ปัญหาสังคม

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวการเตรียมขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งล่าสุด “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกลุ่มชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และแสดงความต้องการให้มีการทบทวนการนำจังหวัดเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นนโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและพิจารณาตัดสินใจ

เบื้องลึกและเหตุผลของการพิจารณา

การตัดสินใจที่ยังคงคลุมเครือในเรื่องนี้มีความน่าสนใจหลายประการ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การจัดการปัญหาขยะและมลพิษในพื้นที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาด่วน
  • การพิจารณาถึงความเหมาะสมของสภาพัฒน์ ที่ได้มีการเสนอให้ขยายขอบเขตจาก 3 จังหวัดหลัก (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ไปยังปราจีนบุรี
  • การคาดการณ์เรื่องการเชื่อมต่อแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจทำได้สะดวกมากขึ้นหากมีการขยายเขตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าเหตุใดการตัดสินใจครั้งนี้ถึงกลายเป็นข้อถกเถียง นายพิพัฒน์ย้ำว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้จริง แต่เป็นการพิจารณาในมิติของเศรษฐกิจและแรงงาน โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ และในปัจจุบัน “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี อีกต่อไป เพื่อรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าผลสรุปของการขยายเขต EEC จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่และการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกคนในสังคม

ที่มา – “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย พร้อมแนะรัฐบาล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายชวนได้กล่าวถึงประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย โดยระบุว่าตนยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนและขอให้สื่อมวลชนสอบถามไปยังหัวหน้าพรรคโดยตรง อย่างไรก็ตาม ท่านได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่าไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

มุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาอาวุธปืน

นอกจากเรื่องคดีความแล้ว นายชวนยังได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นการเมืองและการแก้ไขปัญหาอาวุธปืนของรัฐบาล โดยท่านมองว่าการที่ “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นเพียงมุมมองในแง่ของกระบวนการยุติธรรม แต่ในส่วนของการแก้ปัญหาปืนรายวันที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่นั้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ปัญหาแบบ “แก้รายวัน” อาจไม่ตรงจุดเท่าที่ควร หากไม่ดูที่พฤติกรรมของคนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ประเด็นที่น่าสนใจที่ท่านหยิบยกมามีดังนี้:

  • การควบคุมอาวุธปืนต้องเริ่มจากระเบียบวินัยในสังคม
  • การซื้อขายปืนออนไลน์เป็นจุดอ่อนที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปราบปราม
  • การสะสมปืนไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • ท่านยืนยันว่าตนเองมีปืน 2 กระบอก แต่ไม่ได้ใช้งานจนขึ้นสนิมไปหมดแล้ว

นายชวนยังได้สะท้อนถึงปัญหาการเลือกตั้งที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของนักการเมืองและฐานเสียงในภาคใต้ โดยท่านเน้นย้ำว่าแม้พรรคประชาธิปัตย์จะรอดมาได้ด้วยระบบบัญชีรายชื่อ แต่การเมืองในอนาคตต้องการความโปร่งใสมากกว่านี้

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าในประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่านักการเมืองรุ่นใหญ่ยังคงยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความรุนแรงและอาวุธปืนในประเทศ ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่อยู่ที่การปรับพฤติกรรมและวินัยของผู้คนในสังคม ซึ่งภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน

ที่มา – “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย-มองรัฐบาลแก้ปัญหาปืนรายวัน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ความปลอดภัยในบ้านเมืองเราไม่น้อยเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาวุธปืนที่มีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะและฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม เพื่อคืนความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณธนกร เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขการครอบครองปืนในประเทศไทยนั้นสูงถึง 10 ล้านกระบอก จากประชากร 70 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากครับ หากเราต้องการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการเข้าจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ทำไมต้องปูพรมค้นปืนทั้งประเทศ?

คุณธนกรเน้นย้ำชัดเจนว่า ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของปืนที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของปืนเถื่อนที่แพร่ระบาดไปทั่ว ซึ่งการที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม นั้น ถือเป็นการมองปัญหาแบบรอบด้าน เพราะเราต้องจัดการทั้งต้นตอของอาวุธเถื่อน และควบคุมการใช้ปืนที่อยู่ในระบบไม่ให้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

  • เร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • จัดระเบียบการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแหล่งยาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีกฎหมายอะไรออกมาใหม่หรือไม่? ในตอนนี้ทางรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกฎหมายและมาตรการควบคุมต่างๆ ครับ ซึ่งคุณธนกรเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ไม่มัวแต่ถกเถียงเรื่องประเด็นการเมือง เราจะสามารถสร้างมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพกพาอาวุธลงได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนสำคัญที่สุดครับ การที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในสังคมที่ไร้อาวุธปืนและปลอดภัยมากขึ้น เราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนมาตรการดีๆ เพื่อให้ประเทศของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สำหรับกระแสข่าวลือเรื่อง “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยับขยายตัวเลข สส. เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา

สถานการณ์การเมืองกับการดีลงูเขียว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สส. พรรคกล้าธรรม เตรียมย้ายมาร่วมงานกับภูมิใจไทย นายสุชาติยืนยันว่า ตนไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้จริงๆ และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาใดๆ โดยมองว่านี่เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคน ส่วนกรณีที่มีภาพร่วมกับนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นั้น เป็นเพียงการพบปะตามมารยาทปกติในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สำหรับหัวข้อ “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าทางพรรคภูมิใจไทยยังเน้นการทำงานตามขั้นตอนมากกว่าการดึงคนแบบไร้ทิศทาง

  • ไม่ทราบข้อมูลการย้ายพรรคของ สส. กล้าธรรม
  • ย้ำชัดการตัดสินใจเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค
  • มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายสุชาติยังกล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่อยู่ในจุดที่จะตัดสินใจเรื่องทิศทางของพรรคได้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

เทียบวิกฤตโควิดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายสุชาติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ยังถือว่าเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เคยผ่านพ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งนายอนุทินและตัวเขาเองต่างก็อยู่ในตำแหน่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนนับล้านคน การผ่านพ้นวิกฤตระดับโลกมาได้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปัญหาในสภาฯ ปัจจุบันจะไม่สามารถทำลายความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดนี้ได้

หากถามว่าทำไมกระแสข่าว “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงถูกพูดถึงบ่อยครั้ง น่าจะเป็นเพราะสีสันทางการเมืองที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมในรัฐบาล แต่สุดท้ายแล้วการยืนหยัดด้วยผลงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ในยุคที่เศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย เรื่องสวัสดิการจากภาครัฐถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยประคองชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเมื่อ “อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะไม่อยากเห็นพี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระที่เกิดจากความไม่ชัดเจนของเกณฑ์การคัดเลือก

“อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาย้ำชัดถึงประเด็นการจัดสรรสวัสดิการของรัฐ โดยระบุว่าในระหว่างที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงและทบทวนเกณฑ์ต่างๆ รัฐบาลควรชะลอการตัดสิทธิผู้ถือบัตรเดิมออกไปก่อน เพื่อป้องกันความสับสนและความเดือดร้อนของประชาชน หลายครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่แล้วไม่ควรต้องมาเผชิญกับภาระการยื่นอุทธรณ์ที่ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งสะสางเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ปัญหาที่ผ่านมามักเกิดจากเกณฑ์การคัดเลือกที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น กรณีการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หรือเงื่อนไขการศึกษา กศน. ที่อาจไม่ได้สะท้อนถึงระดับรายได้ที่แท้จริง นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเสริมว่าแนวคิดที่ว่า “อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้นมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปตั้งหลัก สะสางฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำเสียก่อน ก่อนที่จะประกาศตัดสิทธิบุคคลใดๆ ออกจากโครงการ

  • การตรวจสอบข้อมูลหน่วยงานรัฐต้องมีความชัดเจนและเป็นธรรม
  • ไม่ควรสร้างภาระให้ประชาชนต้องยุ่งยากในการยื่นอุทธรณ์สิทธิ
  • รัฐบาลควรมีความรอบคอบก่อนบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ที่กระทบคนจำนวนมาก

ความเห็นในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนสติที่สำคัญ เพื่อให้กลไกของรัฐเป็นที่พึ่งให้คนยากจนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นอุปสรรคที่เพิ่มความทุกข์ร้อนให้ประชาชน เราหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงสะท้อนนี้และนำไปปฏิบัติเพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนต่อไป

หากภาครัฐปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบข้อมูลให้ดีขึ้น เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถลดความผิดพลาดและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยได้อย่างตรงจุดที่สุด

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

พรรคประชาชนจี้รัฐ รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อพรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการออกแบบนโยบายสวัสดิการที่ขาดความเข้าใจในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย

พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา

เหตุการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากต้องเดินทางไปพิสูจน์สิทธิ์ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีทรัพย์สินตามที่รัฐกล่าวอ้าง เช่น กรณีทะเบียนรถยนต์ที่ไม่เป็นความจริง เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าระบบการคัดกรองแบบแข็งกระด้างกำลังซ้ำเติมคนจน การที่พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา จึงเป็นการส่งเสียงแทนผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาคนจนตกหล่น

ทางพรรคได้เสนอแนวทางเชิงรูปธรรมเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ทันที ดังนี้:

  • การรักษาสิทธิระหว่างรออุทธรณ์: รัฐต้องไม่ตัดสิทธิเดิมทันทีจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะสิ้นสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนรายวัน
  • การเยียวยาค่าใช้จ่าย: หากความผิดพลาดมาจากฐานข้อมูลภาครัฐ รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการยื่นเรื่องทั้งหมด
  • ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service): เลิกให้ประชาชนวิ่งวุ่นหลายหน่วยงาน แต่ควรทำระบบอุทธรณ์ที่เสร็จสิ้นในจุดเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์คัดกรองจากแบบ “ใช่ หรือ ไม่ใช่” มาเป็น “สเกลความยืดหยุ่น” ที่คำนึงถึงบริบทความเป็นอยู่จริง มากกว่าการใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียว การที่พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา ยังได้เสนอให้เปลี่ยนภาระการพิสูจน์สิทธิ์ โดยย้ำว่า “ให้รัฐพิสูจน์ความรวย แทนการให้คนจนพิสูจน์ความจน” เพราะรัฐมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้อยู่แล้ว ไม่ควรผลักภาระให้ผู้เปราะบางต้องแบกรับ

ในท้ายที่สุด สวัสดิการไม่ใช่ของขวัญที่รัฐหยิบยื่นให้ด้วยความเมตตา แต่คือสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ การบริหารงานที่ทอดทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยคือสัญญาณว่าโครงสร้างนโยบายต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา

ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล

ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อการจัดการเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Meta โดยระบุว่าเหตุการณ์ ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในยุคปัจจุบัน

จากกรณีที่มีผู้ใช้ไลฟ์สดเนื้อหาอนาจารบนเฟซบุ๊ก ซึ่งทางกระทรวงได้มีการแจ้งเตือนไปตั้งแต่เนิ่นๆ แต่กลับต้องใช้เวลานานถึง 7-8 ชั่วโมงกว่าที่คลิปดังกล่าวจะถูกลบออกไป โดยทาง Meta อ้างว่ามีระบบ ‘Benign Content’ หรือเนื้อหาที่ไม่ผิดกฎแทรกอยู่ ทำให้ AI ตรวจจับได้ยาก อย่างไรก็ตาม นายไชยชนกมองว่าข้ออ้างที่ว่า ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล นั้นฟังไม่ขึ้นอย่างยิ่ง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปล่อยคลิปยาวนานขนาดนี้ย่อมประเมินมูลค่าไม่ได้

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์

นายไชยชนกได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากการหารือครั้งนี้ว่า ไชยชนก คุย Meta หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายและเพิ่มความเข้มงวด ดังนี้:

  • การปรับปรุง พรบ.คอมพิวเตอร์: ปิดช่องโหว่เพื่อให้การจัดการปัญหาเร่งด่วนสามารถทำได้ภายใน 24 ชั่วโมง
  • การผลักดัน พรบ.บัญชีม้า: เพิ่มบทลงโทษและความรับผิดชอบร่วมของแพลตฟอร์ม หากปล่อยให้มีการฉ้อโกงหรือเกิดความเสียหายต่อประชาชน
  • การยกระดับ AI: กดดันให้ Meta พัฒนาระบบการตรวจจับให้มีความแม่นยำและละเอียดมากขึ้นโดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหว

ในมุมมองของเรา การที่รัฐมนตรีออกมาขยับตัวในเรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐไม่นิ่งนอนใจกับการปกป้องสิทธิพลเมืองบนโลกออนไลน์ การที่แพลตฟอร์มระดับโลกจะเข้ามาทำธุรกิจในไทย จะต้องเคารพกฎหมายและมีส่วนรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของข้อมูลรวมถึงศีลธรรมอันดีในสังคมอย่างไม่มีข้ออ้าง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการเจรจาในรอบหน้า Meta จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด เพราะความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบายบริษัท แต่คือฐานรากของความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลที่เราทุกคนใช้อยู่ทุกวัน

ที่มา – “ไชยชนก” คุย Meta ต่อ หลังปิดคลิปอนาจารช้า มองไม่สมเหตุสมผล

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตกัน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กชวนทุกคนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2569 ว่ากฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วจะได้ไปต่อหรือถูกปัดตกกันแน่ โดยเฉพาะกฎหมายที่พรรคประชาชนเคยเสนอเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชน

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายไหนจะรอด?

ทำไม “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” ถึงสำคัญ? เพราะกฎหมายเหล่านี้ถ้าครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญ (ครบ 14 พ.ค. 2569) แล้วไม่ได้รับรอง ก็จะล้มหายตายจากไปหมดเลยนะครับ มันจะกระทบปัญหาหลายอย่างที่เรากำลังเจออยู่ เช่น ค่าโทรศัพท์แพง อากาศสกปรก สิทธิแรงงานน้อยนิด ฯลฯ มาดูกันว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องลุ้น

8 กฎหมายสำคัญที่ “พริษฐ์” ชวนจับตา

  1. พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า กฎหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าโทรศัพท์มือถือที่แพงขึ้นทุกปี อินเทอร์เน็ตช้าแบบจงใจ และค่าบริการ GP สูงลิ่ว เพราะตลาดถูกผูกขาดโดยไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ถ้ากฎหมายนี้ไปต่อ ผู้บริโภคอย่างเราจะได้ประโยชน์เต็มๆ ลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยครับ
  2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด / พ.ร.บ. PRTR ใครๆ ก็รู้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้ป่วยกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษแบบไม่ยั้ง กฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานรายงานและลดการปล่อยสารพิษ ถ้าไม่ผ่าน เราจะหายใจอากาศสะอาดได้ยากขึ้นไปอีก
  3. พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กระบวนการขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ช้าเหยียด แถมยังเปิดช่องสินบนเจ้าหน้าที่ กฎหมายนี้จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ลดคอร์รัปชัน เหมาะกับนักลงทุนและธุรกิจ SME มากๆ
  4. พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับใหม่) ปัญหาหนี้สินท่วมตัว แต่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้เพราะต้องรอฟ้องล้มละลายก่อน กฎหมายนี้ช่วยให้เจรจากับเจ้าหนี้ทุกคนพร้อมกัน ลดโอกาสล้มละลายจริง ช่วยชีวิตผู้ประกอบการและครอบครัวได้ไม่น้อย
  5. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แรงงานไทยลาได้น้อย พักผ่อนไม่พอ OT น้อยกว่ามาตรฐานสากล สัญญาจ้างเอาเปรียบเต็มๆ กฎหมายนี้จะยกระดับสิทธิให้เทียบเท่านานาชาติ ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
  6. พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ด้านการศึกษา โครงสร้างบุคลากรการศึกษาถูกบิดเบี้ยว ลดการมีส่วนร่วมของครู ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะคืนอำนาจให้ครูและบุคลากร สร้างระบบการศึกษาที่ดีขึ้นให้ลูกหลาน
  7. พ.ร.บ.คืนความเป็นธรรมเรื่องที่ดิน ชาวบ้านทำกินที่ดินมานานแต่ไม่มีเอกสาร โดนฟ้องคดีเพียบ กฎหมายนี้ช่วยให้มีสิทธิ์ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดข้อพิพาทที่ดินที่เกิดขึ้นทุกวัน
  8. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ศาลทหารตัดสินคดีพลเรือนไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะคดีทุจริตหรือซ้อมทรมาน กฎหมายนี้จะทำให้ยุติธรรมเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ

หากครม. ปัดตก พรรคประชาชนพร้อมสู้ต่อ

นายพริษฐ์ย้ำชัด ถ้ากฎหมายที่พรรคเห็นว่าสำคัญไม่ได้รับรองใน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” วันพรุ่งนี้ พรรคจะใช้กลไกวิปฝ่ายค้านซักถามเหตุผลจากสำนักเลขาฯ ครม. แล้วชงให้ทบทวนในการประชุม 12 พ.ค. ซึ่งยังทันกรอบ 60 วัน เรียกว่ารอผลได้เลยครับ

ในมุมมองผม การ “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” แบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีคนที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ถ้ากฎหมายเหล่านี้ไปต่อได้ จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มาก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย คุณล่ะคิดว่ากฎหมายไหนสำคัญที่สุด? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ จับตาด้วยนะครับ จะได้กดดันครม. ให้รับรองกฎหมายดีๆ เหล่านี้!

ที่มา – “พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายฉบับไหน “ไปต่อ” หรือ ถูก “ปัดตก”

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ชายแดนใต้ 17 เม.ย. ขู่ย้ายขรก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีข้าราชการ “เกียร์ว่าง” อยู่ หากใครไม่ขยันทำงาน ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะโดนย้ายให้ดูเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าการเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ไปให้กำลังใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการไปรับฟังปัญหาจากหน้างานจริงๆ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและบังคับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รัฐบาลชุดนี้มาจากคะแนนเสียงประชาชน มีเสถียรภาพเต็มตัว 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบเมื่อก่อน

ปัญหาหลักที่นายกฯ กังวลคือความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ใช้อาวุธลอบสังหาร ลอบโจมตีคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายกฯ ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อาวุธและกำลังของเราต้องใช้ปราบคนที่ไม่หวังดีกับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง

ขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่ต้องรอ KPI

จุดเด่นของแถลงครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บ! “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ บอกชัด ไม่ต้องวัด KPI อะไรหรอก ผมประเมินเองได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้กำลังใจ “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มรถ แต่นายกฯ ย้ำว่าไม่ได้ไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อทุกคนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้

  • สร้างความมั่นใจ: แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาชายแดนใต้จริงจัง
  • เร่งรัดการทำงาน: กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงให้เพิ่มประสิทธิภาพ จับกุมผู้ร้ายให้ได้
  • ปรับโครงสร้าง: ย้ายขรก.ที่ไม่ทำงาน เพื่อให้เครื่องจักรรัฐบาลหมุนเร็วขึ้น
  • กำหนดนโยบายชัด: จากการรับฟังหน้างาน จะออกแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา (บางส่วน) ยังคงเป็นบาดแผลเก่าของชาติ มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว การที่นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการแก้ไข ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ผู้เขียนมองว่าถ้าการลงพื้นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง เช่น จับผู้ร้ายได้มากขึ้น หรือขรก.ทำงานเกียร์ 5 จริง คงช่วยลดความรุนแรงได้เยอะ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ยังรอคอยการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ปราบปรามอย่างเดียว รัฐบาลต้องบาลานซ์ทั้งหมด

คุณคิดยังไงกับการลงพื้นที่ครั้งนี้? คิดว่านายกฯ จะย้ายใครบ้างมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมแสดงผลงานจริงจัง หวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพในชายแดนใต้เร็ววัน

ที่มา – นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ หวังสร้างความมั่นใจ ปชช. ขู่ย้าย ขรก.เกียร์ว่าง

Scroll to top