ผู้เสียหาย

“เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม ขอโทษ

ดราม่าจากเทศกาลสงกรานต์พระประแดงกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ“เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม เพื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่และยกมือขอโทษต่อพี่น้องชาวพระประแดง หลังจากคลิปวิดีโอที่เจ้าตัวอัดเล่นแป้งด้วยผงยาแนว สร้างความเดือดร้อนให้ผู้เสียหายจนต้องพบแพทย์ เรื่องนี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์คนนี้ แต่ยังทำให้ชื่อเสียงของประเพณีสงกรานต์พระประแดงที่สนุกสนานดูเสื่อมเสียไปด้วย

“เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม ยกมือขอโทษ ทำเสียภาพลักษณ์ชาวพระประแดง

เหตุการณ์ “เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ที่สถานีตำรวจพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังรายนี้ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก เดินทางเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ พร้อมพูดคุยกับผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากคลิปดังกล่าว เบิร์ดยอมรับว่าน้ำตาซึมขณะยกมือไหว้ขอโทษ โดยชี้แจงว่าเดิมทีตั้งใจถ่ายคอนเทนต์เล่นสนุกกับเพื่อนๆ เท่านั้น ไม่มีเจตนาไปปาแป้งใส่คนอื่น

เบิร์ดยืนยันว่าสิ่งที่ใช้เป็นเพียง “แป้ง” หรือผงยาแนวธรรมดาที่รุ่นน้องไปซื้อมา ไม่ใช่สารอันตราย แต่ยอมรับว่าหากตรวจพบ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เขารู้สึกสำนึกผิดที่ทำให้ภาพลักษณ์ของชาวพระประแดงและสมุทรปราการเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเป็นครั้งแรกที่เขามาเล่นสงกรานต์ที่นี่ ซึ่งปกติแล้วผู้คนเล่นกันอย่างน่ารักสนุกสนาน แต่ตัวเขาไม่ทันคิดถึงผลกระทบ

คำขอโทษจาก “เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม และคำชี้แจง

ในที่เกิดเหตุ เบิร์ดเปิดใจว่า “ผมขอโทษพี่น้องชาวพระประแดงทุกคนจริงๆ นะครับ” พร้อมน้ำตาคลอเบ้า เขายอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยสัญญากับแฟนๆ ว่าจะไม่ทำคอนเทนต์ขยะอีก แต่ครั้งนี้คิดไม่周全 คิดแค่ว่าจะเลี้ยงชีพตัวเองด้วยการถ่ายคลิป แต่ไม่คาดคิดว่าจะกระทบสังคมและผู้เสียหาย เบิร์ดเกรงกลัวความผิด และหวังให้ผู้เสียหายยกโทษให้

มุมมองผู้เสียหายและผลกระทบทางสุขภาพ

ผู้เสียหายที่มาพบหน้าเบิร์ดในวันนั้น เผยว่าไม่ได้ติดใจเอาความ แต่ให้อภัยเพราะดวงตาดีขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่าไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้กับใครอีก โดยเล่าว่าเป็นปีแรกที่มาเล่นสงกรานต์พระประแดง แต่เจอแป้งปะหน้า รู้สึกหัวเหนียวเหมือนโดนกาว ตื่นมากลางดึกพบคราบที่ไหล่ หลังตรวจแพทย์พบเยื่อบุตาอักเสบสาหัส ต้องรักษาต่อเนื่อง แต่โชคดีที่กระจกตาไม่ทะลุ

  • ผู้เสียหายให้อภัย แต่ขอให้หยุดทำคอนเทนต์แบบนี้
  • อาการตาอักเสบจากสารที่สงสัยว่าไม่ใช่แป้งธรรมดา
  • เป็นประสบการณ์ไม่ดีในเทศกาลสงกรานต์พระประแดงปีแรก

สถานการณ์คดีและคำยืนยันจาก ผกก.สภ.พระประแดง

ด้าน พ.ต.อ.ประมวล พงษ์พานิช ผกก.สภ.พระประแดง ระบุว่าคดีเก่าของเบิร์ดอยู่ในช่วงรอลงอาญา คดีนี้เป็นทำร้ายร่างกายไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ต้องรอใบรับรองแพทย์และผลตรวจร่างกายผู้เสียหาย ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา โดยขึ้นอยู่กับอัยการว่าจะพิจารณาเพิ่มโทษหรือไม่ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรัดกระบวนการเพื่อความเป็นธรรม

กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ผลิตคอนเทนต์ไวรัล โดยเฉพาะในเทศกาลอย่างสงกรานต์พระประแดงที่เน้นความสนุกแบบขาวสะอาด การใช้สารผิดประเภทอาจนำมาซึ่งปัญหาทั้งทางกฎหมายและชื่อเสียง ประเพณีปาแป้งพระประแดงเป็นเอกลักษณ์ของสมุทรปราการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านทุกปี แต่เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนกังวล หากไม่มีการป้องกัน คอนเทนต์สุดโต่งอาจทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นได้

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ตั้งแต่การเรียกร้องให้เบิร์ดรับผิดชอบ ไปจนถึงการถกเถียงเรื่องขอบเขตของคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดวิว สุดท้ายแล้ว “เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาคิดทบทวนการทำงานใหม่

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? คอนเทนต์แบบไหนที่ควรหยุดทำเพื่อไม่ให้กระทบผู้อื่น บอกความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจกันนะครับ!

ที่มา – “เบิร์ด วันว่างว่าง” พบตำรวจ น้ำตาซึม ยกมือขอโทษ ทำเสียภาพลักษณ์ชาวพระประแดง

แม่-หนุ่มป่วยทางสมอง ร้องรองจเร ถูกดาบตำรวจเปิดไฮโลข่มขู่

กรณีสุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในพัทลุง เมื่อแม่-หนุ่มป่วยทางสมอง ร้อง “รองจเร” ถูก “ดาบตำรวจ” เปิดวงไฮโลข่มขู่ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความไว้วางใจในเจ้าหน้าที่ตำรวจ วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและความคืบหน้าของคดีนี้

แม่-หนุ่มป่วยทางสมอง ร้อง “รองจเร” ถูก “ดาบตำรวจ” เปิดวงไฮโลข่มขู่

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 23.30 น. ที่บ้านพักในพื้นที่จังหวัดพัทลุง นายพีรศักดิ์ พรหมมา อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการทางสมอง ได้ถูกนายครรชิต หรือ ดาบตำรวจครรชิต (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จ่าเสือ”) ชักชวนให้ไปเล่นการพนันไฮโล โดยมีบุคคลอื่นอีก 2 คนที่เชื่อว่าเป็นเครือญาติของดาบตำรวจเข้าร่วมด้วย

จากคลิปวิดีโอที่ปรากฏ ดาบตำรวจครรชิตปรากฏภาพเป็นเจ้ามือไฮโลชัดเจน ทำให้หนุ่มป่วยทางสมองหลงกลร่วมเล่น สูญเงินสดจำนวนหนึ่ง จากนั้นยังยืมเงินเพิ่ม 10,000 บาท และนำสร้อยคอทองคำมูลค่า 100,000 บาท ไปจำนำเพื่อหาเงินมาเล่นต่อ จนสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดกว่า 120,000 บาท

ผู้เสียหายตัดสินใจแจ้งความหลังถูกหลอก

หลังจากทราบเรื่อง แม่ของผู้เสียหายคือ นางยุพาภรณ์ มีนยุทธ์ อายุ 46 ปี ได้ช่วยไถ่ถอนทรัพย์สินคืน และเมื่อเชื่อว่าถูกหลอกลวง ทั้งคู่จึงเดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายผู้เสียหายยังถูกข่มขู่จากฝั่งดาบตำรวจนี้อีก ทำให้ต้องร้องขอความช่วยเหลือจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองจเร) และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รองจเรลงพื้นที่ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. รองจเรได้ลงพื้นที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง เพื่อติดตามความคืบหน้า พบปะผู้เสียหาย และยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที และมีคำสั่งให้ดาบตำรวจครรชิตออกจากราชการไว้ก่อน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุด จะสอบสวนทั้งทางอาญาและวินัยอย่างละเอียด มีพยานหลักฐานชัดเจน และจะดูแลความปลอดภัยให้ครอบครัวผู้เสียหาย รวมถึงเชิญทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยเพื่อคลี่คลายความเข้าใจผิด ไม่ให้เกิดการข่มขู่เพิ่มเติม

  • คดีอาญา: ดำเนินการโดย สภ.เมืองพัทลุง อย่างโปร่งใส
  • วินัย: สำนักงานตำรวจภาค 9 รับผิดชอบ
  • ความปลอดภัย: ตำรวจคอยดูแลผู้เสียหาย

กรณีนี้สะท้อนปัญหาการพนันที่ลุกลามในชุมชน โดยเฉพาะการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจเสียหาย รองจเรย้ำว่าจะติดตามใกล้ชิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

จากข้อมูลทั้งหมด คดีนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว แต่สังคมควรจับตาดูต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยประสบปัญหาการพนันหรือถูกข่มขู่ แนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และอย่าลังเลที่จะร้องเรียนหน่วยงานระดับสูง

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีแม่-หนุ่มป่วยทางสมอง ร้อง “รองจเร” ถูก “ดาบตำรวจ” เปิดวงไฮโลข่มขู่นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบสนองที่รวดเร็วจากตำรวจชั้นนำ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการกำจัดคนไม่ดีออกจากระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมและสังคม ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายความรู้สู่สาธารณะ!

ที่มา – แม่-หนุ่มป่วยทางสมอง ร้อง “รองจเร” ถูก “ดาบตำรวจ” เปิดวงไฮโลข่มขู่

ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก สูญ 20 ล้าน

ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก เปิดบริษัทหลอกเหยื่อไปทำงานต่างแดน ผู้เสียหายนับร้อยราย สูญเงินเกือบ 20 ล้านบาท เป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตื่นตัว โดยเฉพาะคนที่ฝันอยากไปหาเงินง่ายๆ งานเกษตรในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ วันนี้เรามาเล่าให้ฟังแบบละเอียดว่ามันเกิดอะไรขึ้น และควรระวังยังไงบ้าง

ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก เปิดบริษัทหลอกเหยื่อทำงานต่างแดน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมกับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปคม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวจับกุมแก๊งนี้ ผู้เสียหายกว่า 100 ราย ร้องเรียนหลังถูกหลอกจ่ายเงินหลักแสนเพื่อไปทำงานเก็บผลไม้ แต่สุดท้ายบริษัทหายตัวไป

เหตุการณ์เริ่มจากเดือนสิงหาคม 2568 แก๊งนี้โพสต์ประกาศรับสมัครงานเกษตรในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เงินเดือน 85,000-100,000 บาท มีที่พักฟรี สวัสดิการดี บริษัทจดทะเบียนถูกต้อง ล่อใจคนหางานได้ไม่ยาก ผู้สมัครหลงเชื่อ ติดต่อแล้วถูกเรียกเก็บเงินดังนี้

  • ค่าทำสัญญา: 80,000 บาท
  • ค่าประกันชีวิต: 40,000 บาท
  • ค่าออกวีซ่า: 9,750 บาท
  • ค่าแลกเงิน: 33,000 บาท
  • รวมทั้งหมด: 162,750 บาทต่อคน

หลังจ่ายเงิน แก๊งแจ้งนัดอบรมในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แต่พอไปถึง ไม่มีอบรม ไม่ติดต่อได้ รู้ตัวว่าถูกหลอก สูญรวมเกือบ 20 ล้านบาท!

ผู้ต้องหาและการจับกุม

เจ้าหน้าที่ปคม. รับแจ้งความ 25 เม.ย. 2569 สืบสวนพบบริษัทจดทะเบียน 29 ส.ค. 2568 ที่ปากเกร็ด นนทบุรี บุคคลเกี่ยวข้อง 4 ราย: นายวันเฉลิม (กรรมการ), น.ส.พิชญ์จิรา หรือแบม, นายธนาคาร หรือบอย อายุ 23 ปี, นายธราเทพ หรือพัด อายุ 23 ปี จับกุมบอยกับพัดได้ 27 เม.ย. ที่แม่สอ ตาก ข้อหาฉ้อโกง, หลอกลวงหางานต่างประเทศ, โฆษณาฝ่าฝืนกฎหมาย, ทุจริตข้อมูลคอมพิวเตอร์

บริษัทขนของหนีตั้งแต่ต้นเม.ย. ผู้ต้องหาที่เหลือกำลังติดตามดำเนินคดี

คำเตือนจากกระทรวงแรงงาน หลีกเลี่ยงแก๊งตุ๋นลวงโลก

นายจุลพันธ์ ย้ำ คนอยากไปทำงานต่างประเทศ ตรวจสอบบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตจาก กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน เท่านั้น มิจฉาชีพชอบใช้เฟซบุ๊ก, TikTok, เพจปลอม โฆษณางานเกษตร ฟาร์ม เก็บผลไม้ รายได้สูง

เฉพาะบริษัทที่ใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงานเท่าจัดส่งได้ บุคคลหรือกลุ่มอื่นผิดกฎหมาย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด!

วิธีตรวจสอบก่อนสมัครงานต่างประเทศ

  • เช็คชื่อบริษัทในเว็บกรมการจัดหางาน
  • ไม่จ่ายเงินล่วงหน้า โดยเฉพาะจำนวนมาก
  • สอบถามสัญญาชัดเจน วีซ่า สวัสดิการ
  • แจ้งความทันทีถ้าสงสัย ที่ ปคม. หรือกรมฯ
  • ใช้ช่องทาง官方 หลีกเลี่ยงโซเชียลมีเดียไม่น่าเชื่อถือ

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพง แสดงให้เห็นมิจฉาชีพฉวยโอกาสจากความฝันคนไทยอยากไปทำงานต่างแดน รัฐบาลปราบปรามเด็ดขาด แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วยการตรวจสอบให้ดี สุดท้าย แนะนำคนหางานศึกษาข้อมูลให้ละเอียด อย่าให้เงินหายฝันล่ม ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่ม สอบถามกรมการจัดหางาน hotline 1506 กด 4 ได้เลย

สรุปคือ อย่าประมาท ตรวจสอบก่อนจ่าย อนาคตสดใสรออยู่!

ที่มา – ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก เปิดบริษัทหลอกเหยื่อทำงานต่างแดน ผู้เสียหายนับร้อย สูญเกือบ 20 ล้าน

ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การสร้างคอนเทนต์เพื่อหายอดวิวหรือไลก์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคอนเทนต์บางประเภทที่ดูสนุกสนาน อาจกลายเป็น “คอนเทนต์ขยะ” ที่นำพาความเดือดร้อนและผิดกฎหมายได้ ล่าสุด ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยเฉพาะกรณีอินฟลูเอนเซอร์นำยาแนวมาผสมน้ำป้ายหน้าคนอื่นในช่วงสงกรานต์ ซึ่งอาจก่ออันตรายร้ายแรง

ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 ถึงพฤติกรรมการสร้างคอนเทนต์ที่แกล้งผู้อื่น โดยยกตัวอย่างเคสยอดฮิตในเทศกาลสงกรานต์ ที่มีอินฟลูเอนเซอร์อ้างใช้วัตถุประสงค์ผสมแป้งเพื่อป้ายหน้าเล่นน้ำสาดกัน แต่หากเป็นยาแนวจริง อาจทำให้ผิวหนังไหม้หรือแพ้สารเคมีได้ สร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ตร.ย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องตลก แต่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา หากคุณเป็นยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไปที่แชร์ต่อ ก็เสี่ยงโดนดำเนินคดีได้ มาดูรายละเอียดกัน

ความผิดหลักที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ขยะ

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397: การกระทำที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ คุกคาม หรือทำให้ผู้อื่นอับอายในที่สาธารณะ โทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295: ทำร้ายร่างกายด้วยวัสดุอันตราย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2): โพสต์ข้อมูลเท็จก่อความตื่นตระหนก โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังขอให้งดแชร์หรือสนับสนุนช่องที่ผลิตคอนเทนต์ขยะ เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบที่ผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบที่ สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ แต่หากเกิดขึ้น สามารถดำเนินคดีได้ทันที

ทำไมคอนเทนต์ขยะถึงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

คอนเทนต์ขยะไม่ได้แค่สร้างยอดวิวชั่วคราว แต่ก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาว เช่น การเลียนแบบในเด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้กฎหมาย หรือความเสียหายทางจิตใจต่อผู้ถูกแกล้ง ในปีที่ผ่านมา มีเคสคล้ายๆ กันมากมาย เช่น คลิปแกล้งคนขับรถ หรือทดลองสารเคมีกับสัตว์ ซึ่งหลายเคสจบด้วยการจับกุม ตร.จึงออก ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา

ผู้สร้างคอนเทนต์ควรคำนึงถึงจริยธรรมและกฎหมายก่อนโพสต์ ถ้าคุณเห็นคอนเทนต์แบบนี้ อย่าแชร์ต่อ แต่รายงานแทน เพื่อปกป้องสังคม

สรุปแล้ว การสร้างคอนเทนต์ต้องรับผิดชอบ หากคุณเป็นครีเอเตอร์ ลองหันมาทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แทน จะยั่งยืนกว่าเยอะ หากถูกแกล้งหรือเห็นการกระทำผิด รีบแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยจากคอนเทนต์ขยะ

คำแนะนำ: สร้างคอนเทนต์ให้ถูกกฎหมาย ปลอดภัยทั้งผู้สร้างและผู้ชม!

ที่มา – ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

นร.สาวผวา โดด จยย. หนีไรเดอร์เถื่อน ตำรวจจับได้

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนแชร์กันสนั่นโซเชียล นั่นคือคดี นร.สาวผวา โดด จยย. หนีไรเดอร์เถื่อน ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับคนที่ใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน นักเรียนสาววัย 17 ปี เพิ่งเลิกงานพาร์ตไทม์ดึกๆ ก็เรียกรถเพื่อกลับบ้าน แต่เจอไรเดอร์ท่าทางน่าสงสัย จนต้องตัดสินใจกระโดดลงจากรถกลางทาง สุดท้ายตำรวจตามจับผู้ต้องหาได้ และรับสารภาพว่าดื่มน้ำท่อมกับดูดกัญชาก่อนเกิดเหตุ เรื่องนี้ทำให้เราต้องคิดถึงความปลอดภัยในการเดินทางนะคะ

นร.สาวผวา โดด จยย. หนีไรเดอร์เถื่อน เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เหตุการณ์สุดผวาเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 23 เมษายน 2569 บริเวณปากซอยเพชรเกษม 81 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ น.ส.ชุติกาญจน์ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางขุนเทียน เพิ่งเลิกงานพาร์ตไทม์ที่ห้างสรรพสินค้า กินข้าวเสร็จก็เรียกรถจักรยานยนต์ผ่านแอปชื่อดัง ไรเดอร์มารับที่ถนนพระราม 2 ซอย 100 เพื่อไปส่งที่บ้าน

ระหว่างทาง ผู้ขับขี่เริ่มถามเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ยอมจอดตามจุดหมายที่กำหนดไว้ ท่าทางดูมึนเมาและอาจเป็นอันตราย สาวน้อยกลัวจนตัดสินใจกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์ที่กำลังวิ่ง จนได้รับบาดเจ็บ รีบเข้าแจ้งความที่ สน.หนองแขม ทันที ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและติดตามตัวผู้ต้องหา

ตำรวจตามจับไรเดอร์เถื่อนในคดี นร.สาวผวา โดด จยย. หนีไรเดอร์เถื่อน

ความคืบหน้าทำให้แฟนข่าวโล่งใจ พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9 และทีมงาน สั่งการให้ พ.ต.อ.คงศักดิ์ ปานน้อย ผกก.สน.หนองแขม นำกำลังสืบสวนบุกจับนายติณห์ เชาว์คล่อง อายุ 22 ปี ได้ที่บ้านพักใน ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ของกลางคือรถฮอนด้าเวฟสีแดง ทะเบียนสมุทรสาคร และเสื้อผ้าที่สวมวันเกิดเหตุ แจ้งข้อหาหนักๆ ดังนี้

  • หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
  • ใช้รถไม่ตรงประเภทที่จดทะเบียน
  • ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลรับจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ต้องหายอมรับว่า ใช้รหัสไอดีของพ่อที่สมัครแอปไว้ มาลงทะเบียนรับงานเอง ก่อนเกิดเหตุดื่มน้ำท่อมและดูดกัญชา ทำให้มึนเมา พูดจาไปตามอารมณ์ จำไม่ได้ว่าลูกค้าจะไปไหน ส่งตรวจสารเสพติดที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ก่อนดำเนินคดีต่อ

บทเรียนจากคดีนี้ วิธีป้องกันตัวเมื่อเรียกรถแอป

คดี นร.สาวผวา โดด จยย. หนีไรเดอร์เถื่อน นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราระวังมากขึ้น โดยเฉพาะสาวๆ ที่เดินทางคนเดียวดึกๆ นะคะ นี่คือทิปส์ง่ายๆ ที่ช่วยได้

  • ตรวจสอบข้อมูลไรเดอร์: ดูชื่อ รูป ถ่าย ทะเบียนรถในแอปให้ตรงกับคนขับจริง
  • แชร์ตำแหน่ง: บอกเพื่อนหรือครอบครัว เปิด live location ตลอดทาง
  • สังเกตท่าทาง: ถ้าพูดจาแปลกๆ มึนเมา หรือเปลี่ยนเส้นทาง ให้กดปุ่มฉุกเฉินในแอปทันที
  • เลือกรถช่วงปลอดภัย: หลีกเลี่ยงเรียกดึกๆ ถ้าเป็นไปได้ ใช้แท็กซี่หรือ GrabCar แทน
  • บันทึกหลักฐาน: ถ่ายรูปหรือวีดีโอคนขับ รถ และแชทไว้

จากสถิติของแอปเรียกรถ พบว่าคดีร้องเรียนผู้ขับเกิน 1,000 รายต่อปี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องท่าทางไม่เหมาะสมหรือเส้นทางผิดพลาด ยาเสพติดอย่างน้ำท่อมและกัญชาก็เป็นปัญหาใหญ่ในกลุ่มไรเดอร์เถื่อน ทำให้ขับรถเสี่ยงอันตราย

ในมุมส่วนตัวนะคะ เรื่องนี้สะท้อนปัญหาสังคมไทยที่ยาเสพติดลามถึงอาชีพบริการ เราในฐานะผู้ใช้บริการต้องตื่นตัว และแอปต้องเข้มงวดคัดกรองมากกว่านี้ ถ้าปล่อยไว้ คดีแบบนี้อาจเกิดบ่อยขึ้น สุดท้ายอยากฝากว่า ความปลอดภัยมาอันดับหนึ่งเสมอ ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะคะ จะได้ช่วยเตือนกันเอง ร่วมกันสร้างการเดินทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น!

ที่มา – นร.สาวผวา โดด จยย. หนีไรเดอร์เถื่อน ตำรวจตามจับได้ รับดื่มน้ำท่อม-ดูดกัญชา

“อนุทิน” สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ยันไร้เส้น

นายกรัฐมนตรี อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างเด็ดขาด โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีเส้นสายใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ผู้กระทำผิดจะจ้างทนายความชื่อดังมาก็ไม่สามารถชนะคดีได้หากทำผิดกฎหมาย การแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อถึงปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้บริษัทนอมินีคนไทยถือครองทรัพย์สินแทน โดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย

อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ สุดซอย ไม่มีทนายดังช่วยได้

นายกฯ อนุทิน ย้ำว่ารัฐบาลได้เพิ่มกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินอย่างเข้มงวด หากตรวจพบธุรกรรมผิดปกติ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสันนิษฐานและตรวจสอบทันที โดยยกตัวอย่างเคสประมูลเรือยอร์ชของนางสาวแตงไทย ซึ่งหน้าที่การงานไม่สอดคล้องกับพฤติกรรม ทำให้ขยายผลสืบสวนได้ แม้จะมีเครือข่ายต่างประเทศ แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐบาลสามารถสืบเส้นทางเงินได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

“สุดซอยเต็มที่ ไม่มีเส้นสาย” นายกฯ กล่าวอย่างหนักแน่น โดยชี้ว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ปปง. และตำรวจ ปราบปรามอย่างเต็มที่ ทุกคนเต็มใจดำเนินการ ผู้ที่หวังใช้คอนเนคชั่นจะทำไม่ได้ รัฐบาลนี้บริหารตามรัฐธรรมนูญ แถลงนโยบายต่อสภาแล้ว

ปัญหาบริษัทนอมินีและบริษัทผี

สำหรับบริษัทนอมินีหรือบริษัทผีที่สแกมเมอร์ใช้ นายอนุทิน ชี้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่แถลงชัด คนจริงไม่ใช่ผี มีชื่อเสียงเรื่องนาม สมัยก่อนอาชญากรเข้าออกไทยสบาย แต่ตอนนี้เข้มงวด ส่งตัวกลับจีนไปแล้วหลายราย ด้วยมาตรฐานใหม่ ไม่ให้วิ่งหนีไปมาได้อีก

คืบหน้าเคสนายเบน สมิธ และคืนทรัพย์สินผู้เสียหาย

พล.ต.อ. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย บช.ตรสอบสวนกลาง ระบุว่ายังมีคดีฉ้อโกงค้างคา หากหลักฐานครบ จะออกหมายเรียก จับ และหมายแดง

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาฯ ปปง. เผยว่าจะออกประกาศให้ผู้เสียหายยื่นขอคืนทรัพย์ เปิดศูนย์ที่ ปปง. สน.ทุกจังหวัด ช่องทางออนไลน์และไปรษณีย์ ภายใน 90 วันหลังประกาศราชกิจจา

  • เตรียมเอกสาร: สลิปโอนเงิน รายการบัญชี หลักฐานแจ้งความ
  • ปปง. และตำรวจตั้งคณะทำงานตรวจสอบ
  • เสนอคณะกรรมการธุรกรรม ส่งอัยการ ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์

เรือยอร์ชแอตลาสของนายเบน สมิธ ถูกอายัด ดูแลโดย ศรชล. เตรียมขายทอดตลาดออนไลน์

นายกฯ ทิ้งท้ายว่า รัฐนำเงินคืนประชาชน ทนายเก่งแค่ไหน ถ้าผิดชัด ไม่ชนะแน่

การที่ อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แบบนี้ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพ ลดช่องโหว่กฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณเป็นผู้เสียหาย รีบเตรียมเอกสารยื่นขอคืนทรัพย์ได้เลย และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รับรู้

ที่มา – “อนุทิน” สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ยันไม่มีเส้นสาย จ้างทนายดังก็ไม่ชนะ

ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

ในกรณีคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน บาท แม้ว่าคดีอาญาจะยุติไปแล้ว แต่มาตรการทางแพ่งยังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับกรณีที่ปรากฏในสื่อโซเชียลว่าอัยการสั่งยุติการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย DSI ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย โดยคดีนี้เริ่มต้นจากปัญหาการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ช่วงปี 2552-2554 ซึ่งนายศุภชัย ศรีศุภอักษร และพวก ทำให้สมาชิกกว่า 13,000 ล้านบาท

จากการสอบสวนขยายผล พบเส้นทางการเงินที่พระธัมมชโยและบุคคลเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากสหกรณ์ฯ มูลค่า 1,458 ล้านบาทโดยมิชอบ จึงแยกเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ส่งฟ้องผู้ต้องหา 5 ราย รวมพระธัมมชโย แต่พระรูปดังกล่าวหลบหนี ทำให้ DSI ออกหมายจับ ประสานตำรวจสากลออกหมายแดง และติดตามตัวทั้งในและต่างประเทศตลอดมา

เหตุผลยุติคดีอาญา แต่ ปปง. ยังดำเนินการต่อ

ศาลฎีกาพิพากษายืนยันว่านายศุภชัยกับพวกผิดฐานฟอกเงินจริง แต่สำหรับผู้หลบหนีอย่างพระธัมมชโย อายุความคดีอาญาฐานฟอกเงิน (15 ปี) หมดลงแล้ว อัยการจึงสั่งยุติตามกฎหมายมาตรา 95 ประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม นี่ไม่กระทบคดีแพ่ง โดยวัดพระธรรมกายได้คืนเงินบางส่วนแล้ว แต่ ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน ยังคงอายัดทรัพย์สินต่อเนื่อง รอศาลตัดสินคืนให้สหกรณ์ฯ

  • คดีเกิดปี 2552-2554: ทุจริตสหกรณ์คลองจั่น กว่า 13,000 ล้าน
  • ปี 2556: DSI รับคดีพิเศษ
  • ปี 2559: แยกคดีฟอกเงิน 1,458 ล้าน ส่งฟ้อง
  • ปัจจุบัน: คดีอาญายุติ แต่ ปปง. ยึดทรัพย์แพ่ง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นระบบยุติธรรมไทยที่แยกคดีอาญากับแพ่งชัดเจน คดีอาญาพิจารณาความผิดส่วนบุคคล แต่แพ่งมุ่งคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ปปง. จึงมีบทบาทสำคัญในการยึดอายัดทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพฟอกเงินซุกซ่อน

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ต้องระมัดระวังการลงทุน โดยเฉพาะในสถาบันการเงินที่ไม่มั่นคง การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐอย่าง DSI และ ปปง. จะช่วยให้เราป้องกันตนเองได้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจช้าแต่ไม่เคยหลับใหล ผู้เสียหายกว่า 13,000 รายกำลังรอรับเงินคืน หาก ปปง. สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้คดีทุจริตอื่นๆ ตามมา คุณคิดอย่างไรกับพัฒนาการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

คุม “เจ๊ตุ้ม” ฝากขังศาล เชิดเงินแบรนด์เนม

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการไฮโซ เมื่อตำรวจสน.ทองหล่อ คุม “เจ๊ตุ้ม” ฝากขังศาล เชิดเงินฝากซื้อขายแบรนด์เนม เจ้าตัวยังปฏิเสธ ทุกข้อหา คดีนี้สร้างความเสียหายเกือบ 100 ล้านบาท ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรวยที่ชอบสะสมกระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนมชื่อดัง เรื่องนี้เตือนใจให้เราระวังการลงทุนในของหรูหรา

คุม “เจ๊ตุ้ม” ฝากขังศาล เชิดเงินฝากซื้อขายแบรนด์เนม เจ้าตัวยังปฏิเสธ

กรณีนี้เริ่มต้นจากเพจดังย่านทองหล่อที่รับฝากซื้อขายกระเป๋า Chanel, Louis Vuitton, Gucci และรองเท้าแบรนด์เนมอื่นๆ “เจ๊ตุ้ม” หรือน.ส.ศิประภา อายุ 45 ปี เปิดหน้าร้านสวยหรู ดึงดูดลูกค้าไฮโซให้ฝากเงินมาซื้อของมือหนึ่ง แต่สุดท้ายเชิดเงินหนีไป ผู้เสียหายกว่า 30 รายรวมตัวแจ้งความที่ศูนย์รับแจ้งความ บช.น.

ความคืบหน้าล่าสุดของคดี “เจ๊ตุ้ม”

เช้าวันที่ 25 มี.ค. 2569 พ.ต.อ.รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.ทองหล่อ สั่งคุมตัวเจ๊ตุ้มฝากขังศาลอาญากรุงเทพใต้ทันที คัดค้านประกันตัวเพราะกลัวหลบหนี มูลค่าความเสียหายมหาศาล เมื่อนำตัวขึ้นรถศาล เจ๊ตุ้มยังปิดหน้าด้วยกระเป๋า ไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อ

ในชั้นสอบสวน เจ๊ตุ้มให้การปฏิเสธตลอดข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยอ้างว่ามีปัญหาการเงิน นำเงินไปลงทุนเปิดร้านใหม่ แต่ขายของไม่ออก สิ่งนี้ทำให้ผู้เสียหายโกรธแค้นหนัก เพราะหลายคนฝากเงินเป็นแสนถึงล้านบาท

  • ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นไฮโซและเซเลบ
  • สินค้าที่เกี่ยวข้อง: กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนม
  • ความเสียหายรวมเกือบ 100 ล้านบาท
  • เพจและหน้าร้านย่านทองหล่อ

คดีนี้สะท้อนปัญหาการฉ้อโกงในวงการแบรนด์เนมที่กำลังบูม โดยเฉพาะช่วงโควิดที่คนหันมาลงทุนของหรูเพื่อเก็งกำไร ตำรวจต้องเร่งสืบเส้นทางการเงินของเจ๊ตุ้ม เพื่อหาเงินคืนให้เหยื่อ

บทเรียนจากคดีเจ๊ตุ้ม ควรระวังอะไร?

สำหรับคนที่ชื่นชอบแบรนด์เนม อย่าหลงเชื่อเพจหรือร้านฝากซื้อขายง่ายๆ ควรตรวจสอบรีวิว ใบเสร็จ และทำสัญญาชัดเจน หากเจอปัญหาควรรวมกลุ่มแจ้งความทันที คดีนี้ยังไม่จบ ตำรวจอาจขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีเคสคล้ายๆ กันเกิดขึ้นบ่อยในโซเชียล เช่น กลุ่มรับซื้อของมือสองหรูที่หายตัวไป สังคมควรมีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีกว่านี้ เช่น แพลตฟอร์มตรวจสอบร้านค้าออนไลน์

สรุปแล้ว คดี คุม “เจ๊ตุ้ม” ฝากขังศาล เชิดเงินฝากซื้อขายแบรนด์เนม เจ้าตัวยังปฏิเสธ เป็นอุทาหรณ์ใหญ่ อย่าประมาทแม้จะเป็นของแบรนด์ดัง ควรตรวจสอบให้ดีก่อนฝากเงิน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ นะครับ!

ที่มา – คุม “เจ๊ตุ้ม” ฝากขังศาล เชิดเงินฝากซื้อขายแบรนด์เนม เจ้าตัวยังปฏิเสธ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท มีผลแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่เพิ่งมีผลบังคับใช้มาบอกกันครับ นั่นคือ รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว มาตรการนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้หรือกลัวว่าจะเจอ ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป การปรับปรุงครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นต้องอัปเดตอัตราเยียวยาให้ทันสมัย เพราะเดิมเงินชดเชยน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจริงในสังคมไทยทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมแต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ตอนนี้รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาให้สูงขึ้นหลายเท่า เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

รายละเอียดรัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหาย

สำหรับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม มีการปรับเพิ่มดังนี้

  • กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย: จากเดิม 30,000-100,000 บาท ปรับเป็น สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในวงเงินเดียว ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร
  • กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง ไม่เกินเพดาน)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นๆ ทางร่างกายหรือจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ: กำหนดใหม่ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง

ส่วน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดีแต่ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด หรือยกฟ้อง ก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเช่นกัน

  • กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี: ปรับเพดานเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: ไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ไม่เกิน 30,000 บาท (เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทาง)

นอกจากเพิ่มเงินแล้ว ยังปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาได้เร็วขึ้น รองโฆษกฯ ระบุว่ามาตรการนี้สะท้อนความเสียหายจริง ลดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริงของประชาชน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก? ลองคิดดูครับ ในคดีอาญา ผู้เสียหายอาจต้องเสียค่ารักษา ค่าฝังศพ หรือสูญเสียรายได้ไปนานๆ ขณะที่จำเลยที่บริสุทธิ์อาจต้องเสียเวลา เงินทองไปกับการสู้คดีเป็นปีๆ เดิมเงินเยียวยาแค่หลักหมื่น ไม่พอปิดบาดแผล แต่ตอนนี้สูงสุด 3 แสนบาท ช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกทำร้ายจนพิการ ค่ารักษา+ฟื้นฟูอาจเกินแสน ตอนนี้ได้ชดเชยเต็มที่ หรือจำเลยที่ถูกจับโดยไม่มีหลักฐานชัด แต่ต่อมาถูกยกฟ้อง ก็ได้ค่าทนายคืนบางส่วน ช่วยลดความอยุติธรรมทางสังคม

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ พ.ศ. 2544 เดิมทีมีไว้คุ้มครอง แต่ไม่เคยปรับปรุงนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอคดีแบบนี้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมกระบวนการทางอาญา (สคย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เตรียมเอกสารคำพิพากษา ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ก็ขอได้ครับ

ในมุมมองผม นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิพลเมืองจริงจัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย หากเทียบกับต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมมูลค่าสูง ไทยเราก็กำลังตามทันแล้ว

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคำถามเรื่องการขอเงินเยียวยา คอมเมนต์มาพูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิตัวเอง ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวกฎหมายอัปเดตต่อไปครับ

ที่มา – รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

Scroll to top