ปิยรัฐ จงเทพ

ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู

ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด เมื่อคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และคุณปิยรัฐ จงเทพ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวของ ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู ซึ่งเป็นภัยเงียบที่กัดกินรากฐานความมั่นคงของประเทศ โดยพบว่ามีการประสานผลประโยชน์แบบ ไตรภาคีสีเทา ระหว่างอาชญากรข้ามชาติ เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มทุนใหญ่

จากการแถลงการณ์ของครม.เงา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการฟอกเงินและแหล่งซ่องสุมของมิจฉาชีพ โดยกลุ่มเหล่านี้มีการนำเงินเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ผ่านเครือข่ายบริษัทนอมินี เพื่ออำพรางตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

จับตาพิรุธ 23 บริษัทนอมินีตัวการกว้านซื้อบ้านหรู

คุณปิยรัฐได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า มีบริษัทกว่า 23 แห่งที่จดทะเบียนขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบไม่โปร่งใส โดยบริษัทเหล่านี้มักมีทุนจดทะเบียนเพียงน้อยนิด แต่กลับสามารถกว้านซื้อบ้านจัดสรรราคาสูงถึง 50-60 ล้านบาทได้ ซึ่งนี่คือหลักฐานสำคัญของ ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู เพื่อใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธสงครามและตั้งฐานคอลเซ็นเตอร์

  • ใช้วิธีเปลี่ยนชื่อกรรมการเป็นคนต่างชาติหลังโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น
  • แฝงตัวมาในคราบมูลนิธิหรือโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อขอวีซ่าพำนักระยะยาว
  • ใช้เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการต่างๆ

ความน่ากลัวของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาชญากรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบราชการบางส่วนที่จงใจปิดตาปล่อยปละละเลย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติสามารถฝังตัวอยู่ในไทยได้อย่างแนบเนียน

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อข้อมูลที่ทางพรรคประชาชนนำเสนอ ภัยความมั่นคงที่ซับซ้อนนี้จะยิ่งขยายตัวจนยากจะควบคุม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความเสียหายทั้งหมดจะตกอยู่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องเผชิญกับสังคมที่ไม่ปลอดภัยภายใต้อิทธิพลของทุนสีเทา และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งพิสูจน์ความจริงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ” แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งบริษัทนอมินีกว้านซื้อบ้านหรูสะสมของผิดกฎหมาย

“โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท.ยันขยายผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภา ที่กลายเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ “โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง กรณีพบอาวุธสงครามกองโตในบ้านหรูที่พัทยา ของชายชาวจีนรายนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมไทยไม่น้อย

“โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตำรวจชลบุรีไปเจอรถบรรทุกรถติดตามจากอุบัติเหตุ แล้วขยายผลค้นบ้านพักนายหมิงเฉิน ซัน ในพัทยา พบอาวุธสงครามเพียบ ทั้งปืนเล็กยาวทหาร ระเบิดมือ หนังสือเดินทางปลอมนับร้อยเล่ม สิ่งที่น่าตกใจคือ ไม่ใช่การสืบสวนเชิงรุก แต่บังเอิญจากอุบัติเหตุเท่านั้น! นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” ส.ส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นถามกระทู้สดในสภา วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ถามนายกฯ อนุทิน แต่ “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย มาตอบแทน

โตโต้ชี้รัฐบาลล้มเหลวด้านการข่าวอย่างไร

โตโต้ย้ำว่ารัฐบาลยอมรับไหมว่าล้มเหลวด้านการข่าว เพราะมีหน่วยข่าวกว่า 7 หน่วย แต่ปล่อยให้อาวุธแบบนี้เล็ดลอดมาได้ ชายจีนรายนี้เข้าออกไทยบ่อย อยู่บ้านหรู เงินหมุนเวียนหลักสิบล้าน แต่ไม่เคยถูกจับตา แถมโยงทหารเรือหลายคดี เช่น คดียิงอดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาในบางลำพู, ลอบยิงส.ส.นราธิวาส โตโต้จี้ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐและเบื้องหลัง อย่าตัดตอนแค่ผู้ต้องหา

  • พบอาวุธสงครามในบ้านพัทยา ไม่ใช่จากการสืบเชิงรุก
  • เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชา
  • มีทหารเรือเกี่ยวข้องหลายคดีติด ๆ กัน
  • รัฐมีหน่วยข่าวเพียบแต่ระบบล้มเหลว

รมช.มท.เจเศรษฐ์โต้ ไม่ใช่ล้มเหลว แต่ช่องว่างบูรณาการ

เจเศรษฐ์ชี้ ไม่ใช้คำล้มเหลว แต่เป็นช่องว่างที่ยังไม่บูรณาการเต็มที่ ยืนยันตรวจย้อนรอยแล้ว ชายจีนรายนี้ไม่มีประวัติก่อการร้ายจากประเทศอื่น กำชับหน่วยงานปิดช่องโหว่ ขยายผลออกหมายจับนอมินี ค้นบ้านต่างด้าวย้อนหลัง นำเข้าคดีพิเศษบูรณาการทุกหน่วย วานนี้ (13 พ.ค.) กวาดล้างนอมินีเกาะพงัน-ภูเก็ตแล้ว รัฐพร้อมดูแลความมั่นคงทุกมิติ

โตโต้ถามต่อว่ารัฐมีแผนยุทธศาสตร์อะไรบ้าง เพื่อป้องกันภัยใหม่ โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เจเศรษฐ์ย้ำบูรณาการทุกกระทรวง กลาโหม-ตำรวจตรวจอาวุธเข้มงวด ไม่ให้เล็ดลอด

สุดท้ายโตโต้ชื่นชมแต่เตือน ฝ่ายความมั่นคงอย่ายุ่ง politics มากเกิน ควรมุ่งภัยจากต่างชาติที่ปลอมนักลงทุน-นักท่องเที่ยว ใช้ไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม รัฐต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกตั้งแต่บัดนี้

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทยในยุคดิจิทัล แก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติใช้ไทยเป็นฐาน อาวุธสงครามลอยมาถึงบ้าน การข่าวต้องอัพเกรดด่วน บูรณาการ AI และข้อมูลใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ประชาชนอย่างเราต้องติดตามใกล้ชิด

คุณคิดว่ารัฐบาลจะขยายผลได้จริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อน ๆ ทราบ!

ที่มา – “โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง

สส.โตโต้ ชี้ บริจาคเสื้อเกราะ อาจผิดกฎหมาย

จากกรณีที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมเกี่ยวกับการบริจาคเสื้อเกราะให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเจตนาของการบริจาคจะเป็นไปในทางที่ดีก็ตาม

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารจัดการของรัฐบาลในด้านการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

สส.ปิยรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า แม้ว่าการบริจาคเสื้อเกราะจะมีเจตนาที่ดี แต่ทั้งผู้ให้และผู้รับอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมาย โดยอ้างอิงถึงพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

“ไม่ว่าจะซื้อแถวคลองหลอด หรือ แอปส้ม แล้วมีแผ่นพลาสติกหรือแผ่นเหล็กบางๆไว้เล่น บีบีกัน หากกันกระสุน ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ ดังนั้นคนที่ซื้อ หรือจัดหาที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ได้ทำผิดกฎหมายไปแล้ว ทั้งคน และหน่วยงาน ที่ขอสนับสนุนเองก็ด้วย” นายปิยรัฐ กล่าว

ทำไมการบริจาคเสื้อเกราะถึงอาจผิดกฎหมาย?

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าเสื้อเกราะกันกระสุนจัดเป็น “ยุทธภัณฑ์” หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาตามคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมา เสื้อเกราะที่สามารถกันกระสุนได้ ไม่ว่าจะเป็นกระสุนชนิดใดก็ตาม จะถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ และการซื้อขายหรือบริจาคยุทธภัณฑ์จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายปิยรัฐ ยังกล่าวถึงความบกพร่องของระบบราชการในการจัดหายุทธภัณฑ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า หากรัฐมีระบบการจัดหาที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอกก็คงไม่จำเป็น

“ความมั่นคงของชาติ ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมการบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอก รัฐเองต้องมีระบบจัดหาให้เพียงพอ มีการตรวจรับ และอนุมัติที่โปร่งใส เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย” นายปิยรัฐ กล่าว

การที่หน่วยงานของรัฐรับยุทธภัณฑ์จากเอกชน โดยไม่มีการตรวจสอบ หรืออนุญาตตามระเบียบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ทำให้ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ผู้บริจาค: อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้รับบริจาค: หน่วยงานของรัฐที่รับบริจาคโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

ข้อเสนอแนะ

  • รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงระบบการจัดหายุทธภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • หน่วยงานของรัฐควรตรวจสอบระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนรับบริจาคยุทธภัณฑ์
  • ประชาชนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจกฎหมายก่อนทำการบริจาคยุทธภัณฑ์

ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด การบริจาคด้วยความหวังดีอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่คาดฝันได้ จึงควรตรวจสอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการใดๆ

ที่มา – “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

ปิยรัฐ จี้สอบกระสอบทรายน้ำท่วมสุขุมวิท

ปิยรัฐ จี้สอบกระสอบทรายน้ำท่วมสุขุมวิท

ในค่ำคืนวันที่ 27 กันยายน 2568 กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับฝนตกหนักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสุขุมวิทและถนนอุดมสุขในเขตพระโขนงและบางนา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก นี่คือเหตุการณ์ที่ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ สส.ปิยรัฐ จงเทพ ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

“ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้”

เหตุการณ์ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” เกิดขึ้นหลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถรับมือได้ทัน แม้ว่าจะมีการพร่องน้ำและเปิดเครื่องสูบน้ำล่วงหน้าแล้วก็ตาม น้ำท่วมขังสูงถึงระดับที่รถยนต์ต้องจมน้ำ และประชาชนไม่สามารถสัญจรได้ สส.ปิยรัฐ จงเทพ ซึ่งเป็น สส.กรุงเทพฯ เขต 23 (พระโขนง-บางนา) จากพรรคประชาชน ร่วมกับนายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา ได้ยื่นหนังสือด่วนต่อนายสราวุธ อนันต์ชล ประธานคณะกรรมการการระบายน้ำ กทม. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น.

สาเหตุหลักที่ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” มาจากการตรวจสอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และรองผู้ว่าราชการ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล ที่พบว่าผู้รับเหมาจากสำนักการระบายน้ำได้นำกระสอบทรายมาปิดกั้นทางน้ำขณะกำลังล้างท่อไซฟอน แต่ลืมรื้อถอนออกหลังเสร็จสิ้น สิ่งนี้ทำให้ทางเดินน้ำติดขัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่เขตบางนาและพระโขนง

รายละเอียดการจี้สอบข้อเท็จจริงจากปิยรัฐ

ในการยื่นหนังสือ สส.ปิยรัฐได้เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อแก้ไขปัญหานี้ อย่างแรกคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบของผู้รับเหมาให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย ต่อมาคือการวางมาตรฐานป้องกันเหตุการณ์น้ำท่วมแบบนี้ในอนาคต เช่น การกำหนดขั้นตอนการทำงานที่เข้มงวดมากขึ้น และการตรวจสอบหลังการทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ สุดท้ายคือการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลที่รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ระบบการระบายน้ำของ กทม. มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะจากความประมาทของผู้รับเหมา ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด การเดินทางลำบาก หรือแม้กระทั่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน รถยนต์หลายคันถูกน้ำท่วมเสียหาย ขณะที่ร้านค้าบริเวณนั้นต้องปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพจากน้ำขังที่อาจก่อให้เกิดโรคระบาดได้

เพื่อให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถมองย้อนไปถึงโครงสร้างระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ที่มีมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยพอ โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทที่เป็นย่านการค้าสำคัญ การที่กระสอบทรายถูกทิ้งไว้กีดขวางทางน้ำ สะท้อนถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ผู้รับเหมาควรมีหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ และ กทม. ควรมีบทลงโทษที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

  • ผลกระทบต่อประชาชน: น้ำท่วมทำให้การเดินทางหยุดชะงัก รถติดนานหลายชั่วโมง
  • สาเหตุหลัก: กระสอบทรายจากผู้รับเหมากีดขวางท่อระบายน้ำ
  • แนวทางแก้ไข: ตรวจสอบผู้รับเหมา วางมาตรการป้องกัน และกำกับดูแลเข้มงวด

นอกจากนี้ สส.ปิยรัฐยังเน้นย้ำว่าปัญหานี้ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับประชาชนอีก การจัดการน้ำท่วมต้องเป็นวาระเร่งด่วนของ กทม. โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกหนักบ่อยครั้ง หากไม่แก้ไขให้ดี อาจส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

ภาพน้ำท่วมถนนสุขุมวิท
ภาพกระสอบทรายกีดขวาง
ภาพการตรวจสอบ

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการบริหารเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมทุกปี การที่ สส.ปิยรัฐ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเดือดร้อนอีก หากคุณอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือเคยประสบปัญหาน้ำท่วม ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางแก้ไข

ที่มา – “ปิยรัฐ“ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ข่าววันนี้! ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” สส.พรรคประชาชน ในคดีหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากศาลเห็นว่าไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว นี่เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การยกฟ้องในที่สุด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ. 3012/64 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สส.กทม. พรรคประชาชน และอดีตหัวหน้าการ์ดกลุ่ม WeVo เป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ณ ห้องพิจารณาคดี 809

คดีนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ที่จำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายกิจกรรมการขายกุ้งของกลุ่มวีโว่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีข้อความบางส่วนที่พาดพิงถึงสถาบัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ในวันนัดฟังคำพิพากษา นายปิยรัฐเดินทางมาศาลด้วยตนเอง พร้อมด้วยผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจ มอบดอกไม้ และอวยพรให้โชคดี นายปิยรัฐมีสีหน้ายิ้มแย้มและสดชื่น และได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่าขอฟังคำพิพากษาก่อนแล้วจะให้สัมภาษณ์ในภายหลัง

ต่อมา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญว่า ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นของจำเลยจริง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ว่ามีผู้ดูแลเพจจำนวน 5 คน และจำเลยไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้องร้อง ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัย และได้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ทำให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ประเด็นสำคัญที่ศาลยกฟ้องคือความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเป็นผู้โพสต์ข้อความ แม้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กจะเป็นของนายปิยรัฐจริง แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้โพสต์ข้อความที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้อง

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “โตโต้ ปิยรัฐ”

คำพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ทำให้ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมาย

  • ประเด็นที่ 1: ความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน
  • ประเด็นที่ 2: การพิจารณาข้อสงสัยในพยานหลักฐาน
  • ประเด็นที่ 3: การให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีใดๆ ก็ตาม จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาได้ หากพยานหลักฐานยังมีความคลุมเครือหรือไม่ชัดเจน ศาลก็จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย เพื่อความเป็นธรรม

การยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันนี้ อาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่การกระทำผิดทางออนไลน์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้ง การพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำผิดและการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

คดีของ “โตโต้ ปิยรัฐ” ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมประชาธิปไตย การรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องสถาบันจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

การที่ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความจำเป็นในการรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในทุกกรณี

ที่มา – ศาลอาญา ยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน ระบุไม่ได้ใครเป็นคนโพสต์ข้อความ

Scroll to top