงเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การควบคุมข้อมูล AI ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียวเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
  • การปกป้องสิทธิ์ของแรงงานทั่วโลกจากการถูกแทนที่โดยเทคโนโลยี
  • การดูแลความปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชนจากการเข้าถึง AI ที่อาจให้ข้อมูลบิดเบือน
  • การตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงานในสายการผลิตแร่หายากสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

พระองค์ทรงตั้งคำถามถึง “มโนสำนึกทางศีลธรรม” ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนต้องทนทุกข์จากการผลิตเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อให้คนอีกกลุ่มได้ใช้งานอย่างสะดวกสบาย โดยเฉพาะการใช้แรงงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย การที่พระองค์ทรงออกสารตรา “Magnifica Humanitas” (มนุษยชาติอันสง่างาม) จึงเปรียบเสมือนเสียงเตือนสติให้เราทุกคนหันกลับมามองความสำคัญของความเป็นมนุษย์มากกว่าตัวเลขผลกำไร หรือชัยชนะในสมรภูมิที่ไม่มีวันจบสิ้น

บทเรียนในครั้งนี้คือการเตือนใจว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมากเพียงใด แต่มันต้องอยู่ภายใต้หลักคุณธรรมและความรับผิดชอบ หากผู้นำโลกยังคงยึดติดกับทฤษฎีเก่าๆ เพื่อสร้างความขัดแย้ง เราอาจเผชิญกับโลกที่ห่างไกลจากความสงบสุขที่แท้จริง เราควรหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรากำลังก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้องแล้วหรือยัง หรือเรากำลังละทิ้งหัวใจความเป็นมนุษย์เพื่อแลกกับอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง

ที่มา – โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยมีกำหนดการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์อิหร่าน การค้า การลงทุน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประเด็นไต้หวัน

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง: รายละเอียดการเดินทาง

เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของทรัมป์ลงจอดที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง เวลา 19.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังบินตรงจากกรุงวอชิงตัน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากคณะผู้แทนจีน รวมถึงรองประธานาธิบดีฮั่น เจิ้ง, นายเซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ และหม่า เจาซวี่ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศ กองทหารเกียรติยศจัดแถวต้อนรับ และนักเรียนจีนโบกธงชาติทั้งสองประเทศ ตะโกน “ยินดีต้อนรับ” เป็นภาษาจีนกลาง ทรัมป์ชูกำปั้นและยิ้มกว้างตอบรับ ก่อนขึ้นรถลิมูซีน

การเยือนครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และเป็นครั้งแรกของทรัมป์นับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ปักกิ่งให้กับการเยือนนี้

ประเด็นหลักในการประชุมทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

นักวิเคราะห์คาดว่าประเด็นอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลัก เนื่องจากจีนเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านแม้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ทรัมป์กล่าวก่อนเดินทางว่า จะ “หารือกันยาวๆ” กับสี จิ้นผิง และชื่นชาพสีว่า “ค่อนข้างทำได้ดี” พร้อมยืนยันสหรัฐฯ จะชนะสถานการณ์นี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังครอบคลุม:

  • การค้าและการลงทุน: ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ขอให้สี “เปิดประเทศ” จีนให้ธุรกิจสหรัฐฯ โดยมี CEO ชั้นนำร่วมเดินทาง
  • ไต้หวัน: การขายอาวุธสหรัฐฯ ให้ไต้หวันที่เป็นจุดขัดแย้ง
  • AI: ความเสี่ยงและโอกาสจากปัญญาประดิษฐ์

กำหนดการแน่นขนัด รวมงานเลี้ยงรับรอง จิบชา และหารือสองวัน โฆษกจีน กั๊ว เจี่ยคุน ระบุว่าปักกิ่งพร้อมขยายความร่วมมือ จัดการความต่าง และเพิ่มความมั่นคงให้โลก

ความสำคัญของการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิง

การประชุมนี้ไม่เพียงลดความตึงเครียด แต่ยังกำหนดทิศทางความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนในยุคใหม่ ท่ามกลางสงครามการค้าและ geopolitics ที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือโอกาสทองในการเจรจา โดยเฉพาะการค้าที่สหรัฐฯ ต้องการลดการขาดดุลกับจีน ขณะที่จีนหวังลดผลกระทบจาก санкции

ทรัมป์ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพ CEO สหรัฐฯ ในการยกระดับเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วมได้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเยือนนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ทรัมป์ในฐานะผู้นำที่เด็ดขาด ขณะที่สี จิ้นผิงแสดงน้ำใจต้อนรับเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่ข่าวต่างประเทศของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อความจริงในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคนี้ที่ยังคงร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส หรือการโจมตีจากอิหร่าน สื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยภาพและวิดีโอที่ถูกปรับแต่งด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ข้อมูลบิดเบี้ยว ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข่าวสารจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ภาพปลอมทั้งหมด แต่เป็นการนำภาพจริงมาปรับแต่งให้ดูรุนแรง ชัดเจน หรือน่ากลัวยิ่งขึ้น จนผู้ชมเข้าใจผิดได้ง่าย

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง

สื่อต่างประเทศอย่าง France24 รายงานว่ากระแสข่าวลือและข้อมูลเท็จขับเคลื่อนด้วย AI กำลังลุกลามหนักในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางปะทุ สิ่งที่น่ากลัวคือ AI ไม่ได้สร้างภาพใหม่ทั้งหมด แต่เอาเหตุการณ์จริงมาอัปเกรด เช่น เพิ่มความคมชัด แสง สี หรือรายละเอียดที่ไม่มีจริง ผลคือภาพดูสมจริงเกินจริง จนแพร่กระจายไวใน TikTok Twitter และ Facebook

ตัวอย่างภาพจริงที่ถูก AI เสริมแต่ง

กรณีแรกคือภาพนักบินอเมริกันดีดตัวจากเครื่องบินรบ F-18 คุกเข่าต่อหน้าชาวคูเวต ภาพนี้คมชัดสูง แพร่หลายมาก แต่สังเกตดีๆ นิ้วมือมีแค่ 4 นิ้ว! การตรวจสอบพบลายน้ำ SynthID ของ Google ยืนยันว่าเป็น AI Enhancement จากภาพต้นฉบับที่เบลอ เหตุการณ์จริงเกิดเมื่อ 2 มีนาคม คูเวตยิงเครื่องบินสหรัฐตก 3 ลำ มีวิดีโอและภาพดาวเทียมยืนยัน แต่ AI เติมรายละเอียดปลอมเข้าไป

อีกกรณี ภาพไฟไหม้ใกล้สนามบินเออร์บิล อิรัก หลังอิหร่านโจมตี 1 มีนาคม ภาพจริงมีไฟเล็กๆ แต่ AI ทำให้กองไฟใหญ่ ควันดำข้น สีฉูดฉาด เพื่อเพิ่มความน่ากลัว

  • ภาพนักบินอเมริกัน: นิ้วมือผิดปกติ ลายน้ำ SynthID
  • ไฟไหม้เออร์บิล: เพิ่มขนาดและสีเกินจริง
  • กรณีเจ้าหน้าที่มินนิแอโพลิส: AI เปลี่ยนโทรศัพท์เป็นปืนในมือผู้เสียชีวิตอเล็กซ์ เพรตตี (มกราคม)

กลไกการทำงานของ AI ที่ก่อปัญหา

เอวานเกลอส คานูลาส ศาสตราจารย์ AI มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม อธิบายว่า AI สามารถปรับพื้นผิว ใบหน้า แสง พื้นหลัง ให้สมจริงยิ่งกว่าเดิม เช่น ทำให้ฝูงชนดูใหญ่ขึ้น หรือการประท้วงดูรุนแรง เจมส์ โอไบรอัน จาก UC Berkeley เตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็บิดเบือนการรับรู้ทั้งหมด” โดยเฉพาะเมื่อ AI “หลอน” (Hallucinate) เติมสิ่งที่ไม่มีจริง

ในบริบทสงครามตะวันออกกลาง ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงเพราะข้อมูลแพร่เร็ว ผู้คนอาจตัดสินใจจากภาพปลอม เช่น สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในสื่อถดถอย แม้ภาพจริงก็ถูกสงสัย

วิธีป้องกันตัวเองจากภาพ AI ในข่าวสงคราม

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เราต้องมีเครื่องมือตรวจสอบ

  • ตรวจลายน้ำ เช่น SynthID ของ Google
  • ดูความผิดปกติ เช่น นิ้วมือ แสงเงาไม่สมจริง
  • ใช้ Google Reverse Image Search หรือ TinEye หาต้นตอ
  • เช็คเว็บ Fact-check เช่น Snopes FactCheck.org หรือ ThaiPBS Fact
  • ดูหลายแหล่ง ยืนยันจากวิดีโอหรือดาวเทียม

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง จะทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น หากไม่แก้ไขด่วน

สรุปแล้ว ในยุค AI ข่าวจริงยากแยกจากเท็จ แต่ด้วยความระมัดระวัง เรายังปกป้องตัวเองได้ มุมมองของผมคือ สื่อต้องพัฒนาเครื่องมือตรวจ AI และผู้ใช้ต้องฝึก critical thinking คุณเคยเจอภาพสงสัยแบบนี้ไหม? แชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตสงครามตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดข้อมูลจริง!

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

หญิงเกาหลีใต้ใช้ ChatGPT วางแผนฆาตกรรม 2 ศพ

ข่าวนี้ช็อกวงการ AI ไปทั้งโลกเลยนะคะ! หญิงเกาหลีใต้ใช้ ChatGPT วางแผนฆาตกรรม จนถูกจับกุมในข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ ตำรวจกรุงโซลขุดหลักฐานจากโทรศัพท์มือถือของเธอ พบประวัติการค้นหาผ่าน ChatGPT ถามเรื่องอันตรายของยานอนหลับผสมแอลกอฮอล์แบบละเอียดยิบ เรื่องนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า AI ที่ฉลาดขนาดนี้ จะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ยังไง และเราควรระวังตัวอย่างไรบ้าง มาอ่านรายละเอียดกันค่ะ

หญิงเกาหลีใต้ใช้ ChatGPT วางแผนฆาตกรรม

ผู้ต้องสงสัยชื่อนามสกุล “คิม” วัย 21 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ในข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต ชาย 2 รายเสียชีวิต และอีก 1 รายรอดมาได้แบบหวุดหวิด เหตุเกิดจากการที่เธอพาเหยื่อเข้าห้องโรงแรม แล้วผสมยากล่อมประสาทที่มีสารเบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepine) ลงในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ที่น่าตกใจคือ คำให้การของคิมบอกว่า “ไม่รู้ว่ายาพวกนี้จะรุนแรงถึงขั้นฆ่าคนได้” แต่หลักฐานใน ChatGPT บอกตรงกันข้าม! เธอถาม AI หลายรอบ เช่น “ถ้ากินยานอนหลับพร้อมแอลกอฮอล์จะเกิดอะไรขึ้น?” “ต้องกินกี่เม็ดถึงอันตราย?” และ “มันทำให้เสียชีวิตได้ไหม?” ChatGPT ตอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนเรื่องความเสี่ยงหัวใจหยุดเต้น หายใจล้มเหลว ซึ่งขัดแย้งกับคำแก้ตัวของเธออย่างสิ้นเชิง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สุดสะพรึง

  • ธันวาคม 2566: ความพยายามครั้งแรก ผสมยาให้แฟนหนุ่มเก่าที่ลานจอดรถร้านกาแฟในนัมยางจู จังหวัดคยองกี ชายคนนั้นหมดสติแต่รอดชีวิต
  • 28 มกราคม 2567: เหตุแรกที่ย่านซูยูดง เขตคังบุก กรุงโซล พาชายวัย 20 กว่าปีเข้าที่พัก ออกมาเพียงลำพัง 2 ชม. ถัดมาเจ้าของห้องพบศพ
  • 9 กุมภาพันธ์ 2567: เหตุที่ 2 โรงแรมอีกแห่งในเขตคังบุก ใช้วิธีเดียวกัน ชายวัยใกล้เคียงเสียชีวิต
  • 11 กุมภาพันธ์ 2567: ถูกจับกุม ตำรวจขยายผลหาเหยื่อเพิ่ม

ตอนนี้ตำรวจน่าจะสืบต่อว่ามีผู้เสียหายคนอื่นอีกหรือเปล่า เพราะพฤติกรรมแบบนี้ดูไม่ใช่ครั้งแรกๆ แน่นอน

บทบาทของ ChatGPT ในคดีนี้

ChatGPT เป็นเครื่องมือ AI จาก OpenAI ที่ช่วยตอบคำถามทั่วไปได้ดีมาก แต่ในกรณีนี้ มันถูกใช้เป็น “ที่ปรึกษาการฆ่า” โดยไม่ตั้งใจ AI ไม่มีศีลธรรม มันตอบตามข้อมูลที่มี ถ้าถามเรื่องพิษวิทยา มันก็ตอบจริงๆ นี่คือจุดอันตรายที่ผู้พัฒนา AI ต้องคิดต่อ เช่น ควรมีตัวกรองคำถามเสี่ยงไหม? หรือเตือนผู้ใช้ทุกครั้ง? คดีนี้กลายเป็นเคสตัวอย่างสำคัญ ทำให้หลายประเทศเริ่มคุยเรื่องกฎหมายควบคุม AI

ในไทยเราก็มีข่าว AI ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์บ้าง เช่น สร้างข่าวปลอมหรือช่วยโกง แต่คดีฆ่าคนแบบนี้ยังไม่เคยมี หวังว่าจะไม่มีนะคะ มันเตือนใจให้เราใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ

ความเสี่ยงของยานอนหลับผสมแอลกอฮอล์

ยาบรรเทาอาการนอนไม่หลับอย่างเบนโซไดอะซีพีน (เช่น Xanax, Valium) เมื่อผสมเหล้า จะยับยั้งระบบประสาทกลาง ทำให้หายใจช้าลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ รุนแรงสุดคือตายเฉียบพลัน แพทย์เตือนมานานแล้วว่า ห้ามผสมเด็ดขาด แม้แต่กินตามสคริปต์ยังเสี่ยง ถ้าคุณมีปัญหานอนไม่หลับ ควรปรึกษาหมอดีกว่านะคะ

คดี หญิงเกาหลีใต้ใช้ ChatGPT วางแผนฆาตกรรม ทำให้เราต้องคิดถึงอนาคตของ AI ในสังคม AI ไม่ใช่เพื่อนสนิท แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้อย่างรับผิดชอบ ผู้ใช้ต้องมีจริยธรรมด้วย OpenAI เองก็ออกแถลงการณ์แล้วว่าจะปรับปรุงระบบป้องกันคำถามอันตราย

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้คะ? AI ควรถูกจำกัดการตอบคำถามแบบไหนบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อเตือนใจกันนะคะ ติดตามข่าวเทคโนโลยีและคดีแปลกๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา!

insights สุดท้าย: คดีนี้สอนว่า เทคโนโลยีที่ทรงพลังต้องมากับความรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นอาวุธได้ง่ายๆ

ที่มา – หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ถวายพระพร ย้ำ 140 ปี

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ที่น่าประทับใจกันดีกว่า นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้าร่วมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและญี่ปุ่น คุณรู้มั้ยครับว่าความสัมพันธ์สองประเทศนี้มีมาถึง 140 ปีแล้ว นับเป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นมาก!

นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น อย่างอบอุ่น

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่จัดโดยนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ทุกคนต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีและเคารพ

ในงาน นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ครั้งนี้ ท่านได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคลถึงสมเด็จพระจักรพรรดิ ขอให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และยังส่งความปรารถนาดีไปยังประชาชนชาวญี่ปุ่นทุกท่านให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป เป็นการแสดงออกถึงความเคารพและมิตรภาพอย่างจริงใจ

ถวายพระพรชัยมงคลในงานวันชาติญี่ปุ่น

คำกล่าวถวายพระพรของนายกรัฐมนตรีนั้นประทับใจมาก เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไทยและญี่ปุ่นพร้อมยืนเคียงข้างกันในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือในเอเชียยุคใหม่

ย้ำสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นกว่า 14 ทศวรรษ

นายกรัฐมนตรีได้ชูความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในโอกาสที่กำลังจะครบรอบ 140 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ท่านแสดงความยินดีกับนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ที่เพิ่งชนะเลือกตั้ง และยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้สูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ยังพูดถึงความชื่นชอบในดนตรีที่ผู้นำทั้งสองมีร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงที่น่ารัก ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น สุดท้าย ท่านเชิญแขกผู้มีเกียรติดื่มอวยพรและกล่าว “บันไซ” ร่วมกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพนิรันดร์

ความร่วมมืออนาคตในยุคดิจิทัล

ในส่วนของความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการขยายสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในหลายด้าน เช่น:

  • นวัตกรรมดิจิทัลและ AI: พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความก้าวหน้าที่ยั่งยืน
  • พลังงานสีเขียว (Green Energy): ลดคาร์บอน สู่สังคมคาร์บอนต่ำ
  • ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น: เสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมหลังวิกฤตโควิด
  • ความมั่นคงภูมิภาค: ร่วมมือในอินโด-แปซิฟิกเพื่อสันติภาพ

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่มิตรภาพ แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของทั้งสองชาติ

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน คุณคิดเห็นอย่างไรกับความสัมพันธ์นี้? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและต่างประเทศจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญนะครับ!

ที่มา – นายกฯ ร่วมงานวันชาติญี่ปุ่น ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระจักรพรรดิ ย้ำสัมพันธ์ 14 ทศวรรษ

บราซิลสั่ง Grok หยุด Deepfake อนาจาร 5 วัน

บราซิลสั่ง Grok หยุด Deepfake อนาจาร แล้วนะครับ! ทางการบราซิลออกโรงเอาจริงจัง สั่งให้แชทบอทปัญญาประดิษฐ์ชื่อดัง “Grok” จากบริษัท xAI ของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ หยุดสร้างภาพ Deepfake ที่มีเนื้อหาเชิงอนาจารทันที โดยให้เวลาแค่ 5 วันเท่านั้น หากไม่ทำตามจะโดนฟ้องร้องและปรับหนักเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการ AI ทั่วโลก เพราะแสดงให้เห็นถึงปัญหาจริยธรรมที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

บราซิลสั่ง Grok หยุด Deepfake อนาจาร

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ.) หน่วยงานอัยการสูงสุดของบราซิล ร่วมกับองค์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติ (ANPD) และสำนักงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคแห่งชาติ (Senacon) ได้ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการให้แพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ดำเนินการระงับฟีเจอร์ของ Grok ที่สามารถสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารได้ โดยเฉพาะภาพที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ที่ไม่ยินยอม หาก X ไม่ปฏิบัติตามภายใน 5 วัน ทางการจะดำเนินคดีทางกฎหมายทันที

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก บราซิลเป็นเพียงประเทศล่าสุดที่ตัดสินใจขีดเส้นตายชัดเจน ก่อนหน้านี้ X เคยได้รับคำเตือนจากทางการบราซิลแล้ว แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ใช้ยังสามารถสั่งให้ Grok สร้างภาพอนาจารได้ง่ายๆ ผ่านฟีเจอร์ “Spicy Mode” หรือโหมดร้อนแรง เพียงพิมพ์คำสั่งอย่าง “ให้เธอสวมบิกินี่” หรือ “ถอดเสื้อผ้าออก” ก็ได้ภาพ Deepfake ที่ส่อเค้าอนาจารทันที

Deepfake คืออะไร และทำไมถึงอันตราย?

Deepfake คือเทคโนโลยีที่ใช้ AI สร้างภาพ วิดีโอ หรือเสียงปลอมที่ดูสมจริงมาก โดยเฉพาะภาพที่เปลี่ยนใบหน้าของบุคคลจริงไปเป็นเนื้อหาเพศสัมพันธ์หรืออนาจาร ซึ่งในกรณีของ Grok ผู้ใช้สามารถสร้างภาพเหล่านี้ได้จำนวนมาก โดยไม่ต้องมีทักษะทางเทคนิคอะไรเลย ปัญหาคือ มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สร้างความเสียหายทางจิตใจ และเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเนื้อหาเด็กอนาจาร ซึ่งผิดกฎหมายทั่วโลก

ศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังทางดิจิทัล (CCDH) รายงานว่า Grok สร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็กไปกว่า 3 ล้านภาพภายในไม่กี่วันเท่านั้น! น่าตกใจใช่ไหมครับ

ประเทศอื่นๆ กดดัน Grok อย่างไรบ้าง?

บราซิลไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้กับปัญหานี้ ลอง来看รายชื่อประเทศที่กำลังเคลื่อนไหวกันครับ

  • อินโดนีเซีย: สั่งระงับการใช้งาน Grok ทั้งหมดไปแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว
  • สหราชอาณาจักร: กำลังสอบสวนและกดดัน xAI อย่างหนัก
  • ฝรั่งเศส: ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองเด็กและข้อมูลส่วนบุคคล

X พยายามแก้ไขโดยลบโพสต์นับพันรายการ และแบนบัญชีผู้ใช้หลายร้อยบัญชี แต่ทางการบราซิลบอกว่ายังไม่โปร่งใสพอ และปัญหายังเกิดซ้ำ

แรงกดดันต่ออีลอน มัสก์ และอนาคตของ AI

อีลอน มัสก์ เจ้าของ xAI และ X กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาล เพราะ Grok ถูกออกแบบให้ “สนุกและไม่เซ็นเซอร์” แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเดือดร้อน แทนที่จะเป็น AI ที่ปลอดภัย นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักพัฒนา AI ทุกคน ว่าต้องมีระบบป้องกันที่เข้มงวด เช่น การตรวจจับคำสั่งอนาจารอัตโนมัติ หรือจำกัดการสร้างภาพบางประเภท

ในมุมกว้างขึ้น ปัญหา Deepfake ไม่ใช่แค่ Grok แต่รวมถึง AI อื่นๆ อย่าง Midjourney หรือ Stable Diffusion ที่เคยมีปัญหาคล้ายกัน รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งออกกฎหมาย เช่น EU AI Act ที่จะควบคุม AI ความเสี่ยงสูง ในไทยเราก็มี พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่สามารถนำมาใช้ได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนา AI ต้องสมดุลระหว่างนวัตกรรมและจริยธรรม ถ้าบริษัทอย่าง xAI ไม่ปรับตัว อาจเสียชื่อเสียงและโดนแบนในหลายประเทศได้

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการของบราซิล? Grok ควรถูกจำกัดหรือปล่อยให้อิสระ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าว AI นะครับ! นี่คือสัญญาณว่าอนาคตของเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงสังคมมากขึ้น

ที่มา – บราซิล ประเทศล่าสุดขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

อ่านข่าวเกี่ยวกับแชตบอท Grok เพิ่มเติมได้ ที่นี่

OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas ท้าชน Chrome

“โอเพนเอไอ” (OpenAI) เปิดตัวเบราว์เซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ในชื่อ “ChatGPT Atlas” อย่างเป็นทางการ นับเป็นความท้าทายโดยตรงต่อการครองตลาดของ “กูเกิล โครม” (Google Chrome) โดยเบราว์เซอร์ใหม่นี้จะรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การค้นหาแบบ AI อย่างเต็มตัว

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของโอเพนเอไอ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้งาน ChatGPT กว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ และขยายบทบาทเข้าสู่ชีวิตออนไลน์ของผู้ใช้งานมากขึ้น ผ่านการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเบราว์เซอร์ของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์มองว่าการแข่งขันระหว่างโอเพนเอไอ และกูเกิล จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI เนื่องจากผู้ใช้หันไปใช้เครื่องมือสนทนาที่สามารถสรุปและสังเคราะห์ข้อมูลให้ได้ แทนที่จะต้องพึ่งพาผลการค้นหาตามคีย์เวิร์ดแบบดั้งเดิม

Atlas นับเป็นผู้เล่นรายล่าสุดในตลาดเบราว์เซอร์ AI ที่มีการแข่งขันสูง เช่น Perplexity’s Comet, Brave Browser และ Opera’s Neon โดยบริษัทต่าง ๆ กำลังเร่งรวมเครื่องมือที่สามารถสรุปหน้าเว็บ, กรอกแบบฟอร์ม และร่างโค้ด เพื่อดึงดูดผู้ใช้

แถบด้านข้าง ของ Atlas อนุญาตให้ผู้ใช้เปิดแถบด้านข้างของ ChatGPT ในหน้าต่างใดก็ได้ เพื่อใช้ สรุปเนื้อหา, เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ หรือวิเคราะห์ข้อมูล จากเว็บไซต์ใด ๆ

ส่วนโหมดตัวแทน (Agent Mode) สำหรับผู้ใช้แบบชำระเงิน ChatGPT สามารถโต้ตอบกับเว็บไซต์แทนผู้ใช้ เพื่อทำงานให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น การค้นคว้าข้อมูลและการวางแผนช้อปปิ้งสำหรับการเดินทาง

ในการสาธิต นักพัฒนาของโอเพนเอไอ ได้แสดงวิธีการที่ ChatGPT สามารถค้นหาสูตรอาหารออนไลน์ และดำเนินการซื้อส่วนผสมทั้งหมดให้โดยอัตโนมัติ โดยตัวแทน AI ได้นำทางไปยังเว็บไซต์ Instacart และเพิ่มของชำที่จำเป็นลงในรถเข็น ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

เบราว์เซอร์ดังกล่าวพร้อมใช้งานทั่วโลกแล้วสำหรับระบบ macOS ของ Apple ส่วนเวอร์ชันสำหรับ Windows, iOS และ Android จะตามมาในภายหลัง

นับตั้งแต่โอเพนเอไอ เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 บริษัทก็เผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากกูเกิล และสตาร์ทอัพอย่าง Anthropic ทำให้ต้องหาพื้นที่การเติบโตใหม่

ในขณะเดียวกันกูเกิลก็ได้พัฒนาการตอบสนองต่อพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไป โดยขณะนี้ผลการค้นหาของ Google แต่ละรายการสามารถแสดง ภาพรวม AI  หรือ โหมด AI ควบคู่ไปกับลิงก์แบบดั้งเดิม เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่เหมือนแชตบอต นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วกูเกิลได้รวมโมเดล Gemini AI เข้ากับเบราว์เซอร์ Chrome สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ

แม้จะมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น กูเกิล โครมยังคงครองตลาดเบราว์เซอร์ทั่วโลกด้วยส่วนแบ่ง 71.9% จากข้อมูล ณ เดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าเบราว์เซอร์ใหม่จากโอเพนเอไอ สามารถนำมาซึ่งการแข่งขันครั้งใหม่สำหรับตลาดโฆษณา

กิล ลูเรีย นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson กล่าวว่า “การรวมแชตบอตเข้ากับเบราว์เซอร์ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นให้โอเพนเอไอเริ่มขายโฆษณา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยทำมาก่อน หากโอเพนเอไอเริ่มขายโฆษณา นั่นอาจดึงส่วนแบ่งโฆษณาจากการค้นหาไปจากกูเกิลได้อย่างมีนัยสำคัญ”.

OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

การเปิดตัว ChatGPT Atlas ของ OpenAI ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวเบราว์เซอร์ใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาในโลกของ AI และการค้นหาออนไลน์ การที่เบราว์เซอร์นี้สามารถทำงานร่วมกับ ChatGPT ได้อย่างราบรื่น ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสรุปเนื้อหา การเปรียบเทียบสินค้า หรือแม้กระทั่งการวางแผนการเดินทาง

ChatGPT Atlas เปลี่ยนแปลงการค้นหาออนไลน์อย่างไร

คำถามสำคัญคือ OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการค้นหาออนไลน์ของผู้บริโภคอย่างไร? การที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สรุปและสังเคราะห์ได้รวดเร็ว อาจทำให้การค้นหาแบบเดิมๆ ที่ต้องใช้เวลาในการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลเองนั้น ล้าสมัยไปในที่สุด นอกจากนี้ การที่ ChatGPT Atlas สามารถทำงานแทนผู้ใช้งานในการทำสิ่งต่างๆ เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายและดึงดูดผู้ใช้งานให้หันมาลองใช้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Google Chrome ยังคงเป็นเบราว์เซอร์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก การที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome นั้น จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยเทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้าและความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป ChatGPT Atlas ก็มีโอกาสที่จะเติบโตและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้

การแข่งขันในตลาดเบราว์เซอร์ AI จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และบริการที่ดีขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาด ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง

ลองพิจารณาดูว่าฟีเจอร์ Agent Mode จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของคุณไปมากขนาดไหน และคุณจะปรับตัวอย่างไรกับยุคที่ AI สามารถทำงานแทนคุณได้เกือบทุกอย่าง?

ที่มา – OpenAI เปิดตัว “ChatGPT Atlas” เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

เปิดตัวทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI สั่นสะเทือนฮอลลีวูด

วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดกำลังเดือดพล่านไปด้วยกระแสต่อต้าน เมื่อ “ทิลลี นอร์วูด” นักแสดง AI ที่สร้างขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผู้สร้างชาวดัตช์ได้เผยว่ากำลังเจรจากับเอเจนซี่ชื่อดังหลายแห่ง เพื่อนำทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI นี้ไปใช้ในโปรเจกต์ใหญ่ๆ สิ่งนี้จุดประกายความไม่พอใจจากสมาพันธ์นักแสดงของสหรัฐฯ (SAG-AFTRA) ทันที โดยพวกเขาประณามว่าทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI ไม่ใช่ตัวแทนของศิลปินตัวจริง แต่เป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกฝึกจากผลงานของมนุษย์นับพัน

ทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI: สาวข้างบ้านที่สร้างจาก AI

ทิลลี นอร์วูดถูกออกแบบให้มีภาพลักษณ์เหมือนนักแสดงหญิงหน้าใหม่ สดใสและน่ารักแบบสาวข้างบ้าน หากคุณเข้าไปดูโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของเธอ จะพบกับภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่สร้างด้วย AI ซึ่งดูสมจริงและตลกขบขันมาก ผู้สร้างของเธอ อีลีน ฟาน เดอร์ เวลเดน นักแสดงและนักแสดงตลกชาวดัตช์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจของทิลลีว่า “ฉันอาจเป็น AI แต่ฉันกำลังรู้สึกถึงอารมณ์จริงๆ นะ ตอนนี้ฉันตื่นเต้นกับอนาคตสุดๆ!” มันฟังดูน่ารัก แต่ก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า AI อย่างนี้จะมาแทนที่นักแสดงมนุษย์ได้จริงหรือ?

การปรากฏตัวของทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจาก SAG-AFTRA สหภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฮอลลีวูด แม้แต่ดาราดังๆ อย่างเอมิลี บลันท์, นาตาชา ลีออน และวูปี้ โกลด์เบิร์ก ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ สหภาพได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า “ทิลลี นอร์วูดไม่ใช่นักแสดง แต่เป็นตัวละครสังเคราะห์จากคอมพิวเตอร์ที่ขโมยข้อมูลจากผลงานนักแสดงมืออาชีพ” พวกเขาย้ำว่ามันไม่มีประสบการณ์ชีวิตจริง ไม่มีอารมณ์แท้ๆ และผู้ชมส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการดูเนื้อหาที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์แบบนี้

กระแสต่อต้านจากดาราฮอลลีวูด

อีลีน ฟาน เดอร์ เวลเดน ผู้สร้างทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI ได้ตอบโต้กระแสโกรธแค้นนี้ผ่านอินสตาแกรม โดยยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้มุ่งหมายแทนที่มนุษย์ แต่เป็นงานศิลปะสร้างสรรค์ล้วนๆ เธอเปรียบเทียบว่าการสร้างทิลลีคล้ายกับการวาดตัวละครในนิยายหรือการกำหนดบทบาทในละคร ซึ่งควรถูกมองเป็นประเภทใหม่ ไม่ใช่คู่แข่งกับนักแสดงจริงๆ นอกจากนี้ เธอยังตั้งเป้าว่าทิลลีจะกลายเป็น “สการ์เลตต์ โจแฮนส์สันคนต่อไป” ซึ่งฟังดูทะเยอทะยานแต่ก็เสี่ยงต่อการถูกมองว่าไม่เคารพอาชีพ

ส่วนวูปี้ โกลด์เบิร์ก ก็ได้แสดงความเห็นในรายการ The View ว่า ผู้ชมสามารถแยกแยะระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ง่ายๆ เพราะการแสดงของมนุษย์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “เรามีการเคลื่อนไหวที่แตกต่าง ใบหน้าและร่างกายแสดงอารมณ์ได้ลึกซึ้งกว่า AI เสมอ” เธอเชื่อว่า AI อาจช่วยในบางส่วน แต่ไม่สามารถขโมยงานทั้งหมดจากนักแสดงมนุษย์ได้

  • ประเด็นหลักของการต่อต้าน: AI ใช้ข้อมูลจากมนุษย์โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ความกังวลเรื่องงาน: นักแสดงหน้าใหม่กลัวถูกแทนที่
  • มุมมองศิลปะ: ผู้สร้างมองว่าเป็นนวัตกรรม ไม่ใช่ภัยคุกคาม

ล่าสุด มีรายงานว่าทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI ได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากถูกนำเสนอในงานประชุมสุดยอดที่ซูริก บางสตูดิโอในฮอลลีวูดกำลังทดลองใช้ AI แบบเงียบๆ และคาดว่าจะมีประกาศโปรเจกต์ใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สิ่งนี้ทำให้วงการต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ในฐานะคนรักภาพยนตร์ ผมคิดว่าการมาของทิลลี นอร์วูด นักแสดง AI เป็นดาบสองคม มันอาจนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาสู่วงการ แต่ก็จำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่ปกป้องสิทธิ์ของนักแสดงมนุษย์ คุณคิดยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวฮอลลีวูดที่นี่เพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่าติดตาม!

ที่มา – ฮอลลีวูดเดือด! หลังเปิดตัว “ทิลลี นอร์วูด” นักแสดง AI จุดกระแสต่อต้านทั่ววงการ

Scroll to top