ปัญหาการเลือกตั้ง

กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว. แล้วไม่ขาดอายุความ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกท่าน! วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันนะครับ เรื่องที่หลายคนรอคอย นั่นคือ กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว. แล้ว โดยเลขาธิการ กกต. ออกมาเผยความคืบหน้าว่า ที่ประชุมเริ่มพิจารณาสำนวนคำร้องนี้เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะข้อมูลหลักฐานมีปริมาณมหาศาล เลยต้องใช้เวลาแบบไม่รีบร้อน แต่รับประกันเลยว่าจะไม่ขาดอายุความแน่นอน มาฟังรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว.

ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ โดยบอกว่าตอนนี้ กกต. กำลังประชุมพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. โดยเฉพาะคดีฮั้วประมูลหรือการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้ง สว. ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจมาตั้งแต่การเลือกตั้งรอบล่าสุด นอกจากนี้ ยังมีสำนวนคดีอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกันด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึง 5,000 เรื่องเลยทีเดียว! กกต. สามารถเคลียร์ไปได้แล้ว 2,500 เรื่อง เหลืออีกครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 2,500 เรื่องที่ต้องจัดการให้เสร็จภายใน 1 ปีข้างหน้า เลขาฯ ยืนยันชัดเจนว่า สำนวนของสำนักงาน กกต. ไม่เคยขาดอายุความ เว้นแต่กรณีพิเศษที่ต้องขอขยายเวลา เช่นกรณีคดีฮั้ว สว. นี้แหละครับ พวกเขาจะพยายามเร่งให้เร็วที่สุด แต่ต้องถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

กำหนดการประชุมพิจารณา กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว.

เพื่อให้การพิจารณาเป็นระบบ ที่ประชุม กกต. ได้กำหนดตารางการประชุมไว้ชัดเจน โดยใน 1 สัปดาห์ จะใช้เวลา 1 วันเต็มๆ สำหรับคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะ เพราะเอกสารพยานหลักฐานมีจำนวนมาก ต้องใช้เวลาศึกษาให้ละเอียด ตัวอย่างเช่น:

  • วันจันทร์: ประชุมพิจารณาคำร้องคดีฮั้ว สว. แบบเต็มวัน
  • วันอังคาร: ประชุมเรื่องการบริหารงานและสำนวนคำร้องทั่วไป
  • วันพุธ: ประชุมเพิ่มเติม โดยที่ประชุมจะกำหนดวันเฉพาะอีกครั้ง

ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเสร็จสิ้นการพิจารณาเมื่อใด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ จะไม่ปล่อยให้ขาดอายุความเด็ดขาด อายุความในคดีเลือกตั้งนี้สำคัญมาก เพราะถ้าขาดไป คดีก็จบ ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ชาวบ้านอย่างเราจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

มาดูบริบทกันหน่อยนะครับ คดีฮั้ว สว. นี้เกิดจากข้อกล่าวหาว่ามีการสมรู้ร่วมคิด ฮั้วประมูลที่นั่ง สว. ในเขตต่างๆ หลังการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งมีผู้สมัครจำนวนมาก แต่ถูกตรวจพบความผิดปกติในการลงคะแนนและการรวมกลุ่ม ทำให้ กกต. ต้องรับคำร้องมาพิจารณา หากพิสูจน์ได้ว่ามีการฮั้วจริง อาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์หรือดำเนินคดีอาญาได้ ส่งผลกระทบใหญ่ต่อภาพลักษณ์ของ สว. ชุดใหม่ที่กำลังเข้ารับตำแหน่ง

นอกจากนี้ กกต. ยังต้องจัดการร้องเรียนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การเลือกตั้งท้องถิ่น การหาเสียงผิดกฎหมาย ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งไทยยังมีช่องโหว่ให้ปรับปรุง การที่ กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว. แบบจริงจังแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีว่าองคากรจะทำงานโปร่งใสขึ้น

ในมุมมองของผมนะครับ การพิจารณาคดีแบบนี้ต้องใช้เวลา แต่สำคัญกว่าคือคุณภาพ ถ้าทำรีบๆ แล้วผิดพลาด ก็เท่ากับไม่เกิดประโยชน์ ชาวเน็ตอย่างเราควรให้กำลังใจ กกต. และติดตามข่าวสารต่อไป เพื่อให้การเมืองไทยสะอาดขึ้น หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง ลองคอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ! หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันเฝ้าระวัง

สรุปใจความสำคัญ: กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว. แล้ว ไม่รีบรัดแต่รับประกันไม่ขาดอายุความ ด้วยการประชุมเฉพาะกิจ 1 วัน/สัปดาห์

ที่มา – กกต. เริ่มถกคดีฮั้ว สว. แล้ว ไม่ยืนยันจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่ไม่ขาดอายุความ

“อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง หวั่นจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในสภา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยข้อพิพาทและร้องเรียนมากมาย อ.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคำเตือนที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐสภาในอนาคต

อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ล็อตแรกจำนวน 396 คนอย่างรวดเร็ว อ.เจษฎ์ มองว่าการดำเนินการนี้ค่อนข้างเร่งรีบเกินไป เนื่องจากยังมีเรื่องร้องเรียนและข้อสงสัยต่างๆ ที่รอการตรวจสอบอยู่มากมาย หาก กกต. เลือกใช้วิธี “รับรองไปก่อน แล้วค่อยสืบสวนทีหลัง” อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่เมื่อ ส.ส. เหล่านี้เข้าสภาแล้วเกิดดราม่าขึ้นมา เช่น กรณีใบเหลืองใบแดงที่อาจทำให้ต้องยุบสภาใหม่หรือเกิดความขัดแย้งไม่จบสิ้น

อ.เจษฎ์ เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เหมือนกับ “ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพ แต่เอาไปเผาศพก่อน” ซึ่งจะทำให้ กกต. เองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หากต่อมาเจอหลักฐานปัญหาจริงๆ ก็ต้องรีบแก้ไขให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นความน่าเชื่อถือของ กกต. จะยิ่งเสื่อมลงไปอีก

ความเสี่ยงจาก อ.เจษฎ์ เตือน กกต. เรื่องไล่ฟ้องประชาชน

นอกจากเรื่องการรับรอง ส.ส. แล้ว อ.เจษฎ์ ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของ กกต. ที่ไล่ดำเนินคดีกับประชาชนที่ถ่ายภาพหรือแชร์ข้อมูลบัตรเลือกตั้ง แม้บัตรเลือกตั้งจะเป็นเอกสารราชการ แต่การใช้กฎหมายอาญาไล่บี้ประชาชนอย่างดุเดือดนั้นไม่เหมาะสม อ.เจษฎ์ เตือนว่า หาก กกต. เล่นบทโหดแบบนี้ ประชาชนอาจสวนกลับด้วยการฟ้อง กกต. เองในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น

แทนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมาย กกต. ควรใช้กลไกบริหาร เช่น สั่งหยุดหรือเตือน เพื่อรักษาความสงบ และหันมาเน้นงานเชิงบวก เช่น การกู้ศรัทธาจากประชาชนที่ตอนนี้แทบติดลบแล้ว อ.เจษฎ์ เน้นย้ำว่า กกต. ควรใจเย็นและถ้อยทีถ้อยอาศัยกับประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น

ทางออกเพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เพื่อตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลม อ.เจษฎ์ แนะนำให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลบัตรเลือกตั้งอย่างโปร่งใส เช่น แสดงหน้าตาบัตรแต่ละประเภท สี และการใช้งาน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนมาพิสูจน์เอง ซึ่งจะช่วยลดความสับสน ลดการถ่ายภาพในคูหา และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากขึ้น

  • รับรอง ส.ส. เร็วเกินไป: ยังมีร้องเรียนค้างตรวจสอบ อาจนำไปสู่ปัญหาใบแดงในสภา
  • ไล่ฟ้องประชาชน: เสี่ยงโดนฟ้องกลับ ม.157 ทำให้วุ่นวายยิ่งขึ้น
  • ขาดโปร่งใส: ควรเปิดข้อมูลบัตรเลือกตั้งเพื่อตัดไฟต้นตอ
  • กู้ศรัทธา: ใช้กลไกบริหารแทนกฎหมายอาญา

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทยที่ผ่านมา ซึ่งมักเต็มไปด้วยข้อครหาและการเมืองแฝง หาก กกต. ไม่ปรับตัว อนาคตอาจเกิดวิกฤตสภาได้ง่ายๆ อ.เจษฎ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง นั้นเป็นคำเตือนที่ถูกต้องเวลา เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ สิ่งสำคัญคือ กกต. ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสและฟังเสียงประชาชนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของอ.เจษฎ์? การรับรอง ส.ส. แบบนี้จะก่อปัญหาจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลังหวั่นมีปัญหา ชี้ไล่ฟ้องประชาชน ระวังเจอฟ้องกลับ

“ธนารัตน์” เชื่อถูก กกต.ฟ้องกดดัน จี้ถาม 2 คำถามใหญ่

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ “ธนารัตน์” เชื่อ ถูก กกต. ฟ้องเอาผิด เหตุเข้าไปกดดัน จี้ถาม 2 คำถามใหญ่ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา และกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ กกต. ออกมาแจ้งความเอาผิดกลุ่มบุคคลที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

“ธนารัตน์” เชื่อ ถูก กกต. ฟ้องเอาผิด เหตุเข้าไปกดดัน จี้ถาม 2 คำถามใหญ่

นายธนารัตน์ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวอย่างเป็นกันเอง โดยบอกว่า “เชื่อว่าเป็นตัวเองที่ถูกฟ้องแน่ๆ” เขายืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่เลย เพียงแค่อยากเข้าไปดูบัตรเลือกตั้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใสเท่านั้น แต่การเข้าไปจี้ถาม ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร อาจถูกมองว่าเป็นการกดดัน ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น

ย้อนเหตุการณ์วันที่ 22 ก.พ. นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. พร้อม ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผอ.กกต.กทม. ได้เข้าแจ้งความที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เอาผิดกลุ่มที่ถ่ายบัตรเลือกตั้ง แม้ยังไม่เปิดเผยชื่อ แต่ธนารัตน์คือหนึ่งในคนที่เผชิญหน้าตรงๆ กับเจ้าหน้าที่ และใช้กล้องเล็กๆ ถ่ายภาพเพื่อตรวจสอบ ไม่มีซูมขั้นสูงอะไรเลย

ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ สังเกตการณ์เลือกตั้ง กกต.ฟ้อง

2 คำถามใหญ่ที่ธนารัตน์จี้ถาม กกต.

ธนารัตน์เล่าว่า เขาไม่ได้ข้ามเส้นกั้นสีเหลือง รูปที่โพสต์ก็เอามาจากนักข่าว แต่สิ่งที่อาจทำให้ถูกมองว่า “กดดัน” คือ 2 คำถามหลักที่ถาม ผอ.กกต.กทม. ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินสังเกตการณ์

  • คำถามแรก: ท่านมีอำนาจอะไรห้ามประชาชนถ่ายบัตรเลือกตั้งที่ยังไม่ได้กา? พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 97 ห้ามแค่บัตรที่ลงคะแนนแล้ว ทำไมบัตรเปล่าถึงห้ามถ่าย? เจ้าหน้าที่ตอบว่าเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย รวมถึงหน่วยงานอื่น และบัตรเป็นเอกสารลับต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์
  • คำถามที่สอง: QR Code ใช้ตรวจบัตรปลอมตอนไหน? ถ้าไม่สแกนตอนนับคะแนนหน่วย 10 เขตคันนายาว แล้วจะนับทั่วประเทศยังไง? ใช้โปรแกรมอะไร? เจ้าหน้าที่ตอบ “ไม่ทราบ” หลายครั้ง

ธนารัตน์ย้ำว่าทุกคำถามมาจากเจตนาดี อยากให้ กกต. ชี้แจงเพื่อคลายกังวลประชาชน ไม่ใช่ฟ้องปิดปาก การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเร่งรีบผิดปกติ โดยเฉพาะการรับรองผลท่ามกลางคดีร้องเรียนใน 3 ศาล เหมือนนางสาวนันทนา นันทาวโรภาส ส.ว. ถามว่าถูกกฎหมายหรือไม่?

ธนารัตน์ จี้ถาม กกต. QR Code บัตรเลือกตั้ง

ในมุมมองของธนารัตน์ การสื่อสารจาก กกต. น้อยเกินไป ทำให้ประชาชนต้องเข้าไปถามเอง แล้วโดนดำเนินคดีแทน มันไม่แฟร์เลย โดยเฉพาะปัญหาความเร่งรีบและข้อสงสัยเรื่องบัตรเลือกตั้ง QR Code ที่อาจกระทบความน่าเชื่อถือทั้งระบบ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งไทยที่เราควรห่วงใย ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามเพื่อให้ระบบดีขึ้น หาก กกต. ออกมาชี้แจงชัดๆ ทุกอย่างคงคลี่คลาย ไม่ต้องถึงขั้นฟ้องร้อง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่อง “ธนารัตน์” เชื่อ ถูก กกต. ฟ้องเอาผิด เหตุเข้าไปกดดัน จี้ถาม 2 คำถามใหญ่ นี้? การเลือกตั้งโปร่งใสสำคัญแค่ไหน? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วช่วยแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิ์ของประชาชน!

ที่มา – “ธนารัตน์” เชื่อ ถูก กกต. ฟ้องเอาผิด เหตุเข้าไปกดดัน จี้ถาม 2 คำถามใหญ่

“สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1

“สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1 กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อคัดค้านการนับคะแนนใหม่ โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างสิทธิ์ประชาชน แต่สนธิญายืนกรานว่าต้องเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

“สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สนธิญา สวัสดี ได้มาที่สำนักงาน กกต. เพื่อยื่นข้อร้องเรียน โดยอ้างอิงมาตรา 140 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ที่กำหนดชัดเจนว่าผู้ร้องต้องเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น ผู้สมัครในเขต หรือพรรคที่ส่งผู้สมัครเท่านั้น จึงมีสิทธิ์ยื่นขอตรวจสอบหรือนับคะแนนใหม่ ชาวบ้านหรือคนนอกเขตไม่มีอำนาจตามกฎหมาย สนธิญาเรียกร้องให้ กกต. ยึดหลักนี้ ไม่เปิดหีบใหม่ และดำเนินคดีผู้กระทำผิดทั้งหมด

นอกจากนี้ เขายังท้าทายพรรคการเมืองที่อาจอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงหรือ ‘ด้อมส้ม’ ให้ออกมาแสดงตัวอย่างชัดเจน หากพรรคแพ้หรือชนะก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกฎหมายได้ ไม่ต้องใช้นอกระบบที่ก่อความวุ่นวาย สนธิญาเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มาจากมติประชาชน 52 ล้านคน หากปล่อยให้ซื้อเสียงหรือทุจริต ประชาชนทั้งประเทศจะต้องรับกรรมจากรัฐบาลที่คอร์รัปชัน

ชาวบ้านโผล่ถามกลางวงสัมภาษณ์ “ทำไมทำไม่ได้”

ระหว่างให้สัมภาษณ์ มีชาวบ้านที่มาร่วมยื่นหนังสือขอให้นับคะแนนใหม่ โผล่เข้ามาถามตรงๆ ว่า “แล้วใครจะยื่นได้” สนธิญาตอบว่าประชาชนในเขต พรรคในเขต สามารถทำได้ ชาวบ้านแย้งว่าทำไมคนนอกเขตทำไม่ได้ โดยอ้างกฎหมายว่าถ้าไม่สุจริตใครก็ยื่นได้ สนธิญาชี้แจงว่าการซื้อเสียง การทุจริต กับการขอนับใหม่เป็นคนละเรื่อง การชุมนุมอาจละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นและ กกต. การนับใหม่ทั้งประเทศจะเสียงบ 8,700 ล้านบาท เอาเงินมาจากไหน?

สนธิญายืนยันว่าเขาไม่เกรงกลัวการชุมนุม และพร้อมยืนเคียงข้าง กกต. หากยึดกฎหมาย ไม่มีส่วนได้เสียส่วนตัว แต่เพื่อประเทศชาติที่ต้องเดินบนรากฐานกฎหมาย

หลักกฎหมายที่สนธิญาอ้างอิง

  • มาตรา 140 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.: กำหนดผู้มีสิทธิ์ร้องเรียนชัดเจน ต้องเป็นคนในเขต ผู้สมัคร หรือพรรค
  • ห้ามใช้นอกระบบ เช่น ชุมนุมก่อความวุ่นวาย
  • ดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุจริต ซื้อเสียง
  • รักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งทั่วประเทศกว่า 1 แสนหน่วย

ประเด็น “สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1 สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งที่ยังค้างคา โดยเฉพาะชลบุรี เขต 1 ที่มีข้อกล่าวหาบัตรปลอมและซื้อเสียง สนธิญาไม่สนับสนุนการนับใหม่ทุกจังหวัดหากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กกต.ต้องตัดสินใจโดยไม่เกรงใจแรงกดดัน

จากมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นหลักนิติธรรมคือหัวใจของประชาธิปไตย หากปล่อยให้ใครก็ได้ร้องได้โดยไม่จำกัด จะนำไปสู่ความโกลาหล คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – “สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1 “ชาวบ้าน” โผล่ถามกลางวงสัมภาษณ์ “ทำไมทำไม่ได้”

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด ป้อง ‘เท้ง’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวการเมืองสายอัพเดท! วันนี้เรามีข่าวใหญ่จาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้เลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นป้อง “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกจี้ให้ลาออกจากนางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. พรรค เดียวกัน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ออกมาแถลงชี้แจงแบบชัดๆ ว่าพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรับมืออนาคต โดยเฉพาะคดี 44 ส.ส. และผลการเลือกตั้งล่าสุด

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย.

ตามที่นายศรายุทธิ์เผยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจะจัดประชุมใหญ่และสัมมนา ส.ส. กับผู้สมัครทั้ง 500 เขตในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ ซึ่งเป็นโอกาสทองในการ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด เลยครับ ตอนนี้ทีมบริหารกำลังคุยกันว่าจะปรับรูปแบบไหน แต่ยังไม่สรุป เพราะโฟกัสปัญหาการเลือกตั้งก่อน โดยเลขาฯ ยืนยันพร้อมลาออกตามสัญญา ถ้าได้ ส.ส. ไม่ถึง 200 คน เหมือนที่เคยประกาศตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนมาถึงประชาชน

ส่วนเลขาธิการคนใหม่ จะไม่ใช่ ส.ส. เพราะต้องทุ่มเทเวลาเต็มที่บริหารพรรคหลังบ้าน มีข่าวลือว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” อาจขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค ถ้านายณัฐพงษ์ต้องหยุดหน้าที่จากอุปสรรค เช่น การเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคยังไม่ล็อกสเปค และยังไม่คุยกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่องร่วมมือกันครับ

ศรายุทธิ์ ป้อง “เท้ง” แน่น แม้ถูกจี้ลาออก

กรณีที่ “ธิษะณา” ออกมาวิพากษ์นายณัฐพงษ์และเรียกร้องให้ลาออก เลขาฯ ชี้แจงว่าคณะกรรมการบริหารชุดนี้เพิ่งทำงานปีกว่าๆ เท่านั้น และชื่นชม “เท้ง” ว่ามีทักษะบริหารดี ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้แจ่มๆ “ถ้าบอกคุณเท้งบริหารไม่ดี ผมไม่เห็นด้วย พรรคโตจาก 80 เป็น 150 คน เปลี่ยนผู้บริหารกะทันหัน มันไม่ง่าย แต่ภาพรวมพรรคเข้มแข็งขึ้นมาก” นายศรายุทธิ์ย้ำชัด

ปัญหาการเลือกตั้งและการเรียกร้องความโปร่งใส

นอกจาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด แล้ว ยังมีประเด็นร้อนเรื่องการเลือกตั้ง เลขาฯ เรียกร้องให้ กกต. เปิดข้อมูลคะแนนเร็วๆ โดยเฉพาะแบบ 5/18 ที่ กกต. มีอยู่แล้ว ทำไมไม่เปิด? โดยเฉพาะคะแนนต่างกันระหว่างบัญชีรายชื่อกับแบ่งเขต เพื่อความโปร่งใส ป้องปัญหาบานปลาย ตอนนี้กำลังรวบรวมปัญหานับคะแนนแต่ละเขต อาจยื่นให้นับใหม่ได้เลยครับ

  • ข้อมูลคะแนนแบบ 5/18 ต้องเปิดเผยทันที
  • ตรวจสอบคะแนนแบ่งเขต vs บัญชีรายชื่อ
  • รวบรวมหลักฐานยื่น กกต. นับใหม่ หากจำเป็น
  • ถอดบทเรียนเพื่อยุทธศาสตร์เลือกตั้งหน้า

สรรหาคนใหม่และแผนอนาคต

เรื่องสรรหาเลขาฯ คนใหม่ยังไม่เริ่ม มีเวลาอีกเยอะ คนที่เหมาะต้องมีเวลาทุ่มเทเต็มที่ ไม่ว่าจะอดีต ส.ส. หรือใคร ก็ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในพรรค ต้องคุยกันให้จบก่อนถึงจะเสนอชื่อ ส่วนภาพรวม พรรคจะถอดบทเรียนจากเลือกตั้งนี้ ทำทุกครั้งหลังเลือกตั้ง เพื่อปรับบริหารให้ดีขึ้น คาดว่าสัมมิน่าจะมีแผนชัดเจนสำหรับครั้งหน้า

สรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังเข้มแข็งและพร้อมปรับตัว แม้จะมีแรงกดดันจากภายนอกหรือภายในก็ตาม มันเป็นสัญญาณดีสำหรับแฟนๆ พรรคก้าวหน้า ถ้าปรับได้ทัน จะยิ่งแข็งแกร่งในการสู้ครั้งต่อไป คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด นี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลัง มี.ค.-เม.ย. นี้ ป้อง “เท้ง” หลังถูกจี้ลาออก

นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 กกต. ชี้ไม่จริง

ในช่วงที่ผลการเลือกตั้งกำลังเป็นประเด็นร้อน นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 กกต. ชี้ไม่จริง ได้กลายเป็นข่าวลือที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนไม่น้อย วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยกันชัดๆ ว่าข่าวนี้จริงหรือไม่ และกกต. มีคำชี้แจงอย่างไรบ้าง

นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 กกต. ชี้ไม่จริง

นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาแถลงชัดเจนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 ว่า ข่าวเรื่อง นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 นั้นไม่เป็นความจริงเลย เมื่อตรวจสอบกับกกต. จังหวัดศรีสะเกษ พบว่าไม่มีคำร้องขอให้นับคะแนนใหม่แม้แต่คดีเดียว

เหตุผลสำคัญคือ การสั่งนับคะแนนใหม่ต้องมาจากกกต. ชุดใหญ่เท่านั้น แม้แต่กกต. จังหวัดก็ไม่มีอำนาจดำเนินการได้ ข่าวลือที่แพร่ในโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่เป็นการตัดต่อผลคะแนนปลอม เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชน กกต. กำลังเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หน่วยงานหนักใจมาก

นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 กกต. ชี้ไม่จริง: ช่องทางร้องเรียนที่ถูกต้อง

หากคุณหรือชาวบ้านในพื้นที่สงสัยผลการนับคะแนน สามารถใช้ช่องทางที่ถูกต้องได้ 2 ทางหลักๆ คือ

  • ยื่นคำร้องต่อกกต. พร้อมพยานหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ หรือเอกสารที่พิสูจน์ว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง
  • รอให้กกต. พิจารณาเอง หากเรื่องเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน กกต. สามารถหยิบยกมาสอบสวนได้ทันที

สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่เริ่มมีชาวบ้านชุมนุมเรียกร้องนับคะแนนใหม่ กกต. ย้ำว่าอย่าปล่อยให้สถานการณ์บานปลาย ใช้ช่องทางกฎหมายจะดีที่สุด เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม

ปัญหาโซเชียลมีเดียกับข่าวปลอมการเลือกตั้ง

ยุคนี้โซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งข่าวปลอมชั้นนำ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง ผู้แพร่กระจายมักตกแต่งผลคะแนนให้ดูน่าตกใจ เพื่อเรียกยอดวิวหรือสร้างกระแส กกต. ชี้ว่าปัญหานี้เกิดขึ้นหลายพื้นที่ ไม่ใช่แค่ศรีสะเกษเท่านั้น เช่น กรณีชลบุรีที่รองเลขาธิการกกต. ต้องไปตรวจสอบกลางดึกเพราะถูกผู้ชุมนุมล้อม

ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 113 เรื่อง กกต. กำลังเร่งประชุมและแก้ไข ไม่ใช่ล่าช้าแต่เป็นเพราะต้องตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดเพื่อความถูกต้อง ประชาชนควรอดทนและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ กกต. ยังให้คำมั่นว่าจะดูแลสถานการณ์ให้ดีที่สุด หากมีหลักฐานชัดเจนจะดำเนินการทันที ไม่ปล่อยให้เกิดความไม่เป็นธรรม

สรุปและคำแนะนำสำหรับประชาชน

สรุปคือ นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 กกต. ชี้ไม่จริง อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ ควรตรวจสอบกับหน่วยงาน官方ก่อนแชร์ต่อ การเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญของชาติ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือป้องกันข่าวปลอม

สำหรับท่านที่สนใจติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม แนะนำให้สมัครรับข่าวสารจากเว็บไซต์กกต. หรือช่องทาง官方 เพื่อไม่พลาดข้อมูลจริง หากมีประสบการณ์หรือข้อสงสัย สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เรายินดีตอบคำถาม!

สุดท้าย ข่าวปลอมเหล่านี้อาจเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประชาชนอย่างเราควรฉลาดแยกแยะ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

ที่มา – นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ ศรีสะเกษ เขต 6 และ 7 กกต. ชี้ไม่จริง

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุล่าสุด “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้งที่ชลบุรี เขต 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกถูกทอดทิ้งและปวดใจไปตามๆ กัน

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

นายกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตนติดตามสถานการณ์ปัญหาการนับคะแนนที่ชลบุรีอย่างใกล้ชิด และรู้สึกปวดใจอย่างยิ่งที่เห็นประชาชนถูกทอดทิ้งโดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ควรเป็นผู้ชี้แจงให้ชัดเจนทันที แต่กลับไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใส นี่คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบเลือกตั้ง

กรณ์ ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากการเลือกตั้งครั้งแรกของตัวเอง ที่ต้องนั่งทับกล่องบัตรเลือกตั้งที่มีพิรุธ ตลอดคืนเพื่อรอคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ เขายอมรับว่าถ้าแพ้เพราะซื้อเสียงก็ยอมรับได้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชน แต่การยัดเยียดบัตรหรือโกงการนับคะแนนนั้นรับไม่ได้เด็ดขาด

สถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี: อะไรเกิดขึ้น?

ที่ชลบุรี เขต 1 เกิดปัญหาการนับคะแนนที่ล่าช้าและมีข้อพิพาท ทำให้ชาวบ้านออกมาแสดงความไม่พอใจ คำพูดของชาวบ้านคนหนึ่งที่กรณ์ได้ยินคืนนั้นว่า “เขาเป็น กกต. เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ทำไมเขาไม่ทำ” สะท้อนถึงความรู้สึกที่ถูกหักหลังของประชาชน “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เพราะหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย การนับคะแนนที่ไม่โปร่งใสมักก่อให้เกิดข้อกล่าวหาและการโต้เถียงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสด้วยการถ่ายทอดสด การรายงานผลเรียลไทม์ และการตอบคำถามประชาชนอย่างรวดเร็ว

บทบาทของ กกต. ในการสร้างความเชื่อมั่น

กรณ์ ย้ำชัดว่ากกต. มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งโปร่งใสและเป็นธรรม หากล้มเหลว ประชาชนจะรู้สึกไม่มีที่พึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย

  • ชี้แจงทันทีเมื่อเกิดปัญหา
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยนับคะแนนเพื่อลดข้อผิดพลาด
  • มีกลไกตรวจสอบอิสระ
  • ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังควรมีระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งจริงๆ

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองไทยในภาพรวม เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การทุจริตเลือกตั้ง ที่ต้องแก้ไขจากรากฐาน ผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยืนยันจุดยืนในการต่อสู้เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริต

สุดท้ายแล้ว “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เป็นคำเตือนที่ทุกฝ่ายต้องรับฟัง หากเราต้องการประชาธิปไตยที่มั่นคง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยกันติดตามข่าวสารเพื่อผลักดันการปฏิรูปการเลือกตั้งให้ดีขึ้น

ที่มา – “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง บอกเห็นสถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี แล้วปวดใจ

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเมืองไทย หลังจากเกิดปัญหาการจัดเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนการทำงานของตัวเอง หลังจากเกิดข้อผิดพลาดในการติดป้ายเบอร์ผู้สมัครที่ผิดพลาดในหลายพื้นที่ รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองด้วย ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้ผู้ลงคะแนนสับสน แต่ยังอาจนำไปสู่การเสียสิทธิ์ในการเลือกตั้งหลักวันที่ 8 กุมภาพันธ์

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำว่า “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ เป็นเรื่องที่สังคมไทยทั้งประเทศได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว แต่กกต. ต้องรับผิดชอบให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่รุนแรงในหลายพื้นที่

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและเบิกเงินผิดปกติ

นอกจากปัญหาป้ายเบอร์ผิดแล้ว ยังมีประเด็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้กกต. เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งเบิกเงินแบงก์ย่อยผิดปกติกว่า 200-300 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

  • การติดป้ายเบอร์ผู้สมัครผิดในหลายพรรค
  • บัตรลงคะแนนและใบปิดหายในบางพื้นที่
  • การซื้อสิทธิ์ขายเสียงรุนแรงในหลายจังหวัด
  • เบิกเงินผิดปกติที่ยังไม่ชี้แจง

มุมมองของนายชูศักดิ์ ศิรินิล

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มองว่าปัญหานี้อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 หรือไม่นั้น ต้องตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยกกต. ยอมรับบกพร่องแล้วจากการใช้เบอร์ผู้สมัครปี 2566 ซึ่งไม่ควรเกิดกับหน่วยงานมืออาชีพ นายชูศักดิ์ ยังหวั่นเกรงว่าจะซ้ำรอยการเลือกตั้งโมฆะปี 2549 ที่เกิดจากปัญหาคล้ายกันหลายประการ แม้บริบทจะต่าง แต่หากไม่แก้ไขให้ทัน อาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองอีกครั้ง

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยไม่เรียกร้องให้กกต. ลาออกในช่วงนี้ แต่ต้องเดินหน้าให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยทบทวน

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย ปัญหา “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ สะท้อนถึงความจำเป็นที่กกต. ต้องยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้สังคมไทยเสียหายอีก หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้า สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ

กกต. สั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตผิดพลาดเลือกตั้ง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่และประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติสำคัญในการประชุมล่าสุด เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า และปัญหาการเบิกเงินจำนวนมหาศาลจากนิติบุคคล ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. สำนักงาน กกต. ได้สรุปรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าให้ที่ประชุมทราบ โดยมีแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในการเลือกตั้งใหญ่และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์หน้า นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลการเบิกเงินผิดปกติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสำนักงาน กกต. กำลังตรวจสอบมูลเหตุและความเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดย กกต. กำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการโดยด่วน

ปัญหาความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีหลายประการ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ปิดเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครบางเบอร์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงข้อผิดพลาดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้สมัคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอทำให้สำนักงานและตัวเขาเองเสียหายอย่างมาก และเรื่องนี้ “คงไม่จบลงง่ายๆ” จึงสั่งการให้ กกต. จังหวัดที่เกี่ยวข้องรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว พร้อมให้สำนักประชาสัมพันธ์ถอดเทปกรณีต่างๆ เพื่อติดตามและรายงานต่อ กกต.

การตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและเบิกเงินบิ๊กล็อต

ที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้พิจารณาข้อสังเกตจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองที่ใช้เงินพรรคในการโฆษณาหาเสียง ส.ส. โดยจะนำเข้าประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์ต่อไป สำหรับการเบิกเงินบิ๊กล็อตนั้น กกต. มองว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงสั่งเร่งตรวจสอบข้อมูลจาก ธปท. เพื่อหาความเชื่อมโยง

  • สรุปรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าและแนวทางแก้ไข
  • ตรวจสอบข้อมูลเบิกเงินผิดปกติจากนิติบุคคล
  • กำชับฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการ
  • สั่ง กกต. จังหวัดรายงานชี้แจงความผิดพลาด
  • ถอดเทปข่าวเพื่อติดตามทุกประเด็น

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยไทย การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่แก้ไขทันที อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการเลือกตั้งหลัก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่า การสั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตจะช่วยป้องกันการฟอกเงินหรือการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาคงตัวในอดีต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลจากธนาคารช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น กกต. จึงต้องใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตาม สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการเลือกตั้งมากขึ้น และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งใหญ่และประชามติ เพื่อเสียงของเราจะดังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ กกต. ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามทุจริต หากดำเนินการได้ผล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างมาก

ที่มา – กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

Scroll to top