ปั๊มน้ํามัน

เปิดคำสั่งนายกฯ ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ม.10 รายงานยอด 6 โมงเย็น

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบตรงถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ล่าสุด รัฐบาลไทยได้ออก เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน เพื่อควบคุมการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและป้องกันวิกฤตขาดแคลน คำสั่งนี้ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการไม่ต้องลำบากใจในการหาน้ำมันใส่รถหรือใช้ในธุรกิจ

เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันประกาศ คำสั่งนี้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากสถานการณ์โลก

พื้นฐานของคำสั่งมาจากปัญหาความขัดแย้งที่ทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลง ราคาพุ่งสูง สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีของขาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ต้องเติมน้ำมันเพื่อไปทำงานหรือเดินทาง รวมถึงธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ รัฐบาลจึงอาศัย พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกมาตรการนี้

มาตรการหลักสำหรับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (รายใหญ่)

ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 คือรายใหญ่ที่มีปริมาณค้าต่อปีเกิน 100,000 เมตริกตัน (ราว 120 ล้านลิตร) ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงพลังงาน มาตรการที่กำหนดไว้มีดังนี้

  • ปฏิบัติตามคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569 เดิม
  • ติดประกาศราคาน้ำมันให้ชัดเจนที่สถานประกอบการ และรายงานทุกครั้งที่ปรับราคาให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบ
  • โรงกลั่นน้ำมันต้องรายงานปริมาณผลิต สต็อก และยอดขายรายลูกค้าทุก 18.00 น.
  • ผู้ค้ารายใหญ่ที่ไม่ใช่โรงกลั่น รายงานยอดขายรายลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ทุก 18.00 น.
  • รายงานทางอีเมล [email protected] ตามฟอร์มที่กรมกำหนด

ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 (รายย่อย) ต้องทำอะไรบ้าง

ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 คือรายกลาง-ย่อย ค้าปีละ 30,000-100,000 เมตริกตัน (36-120 ล้านลิตร) หรือมีถังเก็บเกิน 200,000 ลิตร เช่น ปั๊มชุมชน ปั๊มหลอด ปั๊มหยอดเหรียญ คำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการเดียวกับมาตรา 7 ในข้อ 2(2)(3)(4)(5) เพื่อให้การติดตามครอบคลุมทุกขนาด

ตัวอย่างผู้ค้ารายใหญ่ ม.7: PTT, Bangchak, PTG (PT Station), Shell, Caltex, SUSCO ซึ่งเป็นเครือข่ายปั๊มหลักทั่วประเทศ ส่วน ม.10 คือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ซื้อจากรายใหญ่มาขายปลีก

ปลดล็อกรถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ 24 ชม.

ควบคู่กัน ราชกิจจาฯ ยังเผย ข้อบังคับหัวหน้าพนักงานจราจร ยกเว้นห้ามรถบรรทุกน้ำมันใน กทม. ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ จนถึง 30 เม.ย. 2569 เพื่อให้รถส่งน้ำมันวิ่งได้ทั่วถึง สนับสนุนให้สถานีบริการมีของขายเพียงพอ

หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตาม: รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รมว.ยุติธรรม, ปลัดมหาดไทย, ผบ.ตร., อธิบดี DSI, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีอำนาจเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้และแต่งตั้งทีมตรวจสอบ

มาตรการนี้เป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด ช่วยให้รัฐบาลตรวจสอบสต็อกและการกระจายน้ำมันแบบเรียลไทม์ ป้องกันการกักตุนหรือเก็งกำไร ในมุมประชาชน เราจะได้น้ำมันราคายุติธรรม ไม่ต้องต่อคิวเติมนานๆ ผู้ประกอบการก็วางแผนธุรกิจได้มั่นใจขึ้น หากสถานการณ์โลกยังตึงเครียด มาตรการนี้น่าจะช่วยให้ไทยรอดพ้นวิกฤตได้

ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันและข่าวพลังงานล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน

“อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังผันผวนแบบนี้ ข่าวดีมาบอกเลยว่า “อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ แล้วนะ! นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่รอช้า สั่งการด่วนให้พลังงานจังหวัด (พนจ.) ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและที่เก็บน้ำมันทุกแห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกักตุนหรือขายแพงเกินจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคอย่างเรากังวลกันมากในช่วงนี้

“อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 20 มี.ค. 2569 โดยนายอรรถพลสั่งให้พนจ. รายงานผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เรื่องบานปลาย ล่าสุดมีรายงานกรณีที่น่าสนใจในจังหวัดอ่างทอง ที่เจ้าหน้าที่พบความผิดเบื้องต้น เช่น ไม่รายงานใบกำกับการขนส่ง และขายน้ำมันในราคาสูงเกินกฎหมายกำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเข้าข่ายกักตุนจริง กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินคดีเต็มที่เลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะน้ำมันเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยเลยนะ ไม่ว่าจะขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค หรือชีวิตประจำวันของเรา ถ้ามีการกักตุนหรือขายแพง จะกระทบราคาสินค้าทุกอย่างขึ้นไปด้วย สถานการณ์แบบนี้มักเกิดช่วงราคาน้ำมันโลกปรับตัว ผู้ประกอบการบางรายอาจฉวยโอกาส แต่รัฐบาลไม่ยอม!

มาตรการเข้มงวดที่พลังงานจังหวัดจะดำเนินการ

นอกจาก “อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ แล้ว ยังมีการประสานงานข้ามหน่วยงานด้วย เช่น ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และตำรวจ เพื่อตรวจสอบแบบบูรณาการ นายอรรถพลย้ำชัดว่า “ผมได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควร ซึ่งกระทรวงพลังงานจะยังคงเกาะติดสถานการณ์เช่นนี้ไปจนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค”

  • ลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมันและคลังเก็บน้ำมันทุกแห่ง
  • ตรวจสอบสต็อกน้ำมันและการเคลื่อนไหวสินค้า
  • สุ่มตรวจราคาจำหน่ายให้เป็นไปตามที่กำหนด
  • รายงานผลทุกวันเพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
  • ดำเนินคดีทันทีหากพบผิดกฎหมาย

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ราคาน้ำมันคงที่ ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเราจะได้ไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป แถมยังป้องกันปัญหาขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลได้ดี ช่วงที่ผ่านมา เรเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศที่การกักตุนนำไปสู่ความวุ่นวายใหญ่หลวง ถ้าไทยจัดการดีแบบนี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีเลย

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้สิทธิ์ในการร้องเรียน หากพบปั๊มน้ำมันราคาไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งพนจ. หรือสายด่วน 1364 ได้ทันที ช่วยกันเฝ้าระวัง จะทำให้ระบบโปร่งใสยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดพลังงานไทย โดยเฉพาะในยุคที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูงขนาดนี้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตราคาน้ำมันไปได้แน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับการสั่งการของนายอรรถพล? ลองแชร์ประสบการณ์พบปั๊มขายแพงในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวพลังงานล่าสุดนะ!

ที่มา – “อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ

“ศุภโชติ” จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ

สถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศไทย ทำให้ ศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ สส.ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อคลายข้อกังวลเรื่องการกักตุนและเก็งกำไร โดยเฉพาะในช่วงที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งขาดแคลน ส่งผลกระทบต่อการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน

ศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นถึงพฤติกรรมของรัฐบาลที่ดูเหมือนพูดไม่ตรงกันในประเด็นการจัดสรรพลังงานน้ำมัน วานนี้ (18 มีนาคม) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมายืนยันหลังสุ่มตรวจโรงกลั่นและคลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่ ว่าพบว่าทุกอย่างปกติ วาล์วปล่อยน้ำมันยังทำงานตามปกติ ไม่มีการกักตุน แต่ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับตั้งคำถามว่า “น้ำมันหายไปไหน” และขู่จะเรียกทุกฝ่ายมาจับผิดทีละราย

ตัดเข้าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า “ไม่มีไอ้โม่งที่ไหนกักตุนน้ำมัน” พร้อมโยนความผิดให้ประชาชนที่ตื่นตระหนกจนแห่ไปเติมน้ำมัน ขณะที่นายพิพัฒน์ซึ่งรับผิดชอบประเด็นนี้ ก็เปลี่ยนท่าทีจากขึงขังเป็นสงบเสงี่ยม ยืนยันว่าไม่มีน้ำมันหาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ ขาดความโปร่งใส และล้มเหลวในการบริหารวิกฤตน้ำมันครั้งนี้

เหตุใดศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ

สส.ศุภโชติ เน้นย้ำว่ารัฐบาลควรเปิดข้อมูลทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ชัดเจน ข้อมูลที่จำเป็น ได้แก่:

  • โรงกลั่นผลิตน้ำมันออกมาเท่าไหร่
  • คลังน้ำมันรับเข้า-จ่ายออกเท่าไหร่
  • พ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ และผู้ค้าส่งกระจายไปที่ไหน
  • มีการขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศมากกว่าปกติหรือไม่

เมื่อเปิดข้อมูล รัฐบาลจะตอบคำถามได้ทันทีว่าน้ำมันหายไปตรงไหน มีการกักตุนหรือชะลอขายเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ รัฐมีเครื่องมือครบถ้วน เช่น กฎหมายแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบใบอนุญาตที่บังคับให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูล

รัฐบาลกำลังปกป้องใคร? คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ทำไมรัฐบาลยังบ่ายเบี่ยงไม่เปิดข้อมูลทั้งที่ทำได้? สิ่งนี้ทำให้ประชาชนสงสัยว่ารัฐกำลังปกป้องกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ คำถามสำคัญคือ มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเพื่อถอนทุนคืนผ่านการเลือกตั้งหรือเปล่า? วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม การขนส่งหยุดชะงัก อาหารและสินค้าจำเป็นราคาแพงขึ้น สร้างความไม่พอใจในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากประชาชนที่ต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน สถานีบริการบางแห่งปิดตัว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ดูเงียบงัน การขาดความโปร่งใสยิ่งทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ หากรัฐบาลจริงจัง ควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลติดตามระบบน้ำมันแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

สุดท้าย ศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ ถือเป็นเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่อยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปิดข้อมูลทันทีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในระบบพลังงานไทย

ที่มา – “ศุภโชติ” จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ เหน็บรัฐบาลพูดกลับไปกลับมา กำลังปกป้องใครหรือไม่

วิกฤตน้ำมัน กู้ภัย สมุทรสงคราม งดส่งผู้ป่วยกลับบ้าน

สถานการณ์วิกฤตน้ำมัน กู้ภัย สมุทรสงครามกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากหน่วยกู้ภัยทั้งสองแห่งในจังหวัดต้องประกาศมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือกับปัญหาการจำกัดน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้บริการบางส่วนต้องหยุดชะงักชั่วคราว

วิกฤตน้ำมัน กู้ภัย สมุทรสงคราม

วันที่ 19 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาวะสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก ลุกลามมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสงครามที่แม้น้ำมันจะยังไม่ขาดแคลน แต่ปั๊มน้ำมันเริ่มจำกัดปริมาณการเติม ทำให้หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสรรพราเชนทร์สมุทรสงคราม และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงคราม ต้องออกประกาศงดรับส่งผู้ป่วยกลับบ้าน รวมถึงบริการอื่นๆ เช่น จับสัตว์ร้าย ชาร์จแบตเตอรี่ เปลี่ยนยางรถยนต์ และบริการทั่วไปอื่นๆ เพื่อสงวนน้ำมันไว้สำหรับเคสฉุกเฉินและอุบัติเหตุเท่านั้น

วิกฤตน้ำมัน กู้ภัย สมุทรสงคราม งดรับส่งผู้ป่วย

สาเหตุหลักของวิกฤตน้ำมัน กู้ภัย สมุทรสงคราม

นายวิทยา เหล่าชูชัยสกุล หัวหน้าฝ่ายกู้ภัยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสรรพราเชนทร์สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า วิกฤตการณ์สงครามทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและปริมาณเริ่มจำกัดในจังหวัด ทางมูลนิธิต้องปรับแผนการใช้ทรัพยากรใหม่ จากเดิมที่ให้บริการครบวงจร ตอนนี้ต้องระงับบริการที่ไม่ใช่ฉุกเฉิน เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยวิกฤตและเหตุร้ายแรง

ด้านนายณัฐพล อุชัยวรรณ เจ้าหน้าที่รถ น.เขต หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงคราม ระบุว่า ปัจจุบันปั๊มในจังหวัดจำกัดการเติมน้ำมัน แม้ไม่ขาดแคลนแต่กระทบชัดเจน โดยปกติหน่วยกู้ภัยจะรับเคสวันละ 30-40 เคส แต่ตอนนี้จำกัดเฉพาะเคสเร่งด่วนเท่านั้น

  • บริการที่งดชั่วคราว: ส่งผู้ป่วยกลับบ้าน
  • จับสัตว์ร้ายหรือสัตว์หลุด
  • ชาร์จแบตเตอรี่รถ
  • เปลี่ยนยางรถยนต์
  • บริการช่วยเหลือทั่วไปที่ไม่ใช่ฉุกเฉิน

วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบสมุทรสงครามเท่านั้น แต่เริ่มลามไปยังจังหวัดใกล้เคียง โดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมราคา แต่ปริมาณการนำเข้าลดลงทำให้ปั๊มต้องกำหนดโควต้าเติม

สำหรับประชาชนในสมุทรสงครามและพื้นที่ใกล้เคียง ควรเข้าใจมาตรการนี้เพราะมุ่งเน้นช่วยชีวิตเป็นหลัก หากมีอาการไม่สบายเล็กน้อย แนะนำให้ใช้บริการโรงพยาบาลแทนการเรียกกู้ภัย ส่วนเคสฉุกเฉิน เช่น หัวใจวาย อุบัติเหตุรถชน อาการหายใจไม่ออก ยังคงให้บริการเต็มที่

นอกจากนี้ หน่วยกู้ภัยยังขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดน้ำมัน เช่น รถที่เสียไม่ควรเรียกหากซ่อมเองได้ และเตรียมแผนสำรองในการเดินทาง สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกภาคส่วนเตรียมรับมือวิกฤตพลังงานในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์วิกฤตน้ำมัน กู้ภัย สมุทรสงครามสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบบริการสาธารณะต่อปัจจัยภายนอก การปรับตัวอย่างรวดเร็วของหน่วยกู้ภัยเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ประชาชนควรช่วยกันลดการใช้พลังงานเพื่อบรรเทาปัญหา

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีเคสฉุกเฉิน โทรติดต่อหน่วยกู้ภัยสมุทรสงครามทันที 1669 หรือเบอร์หน่วยโดยตรง! ติดตามอัปเดตสถานการณ์น้ำมันและบริการกู้ภัยจากบล็อกเราเพื่อข้อมูลล่าสุด

ที่มา – วิกฤตน้ำมัน กู้ภัยฯ สมุทรสงคราม งดรับส่งผู้ป่วยกลับบ้าน สงวนเคสฉุกเฉินเท่านั้น

นายกฯ ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวลเกินเหตุ

นายกฯ ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังกังวลใจท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวชัดเจนหลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 ว่า ไทยยังไม่ขาดแคลนน้ำมันดิบนำเข้า โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งผลิตเต็มกำลัง 175 ล้านลิตรต่อวัน และมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลเกินเหตุ ขอให้ประชาชนมั่นใจใช้ชีวิตปกติ

นายกฯ ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน โรงกลั่นผลิตเต็มสูบ

ในการประชุมครั้งนี้ มีทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนมาร่วม ติดตามห่วงโซ่อุปทานน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พบว่าระบบทั้งหมดปกติ โรงกลั่น PTT OR และอื่นๆ ประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและคลังน้ำมันอย่างโปร่งใส กระทรวงพลังงานกำกับดูแลให้ขายในราคาไม่เกินหน้าสถานีบริการ รายงานข้อมูลการผลิต-จำหน่ายทุกวัน เพื่อจัดสรรให้ประชาชนและอุตสาหกรรมอย่างเป็นธรรม

การส่งออกน้ำมันจำกัดแค่ลาว-เมียนมา

ยืนยันชัด นายกฯ ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน เพราะส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแค่ สปป.ลาว (5.29 ล้านลิตร/วัน ลด 25%) และเมียนมา (3 แสนลิตร/วัน ลด 20%) ห้ามส่งประเทศอื่นตั้งแต่ 1 มี.ค. ทำให้สต็อกสำรองเพิ่มเป็น 100 วัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่อนผันรถบรรทุกน้ำมันวิ่ง 24 ชม. ทั่วประเทศ เพื่อขนส่งสะดวกขึ้น พร้อมขอความร่วมมือรักษาความปลอดภัย

  • ผลิตน้ำมันดีเซล 77 ล้านลิตร/วัน
  • ใช้วันละ 67 ล้านลิตรปกติ แต่พุ่งเป็น 84 ล้านจาก panic buying
  • สต็อกน้ำมันดิบไหลเข้าไม่หยุดจากเครือข่าย ปตท.

นายกฯ อธิบายว่า ปัญหาน้ำมันหายไม่ใช่เพราะขาดแคลนหรือส่งออก แต่เกิดจากประชาชนกังวลแห่เติมถังเต็มทุกวัน กักตุนที่บ้าน ทำให้ดีมานด์พุ่งเกินกำลังผลิต Margin ที่เคยเหลือ 10 ล้านลิตร หายไปชั่วคราว

มาตรการรัฐบาลช่วยเพิ่มความมั่นใจ

รัฐบาลเร่งแก้ไข เช่น ผ่อนปรนสำรองน้ำมัน เพิ่มผลิต B20 น้ำมันชีวภาพ ชดเชยราคาให้กลุ่มต่างๆ รีเซ็ตระบบด้วยการฟีดน้ำมันสำรองเข้าไป คาด 1-2 สัปดาห์ทุกอย่าง matching กัน นายพิพัฒน์ รองนายกฯ คมนาคม และนายอรรถพล รมว.พลังงาน ร่วมอนุมัติแผนนี้แล้ว

“เรายังนำเข้าน้ำมันดิบได้ปกติ แม้ตะวันออกกลางรบกัน ปตท.มีเครือข่ายแข็งแกร่ง” นายกฯ กล่าว ขอประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติ ถ้าปรับการใช้จาก 84 ล้านลิตร เหลือ 67 ล้านลิตร ก็พอสบาย

ไฟฟ้าไม่เดือดร้อน พลังงานทางเลือกมาแรง

ยิ่งไปกว่านั้น ไฟฟ้าใช้ก๊าซอ่าวไทยหลัก ไม่พึ่งน้ำมัน ส่งเสริม B20 ผสมดีเซลเพิ่ม สต็อกยิ่งเยอะ แม้ปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้ แต่รัฐบาลทำเต็มที่

สรุปคือ นายกฯ ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน จริงๆ ไม่มีเหตุผลกังวลเกิน ขอใช้อย่างตระหนักรู้เพื่อสำรองเผื่อเหตุร้ายแรงขึ้น สุดท้าย ถ้าประชาชนร่วมมือ รัฐบาลรับประกันระบบน้ำมันกลับปกติเร็วๆ นี้

คุณคิดยังไง ลองแชร์ประสบการณ์เติมน้ำมันช่วงนี้ในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวพลังงานเพื่อวางแผนชีวิตได้อย่างมั่นใจ!

ที่มา – นายกฯ ย้ำน้ำมันไม่ขาดแคลน ไม่มีเหตุผลต้องกังวลเกินเหตุ ขอประชาชนมั่นใจใช้ชีวิตปกติ

“สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน วิกฤตน้ำมัน

เหตุการณ์การเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อ “สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ทำให้ประชาชนหลายคนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภา รักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักกันในนาม สส.ไอซ์ จากพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น แต่ประธานสภากลับสั่งปิดประชุมทันที ทั้งที่ยังเหลือเวลาในการประชุมอีกเกือบครึ่งวัน

“สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน”

วันที่ 19 มีนาคม 2567 นางสาวรักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า หลังจากโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น สภาฯ ยังมีเวลาทำงานต่อได้อีกมาก พรรคประชาชนได้แจ้งความประสงค์ชัดเจนแล้วว่าต้องการเสนอญัตติด่วนเพื่อถกเถียงเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในชนบทหรือคนเมือง ตอนนี้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกษตรกรไม่สามารถขนส่งผลผลิต ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่สูงลิ่ว และประชาชนทั่วไปต้องลดรายจ่ายเพื่อเติมน้ำมัน

แต่ทว่าประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กลับสั่งปิดประชุมทันที โดยไม่ยอมให้มีการพิจารณาญัตติด่วน สส.ไอซ์ จึงตั้งคำถามหนักแน่นว่า นี่คือการหนีปัญหาหรือไม่? ประชาชนกำลังรอคำตอบและมาตรการบรรเทาจากรัฐบาล สภาฯ ควรเป็นเวทีที่ลงมือแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่ปิดประชุมหนีไปแบบนี้

วิกฤตน้ำมัน: ปัญหาที่กระทบทุกหย่อมหญ้า

วิกฤตน้ำมันในครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ ทั้งราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน สงครามในตะวันออกกลาง และนโยบายพลังงานของรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจน ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  • ค่าครองชีพพุ่งสูง: ประชาชนต้องจ่ายเงินเติมน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อรุนแรง
  • เกษตรกรเดือดร้อน: ต้นทุนการขนส่งผลผลิตเพิ่มขึ้น กำไรลดลง
  • ผู้ประกอบการ SMEs ล้ม: หลายรายต้องปิดกิจการเพราะแบกรับต้นทุนน้ำมันไม่ได้
  • สิ่งแวดล้อมเสี่ยง: การพึ่งพาน้ำมันมากเกินไปเร่งภาวะโลกร้อน

พรรคประชาชนมองว่าญัตติด่วนนี้จำเป็นเพื่อให้รัฐบาลชี้แจงนโยบาย ลดภาษีน้ำมัน หรืออุดหนุนผู้เดือดร้อน แต่การปิดประชุมของประธานสภากลับทำให้โอกาสนี้หลุดลอยไป สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายค้านและประชาชนจำนวนมาก

บทบาทของสส.ไอซ์ และพรรคประชาชนในการตรวจสอบ

สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก เป็นตัวแทนที่กล้าพูดกล้าแสดงออกเสมอมา ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เธอเน้นประเด็นที่กระทบประชาชนโดยตรง พรรคประชาชนภายใต้การนำของนางอนุทิน ชาญวีรกูล? ไม่ พรรคประชาชนใหม่ เน้นประชาธิปไตยและสิทธิประชาชน เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของพรรคที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชน ขณะที่พรรครัฐบาลอย่างภูมิใจไทยถูกวิจารณ์หนัก

การกระทำของประธานสภาโสภณ ซารัมย์ ถูกมองว่าเป็นการปกป้องผลประโยชน์พรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าประชาชน สภาฯ ควรเป็นสถานที่ถกเถียงปัญหาเร่งด่วน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่าเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสภามากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกระแสในโซเชียลที่แพร่หลาย ผู้ใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์จำนวนมากแชร์โพสต์ของสส.ไอซ์ พร้อมแฮชแท็ก #วิกฤตน้ำมัน #เปิดสภาแก้ปัญหา แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้นิ่งเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” นี้ ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสภาที่ขาดความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาชีวิตจริง สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรตระหนักว่าตำแหน่งนี้มาจากคะแนนประชาชน เพื่อประชาชนเท่านั้น หากปล่อยให้ปัญหาค้างคา อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองทั้งหมด

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สนับสนุนให้สภาเปิดประชุมถกวิกฤตน้ำมันโดยเร็ว! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – “สส.ไอซ์” ซัด ประธานสภา สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน”

แม่สอดยังต่อคิวจนล้นปั๊ม พบพม่าจ้างเติมแกลลอน

สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม่สอด ยังต่อคิวจนล้นปั๊ม พบ “พม่า” จ้างคนไทย นำแกลลอนวนเติม ตามปั๊มต่างๆ หลังจากเกิดกระแสข่าวขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกแห่เติมน้ำมันกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันต่างๆ ต้องรับมือกับคิวยาวเหยียด

แม่สอด ยังต่อคิวจนล้นปั๊ม พบ “พม่า” จ้างคนไทย นำแกลลอนวนเติม ตามปั๊มต่างๆ

จากรายงานของผู้สื่อข่าวเมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 พบว่าประชาชนทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังคงต่อแถวยาวเพื่อเติมน้ำมันที่ปั๊มต่างๆ ในอำเภอแม่สอด โดยสถานีบริการต้องแยกช่องทางสำหรับรถยนต์และจักรยานยนต์เพื่อจัดการคิวให้ดีขึ้น แต่ก็ยังใช้เวลานานเพราะลูกค้าแน่นขนัด

คิวน้ำมันยาวที่ปั๊มแม่สอด

มาตรการจัดการที่ปั๊มน้ำมันแม่สอด

ที่ปั๊ม ปตท. และสถานีอื่นๆ มีการจัดระเบียบชัดเจน โดยให้รถฉุกเฉิน เช่น รถกู้ภัย พยาบาล รถดับเพลิง เข้าเติมได้โดยไม่ต้องรอคิว เพื่อรองรับสถานการณ์อุบัติเหตุ การรักษาพยาบาล และอัคคีภัย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสำคัญคือ ห้ามรถทะเบียนต่างชาติ โดยเฉพาะรถจากเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา เข้าเติมน้ำมัน เพื่อควบคุมปริมาณและป้องกันการสะสม

  • แยกช่องทางรถยนต์และจักรยานยนต์
  • 优先รถฉุกเฉิน ไม่ต้องต่อคิว
  • ห้ามรถทะเบียนเมียนมาเติมโดยตรง
  • จำกัดปริมาณการเติมต่อคันในบางแห่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการเหล่านี้ แต่ปัญหายังไม่คลี่คลาย เพราะพบว่าชาวเมียนมาที่นำรถตู้หรือยานพาหนะเข้ามาในพื้นที่ ได้จ้างชาวไทยหรือชาวเมียนมาในแม่สอด นำถังแกลลอนไปวนเติมน้ำมันซ้ำๆ ตลอดวัน แล้วส่งต่อให้เจ้าของรถ ซึ่งตรวจสอบได้ยากว่าจะนำไปใช้เองหรือขายต่อ สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้คิวยาวขึ้นและน้ำมันหมดเร็ว

สาเหตุวิกฤตน้ำมันที่แม่สอด

วิกฤตนี้มีรากฐานมาจากปัญหาการจัดการข่าวสารทั่วประเทศ โดยเฉพาะข่าวสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ถูกปั่นเกินจริง ทำให้ประชาชนหวั่นเกรงขาดแคลน แห่ไปเติมเต็มถัง ส่งผลให้น้ำมันหมดเร็ว ปรับราคาขึ้น และจำกัดการขาย ที่แม่สอดซึ่งเป็นชายแดนติดเมียนมา ยิ่งหนักเพราะความต้องการสูงจาก跨境贸易 ชาวพม่าข้ามมาซื้อเพราะน้ำมันไทยถูกกว่าและมีคุณภาพดีกว่า

นอกจากนี้ ปัญหาโลจิสติกส์ การขนส่งน้ำมันจากกรุงเทพฯ มาถึงภาคตะวันตกช้า และปริมาณสำรองไม่พอ ทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการค้าชายแดนได้รับผลกระทบหนัก เพราะต้องใช้น้ำมันในการขนส่งสินค้า

เพื่อรับมือ สนับสนุนให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ตรวจสอบข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเติมน้ำมันตามปกติเท่าที่จำเป็น รัฐบาลควรเร่งสื่อสารชัดเจนและเพิ่มการกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ชายแดน

ในมุมมองของเรา สถานการณ์ แม่สอด ยังต่อคิวจนล้นปั๊ม พบ “พม่า” จ้างคนไทย นำแกลลอนวนเติม ตามปั๊มต่างๆ นี้สะท้อนปัญหาการจัดการวิกฤตที่ต้องปรับปรุงด่วน หากปล่อยไว้อาจกระทบเศรษฐกิจชายแดน ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตสถานการณ์น้ำมันล่าสุดกับเรา!

ที่มา – แม่สอด ยังต่อคิวจนล้นปั๊ม พบ “พม่า” จ้างคนไทย นำแกลลอนวนเติม ตามปั๊มต่างๆ

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก สถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ทำให้กัมพูชาต้องปรับกลยุทธ์การนำเข้าเชื้อเพลิงอย่างเร่งด่วน

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังเพิ่มปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยการขาดแคลนจากเวียดนามและจีนที่เริ่มจำกัดการส่งออก สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงและเส้นทางขนส่งถูกขัดขวาง

ผลกระทบต่อปั๊มน้ำมันและการสำรองเชื้อเพลิง

จากข้อมูลของนายแก้ว ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วกัมพูชา ปิดตัวลงชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาและการจัดส่งเชื้อเพลิง โชคดีที่สถานการณ์ดีขึ้น ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 5.77 ที่ยังปิดอยู่ กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง จึงพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด โดยปกติมีสำรองเชื้อเพลิงอย่างดีเซล น้ำมันเบนซิน LPG และน้ำมันอากาศยานได้ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดส่งออกเชื้อเพลิงจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อรักษาสต็อกในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งเคยเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ห้ามส่งออกมาตั้งแต่กรกฎาคม 2568 หลังเกิดความขัดแย้งชายแดน

  • ปี 2567: นำเข้าจากไทยและเวียดนาม 60%
  • จากสิงคโปร์และมาเลเซีย 30%
  • จากจีน 7% (ข้อมูลจาก ITC)

ข้อมูลการนำเข้าล่าสุดและพันธมิตรระดับโลก

บริษัทวิเคราะห์ Kpler รายงานว่า การส่งออกเบนซินและดีเซลจากสิงคโปร์-มาเลเซียไปกัมพูชาใน 18 วันแรกของมีนาคม 2569 สูงขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ลดลง 40% นายแก้วยืนยันว่ายังนำเข้าจากจีนได้บ้าง แต่พึ่งพาพันธมิตรใหญ่อย่าง Total และ Chevron ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยง

นอกจากนี้ กัมพูชากำลังเจรจากับ Woodside Energy จากออสเตรเลีย เพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าแห่งแรก คาดเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

สถานการณ์กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออกนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจกัมพูชาที่ต้องปรับตัวท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในอนาคต การกระจายแหล่งนำเข้าจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวพลังงานและเศรษฐกิจภูมิภาค สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

บุกปั๊มน้ำมันสิงห์บุรี ขายดีเซล 41 บาท พบต้นทุนสูง

เหตุการณ์ บุกปั๊มน้ำมันสิงห์บุรี ขายดีเซลลิตรละ 41 บาท พบต้นทุนมาสูง สั่งขยายผลตรวจสอบต้นทาง สร้างความฮือฮาในหมู่ประชาชนช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน ล่าสุดชุดเฉพาะกิจจังหวัดสิงห์บุรีได้บุกตรวจปั๊มน้ำมันท่าช้าง หลังได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านที่พบว่าราคาดีเซลแพงผิดปกติ สูงกว่าราคาตลาดทั่วไปมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 12.30 น. โดยมีนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นผู้สั่งการด่วน

บุกปั๊มน้ำมันสิงห์บุรี ขายดีเซลลิตรละ 41 บาท พบต้นทุนมาสูง สั่งขยายผลตรวจสอบต้นทาง

ทีมชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ นำโดยนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี, นส.เมธินี นิชรัตน์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด, นายอุกฤษฎ์ ขันติวงค์ พลังงานจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด, ศูนย์ดำรงธรรม, ฝ่ายปกครอง และตำรวจ เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบปั๊มน้ำมันท่าช้าง อำเภอท่าช้างทันที ผลการตรวจพบว่าปั๊มจำหน่ายน้ำมันดีเซลจริงในราคาลิตรละ 41 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาอ้างอิงจากกระทรวงพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด

ทางปั๊มได้แสดงหลักฐานการรับซื้อน้ำมันดีเซลจากผู้ค้าส่งในราคาสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่เพียงลิตรละ 0.50 บาท เท่านั้น ผู้ประกอบการชี้แจงว่าต้องยอมรับต้นทุนสูงเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่หาซื้อน้ำมันใช้ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือราคาโลกปรับตัวสูงขึ้น

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบการค้ากำไรเกินควร

จากเอกสารที่ตรวจสอบ บุกปั๊มน้ำมันสิงห์บุรี ขายดีเซลลิตรละ 41 บาท พบต้นทุนมาสูง สั่งขยายผลตรวจสอบต้นทาง ยืนยันว่าปั๊มไม่ได้ฉวยโอกาสจากผู้บริโภค แต่ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนจากผู้ค้าส่งที่แพงผิดปกติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งให้รวบรวมเอกสารการสั่งซื้อทั้งหมด เพื่อขยายผลตรวจสอบไปยังคลังน้ำมันและแหล่งค้าส่งต้นทาง หากพบการปรับราคาขึ้นโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลในจังหวัดสิงห์บุรี

ในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาน้ำมันดีเซลทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 32-35 บาทต่อลิตร แต่ที่สิงห์บุรีบางพื้นที่พบราคาสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาการขนส่งหรือการกักตุน เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลท้องถิ่นยังคงจับตาดูแลราคาสินค้าจำเป็นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะน้ำมันที่ประชาชนพึ่งพาในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น การเกษตรและการขนส่งสินค้า

การตรวจสอบครั้งนี้ไม่เพียงช่วยคลายข้อกังวลของประชาชน แต่ยังเป็นการป้องปรามผู้ประกอบการที่อาจฉวยโอกาสจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและค่าเงินบาทที่อ่อนตัว นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิในการร้องเรียน หากพบราคาไม่เป็นธรรม

  • ราคาดีเซลปกติ: 32-35 บาท/ลิตร
  • ราคาที่ปั๊มท่าช้าง: 41 บาท/ลิตร
  • ต้นทุนรับซื้อ: 40.50 บาท/ลิตร
  • กำไร: 0.50 บาท/ลิตร

ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อปกป้องประชาชนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความโปร่งใสและรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ หากประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส จะช่วยป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง แนะนำให้ตรวจสอบราคาน้ำมันผ่านแอป PTT หรือ Bangchak ก่อนเติม และอย่าลังเลที่จะร้องเรียน

เรียกร้องให้คุณช่วยกันเฝ้าระวัง! หากพบการขายแพงหรือกักตุน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือศูนย์ดำรงธรรม 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ราคาสินค้าทุกแห่งยุติธรรม

ที่มา – บุกปั๊มน้ำมันสิงห์บุรี ขายดีเซลลิตรละ 41 บาท พบต้นทุนมาสูง สั่งขยายผลตรวจสอบต้นทาง

Scroll to top