ผู้เสียหาย

กองปราบ เผย สัปเหร่อสนม ให้การภาคเสธ อ้างยินยอม จ่อฝากขัง

ข่าวด่วนที่หลายคนกำลังจับตามองกันเลยทีเดียว เมื่อ กองปราบ เผย สัปเหร่อสนม ให้การภาคเสธ อ้างว่าผู้เสียหายยินยอมทั้งหมด ตำรวจไม่ยอมประกันตัว เตรียมฝากขังวันที่ 4 มี.ค. นี้ คดีนี้เกิดจากกรณีสัปเหร่อชื่อดังวัย 81 ปีคนนี้ ถูกกล่าวหาว่าลวนลามผู้เสียหายหลายรายระหว่างทำพิธีอาบน้ำมนต์แก้คุณไสย ทำให้ต้องหลบหนีไปจังหวัดแพร่ แต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา

สัปเหร่อสนม ให้การภาคเสธ

พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รองผู้บังคับการปราบปราม ได้เปิดเผยความคืบหน้าหลังสอบปากคำนายสนม ผิวบาง หรือที่รู้จักกันในนามสัปเหร่อสนม ซึ่งให้การภาคเสธทุกข้อกล่าวหา ยอมรับแค่ว่ากระทำจริงแต่ผู้เสียหายยินยอมทั้งสิ้น ระหว่างสอบสวนยังมีอาการเครียดด้วย ตำรวจนายนี้มั่นใจว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ แม้ของกลางอย่างมีดหมอและลูกกาเราะที่ใช้ในการละเมิดอาจถูกชะล้างไปแล้ว ทำให้ตรวจ DNA ไม่เจอ แต่คำให้การจากผู้เสียหายและพยานบุคคลนับสิบรายก็น่าเชื่อถือมาก

สัปเหร่อสนม ให้การภาคเสธอย่างไรบ้าง

จากข้อมูลที่กองปราบเผย สัปเหร่อสนมยืนยันว่าไม่ได้บังคับ แต่เหยื่อยินยอมเพราะเชื่อในพิธีกรรม แต่ผู้เสียหายเล่าว่าถูกขู่ด้วยมีดหมอและลูกกาเราะ จนกลัวไม่กล้าขัดขืน ปัจจุบันมีผู้เสียหายกล้าแจ้งความแล้ว 7 ราย และมีหมายจับ 7 หมายในข้อหา “กระทำการอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้อาคารหรือยานพาหนะเพื่อกระทำการนั้นต่อหน้าธารกำนัล โดยใช้กำลังประทุษร้าย ในประการที่ผู้ถูกกระทำการขัดขืนไม่ได้ และโดยเอาวัตถุใดล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลอื่น” ซึ่งเป็นการกระทำต่างวาระเวลากัน

  • ผู้เสียหายแจ้งความแล้ว 7 ราย แต่คาดว่ามีมากกว่านี้
  • ของกลาง: มีดหมอและลูกกาเราะ ยึดได้จากบ้านลูกศิษย์ในแพร่
  • สถานที่เกิดเหตุ: ระหว่างพิธีอาบน้ำมนต์แก้คุณไสย
  • อายุผู้ต้องหา: 81 ปี แต่ไม่รอช้า ตำรวจค้านประกันเต็มที่

ทางกองปราบยังเชิญชวนผู้เสียหายรายอื่นที่ยังไม่กล้า ให้มาแจ้งความได้เลย ตำรวจรับรองความลับ 100% เพราะเชื่อว่ามีเหยื่อจำนวนมากที่เงียบมาตลอดหลายปี

คืบหน้าส่วนอื่นๆ ในคดีสัปเหร่อสนม

นอกจากคดีหลัก ยังมีประเด็นร่างเด็กทารกที่ใช้ประกอบพิธีและฝังในสุสานอ่างทอง ซึ่งสำนักนี้ก่อตั้งมานาน 46 ปี คาดว่ามีจำนวนมาก ตำรวจกองปราบประสาน สภ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เพื่อตรวจสอบ กำลังเก็บ DNA จากญาติทารก 3 เคสแล้ว ส่งคืนร่างได้ 2 เคส หากไม่มีญาติรับคืน จะรื้อสุสาน ล้างป่าช้า และทำบุญอุทิศส่วนกุศลปลายเดือนมีนาคมนี้

ส่วนภรรยาของสัปเหร่อสนม ถ้าพยานหลักฐานชี้ว่ามีส่วนร่วม จะถูกดำเนินคดีทันที ไม่เว้น นอกจากนี้ยังมีคดีเก่าลวนลามนักข่าวช่องดังที่ค้างอยู่ที่ สภ.วิเศษชัยชาญ กองปราบพร้อมส่งหลักฐานช่วยหากจำเป็น

คดีนี้สะเทือนใจสังคมมาก เพราะสัปเหร่อคนนี้มีชื่อเสียงในจังหวัดอ่างทอง ผู้คนหลงเชื่อมาทำพิธีแก้เคล็ดต่างๆ จนตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว แสดงให้เห็นว่าต้องระวังพวกมิจฉาชีพที่แฝงตัวในคราบศาสนา

สำหรับวันนี้ (3 มี.ค.) จะสอบเพิ่มเติม ก่อนนำตัวฝากขังศาลอาญา พรุ่งนี้ (4 มี.ค.) โดยคัดค้านประกันตัวเด็ดขาด เพื่อป้องกันการข่มขู่พยาน

สุดท้ายนี้ อยากฝากถึงทุกคน หากเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ นี้ ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ อย่าปล่อยให้คนร้ายลอยนวล แจ้งความเลยครับ ตำรวจพร้อมช่วยเหลือ สังคมจะได้ปลอดภัยมากขึ้น

ที่มา – กองปราบ เผย สัปเหร่อสนม ให้การภาคเสธ อ้างเหยื่อยินยอม ตร.ค้านประกัน จ่อฝากขัง 4 มี.ค.

“เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ รู้สึกผิด

เหตุการณ์ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียทั่วประเทศคือ “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ หลังจากก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายชายวัย 53 ปี จนบาดเจ็บสาหัส แฟนหนุ่มชื่อดังในวงการบันเทิงย่านนนทบุรีคนนี้ เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมเพื่อนอีก 2 คน เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

“เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ที่สถานีตำรวจรัตนาธิเบศร์ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เสือ ดุสิต อายุ 40 ปี พร้อมนายอานนท์ จันสอน หรือบอย อายุ 37 ปี และนายไมตรี แสงฤทธิ์ หรือแมน อายุ 29 ปี ได้เดินทางมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจนครบาลนนทบุรี, พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผู้กำกับการสืบสวน และ พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผู้กำกับการสถานีรัตนาธิเบศร์

ทางตำรวจยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ให้ประกันตัว และส่งผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปยังศาลจังหวัดนนทบุรีทันที พล.ต.ต.เดชรพี กล่าวว่าผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัส โดยผู้เสียหายนายธนพล เวคะวากยานนท์ อายุ 53 ปี ยังรักษาตัวในอาการวิกฤต รอใบรับรองแพทย์

เสือ ดุสิต รู้สึกผิดหนัก ครอบครัวพังยับ

ในเบื้องต้น “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ โดยเสือ ดุสิต ยกมือไหว้ขอโทษเจ้าหน้าที่และประชาชนที่อาจเข้าใจผิด เขายอมรับว่าทำผิดจริง รู้สึกผิดมากจนนอนไม่หลับ กินไม่ได้ หลังเหตุการณ์นี้ครอบครัวแตกสลาย ภรรยาที่ทนมานาน 9 ปี ตัดสินใจเลิกกันแล้ว เสือ ดุสิต ยังท้าทายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า หากไม่มีหลักฐานว่าผู้เสียหายจับก้นแฟนสาวของตัวเองจริง ก็ยอมให้ประหารชีวิตได้เลย

เขาเล่าว่าพยายามติดต่อผู้เสียหายผ่านคนกลางเพื่อขอโทษ แต่ทางนั้นไม่พร้อมคุย จึงต้องยอมรับสภาพตามกฎหมาย หลังจากนี้สัญญาจะไม่เที่ยวเตร่แล้ว และรับผิดชอบคนเดียว โดยปฏิเสธคำกล่าวหาว่าท้าทายตำรวจหรือขู่ใคร

เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหาชี้จุดเกิดเหตุหน้าห้องน้ำร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพชัดเจน เสือ ดุสิต และพรรคพวกสีหน้าเคร่งเครียด ปฏิเสธสัมภาษณ์สื่อ ก่อนถูกควบคุมตัวกลับสถานีเพื่อสอบสวนต่อ

  • ข้อกล่าวหาหลัก: ร่วมกันทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บสาหัส
  • เหตุเกิด: 18 กุมภาพันธ์ 2569
  • ผู้เสียหาย: นายธนพล อายุ 53 ปี อาการสาหัส
  • สาเหตุ: อ้างผู้เสียหายลวนลามแฟนสาว

จากข่าวที่เกี่ยวข้อง เสือ ดุสิต เคยมีฉายา “พระเอกในคราบนักเลง” แต่ครั้งนี้ทำเกินกว่าเหตุ จนภาพลักษณ์พังยับ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงให้คนดังในวงการบันเทิง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้สังคมถกเถียง เช่น การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาควรถูกตัดสินอย่างไร การปกป้องคนรักต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และผลกระทบต่อครอบครัวที่ตามมาแบบไม่คาดคิด ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ว่าคดีนี้มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี หากศาลพิพากษาเต็มอัตรา

เหตุการณ์ “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ สะท้อนให้เห็นว่าความโกรธชั่ววูบอาจทำลายชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนดังแค่ไหน กฎหมายก็เท่าเทียมกัน คุณคิดว่าควรลงโทษอย่างไรให้เหมาะสม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตคดีนี้กับเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “เสือ ดุสิต” กับพวกมอบตัว ไหว้ขอโทษ บอกรู้สึกผิด รับครอบครัวพัง ต้องเลิกเมีย

จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ หลอกลงทุน 1 พัน ได้ 1 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีจากกองปราบปรามที่ทำให้ชาวเน็ตฮือฮาเลยทีเดียว นั่นคือ จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ แก๊งหลอกลงทุนสุดแสบที่โฆษณาว่าใส่เงินแค่ 1,000 บาท จะได้คืนถึง 1 ล้านบาท! พบเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 600 ล้านบาท ยึดทรัพย์สินรวมกว่า 250 ล้านบาท ใครที่เคยเจอการลงทุนแบบผลตอบแทนสูงเกินจริง ต้องอ่านบทความนี้ให้จบเลยนะครับ

จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ห้องแถลงข่าวกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ หัวหน้าทีม พร้อมทีมงานแถลงข่าวการทลายขบวนการหลอกลวงประชาชนในนามโครงการ “เงินบุญ” พวกมันบุกค้น 11 จุดใน 5 จังหวัด คือ มหาสารคาม สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี จับผู้ต้องหาได้ครบ 11 รายตามหมายจับศาลอาญา

ผู้ต้องหาที่ถูกจับทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาหนักๆ เช่น ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกู้ยืมเงินโดยทุจริต นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และสมคบฟอกเงิน นี่คือรายชื่อผู้ต้องหาหลักๆ นะครับ:

  • น.ส.พรพรรณ อายุ 40 ปี – หัวหน้าขบวนการตัวจริง
  • นางกาญจนา อายุ 57 ปี – มือขวาของหัวหน้า
  • น.ส.จิรวดี อายุ 56 ปี
  • น.ส.ศุภากร อายุ 49 ปี
  • นางธัญมน อายุ 64 ปี
  • นายณัฐศักดิ์ อายุ 56 ปี
  • นางปราณี อายุ 44 ปี
  • นางลำไย อายุ 59 ปี
  • นางวรวิทย์ อายุ 62 ปี
  • นางจิราพร อายุ 65 ปี
  • นายปฐวี อายุ 39 ปี

ของกลางที่ยึดจากจับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ

เจ้าหน้าที่ไม่ยั้งมือ ยึดทรัพย์สินเพียบเลยครับ รวมกว่า 206 รายการ มูลค่า 250 ล้านบาท รายการเด็ดๆ มีดังนี้:

  • รถยนต์ 4 คัน
  • รถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • โฉนดที่ดิน 22 ฉบับ
  • ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ 3 กระบอก
  • โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคาร 110 เล่ม
  • บัตร ATM 12 ใบ
  • เครื่องประดับทองคำ และทรัพย์อื่นๆ

น่าตกใจมากใช่ไหมครับ? เงินที่หลอกมาหมุนเวียนในเครือข่ายกว่า 600 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายที่แจ้งความแล้วเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และยังมีอีกเพียบที่ยังไม่แจ้ง

กลโกงสุดแสบของแก๊งเงินบุญ หลอกลงทุนอย่างไร?

แก๊งนี้เก่งเรื่องสร้างความน่าเชื่อถือ แอบอ้างเป็นโครงการหลวง เงินจากรัฐบาลฝากธนาคารโลก กำลังจะหมดอายุ ต้องระดมทุนค่าเดินเรื่องติดต่อศาลโลก กระทรวงต่างประเทศ สัญญาผลตอบแทน ลง 1,000 ได้ 1 ล้าน! ใช้ไลน์ตั้งกลุ่ม “ลงทุนเงินบุญ” ประชุมเสียงกดดันให้โอนซ้ำๆ ถ้าถามมากบล็อกทิ้งทันที

เป้าหมายหลักคือผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณ ที่มีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต บางคนเสียหลักล้าน หมดตัวไปเลย สุดเศร้า!

น.ส.พรพรรณ หัวหน้าให้การว่าตัวเองเคยอยู่แก๊งเก่า แล้วมาทำเอง ส่วนคนอื่นรับสารภาพเกือบหมด บางคนทำมาตั้งแต่ปี 2551 พัฒนากลโกงเรื่อยๆ

ผู้เสียหายรายหนึ่ง นางติ๋ม บอกว่าเชื่อเพราะคนรู้จักชวน แอบอ้างชื่อบุคคลใหญ่ๆ น่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายเสีย 4 แสนบาท

จากประสบการณ์นี้ ผมอยากฝากว่า การลงทุนที่สัญญาผลตอบแทนสูงเกิน 10-20% ต่อเดือน มักเป็นกลโกงเสมอ โดยเฉพาะที่ใช้ไลน์กลุ่มกดดัน รัฐบาลไม่มีโครงการแบบนี้จริงๆ นะครับ ตรวจสอบก่อนเสมอ!

คำแนะนำสำหรับคุณ: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งความที่ กก.3 บก.ป. หรือ สภ.ใกล้บ้านทันที อย่าปล่อยให้เงินหายไปฟรีๆ ช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ไม่มีผู้เสียหายเพิ่ม

สาวจี้ถอนใบอนุญาตทนายความ แอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม

เหตุการณ์สาวจี้ถอนใบอนุญาตทนายความ แอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม ผู้เสียหายเพียบกำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในสถานที่สาธารณะและมรรยาทของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนตระหนักและป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น

สาวจี้ถอนใบอนุญาตทนายความ แอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม ผู้เสียหายเพียบ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 หรือ พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายรัชพล ศิริสาคร ซึ่งเป็นทนายความ ได้นำตัวแทนผู้เสียหายที่เป็นหญิงสาวเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน เพื่อขอให้พิจารณาความผิดร้ายแรงของทนายความรายหนึ่งที่ก่อเหตุแอบถ่ายภาพผู้หญิงในห้องน้ำของปั๊มน้ำมัน ผู้เสียหายกังวลว่าถ้าลงโทษแค่พักใบอนุญาต 3 ปีเท่านั้น ผู้ก่อเหตุอาจกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีกครั้ง

รายละเอียดเหตุการณ์ที่ชลบุรี

เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นช่วงตี 3 ของวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบนถนนข้าวหลาม จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงสาวแวะเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว แต่เธอสังเกตเห็นเงาศีรษะของชายคนหนึ่งชะโงกไปมาอย่างผิดปกติ เธอรีบออกจากห้องน้ำทันที และเรียกแฟนหนุ่มที่มาด้วยกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงมาช่วยจับกุมผู้ต้องสงสัยคาที่

จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา ตำรวจพบภาพและคลิปวิดีโอที่แอบถ่ายหญิงสาวจำนวนมาก นับพันรูปเลยทีเดียว! ที่น่าตกใจคือ พบบัตรประจำตัวทนายความของผู้ก่อเหตุด้วย ผู้ต้องหาอ้างว่าทำไปเพราะความเครียดและไม่รู้ตัว แต่แฟนสาวของเขายอมรับว่าทราบพฤติกรรมนี้มานานแล้ว และเคยถูกจับกุมในลักษณะเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง

ผลกระทบต่อผู้เสียหายและสังคม

ผู้เสียหายเล่าว่าเหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลทางใจอย่างหนักหน่วง จนตอนนี้เธอไม่กล้าเข้าห้องน้ำสาธารณะคนเดียวอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียหายรายอื่นๆ เพิ่มเติมจากภาพในโทรศัพท์ ทำให้คดีนี้กลายเป็นสาวจี้ถอนใบอนุญาตทนายความ แอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม ผู้เสียหายเพียบที่กระทบหลายคน

  • พบภาพแอบถ่ายนับพันรูป
  • ผู้ก่อเหตุเป็นทนายความมืออาชีพ
  • เคยถูกจับมาก่อนแต่ยังย่ำยี
  • สร้างความหวาดกลัวให้หญิงสาวทั่วไป

ด้านนายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกสภาทนายความ ยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับมรรยาททนายความอย่างเด็ดขาด ไม่มีพวกพ้องช่วยเหลือ เพราะพฤติกรรมนี้เสื่อมเสียต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง คาดว่าการพิจารณาจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี มีโอกาสเพิกถอนใบอนุญาตถาวร แม้กฎหมายจะให้ขอใบใหม่ได้หลัง 5 ปี แต่คณะกรรมการจะตรวจสอบพฤติกรรมเข้มงวด

บทเรียนและเคล็ดลับป้องกันตัวเอง

จากกรณีสาวจี้ถอนใบอนุญาตทนายความ แอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม ผู้เสียหายเพียบนี้ เราควรตระหนักถึงความเสี่ยงในห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะปั๊มน้ำมันหรือสถานที่เปลี่ยวๆ นี่คือเคล็ดลับที่ช่วยได้:

  • ตรวจสอบรอบห้องน้ำก่อนเข้า: ดูใต้ประตูหรือช่องแหวก
  • เข้าคู่กับคนรู้จักเสมอ ห้ามเข้าคนเดียวตอนดึก
  • ใช้แอปแจ้งเหตุฉุกเฉินในโทรศัพท์
  • ถ้าพบสิ่งผิดปกติ รีบออกและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  • สนับสนุนการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

กรณีนี้ยังสะท้อนปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ซ่อนอยู่ในสังคม โดยเฉพาะจากผู้มีสถานะทางสังคมสูงอย่างทนายความ ซึ่งควรเป็นแบบอย่างที่ดี สภาทนายความต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและยุติธรรม

ในมุมมองของเรา การเพิกถอนใบอนุญาตเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องสังคมและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในวิชาชีพกฎหมาย คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ

อ่านข่าวต้นฉบับเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – สาวจี้ถอนใบอนุญาตทนายความ แอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม ผู้เสียหายเพียบ

สาวเล่านาทีถูกทนายแอบถ่ายห้องน้ำปั๊ม

เหตุการณ์ชวนสะพรึงใจเกิดขึ้นที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในบางแสน เมื่อ สาวเล่านาที ถูกทนายแอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม และที่แย่กว่านั้นคือในโทรศัพท์ของผู้ต้องหามีภาพผู้เสียหายอีกเพียบ! เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้สาวๆ หลายคนหวาดกลัว และเรียกร้องให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

สาวเล่านาที ถูกทนายแอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม

น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 25 ปี ผู้เสียหายรายนี้ เล่าถึงนาทีสุดระทึกให้ฟังอย่างละเอียด คืนนั้นเธอและเพื่อนๆ มาเที่ยวบางแสน กำลังจะกลับที่พักก็แวะปั๊มน้ำมันบริเวณถนนข้าวหลามเพื่อเข้าห้องน้ำ ระหว่างนั่งทำธุระส่วนตัว เธอสังเกตเห็นเงาแปลกๆ ที่พื้น เหมือนมีคนผมสั้นนั่งโยกหัวไปมา แต่ก้มดูไม่เห็นขา รู้สึกผิดปกติทันที จึงรีบสวมกางเกงแล้ววิ่งออกจากห้องน้ำ

จับได้คาหนังคาเขาด้วยวิดีโอและการดักรอ

น.ส.บี ถ่ายวิดีโอตอนออกจากห้องน้ำไว้เผื่อหลักฐาน แล้วไปบอกแฟนว่ามีคนน่าสงสัยเหมือนผู้ชายในห้องน้ำข้างๆ จึงดักรอหน้าห้อง สักพักผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมา เธอและแฟนรีบจับตัวทันที ถามว่าเข้าไปทำอะไร ผู้ต้องหาตอบว่า “เข้าผิด” แต่พอขอดูโทรศัพท์ก็ไม่ยอมให้ จนเธอบอกว่า “พาตำรวจมาแล้ว” เขาก็ยอมรับโดยบอกว่า “จะลบภาพให้” นี่แหละหลักฐานชัดเจนว่าแอบถ่ายจริง!

เกิดการแย่งชิงโทรศัพท์กัน สุดท้ายจับได้และเปิดดู พบภาพถ่ายของน.ส.บีจริงๆ เธอเป็นเคสสุดท้าย แต่ผู้ต้องหานั่งถ่ายมาตั้งแต่ 22.00 น. จนถึง 03.00 น. ของวันถัดไป! ที่น่าตกใจคือค้นตัวพบ บัตรทนายความ ในรถมีชุดทนาย เอกสารเต็มคัน และผู้ต้องหายอมรับเองว่าเคยแอบถ่ายนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งด้วย

มีผู้เสียหายอีกมาก และประวัติเก่า

  • หลังโพสต์เรื่อง มีผู้หญิงหลายคนทักมา อ้างว่าเคยโดนคนนี้แอบถ่าย
  • มีเคสแจ้งความเก่าแต่จับไม่ได้เพราะไร้กล้องวงจรปิด
  • แฟนผู้ต้องหายอมรับว่าทำพฤติกรรมนี้มาก่อน เคยโดนจับครั้งหนึ่งแต่ตำรวจค้นไม่มีประวัติ

น.ส.บี ยืนยันแจ้งความที่ สภ.ชลบุรี แล้ว ยื่นหลักฐานทั้งหมดให้ตำรวจ แต่กังวลเพราะผู้ต้องหาได้รับประกันตัวออกมา เธอเรียกร้องให้ สภาทนายความถอดถอน เพราะคนแบบนี้ไม่สมควรเป็นทนายช่วยปกป้องสิทธิผู้อื่น

ล่าสุด เลขาธิการสภาทนายความ เข้าพบตำรวจเพื่อขอชื่อผู้ต้องหา หากผิดจริงจะดำเนินการถอดถอนทันที ข่าวนี้สะท้อนปัญหาการแอบถ่ายที่ยังเกิดบ่อยในที่สาธารณะ โดยเฉพาะห้องน้ำปั๊มที่หลายคนมองข้าม

เคล็ดลับป้องกันตัวเองจากการแอบถ่าย

  • สังเกตเงาและเสียงผิดปกติในห้องน้ำเสมอ
  • ถ่ายวิดีโอหรือภาพไว้เป็นหลักฐานหากสงสัย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และอย่ากลัวที่จะดักรอผู้ต้องสงสัย
  • เรียกร้องสิทธิด้วยการแจ้งความและโพสต์เปิดเผยเพื่อช่วยผู้เสียหายอื่น

เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่เดินทางคนเดียว ควรระวังตัวให้มากขึ้น หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ นี้ อย่าลังเลที่จะแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ!

ที่มา – สาวเล่านาที ถูกทนายแอบถ่ายในห้องน้ำปั๊ม เห็นในโทรศัพท์ มีภาพผู้เสียหายอีกเยอะ

รวบ! คลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่

ตำรวจบุกจับคลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่ ขณะกำลังฉีดหน้าให้ลูกค้า! พบใช้บ้านเปิดเป็นศูนย์ความงามโดยไม่ได้รับอนุญาต ลูกค้าส่วนใหญ่บอกกันปากต่อปาก เดือนละ 20 ราย

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช. ประจำ สง.ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผบก.สอท.5 พ.ต.อ.กู้เกียรติ วงษ์พันธ์ ผกก.2 บก.สอท.5 นำกำลังชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.5 พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดสงขลา เข้าค้นบ้านหลังหนึ่งใน ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจับกุม น.ส.นันน์ทพิน อายุ 37 ปี พร้อมของกลางจำนวนมาก ทั้งยาเสริมความงาม วิตามิน และอุปกรณ์ทางการแพทย์

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.5 ได้รับแจ้งจากกลุ่มผู้เสียหายที่เคยใช้บริการศูนย์ความงาม “บ้านส้มโอ” ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่าหลังจากใช้บริการที่คลินิกดังกล่าว ซึ่งโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ บางรายมีอาการแพ้ยา และบางรายมีอาการหน้าผิดรูป ตำรวจจึงทำการตรวจสอบและพบว่าศูนย์ความงามแห่งนี้ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล และไม่มีใบอนุญาตในการรักษา จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายค้น ก่อนเข้าจับกุมขณะกำลังให้บริการลูกค้า พร้อมยึดของกลางทั้งหมด

จากการสอบสวน น.ส.นันน์ทพิน ยอมรับว่าใช้บ้านเปิดเป็นศูนย์ความงามมากว่า 2 ปี โดยไม่มีใบอนุญาตใดๆ ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ เป็นของที่ใช้ในการฉีดเสริมความงาม มีลูกค้ามาใช้บริการเฉลี่ยเดือนละ 20 ราย โดยลูกค้าส่วนใหญ่บอกกันปากต่อปาก และติดต่อผ่านทางไลน์

ตำรวจแจ้งข้อหา “ประกอบกิจการสถานพยาบาล โดยไม่ได้รับอนุญาต, ดำเนินการสถานพยาบาล โดยไม่ได้รับอนุญาต, ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ว่าพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยมิได้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม, ผลิต ขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบัน โดยมิได้รับใบอนุญาต, ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา, ขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต หรือไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียดหรือใบรับจดแจ้ง อันเป็นการฝ่าฝืน” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จับคลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่

เรื่องราวของคลินิกเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคหลายรายต้องเผชิญกับความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพ การเลือกใช้บริการคลินิกเสริมความงามจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ตรวจสอบใบอนุญาต และศึกษาข้อมูลของแพทย์ผู้ให้บริการอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ความสำคัญของการตรวจสอบคลินิกเสริมความงามก่อนใช้บริการ

การตรวจสอบคลินิกเสริมความงามก่อนเข้ารับบริการเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการจากคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือจากผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง หรือการตัดสินใจจากราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจได้ การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์ รวมถึงรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพและปลอดภัย

นอกจากนี้ การพูดคุยกับแพทย์ผู้ที่จะทำการรักษาโดยตรง เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และความคาดหวังที่เป็นจริงได้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การทำความเข้าใจในข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

คดี จับคลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบคลินิกเสริมความงามก่อนตัดสินใจใช้บริการ อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง และควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของคุณเอง

หากคุณกำลังพิจารณาการทำศัลยกรรมหรือการรักษาความงามใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ อย่าปล่อยให้ความอยากสวยทำให้คุณต้องเสี่ยงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ความสวยงามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสุขภาพที่ดีและความมั่นใจในตัวเอง การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการพึ่งพาการทำศัลยกรรมเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายนี้ ขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมคลินิกเสริมความงาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ จับคลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่ ขึ้นอีก และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกคน

การ จับคลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่ยังคงมีอยู่จริง และความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – จับคลินิกเสริมความงามเถื่อน กลางหาดใหญ่ ขณะกำลังฉีดหน้าให้ลูกค้า

รวบลูกชายเจ้าของยาดมดัง หลอกขายไอโฟน-บัตรคอนเสิร์ต

ตำรวจไซเบอร์รวบลูกชายเจ้าของยาดมสมุนไพรแบรนด์ดัง ข้อหาหลอกขายไอโฟนและบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์ แต่ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช. ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 พ.ต.ท.คำตัน ทำดี รอง ผกก.3 บก.สอท.2 พ.ต.ท.สมิทธิกิจ อินทรหอม รอง ผกก.สอบสวน กก.3 บก.สอท2 พ.ต.ท.ศราวุธ ตะดวงดี สว.กก.3 บก.สอท.2 นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลอาญาพระโขนง เข้าค้นห้องพักในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ซอยสุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ เพื่อจับกุมนายนรรัตน์ อายุ 32 ปี ดารานักแสดง ดีเจ โปรดิวเซอร์ และเป็นลูกชายเจ้าของธุรกิจยาดมสมุนไพรแบรนด์ดัง ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 6686/2568 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นสมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 4 เล่ม บัตรคอนเสิร์ต “BLACKPINK World Tour in Bangkok” จำนวน 1 ใบ และบัตรคอนเสิร์ต “Jackson Wang Magic Man Tour – Impact Arena 2025–2026” จำนวน 1 ใบ

คดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้เสียหาย 5 ราย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.2 ว่าได้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือไอโฟน 17 และซื้อบัตรคอนเสิร์ต BLACKPINK ผ่านทางอินสตาแกรมและทางเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อบัญชีของนายนรรัตน์ แต่หลังจากโอนเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับการจัดส่งสินค้าจริง ทำให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 2.5 แสนบาท

จากการสืบสวนของชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ทำให้ทราบว่าเจ้าของบัญชีที่หลอกขายสินค้าคือ นายนรรัตน์ จริง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ และหมายค้น ก่อนที่จะเข้าจับกุมตัวพร้อมตรวจยึดของกลางไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นในการสอบสวน นายนรรัตน์ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนิง ปณิตา พัฒนาหิรัญ นักแสดงชื่อดัง ได้นำกลุ่มผู้เสียหายกว่า 20 ราย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีกับนายนรรัตน์ ในความผิดลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกันอีกนับ 10 ล้านบาท โดยตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

รวบลูกชายเจ้าของยาดมดัง หลอกขายไอโฟน-บัตรคอนเสิร์ต

กรณีของนายนรรัตน์ ลูกชายเจ้าของยาดมชื่อดัง กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามถึงแรงจูงใจในการกระทำดังกล่าว ทั้งที่ครอบครัวมีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว

การหลอกขายสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการ เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรือบัตรคอนเสิร์ตของศิลปินดัง เป็นภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก

ข้อควรระวังเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขายอย่างละเอียด ก่อนทำการโอนเงิน ควรตรวจสอบข้อมูลของผู้ขาย รีวิวจากผู้ซื้อรายอื่น ๆ รวมถึงช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน หากเป็นไปได้ ควรเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้า หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบการรับประกันสินค้า

สำหรับกรณี รวบลูกชายเจ้าของยาดมดัง หลอกขายไอโฟน-บัตรคอนเสิร์ต นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่คิดจะกระทำการหลอกลวงผู้อื่นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมีฐานะร่ำรวยเพียงใด การกระทำผิดกฎหมายก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ทางตำรวจไซเบอร์ยังคงเดินหน้าสืบสวนสอบสวนในคดีนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายทุกราย

การ รวบลูกชายเจ้าของยาดมดัง หลอกขายไอโฟน-บัตรคอนเสิร์ต ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์อยู่เสมอ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ และควรมีสติทุกครั้งในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการใด ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และสูญเสียเงินโดยไม่จำเป็น

อย่าลืมตรวจสอบให้ดีก่อนโอนเงินทุกครั้งนะครับ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการ รวบลูกชายเจ้าของยาดมดัง หลอกขายไอโฟน-บัตรคอนเสิร์ต ในครั้งนี้

ที่มา – รวบลูกชาย เจ้าของยาดมสมุนไพรแบรนด์ดัง หลอกขายไอโฟน – บัตรคอนเสิร์ต ยังปฏิเสธ

รวบ! เครือข่ายบัญชีม้า กดเงินซื้อคริปโตฯ

ตำรวจบุกทลายเครือข่ายบัญชีม้า กลางลานจอดรถห้างดังย่านเพชรเกษม หลังผู้ต้องหากดเงินสด เตรียมนำไปซื้อคริปโตฯ ส่งให้ทุนจีน โดยไม่เคยเจอหน้ากัน ได้ส่วนแบ่งเพียง 1.5-2%

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก.สน.เพชรเกษม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.เพชรเกษม ร่วมกันขยายผลปฏิบัติการ “ยุทธการแหกคอกม้า” ตรวจค้นรถยนต์ Mercedes-Benz C350 e สีขาว บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาเพชรเกษม พบ น.ส.กุสุมาภัสน์ อายุ 36 ปี แสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง

ผลการตรวจค้นพบเงินสด 960,000 บาท บรรจุในถุงผ้าสีฟ้า และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง จากนั้นได้ทำการตรวจค้นตัว นายธนกฤต อายุ 31 ปี ซึ่งยืนอยู่ใกล้กัน พบเงินสด 500,000 บาท บรรจุในซองเอกสารสีน้ำตาล จึงควบคุมตัวทั้งสองไปสอบสวนที่ สน.เพชรเกษม

จากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองคนมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบัญชีม้าที่หลอกลวงผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนจึงทำการอายัดเงินจำนวน 1,406,000 บาท พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รวบเครือข่ายบัญชีม้า กดเงินสดนำไปซื้อคริปโตฯ โอนให้ทุนจีน ได้ส่วนแบ่ง 1.5-2%

นายธนกฤต ให้การว่า ตนมีหน้าที่พาเจ้าของบัญชีม้าไปกดเงินสดจากตู้ ATM เพื่อนำไปมอบให้ น.ส.กุสุมาภัสน์ ซึ่งจะนำเงินไปซื้อเหรียญ USDT แล้วโอนให้กับชาวจีนที่ไม่เคยรู้จัก โดยได้ส่วนแบ่ง 1.5-2% จากยอดเงินที่หลอกมาได้ และนำไปแบ่งกับทีมงาน

พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก.สน.เพชรเกษม กล่าวว่า คดีนี้เป็นการขยายผลเพื่อตัดวงจรเครือข่ายบัญชีม้า ที่หลอกลวงผู้เสียหายกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ สน.เพชรเกษม ได้จับกุมผู้ร่วมขบวนการไปแล้ว 2 คน

การกวาดล้างเครือข่ายบัญชีม้า

รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งกวาดล้างเครือข่ายบัญชีม้าอย่างเด็ดขาด ในกรณีนี้ ตำรวจได้วางแผนทลายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และสามารถยึดเงินคืนให้กับผู้เสียหายได้แล้ว 800,000 บาท ซึ่งจะได้ขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

บัญชีม้าเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมเครือข่ายนี้ได้ ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรระมัดระวังตนเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลอกลวงให้โอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัว

ที่มา – รวบเครือข่ายบัญชีม้า กดเงินสดนำไปซื้อคริปโตฯ โอนให้ทุนจีน ได้ส่วนแบ่ง 1.5-2%

Scroll to top