ปัญหายาเสพติด

ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามอง เมื่อล่าสุดได้มีกระแสข่าวว่า ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของวงจรยาเสพติดในประเทศไทยที่แม้จะมีการบำบัดรักษา แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดคำถามมากมายถึงความมั่นคงและความปลอดภัยในสังคมของเรา

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลังจากลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และได้พบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามาตรการเดิมอาจยังไม่เพียงพอ ผู้เสพหลายคนผ่านการบำบัดมาแล้ว แต่เมื่อต้องกลับไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็มักจะพ่ายแพ้ต่อสิ่งเร้าและกลับไปใช้ยาเสพติดอีกครั้ง ทำให้อัตราการติดซ้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

วิเคราะห์กลไกใหม่เมื่อ ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ประธานสภาฯ จึงมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการใหม่ โดยเน้นใช้กลไกรัฐสภาเพื่อรื้อกฎหมายยาเสพติดให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้:

  • ปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมและมีบทลงโทษที่เด็ดขาดสำหรับผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วยังกลับไปเสพซ้ำ
  • เลิกใช้วิธีการส่งไปฟื้นฟูเยียวยาแบบเดิมสำหรับผู้ที่ทำผิดซ้ำซาก
  • เพิ่มมาตรการลงโทษทางกฎหมายด้วยการส่งเข้าเรือนจำทันทีเพื่อสร้างความเกรงกลัว

แนวคิดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม เพื่อหวังจะตัดวงจรผู้ค้าและผู้เสพออกจากสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเตรียมจะมีการประชุมระดมสมองครั้งใหญ่ที่อาคารรัฐสภาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ในมุมมองของผม การแก้ปัญหายาเสพติดลำพังการเพิ่มบทลงโทษอาจยังไม่ใช่ทางออกเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและเตรียมความพร้อมในการกลับสู่อันเป็นปกติของสังคมด้วย หากไม่มีช่องทางทำกินที่ชัดเจน โอกาสที่คนเหล่านี้จะกลับไปหลงผิดก็ยังมีสูง เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการที่เข้มข้นขึ้นจะช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยให้ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร

ที่มา – ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

“ปชน.” เร่งเคลียร์ดรามาเตรียมนำ “ภัณฑิล” ขอขมาสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

วันนี้เรามาพูดถึงดราม่าร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “ปชน.” เร่งเคลียร์ดรามาเตรียมนำ “ภัณฑิล” ขอขมาสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน หลังจากที่ ส.ส. ภัณฑิล น่วมเจิม จากพรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด สร้างกระแสคัดค้านจากเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ จน ส.ส. พรรคก้าวไกล ออกมาเรียกร้องให้ตั้งกรรมการสอบจริยธรรม

“ปชน.” เร่งเคลียร์ดรามาเตรียมนำ “ภัณฑิล” ขอขมาสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

พรรคประชาชนหรือ ปชน. ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ ล่าสุดมีรายงานวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ว่าพรรคเตรียมทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อขอให้ช่วยประสานงานกับสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ให้เปิดโอกาสแก่ ส.ส. ภัณฑิล เข้าพูดคุย ชี้แจงเจตนา และขอโทษอย่างเป็นทางการ หวังลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อบทบาทของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปกครองท้องถิ่น

ที่มาของดราม่า “ปชน.” เร่งเคลียร์ดรามาเตรียมนำ “ภัณฑิล” ขอขมา

เหตุการณ์เริ่มต้นจากที่ ส.ส. ภัณฑิล อภิปรายในสภา โดยกล่าวถึงปัญหายาเสพติดและพาดพิงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์หนัก เนื่องจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นบุคคลากรท้องถิ่นที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน หากถูกกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ย่อมกระทบภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การที่พรรค ปชน. ตอบสนองรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อ ส.ส. ในพรรค

มาตรการภายในพรรคประชาชน

นอกจากการขอโทษภายนอกแล้ว พรรคยังมีมาตรการภายใน โดยคณะกรรมการจริยธรรมพรรคประชาชน จะประชุมเร่งด่วนในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาบทลงโทษทางวินัยต่อ ส.ส. ภัณฑิล ตามระเบียบพรรค สิ่งนี้ยืนยันมาตรฐานการทำงานของ ส.ส. ที่ต้องระมัดระวังในการอภิปราย ไม่สร้างความเสียหายโดยไม่มีหลักฐาน

  • ประสานกระทรวงมหาดไทยเพื่อเป็นตัวกลาง
  • จัดคิวให้ ส.ส. ภัณฑิล เข้าขอโทษสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน
  • สอบสวนภายในโดยกรรมการจริยธรรมพรรค
  • ชี้แจงเจตนาและลดอุณหภูมิความขัดแย้ง

เหตุการณ์นี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะพรรคประชาชนเพิ่งเปิดแคมเปญเลือกตั้ง กทม. และทำงานเชิงรุกในต่างจังหวัด การรักษาความสัมพันธ์กับกำนันผู้ใหญ่บ้านจึงสำคัญมากต่อนโยบายพรรคในอนาคต หากเคลียร์ได้ดี จะช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคในฐานะที่รับผิดชอบและเคารพทุกภาคส่วน

ในมุมมองของผม การเมืองไทยมักมีดราม่าแบบนี้บ่อยๆ แต่การแก้ไขที่รวดเร็วแบบนี้ของ ปชน. เป็นตัวอย่างที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่าการอภิปรายในสภาต้องมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่แค่พูดไปงั้นๆ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ปชน.” เร่งเคลียร์ดรามาเตรียมนำ “ภัณฑิล” ขอขมาสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกยาเสพติด กทม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการปราบปรามยาเสพติดมาฝากกันแบบเป็นกันเองเลยนะ ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม. เป็นโครงการที่น่าชื่นชมมาก เพราะในยุคดิจิทัลที่เด็กๆ ต้องเผชิญทั้งโซเชียลมีเดียและสิ่งล่อใจมากมาย การสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็กปฐมวัยคือทางออกสำคัญเลยล่ะ

พิธีเปิดการสัมมนาครูตำรวจ D.A.R.E.

ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม.

เหตุการณ์สุดเข้มข้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่โรงแรมพาลาสโซ่ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) หรือที่แฟนๆ เรียกติดปากว่า “บิ๊กกอล์ฟ ปส.” เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพิ่มศักยภาพครูตำรวจ D.A.R.E. รุ่นที่ 6 ประจำปีงบ 2569 ในสังกัด บช.น.

ทางด้านกองบัญชาการนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ส่ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ด้านยาเสพติด มาร่วมด้วย พร้อมทีมงานตัวแสบอย่าง พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 และอื่นๆ อีกเพียบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการปส.บช.น. มาแบบยกทีมเลยครับ

ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดสัมมนา D.A.R.E. รุ่น 6

ใครบ้างที่มาร่วมอบรมครูตำรวจ D.A.R.E.

การอบรมนี้จัดยาวๆ 3 วัน 28-30 เม.ย. 2569 มีข้าราชการตำรวจเข้ารับการปั้นเป็นครู D.A.R.E. กว่า 160 นาย เลยทีเดียว แบ่งตามหน่วยงานแบบนี้ครับ:

  • บก.น.1: 15 นาย
  • บก.น.2: 20 นาย
  • บก.น.3: 20 นาย
  • บก.น.4: 16 นาย
  • บก.น.5: 20 นาย
  • บก.น.6: 15 นาย
  • บก.น.7: 15 นาย
  • บก.น.8: 16 นาย
  • บก.น.9: 20 นาย
  • บก.สปพ.: 1 นาย
  • กก.ดส.: 2 นาย
ผู้เข้ารับการอบรมครูตำรวจ D.A.R.E.

นอกจากนี้ยังมีรอง ผบก.น.1-9 และ สส. มาร่วมด้วย สุดยอดทีมเลยนะ

กิจกรรมสัมมนาเพิ่มศักยภาพ D.A.R.E.

วัตถุประสงค์ของโครงการปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E.

โครงการนี้มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อให้ครูตำรวจ D.A.R.E. ได้:

  • ทบทวนความรู้เดิมและเรียนเทคนิคใหม่ๆ ในการสอนเด็ก
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมงาน
  • ตระหนักถึงความสำคัญและมีแรงจูงใจในการป้องกันยาเสพติด

D.A.R.E. หรือ Drug Abuse Resistance Education คือโปรแกรมจากอเมริกาที่สำเร็จรูป สอนเด็กประถมปีที่ 5 ให้มีทักษะชีวิต ป้องกันยาเสพติด โดยครูตำรวจจะเข้าไปสอนในโรงเรียน สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้น

ตามนโยบายรัฐบาล ปัญหายาเสพติดคือเร่งด่วนสุดๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมุ่งสร้างความมั่นคง ลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเด็กๆ ในยุคดิจิทัลที่ยาเสพติดแฝงตัวในออนไลน์ได้ง่ายมาก โครงการนี้จึงรุกเข้าไปในสถานศึกษาทุกแห่งใน กทม. เพื่อป้องกันก่อนสายเกินแก้

นอกจาก ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม. แล้ว ยังช่วยสร้างทักษะชีวิตให้เด็กไทย เช่น การตัดสินใจ การปฏิเสธสิ่งไม่ดี และจัดการอารมณ์ ซึ่งจำเป็นมากในสังคมปัจจุบัน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือก้าวสำคัญ ถ้าทุกโรงเรียนมีครู D.A.R.E. เด็กๆ จะปลอดภัยจากยาเสพติดมากขึ้น ลองนึกภาพโรงเรียนใน กทม. ทุกแห่งมีตำรวจใจดีมาสอนเด็กๆ สนุกๆ ไม่น่าเบื่อเลยนะ

สุดท้าย ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ ครู หรือชุมชนที่ห่วงใยเยาวชน ลองติดตามและสนับสนุนโครงการป้องกันยาเสพติดแบบนี้ต่อไป แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ แล้วเราจะช่วยกันสร้างสังคมปลอดยาเสพติดได้แน่นอน!

ที่มา – ปส.จับมือนครบาล ปั้นครูตำรวจ D.A.R.E. รุกสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในสถานศึกษาทั่ว กทม.

ป.ป.ส.เผยข้าราชการภาค 3-4 ยุ่งยาเสพติดมากสุด

ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เป็นจุดนำเข้า ล่าสุด ป.ป.ส.เผยข้าราชการภาค 3-4 ยุ่งยาเสพติดมากสุด จากสถิติทั่วประเทศ สะท้อนถึงความท้าทายในการปราบปรามที่ต้องเผชิญทั้งจากขบวนการอาชญากรและตัวบุคคลในเครื่องแบบที่ทรยศหน้าที่

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมเวลาดี จ.นครพนม พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการ นบ.ยส.24 พร้อม พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้แถลงผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ สรุปผลงานรอบ 6 เดือน (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) โดยมอบรางวัลให้หน่วยดีเด่น 48 หน่วย เพื่อกระตุ้นกำลังใจ

ป.ป.ส.เผยข้าราชการภาค 3-4 ยุ่งยาเสพติดมากสุด

ในที่ประชุม พ.ต.ต. สุริยา เปิดเผยว่า จากข้อมูลทั้งประเทศ พบว่าภาค 3 (กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, เลย, ขอนแก่น, หนองบัวลำภู, อุดรธานี) และภาค 4 (นครพนม, สกลนคร, มุกดาหาร ฯลฯ) มีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดสูงสุด ตั้งแต่เสพ ครอง ไปจนถึงค้ายาและลักลอบนำเข้า

ตัวอย่างชัดเจนคือ เดือนที่แล้ว ป.ป.ส. สืบสวนลับจับกุม ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 4 1 นาย ซึ่งบ้านเต็มไปด้วยโล่เกียรติยศดีเด่น แต่กลับใช้ทักษะสืบสวนช่วยขบวนการยาเสพติด ส่งผลให้ยึดทรัพย์สินหลายล้านบาท “สถิติชี้ชัด ภาค 3-4 สูงสุด ต้องกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นตัวอย่างที่ดี” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว

ป.ป.ส.เผยผลงานปราบปรามยาเสพติดใน นบ.ยส.24

นบ.ยส.24 รับผิดชอบ 7 จังหวัดชายแดนอีสาน ได้แก่ เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี โดยโฟกัส 25 อำเภอชายแดน ปัญหายาเสพติดรุนแรงเพราะเป็นจุดรอยต่อลาว-กัมพูชา

ผลงานรอบ 6 เดือนน่าประทับใจ:

  • ตรวจยึดยาบ้า กว่า 100 ล้านเม็ด
  • ยาไอซ์ 7 ตัน (7,000 กก.)
  • เฮโรอีน 196 กก.
  • มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท

เทียบปี 2568 ยาบ้าเพิ่ม 14% ยาไอซ์พุ่ง 183% แสดงถึงการบูรณาการสกัดกั้น (ลาดตระเวน จุดตรวจ), ปราบปราม (ดำเนินคดีทุกมิติ), ป้องกัน (ชุมชนเข้มแข็ง บำบัดรักษา)

พลโท วีระยุทธ เน้นย้ำแผนรัฐบาล 2569 “สังคมไทยปลอดภัยจากยาเสพติด” ด้วย 7 มาตรการหลัก เช่น สร้างชุมชนเข้มแข็ง, ปราบปราม, ยึดทรัพย์, ร่วมมือระหว่างประเทศ กองทัพภาค 2 เป็นแกนนำ ยกระดับ นบ.ยส.24

สถานการณ์ในพื้นที่นี้แตกต่างเพราะการแพร่ระบาดสูง ส่งผลจิตเวชก่อเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง ข้าราชการที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไม่เพียงทำลายตัวเอง แต่ยังช่วยให้ขบวนการปีกกล้าขาแข็ง สร้างความเสียหายแก่ชาติ

การจับกุมตำรวจรายนี้เป็นสัญญาณเตือน ต้องเพิ่มการตรวจสอบภายใน สร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์ ป.ป.ส. จะสืบสวนลับต่อเนื่อง เพื่อกำจัดตัวแปรหักหลัง

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ สร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง ลดผู้เสพใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ชนบท

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่แค่ตำรวจหรือทหาร แต่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือ รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อสังคมปลอดภัยยั่งยืน

ในมุมมองผู้เขียน การที่ ป.ป.ส.เผยข้าราชการภาค 3-4 ยุ่งยาเสพติดมากสุด ชี้ให้เห็นช่องโหว่ระบบ ต้องเร่งปฏิรูประบบคัดเลือกและกำกับดูแล หากปล่อยไว้จะยิ่งซ้ำเติมปัญหา หวังว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นหรือติดตามข่าวอัปเดตปัญหายาเสพติดและการปราบปรามได้ที่บล็อกของเรา เพื่อร่วมสร้างสังคมยาเสพติดเป็นศูนย์!

ที่มา – ป.ป.ส.เผยข้าราชการภาค 3-4 ยุ่งยาเสพติดมากสุด เดือนที่แล้ว เพิ่งจับตำรวจ โล่เต็มบ้าน

รวบหญิงท้องแก่ใกล้คลอดมั่วสุมเสพยาบ้า ส่วนสามีเผ่นหนี เร่งติดตามตัว

เหตุการณ์ รวบหญิงท้องแก่ใกล้คลอดมั่วสุมเสพยาบ้า ส่วนสามีเผ่นหนี เร่งติดตามตัว สร้างความตกใจให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบุกจับกุมหญิงตั้งครรภ์วัย 38 ปี ที่ยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้าไปไม่นาน สามีรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 หลังชาวบ้านร้องเรียนว่าบ้านหลังนี้มักมีวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติด สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน

รวบหญิงท้องแก่ใกล้คลอดมั่วสุมเสพยาบ้า ส่วนสามีเผ่นหนี เร่งติดตามตัว

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเขาฉกรรจ์ นำโดยนายทิด (ชื่อสมมติ?) และทีมงาน เดินทางไปตรวจสอบบ้านพักในหมู่ 8 ตำบลเขาสามสิบ หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้าน เมื่อไปถึง พบ นางสาวอ้อย อายุ 38 ปี ซึ่งอยู่ในสภาพท้องแก่ใกล้คลอด นั่งอยู่ในบ้าน ขณะที่สามีของเธอวิ่งหลบหนีออกไปทันที เจ้าหน้าที่สอบถาม น.ส.อ้อย ยอมรับตรงๆ ว่าเพิ่งเสพยาบ้ามา โดยปกติเสพวันละ 2 เม็ด โดยเฉพาะตอนทะเลาะกับสามี เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว

ผลกระทบร้ายแรงจากยาบ้าในหญิงตั้งครรภ์

การเสพยาบ้าในหญิงท้องแก่ใกล้คลอดอย่างกรณี รวบหญิงท้องแก่ใกล้คลอดมั่วสุมเสพยาบ้า นั้นอันตรายอย่างยิ่ง ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพแม่และลูกในท้อง โดยอาจทำให้ทารก发育ผิดปกติ มีน้ำหนักน้อย มีปัญหาทางสมอง หรือคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือเสียชีวิตของแม่ได้ ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าบริเวณนี้มักมีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุม สร้างความหวาดกลัวให้ทุกคน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชิญ น.ส.อ้อย เข้าบำบัดรักษาตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว (พม.) มาดูแลสวัสดิภาพครอบครัว ช่วยเหลือทั้งก่อนและหลังคลอด เพื่อให้แม่และลูกปลอดภัย สำหรับสามีที่หลบหนี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัว เพื่อดำเนินคดีและตรวจสอบเพิ่มเติม

ปัญหายาเสพติดในชุมชนไทยและแนวทางป้องกัน

กรณีนี้เป็นตัวอย่างปัญหายาเสพติดที่ลุกลามถึงครอบครัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างสระแก้ว จากสถิติสำนักงานปปส. พบว่ายาบ้าแพร่หลายมาก โดยผู้เสพมักอ้างว่าเสพเพื่อแก้เครียดหรือทะเลาะกัน เพื่อป้องกัน เราควรส่งเสริมการร้องเรียนเบาะแส ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบต. และตำรวจ ควรมีกิจกรรมชุมชน เช่น ค่ายเยาวชนป้องกันยาเสพติด การให้ความรู้เรื่องอันตรายของยา และสนับสนุนอาชีพให้เยาวชน

  • ชาวบ้านควรแจ้งเบาะแสทันทีเมื่อเห็นมั่วสุม
  • ครอบครัวต้องดูแลสมาชิกใกล้ชิด โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์
  • รัฐบาลควรเพิ่มศูนย์บำบัดและตรวจปัสสาวะหมู่บ้าน
  • โรงเรียนต้องสอนเด็กเรื่องผลเสียของยาเสพติด

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่คดี แต่สะท้อนสังคมที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากปล่อยไว้ ยาเสพติดจะทำลายอนาคตชาติ

สุดท้ายนี้ หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือสายด่วน 191 เพื่อช่วยกันกำยำปัญหานี้ให้สิ้นซาก ชุมชนปลอดภัยเริ่มจากเรา!

ที่มา – รวบหญิงท้องแก่ใกล้คลอดมั่วสุมเสพยาบ้า ส่วนสามีเผ่นหนี เร่งติดตามตัว

ผบก.น.9 เปิดโครงการตำบลยั่งยืน แก้ยาเสพติดครบวงจร

ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยร้ายที่คุกคามสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นของกรุงเทพมหานคร โครงการต่างๆ ที่มุ่งแก้ไขปัญหานี้จึงมีความสำคัญยิ่ง ล่าสุด ผบก.น.9 เปิดโครงการตำบลยั่งยืน เพื่อจัดการปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้ชุมชนหลายแห่งเริ่มเห็นแสงสว่างแห่งความหวังในการสร้างสังคมปลอดภัย

ผบก.น.9 เปิดโครงการตำบลยั่งยืน

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผู้บังคับการนครบาล 9 (ผบก.น.9) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการดังกล่าว โดยมี พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด รอง ผบก.น.9 พ.ต.อ.ไตรรัตน์ เพ็งนู ผกก.สน.แสมดำ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) สน.แสมดำ ผู้แทนศูนย์บริการสาธารณสุข 42 (ทองสิมา) สำนักงาน ปปส.กทม. ประธานชุมชนปู่โฉมพัฒนา และคณะกรรมการชุมชน ร่วมพิธีและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จ

ภาพพิธีเปิดโครงการตำบลยั่งยืนที่ชุมชนปู่โฉมพัฒนา

หลังพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมชุมชนปู่โฉมพัฒนา ซอยเทียนทะเล 20 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน และมอบถุงยังชีพให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง 3 ราย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างความประทับใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ขยายผลสู่พื้นที่ สน.บางบอน

จากนั้น พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ได้เดินทางต่อไปเป็นประธานเปิดโครงการ ผบก.น.9 เปิดโครงการตำบลยั่งยืน ในพื้นที่ สน.บางบอน ที่ศาลารุ่งชาติ (อุปถัมภ์) ชุมชนเกษตร นายผล แขวงบางบอนใต้ เขตบางบอน โดยมี พ.ต.อ.ธนะเมศฐ์ วิจิตรจริยา ผกก.สน.บางบอน ผู้อำนวยการเขตบางบอน ผู้แทนศูนย์บริการสาธารณสุข 65 ปปส.กทม. ประธาน กต.ตร. สน.บางบอน และผู้นำชุมชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภาพกิจกรรมโครงการตำบลยั่งยืนที่ชุมชนเกษตร สน.บางบอน

วัตถุประสงค์และแนวทางการดำเนินงาน

โครงการตำบลยั่งยืนนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ซึ่งครอบคลุมการปราบปรามผู้ค้า การบำบัดรักษาผู้เสพ การป้องกันเยาวชน และการสร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง โดยแนวทางหลัก ได้แก่

  • แนะนำและส่งผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • คืนคนดีสู่สังคม ลดอัตราการเสพซ้ำ
  • เสริมสร้างศักยภาพชุมชนให้เฝ้าระวังและป้องกันปัญหาในระยะยาว
  • ประสานงานระหว่างตำรวจ สาธารณสุข องค์กรปกครองท้องถิ่น และชุมชน
  • ติดตามผลและประเมินโครงการอย่างสม่ำเสมอ

ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดให้การแก้ยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้น ‘บำบัดเกิน 50%’ และลดผู้เสพใหม่ โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์นโยบายดังกล่าว ทำให้ชุมชนแสมดำและบางบอนกลายเป็นต้นแบบ

ประโยชน์ที่คาดหวังต่อสังคม

นอกจากการลดจำนวนผู้เสพแล้ว โครงการยังช่วยเสริมความสามัคคีในชุมชน สร้างอาชีพให้ผู้ผ่านการบำบัด และลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ชาวบ้านในพื้นที่ต่างชื่นชมความรวดเร็วและจริงจังของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะนำไปสู่ชุมชนยั่งยืนที่ปราศจากยาเสพติดในอนาคต

โครงการ ผบก.น.9 เปิดโครงการตำบลยั่งยืน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน หากคุณอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือสายด่วน 191 เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดภัยไปด้วยกัน

ที่มา – ผบก.น.9 เปิดโครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ

“รองจ๋อ” เปิดอบรมสืบสวนยาเสพติด กทม รุ่น 1

“รองจ๋อ” เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1 เป็นกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นเพื่อยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดในกรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รองจ๋อ” ในฐานะรองผู้บังคับบัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ โดยได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บังคับบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)

“รองจ๋อ” เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมชาโต เดอ เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กว่า 180 นายเข้าร่วม เพื่อพัฒนาทักษะการสืบสวนสอบสวนและขยายผลคดียาเสพติดโดยใช้มาตรการสมทบหรือสนับสนุนช่วยเหลือตามนโยบายปีงบประมาณ 2569

รองจ๋อ เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1

รายละเอียดการจัดอบรม “รองจ๋อ” เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1

กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากนายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร (ปปส.กทม.) ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในการปราบปรามยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกปฏิบัติจริงผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการสืบสวนและขยายเครือข่ายผู้กระทำผิด

การประชุมเชิงปฏิบัติการ

วิทยากรชั้นนำใน “รองจ๋อ” เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1

วิทยากรหลักประกอบด้วย พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6, พ.ต.อ.สิทธิพงศ์ วัศรากิจ รอง ผบก.อก.บช.น., พ.ต.อ.นรามินทร์ เทพจักรินทร์ ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช.น. ในฐานะผู้ช่วยเลขาศูนย์ยาเสพติด บช.น. นอกจากนี้ยังมีวิทยากรรับเชิญ เช่น นายอดิเรก อ่อนละมูล ผู้อำนวยการกอง, วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ, อัยการภูวิชชชญา เหลืองธีรกุล และ พ.ต.อ.ปฐมพร ลือเสียง รอง ผบก.ปส.2

  • พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ: แบ่งปันเทคนิคการสืบสวนขั้นสูง
  • อัยการภูวิชชชญา: ให้ความรู้ด้านกฎหมายและการขยายผล
  • นายอดิเรก อ่อนละมูล: มุมมองจากหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด
วิทยากรในงานอบรม

วัตถุประสงค์หลักของการอบรม

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการทางกฎหมายและการสนับสนุนร่วมกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น ปัญหายาเสพติดในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะเยาวชนและครอบครัว การอบรมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างทีมงานมืออาชีพ

ในยุคที่ยาเสพติดลักลอบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การมีทักษะการสืบสวนที่ทันสมัยจะช่วยลดปริมาณยาเสพติดหมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างเห็นผล ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากปฏิบัติการในอดีต และวางแผนกลยุทธ์ใหม่ๆ สำหรับปี 2569

นอกจากนี้ การอบรมยังครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น การใช้เทคโนโลยีในการสืบสวน, การประสานงานระหว่างหน่วยงาน, และการป้องกันการฟอกเงินจากยาเสพติด ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น สุดท้าย การลงทุนในบุคลากรเช่นนี้คือกุญแจสู่สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด

ประโยชน์ที่คาดหวังจากการอบรม

หลังจบการอบรม เจ้าหน้าที่จะสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ทันที ส่งผลให้สถิติการจับกุมคดียาเสพติดในกทม.เพิ่มขึ้น และลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ เรามองว่ากิจกรรม “รองจ๋อ” เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1 จะเป็นจุดเริ่มต้นของรุ่นต่อๆ ไป

ติดตามข่าวสารความคืบหน้าของการต่อสู้กับยาเสพติดในกรุงเทพฯ และแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมกันนะครับ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะช่วยให้เราชนะสงครามยาเสพติดได้!

ที่มา – “รองจ๋อ” เปิดประชุมอบรม เพิ่มประสิทธิภาพสืบสวน-ขยายผลคดียาเสพติด ในกทม. รุ่นที่ 1

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นกวาดล้างยาเสพติด กระท่อม-กัญชา

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาที่รุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดปัญหาสังคมมาอย่างยาวนาน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญของพรรคประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามยาเสพติด เพราะถือเป็นภัยร้ายที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ ที่ถูกมองจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียว่าเป็น "เมืองหลวงยาไอซ์" ซึ่งน่าอับอายอย่างยิ่ง จากการสนทนากับหัวหน้าสันติบาลรัฐกลันตันของมาเลเซีย พบว่าปัญหานี้รุนแรงจนมาเลเซียต้องสร้างรั้วกั้นชายแดนเพื่อป้องกัน

ที่มาของยาเสพติดในภาคใต้

ยาเสพติดเหล่านี้ส่วนใหญ่ลักลอบมาจากสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อกบดานในพื้นที่ชายแดน โดยมีผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองบางส่วนอยู่เบื้องหลัง ใช้เงินสกปรกจากการค้าของผิดกฎหมายมาหลอกลวงประชาชนในการเมืองอีก หากพรรคประชาชาติได้อำนาจ จะใช้กลไกการฟอกเงินจัดการเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศเพื่อนบ้าน และฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เสียหายจากปัญหานี้

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด โดยย้ำว่าพื้นที่ที่มียาเสพติดระบาด จะไม่มีสันติภาพหรือความสุขได้แน่นอน จากประสบการณ์สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคยผลักดันห้ามเร่ขายกระท่อมใกล้สถานศึกษา เพราะมอมเมาเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือดี หากกลับมาเป็นรัฐบาล จะยึดทรัพย์ผู้ค้า บำบัดผู้เสพอย่างเหมาะสม

นโยบายปราบยาเสพติดของพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติมีแผนชัดเจนในการบริหารจัดการปัญหายาเสพติด ดังนี้

  • กวาดล้างผู้ค้ารายใหญ่: ใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากยาเสพติดทั้งหมด ไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหน
  • ควบคุมกระท่อมและกัญชา: เปลี่ยนสถานะกลับเป็นยาเสพติดประเภท 5 ห้ามค้าหรือใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด
  • บำบัดผู้เสพ: สร้างศูนย์บำบัดมาตรฐานทั่วประเทศ โดยไม่ลงโทษผู้เสพที่อยากเลิก แต่เน้นการรักษาและป้องกัน
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ประสานงานกับมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตัดเส้นทางการลักลอบ
  • ป้องกันเยาวชน: ห้ามขายใกล้โรงเรียน สถานบันเทิง และชุมชน โดยมีบทลงโทษหนัก

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่กระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวแตกแยก เยาวชนหลงผิด และเศรษฐกิจเสียหาย โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ถูก stigma จากต่างชาติ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนควบคู่ไปด้วย เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย เพื่อลดช่องว่างให้ยาเสพติดแทรกซึม ประสบการณ์ของทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นตำรวจและรัฐมนตรี ทำให้มั่นใจว่านโยบายนี้จะได้ผลจริง ไม่ใช่แค่สัญญาเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยต้องการมานาน หากทำได้จริง จะช่วยลดปัญหาสังคมได้อย่างมหาศาล คุณคิดอย่างไรกับแนวทางของหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจจริงกวาดล้างยาเสพติดนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อสร้างกระแสปราบยาเสพติดให้ดังทั่วประเทศ!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

“คนนนท์” หวังแก้โกง: พีระพันธุ์ มั่นใจทำได้จริง!

“พีระพันธุ์” นำทีมหาเสียง ช่วยลูกพรรครวมไทยสร้างชาติ ปลื้ม “คนนนท์” หวังแก้โกง ปราบยา คุมค่าไฟ! ย้ำชัดพรรคทำได้จริง!

วันที่ 9 มกราคม 2567 ที่จังหวัดนนทบุรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่หมู่บ้านพฤกษา 3 และตลาดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมผู้สมัคร สส.นนทบุรี พรรค รทสช. คือ ร.ท.ภาคย์ธนณิศ นุชน้อย เขต 1 เบอร์ 7, นายปราโมทย์ พันธุ์เกตุ เขต 2 เบอร์ 10, นายประชา มีเหม็ง เขต 3 เบอร์ 4, นางสาวณัฐปัณฑ์ ดาวเรือง เขต 4 เบอร์ 10, นายสุวิศิษฏ์ พงศ์ภรณ์ปภาณ เขต 5 เบอร์ 9, นายปรีชา ฉอสุวรรณชาติ เขต 7 เบอร์ 9 และ นายสุธี ทองสวัสดิ์ เขต 8 เบอร์ 1 ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก ประชาชน พ่อค้า แม่ค้าให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เข้ามาทักทายขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก พร้อมพูดคุยกับกลุ่มผู้นำชุมชนถึงเรื่องค่าพลังงานไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

“คนนนท์” หวังแก้โกง

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ขอขอบคุณชาวหมู่บ้านพฤกษา 3 และชาวตลาดบางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น กลุ่มผู้นำชุมชนต่างกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าพลังงานที่สูงขึ้น แต่ก็ให้ความเชื่อมั่นต่อตน ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าจะสามารถเข้ามาแก้ไขโครงสร้างราคาพลังงานให้ลดลงได้หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว ว่าสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้ประชาชนได้จริง หากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่บรรดากลุ่มแม่ค้าก็ได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ เช่น ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด การลักขโมย และการทะเลาะวิวาทในชุมชนจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องในครัวเรือน ซึ่งพรรคมีแนวนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง นอกจากนี้ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ พร้อมสนับสนุนไม่ให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “พรรครวมไทยสร้างชาติ เราให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ว่าเรามีนโยบายที่สามารถทำได้จริง ขอให้พี่น้องประชาชนให้โอกาสเลือกพรรค รทสช. เบอร์ 6 และผู้สมัคร ส.ส. ระบบเขตของพรรคเข้าสภาฯ ไปทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เราทำได้จริงๆ”

“คนนนท์” ฝากความหวังไว้กับพรรค รทสช.

การลงพื้นที่จังหวัดนนทบุรีของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาปากท้อง และการลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายที่เน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การสร้างงานสร้างรายได้ และการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ที่สำคัญ ประชาชนคนนนท์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน พรรครวมไทยสร้างชาติจึงให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริต และสร้างระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ประชาชนยังให้ความสนใจในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง พรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีนโยบายที่เข้มงวดในการปราบปรามยาเสพติด และให้การช่วยเหลือผู้ที่ติดยาเสพติดให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม

สำหรับเรื่องค่าไฟที่เป็นประเด็นร้อนแรง พรรครวมไทยสร้างชาติได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้ามาแก้ไขโครงสร้างราคาพลังงานให้ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคนนนท์ให้ความหวังเป็นอย่างมาก

สรุปแล้ว การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การที่คนนนท์จำนวนมาก หวังให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลง และความต้องการเห็นอนาคตที่ดีกว่าเดิม ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองใดก็ตามที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอน

ที่มา – “พีระพันธุ์” ปลื้ม “คนนนท์” หวังแก้โกง ปราบยา คุมค่าไฟ ย้ำชัดพรรคทำได้จริงๆ

Scroll to top