ผู้ป่วยติดเตียง

Caregiver บนหมอพร้อม ดูแลผู้สูงอายุผ่าน Digital ID

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน การดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวก็ได้รับการยกระดับขึ้นเช่นกัน ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดตัวบริการ Caregiver บนหมอพร้อม เพื่อสนับสนุนให้ญาติสามารถดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบ Digital ID ที่มีความปลอดภัยสูง

การยกระดับสุขภาพด้วย Caregiver บนหมอพร้อม

บริการ Caregiver บนหมอพร้อม ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใช้งานแอปพลิเคชันด้วยตนเอง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการ แทนที่จะต้องใช้บัญชีหมอพร้อมร่วมกันซึ่งมีความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนตัว ระบบใหม่นี้จะช่วยให้ญาติหรือผู้ดูแลสามารถยืนยันตัวตนและจัดการเรื่องสุขภาพแทนได้โดยตรงผ่านบัญชีของตนเอง

ทำไมคุณต้องใช้ Caregiver บนหมอพร้อม?

การนำ Digital ID มาใช้ในระบบนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบสิทธิ์ได้ง่าย โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นส่วนตัว: ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้าถึงรหัสผ่านร่วมกัน ข้อมูลส่วนบุคคลจึงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย
  • ความสะดวกสบาย: สามารถจัดการนัดหมายแพทย์ ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีน หรือดูผลตรวจแล็บได้ทันที
  • ความถูกต้อง: ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎร์เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางครอบครัว

ในปัจจุบัน Caregiver บนหมอพร้อม กำลังอยู่ในระหว่างการนำร่องที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และในอนาคตกระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะขยายผลให้ครอบคลุมไปถึงผู้ดูแลที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อสร้างบริการภาครัฐที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง

บทบาทของผู้ดูแลในยุคดิจิทัลจึงสำคัญมาก การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจวิธีการใช้งานบริการนี้จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล และทำให้ผู้สูงอายุในบ้านของคุณได้รับบริการสุขภาพที่รวดเร็วขึ้น หากคุณมีผู้สูงอายุในความดูแล แนะนำให้คอยติดตามประกาศจากทางแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพื่ออัปเดตสถานะการเปิดให้บริการในโรงพยาบาลใกล้บ้านคุณ ทั้งนี้ นี่คือการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง

ที่มา – เดินหน้า “Caregiver บนหมอพร้อม” นำร่องให้ญาติดูแลผู้สูงอายุ–กลุ่มเปราะบางผ่าน Digital ID

หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นที่จับตามองอย่างมาก เมื่อ หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนย่านอิสรภาพและตลาดโพธิ์สามต้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นนี้

เจาะลึกนโยบาย หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

ปัญหาของครอบครัวยุคใหม่ในกรุงเทพฯ คือการแบกรับภาระดูแลคนในบ้านพร้อมกับการทำงาน หม่อมกรจึงมองเห็นว่าเราต้องเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการเกื้อกูล โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

รายละเอียด หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

  • สร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง: ใช้พลังของคนในพื้นที่และอาสาสมัครสาธารณสุข ร่วมกันสำรวจและดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด
  • กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ต่างวัย: จัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและผู้สูงอายุได้ใช้เวลาร่วมกัน เพื่อลดความเหงาและสร้างความอบอุ่นในครอบครัว
  • ยกระดับการรักษาเชิงรุก: เชื่อมต่อระบบโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขเข้าถึงบ้านผู้ป่วยติดเตียงผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

การเดินหน้าในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการเสนอแนวทางที่ใช้ใจทำ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะอยู่ในซอยเล็กหรือชุมชนใหญ่ได้รับสวัสดิการที่ทั่วถึง หม่อมกรเชื่อมั่นว่าหากเราใช้ความร่วมมือของคนในชุมชนเป็นฐานราก คุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัยจะถูกยกระดับขึ้นอย่างยั่งยืนแน่นอน

ในฐานะคนกรุงเทพฯ คุณคิดว่านโยบายที่เน้นการลงมือทำผ่านกลไกชุมชนเช่นนี้ จะเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้จริงหรือไม่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นและเตรียมตัวไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อกำหนดทิศทางเมืองของเราให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนกันครับ

ที่มา – “หม่อมกร” ลุยโค้งสุดท้าย ชูนโยบาย “ชุมชนอาสา” ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงครบวงจร

“ดร.โจ” ชูนโยบายนักบริบาล 5,000 ตำแหน่ง อุ้มผู้ป่วยติดเตียงทั่วกรุงฯ

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้คนที่เรารักต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยจนถึงขั้นติดเตียง แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หลายครอบครัวในกรุงเทพฯ กลับต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเพียงลำพัง ล่าสุด “ดร.โจ” ชูนโยบายนักบริบาล 5,000 ตำแหน่ง อุ้มผู้ป่วยติดเตียงทั่วกรุงฯ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรม

“ดร.โจ” ชูนโยบายนักบริบาล 5,000 ตำแหน่ง อุ้มผู้ป่วยติดเตียงทั่วกรุงฯ

ปัญหาการดูแลผู้ป่วยติดเตียงไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่มันคือปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจของทั้งครอบครัว นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพบว่าปัจจุบันกรุงเทพฯ มีผู้ป่วยติดเตียงสูงถึง 15,000 คน แต่มีฐานการดูแลที่ไม่ทั่วถึงและค่าตอบแทนนักบริบาลไทยยังไม่เพียงพอ นโยบาย “ดร.โจ” ชูนโยบายนักบริบาล 5,000 ตำแหน่ง อุ้มผู้ป่วยติดเตียงทั่วกรุงฯ จึงถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนผ่านวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสของทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ

รายละเอียดเจาะลึกนโยบายนักบริบาลมืออาชีพ

สำหรับแผนงานในการปฏิรูประบบครั้งนี้ มีความน่าสนใจและครอบคลุมหลายมิติ ดังนี้:

  • เพิ่มตำแหน่งงานและรายได้: ยกระดับนักบริบาลให้เป็นมืออาชีพ พร้อมปรับค่าแรง 120 บาทต่อชั่วโมง หรือสูงสุดถึง 15,000 บาทต่อเดือน
  • คูปองดูแลผู้ป่วยฟรี: มอบสิทธิ์ให้ผู้ป่วยติดเตียงได้รับบริการนักบริบาลฟรี 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อให้ลูกหลานมีเวลาไปทำภารกิจหรือประกอบอาชีพได้เต็มที่
  • ศูนย์ยืม-คืนอุปกรณ์การแพทย์: ลดภาระการซื้ออุปกรณ์ราคาแพงด้วยการจัดตั้งศูนย์ให้บริการฟรีใกล้บ้าน
  • การฝึกอบรม: ยกระดับ อสส. และคนในชุมชนให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานรองรับ

การผลักดันนโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการนำคุณภาพชีวิตกลับคืนสู่คนกรุงเทพฯ การสร้างเมืองที่ “แคร์” ประชาชนอย่างแท้จริงคือการมีระบบรองรับในวันที่คนในครอบครัวต้องการการดูแลมากที่สุด ถือเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยให้ลูกหลานไม่ต้องลาออกจากงานเพื่อมาเฝ้าไข้ และผู้ป่วยได้รับบริการที่มีคุณภาพจากรัฐโดยตรง นี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาสาธารณสุขชุมชนที่ต้องจับตามองต่อไปว่า หากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริงจะสามารถเปลี่ยนภาพจำของคนดูแลผู้ป่วยในกรุงฯ ไปได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ดร.โจ” ชูนโยบายนักบริบาล 5,000 ตำแหน่ง อุ้มผู้ป่วยติดเตียงทั่วกรุงฯ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ดูแลผู้สูงอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับแวดวงสาธารณสุขไทยกันมาบ้างแล้ว กับโครงการที่ทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุดมีประกาศว่า รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมครับ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะจะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยอาสาพยาบาลชุมชน หรือ “อสพ.” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านหน้าเชิงรุกที่เข้าไปดูแลถึงบ้านผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งการทำงานจะประสานพลังร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วครับ

รายละเอียดการทำงานของ อสพ. 10,000 คน

การเข้ามามีบทบาทของ อสพ. ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), แม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวชหรือยาเสพติด โดยอาสาสมัคร 1 คน จะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยประมาณ 24 ราย มีแผนการเยี่ยมบ้านอย่างชัดเจนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ ทำแผล และติดตามอาการเบื้องต้น ซึ่งโครงการ รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้มากขึ้นครับ

  • คัดกรองโรคเบื้องต้น: ตรวจวัดอาการและประเมินสุขภาพ
  • หัตถการพื้นฐาน: ทำแผลและป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง
  • ติดตามยา: ดูแลเรื่องการกินยาอย่างเคร่งครัดในกลุ่ม NCDs
  • ประสานงาน: ส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับใครที่สนใจ ทางภาครัฐจะเปิดรับสมัครในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2569 ผ่านช่องทางแอปฯ หมอพร้อม โดยเปิดโอกาสทั้งผู้ที่จบปริญญาตรีด้านสุขภาพ สาขาอื่นๆ และพยาบาลเกษียณอายุไม่เกิน 70 ปี เพื่อเข้ารับการอบรมให้พร้อมทำหน้าที่ดูแลคนในชุมชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าการจ้างงานครั้งนี้จะไม่กระทบต่อ Care Giver เดิมอย่างแน่นอนครับ

ในความคิดเห็นของผม นี่ถือเป็นกลไกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนมีทักษะติดตัวไปตลอด หากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี สังคมผู้สูงอายุไทยเราจะมีความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

“ลิซ่า” จี้รัฐ เร่งทำฐานข้อมูลช่วยเหลือ!

“ลิซ่า ภคมน” นำร่องใช้แพลตฟอร์มกลางช่วยประชาชนติดค้างน้ำท่วมหาดใหญ่เกือบร้อยคน ชี้รัฐบาลต้องเร่งทำระบบฐานข้อมูลด่วน

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระบุว่า ทีมงานได้นำแพลตฟอร์ม jitasa.care มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือ ซึ่งการใช้ฐานข้อมูลนี้ช่วยให้การทำงานของทีมพรรคประชาชนและอาสามูลนิธิเต็กก่านครศรีธรรมราชง่ายขึ้นและตรงจุด โดยเฉพาะในซอยกาญจนวนิช 17 ที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนออกมาได้กว่า 100 คน ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยติดเตียง 8 คน และเด็กเล็ก 2 คน

“นี่คือความสำคัญของการมีฐานข้อมูลตามที่ดิฉันเสนอว่าเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำแต่รัฐบาลไม่ได้ทำ ถ้าทำงานตามฐานข้อมูลก็เหมือนเรามีแผนที่อยู่ในมือไม่ได้งมทำ จะสามารถทำงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน” นางสาวภคมนกล่าวและว่า การมีฐานข้อมูลกลางยังช่วยให้การประสานงานกับภาคส่วนอื่นง่ายขึ้น โดยยกตัวอย่างว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ประสานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่มาให้ หลังพยายามประสานหน่วยงานราชการมาแล้ว 4 วันแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ

รองโฆษกพรรคประชาชนบอกต่อว่า ถ้าคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังทำเรื่องนี้ได้ รัฐบาลก็ต้องทำได้และควรทำตั้งแต่แรก และขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

“ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล?

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ความจำเป็นในการมีระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ได้เน้นย้ำถึงประเด็นนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าหากรัฐบาลมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การที่ “ลิซ่า” และทีมงานสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหาดใหญ่ได้กว่า 100 คน โดยใช้แพลตฟอร์ม jitasa.care เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูล แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีในการบรรเทาทุกข์ การมีฐานข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้ทราบถึงจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สถานที่ที่พวกเขาอยู่ และความต้องการเฉพาะของแต่ละคน ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด

ประโยชน์ของการมีฐานข้อมูลกลาง:

  • การช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน จะสามารถส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที
  • การประสานงานที่ง่ายขึ้น: ฐานข้อมูลกลางช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีอุปสรรค
  • การจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น: ทราบจำนวนและความต้องการของผู้ประสบภัย ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม
  • การวางแผนระยะยาว: ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในอนาคต

ความท้าทายของการสร้างฐานข้อมูล:

  • การเก็บรวบรวมข้อมูล: ต้องมีระบบที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน: ข้อมูลต้องได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
  • การเข้าถึงข้อมูล: ต้องทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

“ลิซ่า” ได้กล่าวว่า หากคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังสามารถทำได้ รัฐบาลก็ควรทำได้และควรทำตั้งแต่แรก การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำฐานข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด การลงทุนในการสร้างและบำรุงรักษาระบบฐานข้อมูลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

การมีระบบฐานข้อมูลที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อีกด้วย

ที่มา – “ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น

น้ำท่วมปัตตานี: บิ๊กป้อมสั่งเร่งช่วยเหลือ

สถานการณ์ น้ำท่วมปัตตานี ยังคงน่าเป็นห่วง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สั่งการทีมงานลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษในการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมถึงจังหวัดปัตตานี ส่งผลให้เกิด น้ำท่วมปัตตานี ฉับพลันในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การสัญจรถูกตัดขาด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มอบหมายให้ นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และครอบครัวที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

น้ำท่วมปัตตานี: บิ๊กป้อมสั่งเร่งช่วยเหลือ

หลังได้รับคำสั่งการ ทีมงานของพรรคพลังประชารัฐได้เร่งดำเนินการจัดตั้งและขยายจุดครัวพลังประชารัฐในพื้นที่ประสบภัย เพื่อจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่มสะอาด และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอยะรัง อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอแม่ลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมปัตตานี อย่างรุนแรงที่สุด

ความช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมปัตตานี

ทีมช่วยเหลือของพรรคพลังประชารัฐยังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือครอบคลุมทุกครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง พลเอกประวิตรได้ย้ำว่า ทีมงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลง และประชาชนทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า นอกจากนี้ ยังมีการให้ความช่วยเหลือด้านการอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป การวางแผนการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบระบายน้ำที่ดี และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคต

นอกจากความช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ แล้ว การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประชาชนในชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญ การร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน การแบ่งปันสิ่งของจำเป็น และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ชุมชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ น้ำท่วมปัตตานี ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแผนฉุกเฉิน การมีอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็น และการมีความรู้ในการเอาตัวรอด จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – น้ำท่วมปัตตานี “บิ๊กป้อม” สั่งทีมงานลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบาง

กู้ภัยเหยี่ยวแดง ช่วยหญิงชราป่วยหนัก ถนนปิด!

เรื่องราวสุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อ กู้ภัยเหยี่ยวแดง เข้ารับตัวหญิงชราป่วยหนัก หลังจากญาติพยายามนำส่งโรงพยาบาลเชียงดาวแต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ นั่นคือดินสไลด์ปิดถนนหลายจุด ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 25 กันยายน 2568 เมื่อชาวบ้านป่าเมี่ยง ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ขอความช่วยเหลือไปยังนายรุ่งโรจน์ ดวงดี นายกเทศมนตรีตำบลแม่นะ เนื่องจากมีหญิงชราอายุ 90 ปี ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้านปางแม่ซ้าย ตำบลแม่นะ และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา แต่เนื่องจากไฟฟ้าดับ ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องช่วยหายใจได้ จึงจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลเชียงดาวอย่างเร่งด่วน แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถนนสายบ้านห้วยโจ้-ปางแม่นะ ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว เกิดดินสไลด์ปิดถนนหลายจุด ทำให้ญาติไม่สามารถนำตัวหญิงชราส่งโรงพยาบาลได้

เมื่อทราบเรื่อง นายรุ่งโรจน์ ในฐานะประธานกู้ภัยเหยี่ยวแดง จึงสั่งการให้ทีมกู้ภัยเหยี่ยวแดง เข้ารับตัวหญิงชราป่วยหนัก จากญาติระหว่างทาง เพื่อนำส่งโรงพยาบาลเชียงดาวโดยด่วนที่สุด การช่วยเหลือนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความเสียสละของทีมกู้ภัย

นอกจากนี้ นายรุ่งโรจน์ยังได้สั่งการให้ฝ่ายช่างโยธาฯ เร่งดำเนินการเปิดเส้นทางที่เกิดดินสไลด์ปิดถนน ซึ่งมีระยะทางยาวถึง 9 กิโลเมตร เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติ การแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีนี้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

กู้ภัยเหยี่ยวแดง เข้ารับตัวหญิงชราป่วยหนัก

ภารกิจช่วยเหลือหญิงชราของกู้ภัยเหยี่ยวแดง

การทำงานของกู้ภัยเหยี่ยวแดงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของหน่วยงานกู้ภัยในท้องถิ่น ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีทีมกู้ภัยที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจได้ว่า จะมีคนคอยช่วยเหลือเมื่อพวกเขาต้องการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่อาจเกิดดินสไลด์และน้ำท่วมได้ง่าย การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การมีแผนสำรองในการเดินทาง และการติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือความสามัคคีของชาวบ้านในพื้นที่ ที่ร่วมมือร่วมใจกันแจ้งเหตุและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีอยู่ในสังคมไทย

  • ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
  • ความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือในการช่วยเหลือ
  • ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่กู้ภัย
  • ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่

การช่วยเหลือครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในภารกิจมากมายที่กู้ภัยเหยี่ยวแดงได้ปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือประชาชน สังคมไทยต้องการคนเช่นนี้ ที่พร้อมเสียสละและอุทิศตนเพื่อผู้อื่น

ขอเป็นกำลังใจให้ทีมกู้ภัยเหยี่ยวแดงและหน่วยงานกู้ภัยอื่นๆ ทั่วประเทศ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและกล้าหาญ

ที่มา – กู้ภัยเหยี่ยวแดง เข้ารับตัวหญิงชราป่วยหนัก หลังญาติพาส่ง รพ. แต่เจอดินสไลด์ปิดถนน

รุดช่วยเหลือ ชายพิการป่วยติดเตียง หลังพี่สาวติดบัญชีม้า

เจ้าหน้าที่จังหวัดนครราชสีมาเร่งรุดช่วยเหลือ ชายพิการป่วยติดเตียงวัย 56 ปี ที่ต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง หลังจากพี่สาวซึ่งเคยดูแลเขาถูกจับกุมในคดี “บัญชีม้า” กลายเป็นเรื่องราวที่สะท้อนผลกระทบทางสังคมอย่างน่าเศร้าใจ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. นายอนนต์ แสงอารยะกุล อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ น.ส.เบญจวรรณ หาญนอก เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา, นายพิพิธภัณฑ์ หมายมี เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมา และนายวรชิต แพงไพรี ผู้ประสานงานเทศบาลนครนครราชสีมา ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังหนึ่งในชุมชนหัวสะพานพัฒนา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยา นายธนภัทร เพชรตะกั่ว อายุ 56 ปี ผู้ป่วยติดเตียงที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านเพียงลำพัง

สถานการณ์อันน่าเวทนานี้เกิดขึ้นหลังจากพี่สาวของนายธนภัทรฯ วัย 57 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในคดีบัญชีม้า ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เขาต้องเผชิญชีวิตอย่างยากลำบาก โดยมีเพียงเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่หยิบยื่นความช่วยเหลือด้วยการส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ

คณะเจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ อสม. และเพื่อนบ้านที่ให้ความช่วยเหลือ โดยนายอนนต์ได้ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ในขณะที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา เร่งดำเนินการนำชื่อของนายธนภัทรฯ เข้าสู่โครงการครอบครัวอุปการะ เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณเดือนละ 5,000 บาท แก่ครอบครัวที่รับอุปการะดูแล ซึ่งนายสืบ ประจงกาล ประธาน อสม.ชุมชนหัวสะพานพัฒนา ได้อาสาเป็นครอบครัวอุปการะ

จากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าเยี่ยมอาการของนายธนภัทรฯ ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก พร้อมทั้งมอบชุดยาสามัญประจำบ้านและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เพื่อเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป

รุดช่วยเหลือ ชายพิการป่วยติดเตียง หลังพี่สาวถูกจับคดี “บัญชีม้า”

นายอนนต์ แสงอารยะกุล อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงผลกระทบที่รุนแรงของขบวนการบัญชีม้า ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัว และผู้ที่อยู่ในความดูแลของผู้กระทำผิดอีกด้วย

การที่พี่สาวซึ่งเป็นผู้ดูแลหลักถูกจับกุม ทำให้นายธนภัทรฯ ต้องถูกทิ้งให้อยู่ลำพังโดยไม่มีใครดูแล ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นายอนนต์ฯ จึงขอใช้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจประชาชนให้ตระหนักถึงผลเสียของการรับจ้างเปิดบัญชีม้า แม้จะทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อคนใกล้ชิดและคนในครอบครัว

คำแนะนำสำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าเปิดบัญชีม้า

จึงขอฝากเตือนประชาชนที่ทราบว่าตนเองได้เปิดบัญชีม้า ควรรีบดำเนินการปิดบัญชีดังกล่าวโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีนั้นถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย และควรเข้ารับคำปรึกษาทางกฎหมายจากสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนกรณีรุดช่วยเหลือ ชายพิการป่วยติดเตียงนี้อีก

เรื่องราวของนายธนภัทรฯ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้อื่นใช้งาน เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึงได้ และหากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัยเกี่ยวกับบัญชีม้า ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว

รุดช่วยเหลือ ชายพิการป่วยติดเตียง ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – รุดช่วยเหลือ ชายพิการป่วยติดเตียง อยู่ตามลำพัง หลังพี่สาวถูกจับคดี “บัญชีม้า”

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

Scroll to top