ปั๊มน้ํามัน

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้คลัง-ปั๊มปกติ

ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันที่ดูตึงเครียด แต่ล่าสุด เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลอัปเดตที่ทำให้ทุกคนโล่งใจ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบปัญหาความผิดปกติในคลังน้ำมันหรือปั๊มบริการเลย

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 10.07 น. นายดนุชา ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันล่าสุด โดย DSI และพลังงานจังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และพ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ ใน 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจพบว่าทุกอย่างปกติ จ็อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันมีปริมาณคงเหลือเฉลี่ย 1 หมื่นลิตร การซื้อขายเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลก

ตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่และสถานีบริการ

สำหรับคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดสงขลาของ ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก และเชลล์แห่งประเทศไทย พบว่าน้ำมันคงเหลือไม่ถึง 50% หรือราว 10 ล้านลิตร จากความจุ 25-28 ล้านลิตร แต่เป็นการส่งออกตามปกติ โดยสถิติเดือนมีนาคม การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการ

ส่วนสถานีบริการน้ำมัน จากการสำรวจ 550 แห่งโดยหอการค้า พบว่าปั๊มที่ไม่มีน้ำมันลดลงเหลือ 390 แห่ง จากเดิม 450 แห่ง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • จ็อบเบอร์ซื้อขายปกติ ไม่พบผิดปกติ
  • คลังสงขลาคงเหลือ 10 ล้านลิตร ส่งออกตามแผน
  • ปั๊มหมดน้ำมันลดลง 60 แห่ง

ที่สำคัญคือปริมาณน้ำมันดิบ เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ จากเดิมรายงาน 3,400 ล้านลิตร ระหว่าง 20-25 มีนาคม เข้ามาเพิ่ม 878 ล้านลิตร รวมปัจจุบัน 4,231 ล้านลิตร เพียงพอสำหรับการกลั่นให้ประชาชนใช้ นอกจากนี้ สิ้นเดือนมีนาคม จะมีเข้ามาเพิ่ม 4 ล้านบาร์เรล เมษายน 24 ล้านบาร์เรล และพฤษภาคม 8 ล้านบาร์เรล รองรับได้สบาย

แนวทางการส่งออกน้ำมันและความมั่นคงพลังงาน

ในเรื่องการส่งออก ตั้งแต่ 1-25 มีนาคม ไทยส่งน้ำมันไปลาวเฉลี่ย 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 227,000 ลิตรต่อวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีดำริให้ศึกษาการส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปยัง 2 ประเทศเพื่อนบ้านแทนการกลั่นในไทย ซึ่งจะช่วยเก็บน้ำมันกลั่นไว้ให้ประชาชนใช้ เพิ่มความมั่นคงพลังงานอย่างน้อย 5 ล้านลิตรต่อวัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาความเป็นไปได้

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการสูง การส่งออกเพิ่ม และปัญหาโลจิสติกส์ แต่จากข้อมูลล่าสุด รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการได้ดี การนำเข้าน้ำมันดิบต่อเนื่อง และการตรวจสอบเข้มงวดช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

สำหรับผู้ใช้รถยนต์และธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมัน แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方อย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการใช้พลังงานให้เหมาะสม ในอนาคต รัฐบาลอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น ส่งเสริมน้ำมันทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำมันดิบ

โดยรวมแล้ว เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนกำลังคลี่คลาย ไม่ต้องตื่นตระหนก สัญญาณบวกที่เห็นคือปริมาณคงเหลือเพิ่มและปั๊มเปิดบริการปกติ

ความเห็นส่วนตัว: นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสจากหน่วยงานรัฐ ช่วยลดความสับสนในสังคม หากรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องแบบนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วขึ้นแน่นอน

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง!

ที่มา – เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้ ตรวจสอบแล้วไม่พบคลังน้ำมัน-ปั๊ม จ่ายน้ำมันผิดปกติ

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดหย่อน ทำให้ประชาชนหลายคนเริ่มกังวลใจกันถ้วนหน้า วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันครับ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ออกมาให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา เพื่อคลายความกังวลของสังคม

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายธนกรได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยสักนิด แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดในการตัดสินใจบางเรื่อง แต่ก็กำลังดำเนินการหลายอย่างอยู่เบื้องหลัง เช่น การให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่สำคัญกว่านั้น นายกรัฐมนตรีสั่งการชัดเจน หากพบการกักตุนน้ำมันหรือพลังงาน รัฐบาลพร้อมดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหานี้มากแค่ไหน

ทำไมรัฐบาลรักษาการถึงมีข้อจำกัด?

หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลทำไมออกมาตรการช้า หรือทำไมไม่คล่องตัวเหมือนรัฐบาลปกติ คำตอบคือเพราะเป็นช่วงรักษาการ รัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักได้ง่าย ๆ ต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น นายกฯ ก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เรียกประชุมด่วน โทรหาผู้รับผิดชอบ และกำชับ ส.ส. ลงพื้นที่แจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ แม้จะไม่ประกาศใหญ่โต แต่การทำงานเบื้องหลังนี้มีจริง

  • ลดภาษีสรรพสามิต: ครม.เห็นชอบให้คลังศึกษาวิธีลดและระยะเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ช่วยเหลือเปราะบาง: ใช้บัตรสวัสดิการและกลไกอื่น ๆ สนับสนุนค่าพลังงาน
  • ปราบกักตุน: ดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย
  • ติดตามใกล้ชิด: นายกฯ สอบถามสถานการณ์ทุกวัน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในยูเครน การลดผลิตน้ำมันของ OPEC และปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง กระทบไทยโดยตรงเพราะนำเข้ามาก รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงหรือขาดแคลน

ฝ่ายค้านวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลมีคำตอบ

ฝ่ายค้านบางคนบอกว่ารัฐบาลช้าเกินไป ไม่ช่วยประชาชนทันท่วงที แต่ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน โดยชี้ว่าการโจมตีแบบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมเปล่า ๆ แทนที่จะเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ นายธนกรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมหากินทางการเมือง เพราะในที่สุด ประชาชนต่างหากที่เดือดร้อน

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเจอวิกฤตน้ำมันปี 2542 และ 2551 รัฐบาลสมัยนั้นก็ใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือ ถ้าวันนี้เรายังสาดโคลนใส่กัน สังคมจะกลายเป็นวาทกรรมล้วน ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เลย

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างข้อมูล แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดช่วงเปลี่ยนผ่าน การลดภาษีและปราบกักตุนเป็นก้าวแรกที่ดี ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจะมีช่องว่างจัดการได้มากขึ้น เช่น ใช้รถสาธารณะ ลดใช้เครื่องปรับอากาศ หรือหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างประหยัด

สุดท้ายนี้ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยังทำงานอยู่ เราในฐานะประชาชนควรให้กำลังใจและร่วมมือกัน คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล หลังขึ้นน้ำมัน 6 บาท

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อน ๆ ในวงการการเมืองไทย เมื่อ กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล ครั้งใหญ่ หลังจากที่รัฐบาลแอบประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เมื่อคืนวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ออกมาโพสท่าทางไม่ไว้หน้าเลย สุดจัดหนักว่าการทำงานของรัฐบาลนี่แหละคือ “กำปั้นทุบดิน” ไม่รู้จักแก้ปัญหา รู้แต่การกิน!

กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล ไม่รู้จักการแก้ปัญหา

กัณวีร์บอกตรง ๆ ว่าปัญหาพลังงานมันกระทบทุกคนอยู่แล้ว เพราะมาจากวิกฤตโลก ไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ รัฐบาลมีหน้าที่ชะลอและแก้ไขผลกระทบให้ประชาชน ไม่ใช่มานั่งเป็นแค่ “หัวโขน” ฝ่ายบริหารแบบงง ๆ เอาใครมาก็นั่งได้หมด! เขายังย้ำว่าการชนะเลือกตั้งแบบไทย ๆ ที่รวมกลุ่มเก่า ๆ ชนะแบบไม่สะอาด มันไม่ได้แปลว่าบริหารประเทศศตวรรษที่ 21 ได้ดี มีเทคนิครัคส์ ข้อมูลเพียบ แต่สุดท้ายตัดสินใจแบบเดิม ๆ ที่เข้าถึงอำนาจเท่านั้นเอง

กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล หลังแอบขึ้นราคาน้ำมัน

ที่พีคสุดคือการสื่อสารมั่ว ๆ ของรัฐบาล ประกาศตรึงราคาได้ถึงวันไหน มีน้ำมันสำรองเท่าไหร่ ใช้กองทุนช่วยผู้ประกอบการ สุดท้ายประชาชนไม่มั่นใจ เลยตะเกียกตะกายตุนน้ำมัน แต่คนตุนจริง ๆ คือพวกนายทุนใหญ่! ผลคือขึ้นราคา 6 บาท เข้าทางทุกคน นี่แหละสูตรสำเร็จทางการเมือง แสวงหาประโยชน์จากวิกฤตโลก ทำท่าทางแก้ไม่ได้ แต่กินได้สบาย

กัณวีร์ชี้ว่าประชาชนตาสว่างแล้วกับผลเลือกตั้งและการแก้ปัญหาของรัฐบาล Soft Landing ไต่ราคาช้า ๆ ก็ไม่มี timeframe ชัดเจน ภาษีลอยตัวตามราคาโลก targeted timeframe ก็ไม่ได้ รวมถึง พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง 2516 ก็ล้าสมัยไปแล้ว นี่คือการแก้ปัญหาจริง ๆ เหรอ?

  • สื่อสารไร้ทิศทาง ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  • ไม่ชะลอผลกระทบจากวิกฤตโลกให้ประชาชน
  • ทำงานแบบกำปั้นทุบดิน ไม่มีแผนระยะยาว
  • แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าแก้ปัญหา
  • ขาดความเป็นกลางและอิสรภาพในการตัดสินใจ

ปัญหาน้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การจัดการของรัฐบาลชุดนี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่ม โดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนนรายวัน ค่าน้ำมันขึ้น 6 บาท กระทบค่าครองชีพทั้งระบบ ส่งผลให้ราคาสินค้าทุกอย่างแพงตาม ธุรกิจขนาดเล็กเดือดร้อนหนัก

ในมุมมองของพรรคพลวัต พวกเขามีวิสัยทัศน์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควรมีนโยบายที่โปร่งใส ชัดเจน เช่น การใช้กองทุนน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนพลังงานทางเลือก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ

สุดท้ายแล้ว กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องการผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่แค่นั่งเก้าอี้ คุณคิดว่าปัญหาน้ำมันแพงจะจบยังไง? รัฐบาลควรปรับตัวยังไงให้ดีขึ้น ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ เราอยากฟังมุมมองจากทุกคน!

ที่มา – “กัณวีร์” ซัดแรงรัฐบาล ไม่รู้จักการแก้ ทำงานแบบกำปั้นทุบดิน หลังแอบขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท

ไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบาก รัฐบาลกลับประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกประเภทพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร สร้างความเดือดร้อนให้กับคนทั้งประเทศ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ออกมาไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรอย่างดุเดือด โดยตั้งคำถามว่า “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแบบใด” ที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักหน่วงแบบนี้

ไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ไอติมโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจของตัวเอง หลังจากราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินปรับขึ้นสูงสุด 6 บาทต่อลิตร เขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีคำตอบชัดเจนในหลายประเด็นสำคัญ เช่น ใครเป็นผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เรื่องภาษีลาภลอยยังไม่มีความคืบหน้า มาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ยังไม่เริ่มต้น และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีไม่เคยชี้แจงในสภาแม้แต่คำเดียวตลอดวัน

สถานการณ์ตอนกลางดึกที่ปั๊มน้ำมันย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ คิวยาวเหยียดนาน 15 นาที แสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกของประชาชน นอกจากนี้ ไอติมยังตั้งข้อสังเกตว่าทำไมสัปดาห์นี้สภาเปิดประชุมแค่วันเดียว โดยไม่ประชุมวันพฤหัสบดีตามปกติ เหมือนหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจาก ส.ส.

ไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือ

ขณะเดียวกัน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ก็โพสต์วิจารณ์เช่นกัน โดยเปรียบเทียบว่ารัฐบาลเหมือนปล่อยน้ำจากเขื่อนท่วมบ้านประชาชนโดยไม่ช่วยเหลือ รัฐบาลแถลงมาตรการช่วยเหลือ 5 กลุ่ม แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง

  • กลุ่มเปราะบาง: เติมเงินบัตรสวัสดิการจากงบกลาง แต่ยังไม่อนุมัติทั้งที่เร่งด่วน
  • กลุ่มขนส่ง: รอกระทรวงค้อนรวบรวมข้อมูล กว่าจะเสร็จราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 50 บาท
  • กลุ่มเกษตรกร: ช่วยเรื่องราคาปุ๋ยแทนน้ำมัน แต่ปุ๋ยขึ้นราคาอยู่แล้ว เช่น ปุ๋ย 40-0-0 จาก 1,065 เป็น 1,140 บาท
  • กลุ่มประมง: ใช้ B20 ราคาถูกกว่า 5 บาท แต่ยังไม่มีเรือประมงได้รับจริง
  • กลุ่มผู้รับเหมาและอุตสาหกรรม: ปรับค่า K และซอฟต์โลน แต่ไร้รายละเอียด

การตัดสินใจขึ้นราคาหลังปิดสภา แสดงถึงการหนีการตรวจสอบ รัฐบาลนายอนุทินจัดการวิกฤตโดยไม่มีประชาชนในสมการ ผู้นำที่ดีต้องลดผลกระทบให้ประชาชน ไม่ปล่อยให้เผชิญปัญหาลำพัง

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่งสินค้า สุดท้ายราคาสินค้าทุกอย่างจะแพงขึ้น เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อนหนัก ประชาชนจำนวนมากต้องปรับลดรายจ่ายเพื่อรับมือ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกักตุนน้ำมันและภาษีนำเข้าน้ำมันที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข หากไม่ทำ วิกฤตจะยิ่งลุกลาม ส.ส.ฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงและออกมาตรการเยียวยาเร่งด่วน

ในมุมมองของเรา การไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรนี้เป็นการสะท้อนความไม่ไว้วางใจจากประชาชน รัฐบาลต้องรับผิดชอบและแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา

คุณคิดอย่างไรกับการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้? รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อช่วยประชาชน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงของประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “ไอติม” ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแบบใด

สงกรานต์ 2569 น้ำมันพอ! นายกฯ มั่นใจประชาชนใช้ได้

ช่วงนี้หลายคนคงกังวลกับ สงกรานต์ 2569 น้ำมัน จะพอใช้สำหรับเดินทางกลับบ้านหรือเปล่า โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ! นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ออกมาให้ความมั่นใจเต็มที่ ว่าประชาชนทุกคนจะต้องมีน้ำมันใช้ในการเดินทางช่วงเทศกาลนี้แน่นอน ล่าสุดวันที่ 25 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ พูดชัดเจนเลยว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าคนจะทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ประเทศกำลังเดือดร้อน” เพราะมีคนกักตุนน้ำมันเก็งกำไร!

สงกรานต์ 2569 น้ำมัน มีเพียงพอ 100% มั่นใจได้

นายกฯ อนุทินย้ำว่าหลังจากผ่านไปเกือบเดือน สถานการณ์น้ำมันในไทยยังปกติ กำลังการผลิตโรงกลั่นเต็มที่ ไม่ขาดแคลน สั่งการ DSI ตำรวจ และรัฐมนตรียุติธรรมไปลุยจับกุมผู้ลักลอบกักตุนแล้ว มีรายชื่อและหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ยังจี้ ปตท. ให้สั่งน้ำมันดิบเข้ามาจนถึงพ.ค. และเรือไทยจากอิหร่านกำลังมาแล้วด้วย สุดยอดข่าวดี!

ที่สำคัญ คลังน้ำมันและโรงกลั่นต้องประกาศราคาหน้าคลังไม่เกินราคาโรงกลั่นตามมาตรา 8 ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ลอยตัวตามกลไกตลาด ทำให้การเก็งกำไรลดลงเอง แต่ใครทำผิดไปแล้วก็โดนเต็มๆ รัฐบาลมั่นใจว่าจะฝ่าวิกฤตนี้ได้

นายกฯ สั่งมาตรการเด็ดรับมือสงกรานต์ 2569 น้ำมัน

  • มั่นใจประชาชนเดินทางได้: แจ้ง ศบก. แล้ว เป้าหมายคือไม่มีปัญหาไป-กลับภูมิลำเนา
  • จับกักตุนทันที: ไม่ใช่แค่ 50-100 ลิตร แต่คลังใหญ่ๆ ตรวจเจอโดนหนัก รัฐมนตรียุติธรรมและกรมธุรกิจพลังงานกำลังเคลื่อนไหว
  • พยุงราคา: ใช้กองทุนน้ำมัน 2 สัปดาห์แรก จากนั้นมาตรการใหม่ กระทรวงพาณิชย์คุมราคาสินค้า การคลังช่วยภาษีสรรพสามิต การกลั่น
  • ประหยัดพลังงาน: สนับสนุน WFH ลดการใช้รถ ลดลงจาก 80 ล้านลิตร/วัน เหลือ 67 หรือแม้ 55 ล้านลิตร ก็ไม่มีปัญหา

นายกฯ บอกว่าการใช้พลังงานวันละ 67 ล้านลิตรคือปกติ ถ้าประชาชนช่วยกันประหยัด โดยเฉพาะอย่าตื่นตระหนกไปเติมน้ำมันจากเพื่อนบ้านเพิ่ม แนะนำให้พึ่งพาตัวเอง ใช้ให้น้อยลง สถานการณ์โลกยังไม่แน่นอน ต้องระวังตัวไว้

สำหรับการสื่อสาร รัฐบาลระดมสมองจากทุกภาคส่วน รับฟังสภา เอกชน ทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ใช้กลไกรัฐที่มีประสบการณ์ นายกฯ ยิ้มแย้ม “ธรรมดาๆ เราผ่านได้แน่” ขณะขึ้นรถไฟฟ้า

สรุปแล้ว สงกรานต์ 2569 น้ำมัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รัฐบาลจัดการหมดแล้ว เราเองก็ช่วยกันประหยัด เช่น WFH ถ้าทำได้ ขับรถช้าๆ ดับเครื่องตอนจอด ฯลฯ จะทำให้ค่าครองชีพถูกลงทั้งระบบ สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนสนุกกับสงกรานต์อย่างปลอดภัยนะคะ! คุณมีแผนเดินทางยังไงบ้าง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง ช่วยกันอัพเดทข้อมูลดีๆ ให้เพื่อนๆ ด้วย

ที่มา – สงกรานต์ 2569 ประชาชนต้องมีน้ำมัน นายกฯ ลั่น นึกไม่ถึงคนจะทำผิดทั้งที่ประเทศเดือดร้อน

“อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น

วิกฤตน้ำมันกำลังรุนแรงขึ้นในประเทศไทย เมื่อ “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น น้ำมันที่กักตุนเพื่อขายในราคาแพงให้กลุ่มค้าส่ง แทนที่จะปล่อยสู่ประชาชนที่ปั๊มน้ำมัน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวนจากสงครามและปัจจัยภายนอก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแฉในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ระหว่างพิจารณาญัตติด่วนแก้ไขวิกฤตพลังงาน

“อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น

นายอรรถวิชช์ เปรียบสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันเหมือน “ดูดหลอดกาแฟ” ที่ลมยังไม่พัดแรง แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น ทั้ง 6 แห่งในประเทศ ไม่ใช่ประชาชนที่กักตุนเพราะประชาชนเก็บได้แค่ถังเล็กๆ ไม่กี่สิบลิตรเท่านั้น ปริมาณน้ำมันในประเทศยังมีเหลือเฟือ โดยปกติไทยกลั่นน้ำมันได้วันละ 1 ล้านบาร์เรล หรือราว 159 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าความต้องการ แต่ทำไมหน้าปั๊มถึงขาดแคลน?

สาเหตุหลักจากกลไก 2 ราคา

หลังสงครามปะทุเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูง ราคาค้าปลีกหน้าปั๊มถูกตรึงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรด้วยกองทุนน้ำมันชดเชย แต่ราคาค้าส่งทะยานถึง 50 บาทต่อลิตร โรงกลั่นจึงหันไปขายให้กลุ่มค้าส่งเพื่อกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะปั๊มแฟรนไชส์ขนาดเล็กถูกตัดโควตาก่อน รัฐบาลประกาศอุ้มราคา ทำให้โรงกลั่นกักตุนรอราคาขึ้นอีก

  • โรงกลั่นผลิตน้ำมันเพียงพอ แต่เลือกขายแพง
  • กลุ่มค้าส่งรับน้ำมันไปเก็งกำไร
  • ปั๊มค้าปลีกขาดแคลน ส่งผลกระทบประชาชน
  • กองทุนน้ำมันถูกใช้ชดเชยส่วนต่างทุกวัน

แนวทางแก้ไขที่นายอรรถวิชช์เสนอ

นายอรรถวิชช์ชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มาถูกทางด้วยการใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ห้ามส่งออกน้ำมัน แต่ควรขยายไปสั่งตรึงราคาขายแบบตายตัว ไม่ให้มี 2 ราคา ใช้คณะกรรมการกลางพาณิชย์กำหนดราคาแทน โรงกลั่นไม่ใช่ร้านทองที่ขาดทุนแล้วรัฐไม่ช่วย แต่มีกองทุนน้ำมันอุ้มอยู่ หากขาดทุนให้ยื่นขอชดเชย ไม่ใช่ชดเชยอัตโนมัติทุกวัน

ท่านอรรถวิชช์ขีดเส้นใต้ย้ำว่า “กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรโรงกลั่น” รัฐต้องเด็ดขาด กำหนดราคาขายจากต้นทุนจริง ไม่ใช่สมมติราคาขึ้น หากทำได้จะหยุดกลไกเก็งกำไรได้ทันที

วิกฤตนี้จะยิ่งหนักหลังสงกรานต์ เพราะน้ำมันจะขาดจริงหากไม่แก้ที่ต้นตอ สถานการณ์คล้ายปี 2568 ที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เคยเจอปัญหาคล้ายกัน ไทยต้องพึ่งพากลั่นในประเทศ ลดนำเข้า และควบคุมโรงกลั่นเครือข่ายให้โปร่งใส

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่ “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลต้องรีบดำเนินการเพื่อปกป้องประชาชนจากราคาน้ำมันแพง หากปล่อยไว้ ผลกระทบจะลามไปสู่อาหาร ยานพาหนะ และเศรษฐกิจทั้งระบบ คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น ลั่นกองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรโรงกลั่น

“จูรี” กรีดรัฐบาล แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในภาคใต้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะที่หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ล่าสุด “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการอภิปรายสภาผู้แทนราษฎร นายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลสื่อสารผิดเพี้ยนกับความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

“จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ระหว่างการประชุมสภาฯ นายจูรีได้อภิปรายอย่างดุเดือด จวกว่ารัฐบาลเหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้านที่ต้องตากแดดรอคิวเติมน้ำมันยาวเป็นกิโลเมตร ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีวิกฤตน้ำมันขาดแคลน นายจูรีจึงท้านายกฯ ให้ลองบินไปหาดใหญ่ด้วยตัวเอง เพื่อสัมผัสปัญหาตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินแพงยันสภาพปั๊มน้ำมัน 3 แบบ คือ คิวยาวเหยียด ปั๊มร้างเพราะน้ำมันหมด และปั๊มปิดบริการชั่วคราว

โควตาน้ำมันใต้หายไปไหน? ข้อมูลจากพื้นที่จริง

จากข้อมูลที่นายจูรีลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าโควตาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปั๊มในพื้นที่ใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ เคยได้รับวันละหมื่นลิตร แต่ปัจจุบันลดฮวบเหลือเพียง 3,000-5,000 ลิตรเท่านั้น รัฐบาลยังไม่มีคำตอบว่าน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังทวงถามสัญญาเงินเยียวยาชาวหาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายแม้แต่บาทเดียว สถานการณ์อาจบานปลายหนักขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก

  • คิวยาวเป็นกิโลเมตร: ชาวบ้านต้องรอตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนรอไม่ไหวต้องเลิก
  • ปั๊มน้ำมันร้าง: น้ำมันหมดสต็อก ปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อการขนส่ง
  • ปั๊มปิดชั่วคราว: เนื่องจากขาดแคลนโควตา ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชะงักงัน
  • ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง: ความต้องการเดินทางสูง แต่พลังงานขาดแคลน

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ใช้รถใช้ถนน พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขนส่งสินค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภาคใต้ นายจูรียังหยิบยกคำปราศรัยเก่าของนายกฯ ที่เคยบอกว่า “ประชาชนจะรวยไม่ไหวแล้ว” มาแซะว่า สงสัยคนรวยจริงๆ คือกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้านที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันใต้ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

วิกฤตนี้ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตามไปด้วย ชาวบ้านในพื้นที่หาดใหญ่และสงขลาต้องปรับตัวอย่างหนัก บางรายหันไปใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทน แต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักเรื่องการสื่อสารที่ไม่ตรงความจริง หากปล่อยไว้ปัญหาอาจลุกลามทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวที่กำลังมาถึง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การขาดแคลนน้ำมันใต้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบล่าช้า ปัญหาโลจิสติกส์ และการกระจายโควตาที่ไม่ทั่วถึง รัฐบาลควรเร่งเจรจากับผู้ค้าปลีกน้ำมันและเพิ่มการนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

สุดท้ายแล้ว “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องลงพื้นที่จริงและรับฟังปัญหาประชาชนมากกว่านี้ มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นจะยิ่งลดลง คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้ทันสงกรานต์หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันใต้ได้รู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ ท้านายกฯ พิสูจน์ความจริง

“วีระยุทธ” แนะ 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง ส.ส.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤตนี้

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยชี้ว่าน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กอย่างไรเดอร์ คนขับรถ เกษตรกร และชาวประมง ที่พึ่งพาน้ำมันในการทำมาหากินประจำวัน ด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 60% จากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในภูมิภาคนี้จึงกระทบตรงจุด

วีระยุทธย้ำว่าภาวะผู้นำในวิกฤตต้องเหนือชั้น ด้วยความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และความเห็นใจประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

แนวทางที่ 1: เปลี่ยนจากจัดการแบบปิด เป็นโปร่งใส เปิดรับฟังและลงโทษผิด

ศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบปิด พูดคุยเฉพาะธุรกิจใหญ่ เช่น วันที่ 15 มี.ค. เรียกบริษัทน้ำมันใหญ่สอบถามสต็อก แล้วแถลงว่าไม่ขาดแคลน แต่ละเลยกลุ่มปั๊มเล็ก เกษตรกร ขนส่ง จนต้องรวมตัวประท้วงเอง

รัฐควรเดินเข้าไปรับฟังปัญหาจากกลุ่มกระจัดกระจายอย่างไรเดอร์ ชาวประมง โดยตรง นอกจากนี้ต้องเปิดข้อมูลสถานะปั๊มน้ำมันแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่บอกมีสำรอง 100 วัน แต่บอกว่าปั๊มไหนเหลือน้ำมันบ้าง ปัจจุบันข้อมูลกระจัดกระจายในเฟซบุ๊กสำนักงานพลังงานจังหวัด หรือแอป Fuel Now ที่ยังไม่พร้อมใช้ ประชาชนเลยหันไปใช้เพจอย่าง pumpradar.com เอง

พรรคประชาชนเรียกร้องให้เปิดรับฟังรอบด้าน เปิดข้อมูลสาธารณะ และลงโทษผู้โก่งราคา เพื่อสร้างความโปร่งใส

แนวทางที่ 2: เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นอุดหนุนขั้นบันไดและช่วยเปราะบาง

การประกาศตรึงราคา 15 วันล่วงหน้า สร้างความโกลาหลเพราะคนแห่ซื้อเก็ง ผู้ค้าขายช้า วีระยุทธเสนออุดหนุนแบบขั้นบันได เช่น กำหนดกรอบราคาน้ำมันโลกแล้วอุดหนุนตามระดับ เพื่อให้ราคาปรับตัวสมดุล ไม่กระชากแรง

นอกจากนี้ ใช้การอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกร ชาวประมง ขนส่ง โดยประสานฐานข้อมูลหลายหน่วยงาน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นที่ได้กำไรเกิน รัฐต้องสื่อสารชัดเจนว่าใช้นโยบายอะไร ใครได้ประโยชน์ เพื่อสร้างความเข้าใจ

แนวทางที่ 3: เปลี่ยนโครงการธงเขียว เป็นดูแลซัพพลายเชนและแจกคูปองเกษตรกร

ภาคเกษตรเดือดร้อนหนักเพราะนำเข้าปุ๋ย 1 ใน 3 จากตะวันออกกลาง โครงการปุ๋ยธงเขียว (หรือธงเขียวพลัส) ช่วยได้แค่น้อยนิด 97,000 กระสอบ จากความต้องการ 5.6 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1%

เสนอให้รัฐมอนิเตอร์ซัพพลายเชนปุ๋ยตั้งแต่นำเข้า-จำหน่าย ป้องกันกักตุนโก่งราคา และแจกคูปองปุ๋ยตามฐานข้อมูลเกษตรกร ปรับตามพืช ไร่ และฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยกว้างขวางและควบคุมงบได้

สรุป “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร เพื่อโปร่งใส เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤต

หากคุณกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือผู้ประกอบการ ส่งเสียงมาที่พรรคประชาชนได้เลย เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ถึงรัฐบาล!

ที่มา – “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา โดยชี้ว่าการบริหารจัดการพลังงานต้องบูรณาการทุกกระทรวงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

นายยศชนัน เปิดเผยในการประชุมสภาครั้งแรกว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติเพื่อความพร้อมในการบริหารพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคได้หารือกันมานาน การพูดคุยในสภาวันนี้จะเป็นการหารืออย่างเป็นทางการ โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนและการทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ เขาย้ำว่าวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานจากทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น กลาง หรือยาว บรรยากาศในพรรคร่วมรัฐบาลมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดจึงต้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพราะปัญหานี้เชื่อมโยงกับปัจจัย 4 ที่สำคัญของประชาชน ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด การบริหารต้องแบบบูรณาการเพื่อประโยชน์สูงสุด เขาเปรียบว่าปัญหานี้มีหลายมิติ เริ่มจากความเดือดร้อนเร่งด่วน แล้วกระจายไปยังประเด็นอื่นๆ หากไม่ปรับโครงสร้าง อาจแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว

  • ปัญหาวิกฤตน้ำมันที่กระทบราคาน้ำมันแพง
  • การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากเกินไป
  • โครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ล้าสมัย
  • ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ
  • จำเป็นต้องส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายยศชนันยืนยันว่าไม่กังวลเรื่องวิกฤตจะกระทบรัฐบาลใหม่ เพราะเมื่อรับผิดชอบแล้วต้องจัดการให้ดีที่สุด

ความคืบหน้าส่งชื่อว่าที่ รมต. พรรคเพื่อไทย

อีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมทีมรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยได้ส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นี่แสดงถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือวิกฤตพลังงานทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง

การปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนจากปัจจัยโลก เช่น สงครามยูเครนและปัญหาซัปพลายเชน ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูป พรรคเพื่อไทยมีแผนชัดเจนในการลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล ส่งเสริมรถ EV และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนในระยะยาว

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ไทยก้าวสู่พลังงานยั่งยืน ลดการปล่อยคาร์บอน และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก นายยศชนันยังชี้ว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นกุญแจสำคัญ

สุดท้ายแล้ว “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทย์อนาคต หากรัฐบาลใหม่ดำเนินการได้จริง ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเรามีระบบพลังงานที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันไม่ผันผวน เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้แน่นอน

ติดตามข่าวสารการเมืองและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เผยส่งชื่อว่าที่ รมต.เพื่อไทยตรวจคุณสมบัติครบแล้ว

Scroll to top