ฝนตก

ฝนถล่ม! กลุ่มฝนปกคลุม ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา

พายุฝนกำลังกระหน่ำ! ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกรายงานว่าตรวจพบกลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยเรดาร์ตรวจอากาศหาดใหญ่ตรวจพบกลุ่มฝนฟ้าคะนองและกลุ่มฝนกำลังอ่อนถึงปานกลางปกคลุมพื้นที่ดังกล่าว และคาดการณ์ว่ากลุ่มฝนมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างมากขึ้นไปอีก

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเพจเฟซบุ๊กศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้รายงานผลการตรวจอากาศด้วยเรดาร์จากสถานีตรวจอากาศด้วยเรดาร์หาดใหญ่ เวลา 18.45 น. (11.45 UTC) โดยมีรายละเอียดดังนี้:

ปัจจุบัน ตรวจพบกลุ่มฝนฟ้าคะนองและกลุ่มฝนกำลังอ่อนถึงปานกลางปกคลุม:

  • อำเภอคลองท่อม, เกาะลันตา จังหวัดกระบี่
  • อำเภอเมือง, ปากพนัง, ร่อนพิบูลย์, ทุ่งสง, บางขัน, จุฬาภรณ์, ชะอวด, เชียรใหญ่, หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ตรัง
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.พัทลุง
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.สตูล
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.สงขลา
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ปัตตานี
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ยะลา
  • กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.นราธิวาส

รวมถึงในทะเลอ่าวไทย, ทะเลอันดามัน และบริเวณชายแดนประเทศมาเลเซีย

คาดการณ์กลุ่มฝนล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง: คาดว่ากลุ่มฝนมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น และมีพื้นที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา

จากสถานการณ์ดังกล่าว ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน โดยติดตามข่าวสารและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ชาวเรือบริเวณอ่าวไทย และอันดามัน ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากลมแรงและคลื่นสูงเกิน 2 เมตร อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

เตรียมตัวรับมือ กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา อย่างไรดี?

เพื่อความปลอดภัยในช่วงที่กลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา และจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ ควรเตรียมพร้อมดังนี้:

  • ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับน้ำท่วมฉับพลัน โดยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงฝนตกหนัก
  • หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง และเปิดไฟหน้ารถ
  • ชาวเรือควรงดออกจากฝั่ง หากมีประกาศเตือนภัย
  • เตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
  • มีเบอร์โทรฉุกเฉินติดตัวไว้เสมอ

สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ ขอให้ทุกคนปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงฤดูฝนนี้ไปด้วยดี

ที่มา – พบกลุ่มฝนปกคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

สภาพอากาศวันนี้ ฝนตกหนัก! กทม.ยังอ่วม

“กรมอุตุนิยมวิทยา” เตือน สภาพอากาศวันนี้ หลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

วันที่ 4 พ.ย. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า “พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งปริมณฑล ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออกเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง

ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนตก รวมถึงระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในบางพื้นที่

สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อ่าวไทยและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น ‘คัลแมกี’ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในช่วงวันที่ 4–5 พ.ย. คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. จากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงอย่างรวดเร็ว และเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน”

สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือนหลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ กทม.

เตรียมรับมือ! สภาพอากาศวันนี้ มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทยในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในหลายจุด ทำให้การจราจรติดขัดและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นอีก ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเดินทางให้รอบคอบ หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนัก ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง และขับรถด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้านและที่อยู่อาศัยให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังภายในบ้าน และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเตรียมสิ่งของจำเป็น ยาประจำตัว และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อมใช้งาน

สำหรับเกษตรกร ควรติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและคำแนะนำจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อผ่านพ้นช่วงฤดูฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวล และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการประกอบอาชีพของประชาชนในหลายพื้นที่ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือนหลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ กทม.

ชัชชาติแจง! น้ำท่วมรอระบาย หลังฝนถล่มกรุง

ฝนกระหน่ำทั่วกรุงเทพฯ! ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ออกมาชี้แจงสถานการณ์น้ำท่วมรอระบาย พร้อมสั่งการเร่งระบายน้ำที่ยังคงค้างอยู่ในระบบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และเตรียมความพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกลงมาอีกครั้งในคืนนี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครช่วงเช้าวันนี้ หลังจากที่เมื่อคืนมีฝนตกลงมาอย่างหนัก โดยได้ติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กทม. 2 ดินแดง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากความกดอากาศสูงที่เริ่มอ่อนกำลังลงจากความหนาวเย็น ทำให้ร่องความกดอากาศต่ำดันตัวขึ้นมา ส่งผลให้เกิดฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยฝนหยุดตกในช่วงเวลาประมาณตี 2 ปริมาณฝนรวมสูงสุดวัดได้ที่จุดวัดศูนย์ราชการ-ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ วัดได้ 131.5 มิลลิเมตร รองลงมาคือ จุดวัดสำนักงานเขตบางนา วัดได้ 116.5 มิลลิเมตร, จุดวัดสำนักงานเขตพระโขนง วัดได้ 115.5 มิลลิเมตร และจุดวัดสถานีสูบน้ำพระโขนง เขตคลองเตย วัดได้ 105.5 มิลลิเมตร

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครได้รับการออกแบบมาให้สามารถรองรับปริมาณฝนได้ที่ 60 มิลลิเมตร แต่ปริมาณฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนนี้เกินกว่า 60 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรอระบายในหลายจุด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังได้ทำงานกันอย่างหนักตลอดทั้งคืน และ ณ เวลา 10.00 น. สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติเกือบทั้งหมด อาจมีน้ำท่วมขังบ้างเล็กน้อยในซอยย่อย และจุดที่ยังคงต้องเฝ้าระวังและมีน้ำท่วมขังนานเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างถนนและเป็นพื้นที่ต่ำ ได้แก่ ถนนช่างอากาศอุทิศ (ซอย 15) เขตดอนเมือง และถนนอ่อนนุช (ซอย 59) ซึ่งจะต้องมีการวางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำเร่งดำเนินการเปิดประตูระบายน้ำและเดินเครื่องสูบน้ำทุกสถานีอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งระบายน้ำที่ค้างอยู่ในระบบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมทั้งให้ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำหลัก อุโมงค์ระบายน้ำ และจุดเฝ้าระวังพิเศษ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณฝนที่อาจตกลงมาซ้ำในคืนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับคาดการณ์สภาพอากาศในวันนี้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ โดยในช่วง 3 วันข้างหน้าปริมาณฝนจะลดลง ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ฝนได้ที่ Facebook ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร และตรวจสอบจุดน้ำท่วมรอระบายบนถนนในกรุงเทพมหานครแบบ Real-time ได้ที่เว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ https://weather.bangkok.go.th/Flood/

ชัชชาติแจง! น้ำท่วมรอระบาย หลังฝนถล่มกรุง

เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมรอระบายในอนาคต

การจัดการกับปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว การปรับปรุงระบบระบายน้ำ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสั่งการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

การที่กรุงเทพฯ ยังคงเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขัง แสดงให้เห็นว่าระบบระบายน้ำยังไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นได้ การแก้ไขปัญหาระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนในการดูแลรักษาความสะอาดของท่อระบายน้ำและคลอง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ

นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารและข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรทำ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วมรอระบาย

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แจงน้ำท่วมรอระบาย หลังฝนถล่มทั่วกรุง สั่งเตรียมพร้อมรับมือฝนคืนนี้

สภาพอากาศวันนี้: ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย

“กรมอุตุนิยมวิทยา” พยากรณ์สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย เตือน 5 จังหวัดภาคใต้ ฝนตกหนักบางแห่ง

วันที่ 27 ต.ค. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยระบุว่า ภาคใต้ตอนกลางถึงตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยตอนบน ภาคใต้ตอนบน และทะเลอันดามันตอนบน ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและห่างฝั่งของทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สำหรับประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้าบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศวันนี้ที่เปลี่ยนแปลงในระยะนี้ไว้ด้วย

สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย

คาดการณ์สภาพอากาศวันนี้แต่ละภาค

  • ภาคเหนือ

อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

  • ภาคกลาง

เมฆเป็นส่วนมาก และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

  • ภาคตะวันออก

มีเมฆเป็นส่วนมาก และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา : ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป : ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป : ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

  • กรุงเทพและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

จากสภาพอากาศวันนี้ที่แปรปรวน อย่าลืมดูแลสุขภาพ สวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น และพกร่มติดตัวเผื่อฝนตกนะคะ

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย เตือน 5 จังหวัด ฝนตกหนักบางแห่ง

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หลังคาปลิวไกล 30 เมตร

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หลังคาปลิวไกล 30 เมตร

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ตุลาคม 2568 พื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายแห่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในย่านเมืองทองธานี

ภาพเหตุการณ์พายุถล่มปากเกร็ด

ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร

พายุฝนที่พัดกระหน่ำนานเกือบ 1 ชั่วโมง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ปั๊มน้ำมันบางจาก เลขที่ 50/1192 หมู่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองทองธานี โครงสร้างหลังคาของคาร์แคร์ขนาดใหญ่ประมาณ 5×10 เมตร ถูกแรงลมพัดหอบปลิวไปไกลถึง 30 เมตร ข้ามหลังคาตู้จ่ายน้ำมันไปกองรวมกับอาคารพาณิชย์ที่เป็นร้านกาแฟด้านตรงข้าม

ผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า แรงกระแทกจากโครงสร้างเหล็กที่ปลิวมาทำให้ผนังอาคารร้านกาแฟบุบสลาย และหลังคาบางส่วนของตู้จ่ายน้ำมันในปั๊มก็เสียหายเช่นกัน โชคดีที่เหตุการณ์ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร นี้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทางปั๊มน้ำมันต้องปิดให้บริการชั่วคราว โดยมีทีมช่างและรถเครนเข้ามาจัดการเคลื่อนย้ายซากโครงสร้างออกจากพื้นที่ทันที

ภาพโครงสร้างหลังคาที่ปลิว
ภาพความเสียหายจากพายุ

สาเหตุและผลกระทบของพายุฝนถล่มในปากเกร็ด

สาเหตุหลักของเหตุการณ์นี้มาจากพายุฤดูฝนที่แรงลมสูงเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นลักษณะของพายุโทรปิคอลที่พบบ่อยในประเทศไทยช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลกระทบไม่เพียงแต่ทำให้ปั๊มน้ำมันหยุดชะงัก แต่ยังส่งผลต่อการจราจรในย่านเมืองทองธานีที่พลุกพล่าน ชาวบ้านหลายรายเล่าว่าฝนตกหนักและลมแรงจนมองไม่เห็นถนน สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่ต้องเดินทางแต่เช้ามืน

นอกจากนี้ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของโครงสร้างอาคารในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ที่มักเผชิญพายุบ่อยครั้ง

เคล็ดลับป้องกันอันตรายจากพายุฝน

เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่อย่างอำเภอปากเกร็ดเตรียมตัวรับมือกับพายุในอนาคต เราได้รวบรวมเคล็ดลับสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบโครงสร้างบ้านและอาคาร: ดูแลหลังคาและส่วนที่ยื่นออกมาทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันการปลิวจากลมแรง
  • ติดตามพยากรณ์อากาศ: ใช้แอปพลิเคชันจากกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อรับแจ้งเตือนพายุล่วงหน้า
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน: เก็บไฟฉาย วิทยุ และเสบียงอาหารในที่ปลอดภัย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: หากฝนตกหนัก อย่าอยู่ใกล้ป้ายโฆษณาหรือโครงสร้างหลวม

การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แบบ ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์พายุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ด้วยการวางแผนและความระมัดระวัง เราสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารพายุฝนเพื่อความปลอดภัย

ที่มา – ฤทธิ์พายุฝนถล่มปากเกร็ด หอบโครงสร้างหลังคาคาร์แคร์ในปั๊มน้ำมันปลิวไกลราว 30 เมตร

กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ไม่เข้าไทย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องพยากรณ์อากาศที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง พายุโซนร้อนแมตโมกำลังเคลื่อนตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ข่าวดีคือ มันจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยนะครับ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาท ต้องติดตามข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า ศูนย์กลางของพายุโซนร้อน “แมตโม (MATMO)” อยู่ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ คาดว่าจะผ่านเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์และลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในวันนี้ จากนั้นจะมุ่งหน้าสู่เกาะไหหลำและขึ้นฝั่งที่จีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม 2567

ที่สำคัญคือ กรมอุตุฯ ย้ำชัดเจนว่า กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่เมฆฝนบางส่วนจากพายุที่อ่อนกำลังลงอาจปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม ซึ่งอาจนำฝนหนักและคลื่นลมแรงมาสู่บางพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังฝนตกหนักที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือดินถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย และหลีกเลี่ยงการเชื่อข่าวลือที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเส้นทางของพายุยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ

ผลกระทบที่อาจเกิดจากพายุ “แมตโม” ต่อประเทศไทย

แม้ว่าพายุจะไม่เข้าไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมก็ยังมีให้เห็น โดยเฉพาะฝนที่เพิ่มขึ้นในภาคเหนือและอีสานตอนบน ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิลดลงเล็กน้อยและความชื้นสูงขึ้น สำหรับชาวเรือในทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรระมัดระวังคลื่นสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ

นอกจากนี้ การอัปเดตนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจลักษณะอากาศทั่วไปของประเทศไทยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ที่มีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ตอนล่าง เนื่องจากลมตะวันออกพัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอ่าวไทย ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังมีกำลังอ่อน

พยากรณ์อากาศรายภาคสำหรับประเทศไทย

ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนใหญ่ที่แม่ฮ่องสอน ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส สูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ส่วนใหญ่ที่เลย หนองคาย ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา สูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันออก 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ที่สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศา สูงสุด 34-35 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ที่นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศา สูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออก 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1 เมตร บริเวณฝนคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ที่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา สูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออก 15-30 กม./ชม. คลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ที่พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา สูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ 15-30 กม./ชม. คลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล: ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศา สูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-20 กม./ชม.

  • เคล็ดลับ: เตรียมร่มและเสื้อกันฝนให้พร้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนสูง
  • สำหรับเกษตรกร: ตรวจสอบสภาพดินเพื่อป้องกันน้ำท่วม
  • นักเดินทาง: เช็คพยากรณ์ก่อนออกนอกบ้าน

สรุปแล้ว แม้พายุแมตโมจะไม่เข้าไทย แต่สภาพอากาศยังคงผันผวน เราควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัย

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างทันท่วงที สุขภาพและความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุดครับ!

ที่มา – กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุ “แมตโม” ย้ำไม่เข้าไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด

เมื่อเช้ามืดของวันที่ 3 ตุลาคม 2568 กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับเหตุการณ์ พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ฝนตกหนักพร้อมลมกระโชกแรงทำให้เกิดความเสียหายกระจายไปทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะในพื้นที่ชั้นในและชั้นนอกที่เป็นย่านอยู่อาศัยและถนนสายหลัก

พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า สภาพอากาศรุนแรงครั้งนี้เกิดจากลมหมุนที่พัดผ่านอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ช่วง 05.50 น. ฝนถล่มลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้านเรือน รถยนต์เสียหายยับเยิน และระบบไฟฟ้าดับในหลายจุด นอกจากนี้ การจราจรติดขัดหนึบทำให้หลายเส้นทางกลายเป็นอัมพาต ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเสียหายกระจายตัวกว้างขวาง โดยเฉพาะในเขตบางกะปิ จตุจักร สวนหลวง และลาดพร้าว

ภาพพายุฝนถล่มกรุงเทพฯ

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลักจากพายุฝนถล่ม กทม.

จากรายงานเบื้องต้น พบความเสียหายหนักในหลายจุด เช่น ซอยรามคำแหง 60 แยก 10 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ที่หลังคาบ้านปลิวว่อนและต้นไม้ล้มทับรถยนต์ของชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังมีเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มลงกลางถนนวิภาวดี 19 เขตจตุจักร ทำให้รถสัญจรติดขัดและบางคันเสียหาย ส่วนที่ซอยพัฒนาการ 30 เขตสวนหลวง แผ่นหลังคาเมทัลชีทขนาดใหญ่ปลิวมาตกขวางถนน ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องหลีกเลี่ยงโดยด่วน

  • ถนนกำแพงเพชร 2 บริเวณหน้านครชัยแอร์: ต้นไม้ล้ม 2 ต้น ขวางช่องจราจร สะสมรถติดยาว
  • รัชดาภิเษก ซอย 32 หน้าตึกปิยะภิรมย์: ต้นไม้ล้มสิ้นเชิงการจราจร
  • กรุงเทพกรีฑา ซอย 8: เสาไฟฟ้าและหม้อแปลงล้ม ไฟดับพื้นที่ใกล้เคียง
ต้นไม้ล้มจากพายุ

เหตุการณ์ พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งระดมกำลังพลพร้อมเครื่องจักรเพื่อเคลียร์พื้นที่ เช่น ตัดต้นไม้ที่ล้มทับและซ่อมแซมเสาไฟฟ้า

ไฟดับจากพายุ

เพื่อป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว หากไม่จำเป็น และแจ้งเหตุผ่านช่องทางของกรุงเทพมหานครทันทีที่พบความเสียหาย ในส่วนของการฟื้นฟู คาดว่าระบบไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่บางพื้นที่อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น เนื่องจากต้องตรวจสอบความปลอดภัยก่อน

เจ้าหน้าที่แก้ไขเหตุพายุ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองใหญ่ต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือโดยติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และมีแผนสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น เตรียมไฟสำรองหรือเส้นทางอ้อม หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ตรวจสอบบ้านเรือนและต้นไม้รอบๆ เพื่อป้องกันล่วงหน้า

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่นได้ทันที เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – พายุฝนถล่ม กทม. ต้นไม้ล้มขวางถนน-บ้านพัง-ไฟดับ การจราจรเป็นอัมพาตหลายจุด

ชัยภูมิแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วมหลังพายุถล่ม

ชัยภูมิแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม หลังพายุถล่ม น้ำป่าหลาก

หลังจากพายุรากาซาและพายุบัวลอยพัดถล่มเข้ามาในพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำป่าหลากไหลบ่าลงมา สถานการณ์ในจังหวัดชัยภูมิเริ่มตึงเครียดแล้วครับ โดยเฉพาะในอำเภอจัตุรัส ที่น้ำท่วมถนนและหมู่บ้านหลายแห่ง ชัยภูมิแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม หลังพายุถล่ม น้ำป่าหลาก เพื่อให้ทุกครัวเรือนเตรียมตัวรับมือให้ทันท่วงที

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอจัตุรัส

วันที่ 27 กันยายน 2568 นายเดช เสนาะคำ นายอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดน้ำท่วมที่บ้านหนองลุมพุก หมู่ 2 ตำบลหนองบัวโคก ร่วมกับนายดวงตะวัน ภิรมย์ไทย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวโคก และผู้ใหญ่บ้านท้องถิ่น ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมานำพาน้ำจากห้วยลำอินให้เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมวลน้ำไหลมาจากตำบลทัพรังและตำบลมาบกราด อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะบรรจบกันและท่วมบ้านเรือนราษฎรถึง 22 หลังคาเรือน รวมถึงถนนหลายสายในหมู่บ้าน

ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้นนะครับ พื้นที่การเกษตรยังได้รับผลกระทบหนัก โดยน้ำท่วมนาข้าวและสวนผลไม้กว่า 1,000 ไร่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ต้องลุ้นหนักว่าจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่ ชัยภูมิแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม หลังพายุถล่ม น้ำป่าหลาก โดยเฉพาะเส้นทางที่น้ำท่วมสูงถึง 50 เซนติเมตร ยาว 500 เมตร ซึ่งรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ทางอำเภอแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว และใช้เส้นทางเลี่ยงแทน

ภาพน้ำท่วมในชัยภูมิ

มาตรการรับมือน้ำท่วมจากทางการ

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทางนายอำเภอได้สั่งการให้ผู้นำชุมชนและจิตอาสาช่วยกันดำเนินการหลายอย่าง เช่น เก็บข้าวของขึ้นที่สูง สูบน้ำออกจากบ้านเรือน และกั้นกระสอบทรายในจุดเสี่ยง นอกจากนี้ ยังแจ้งเตือนพื้นที่下游อย่างบ้านสำโรงโคก ตำบลกุดน้ำใส ให้เตรียมตัวรับน้ำที่อาจไหลมาถึง คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 2 วัน แต่ประชาชนไม่ควรประมาท

สำหรับผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ชัยภูมิแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม หลังพายุถล่ม น้ำป่าหลาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ภาพเจ้าหน้าที่ตรวจสอบน้ำท่วม

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางป้องกันน้ำท่วมที่ประชาชนสามารถทำได้เอง เช่น

  • ตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้าน: ทำความสะอาดท่อและคูน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขังค้าง
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน: มีถุงทราย ไฟฉาย และเสบียงอาหารสำรองไว้เสมอ
  • ติดตามข่าวสาร: ใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน: โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่อาจต้องการความช่วยเหลือ
ภาพมาตรการป้องกันน้ำท่วม

ในมุมมองของผม สถานการณ์แบบนี้เตือนใจให้เราระวังภัยธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานที่มักเผชิญฝนฟ้าคะนองหนัก หากทุกคนร่วมมือกันเตรียมพร้อม เชื่อว่าความเสียหายจะลดลงได้มาก ลองแชร์ประสบการณ์รับมือน้ำท่วมของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับประโยชน์

ที่มา – ชัยภูมิแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม หลังพายุถล่ม น้ำป่าหลาก

พายุบัวลอย ทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่น ฝนถล่ม 28-30 ก.ย. 68

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออก ประกาศฉบับ 4 พายุบัวลอย แล้ว โดยพายุโซนร้อน “บัวลอย” ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นอย่างเป็นทางการ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในรูปแบบฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 28 ถึง 30 กันยายน 2568 ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

ตามรายงานล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2568 พายุ “บัวลอย” (BUALOI) ที่เคลื่อนตัวอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนกลาง ได้เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นไต้ฝุ่น โดยล่าสุดเวลา 16.00 น. ศูนย์กลางพายุอยู่ที่ละติจูด 15.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดการณ์ว่าพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 29 กันยายน 2568 และจะค่อยๆ อ่อนกำลังลงตามลำดับ

ผลกระทบจากพายุบัวลอย ทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่น

อิทธิพลจากพายุนี้ ทำให้ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ทั่วประเทศมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะฝนตกหนักมากในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่รับมรสุมโดยตรง

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่มต่ำ และที่ราบน้ำท่วมขัง แนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนอพยพหากจำเป็น

คลื่นลมและคำเตือนสำหรับชาวเรือ

นอกจากฝนแล้ว คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังมีกำลังปานกลางถึงแรง ทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ในบริเวณฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบน คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และสูงเกินในพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงบริเวณฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2568

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

วันที่ 28 กันยายน 2568:

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย บึงกาฬ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี ราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง
  • ภาคใต้: ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล

วันที่ 29 กันยายน 2568:

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ
  • ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง
  • ภาคใต้: ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล

วันที่ 30 กันยายน 2568:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ชัยภูมิ
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง
  • ภาคใต้: ระนอง พังงา

จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักมากจากพายุบัวลอย

วันที่ 28 กันยายน 2568:

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: สกลนคร นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร
  • ภาคตะวันออก: จันทบุรี ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง พังงา

วันที่ 29 กันยายน 2568:

  • ภาคเหนือ: เชียงราย พะเยา น่าน
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม
  • ภาคตะวันออก: นครนายก จันทบุรี ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง พังงา

วันที่ 30 กันยายน 2568:

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน
  • ภาคตะวันออก: จันทบุรี ตราด

จากประสบการณ์ในอดีต พายุไต้ฝุ่นอย่างนี้มักนำมาซึ่งความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานที่เคยเผชิญน้ำท่วมใหญ่ หากประชาชนเตรียมตัวล่วงหน้า เช่น จัดกระเป๋าเสบียง ตรวจสอบระบบระบายน้ำ และติดตามข่าวสาร จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

ขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด สามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง การเตรียมพร้อมวันนี้คือกุญแจสู่ความปลอดภัยพรุ่งนี้

ที่มา – ประกาศฉบับ 4 “พายุบัวลอย” ทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่น เช็กจังหวัดฝนถล่ม 28-30 ก.ย. 68

Scroll to top