พม่า

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย”

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย” เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองนานาชาติ รัฐบาลทหารเมียนมาภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้สั่งปล่อยตัวนักโทษจำนวนมหาศาลนี้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีก่อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสู่รัฐบาลพลเรือนในเดือนเมษายนนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ชาญฉลาด แต่ก็ยังมีข้อกังวลจากนักสิทธิมนุษยชนมากมาย

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย” เกิดอะไรขึ้น

รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศอภัยโทษแก่นักโทษถึง 7,300 ราย ที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาก่อการร้าย โดยเฉพาะฐานสนับสนุน จัดหาเงินทุน ให้ที่พักพิง หรือแม้แต่จัดหารถขนส่งให้กับ “กลุ่มก่อการร้าย” ซึ่งในความหมายของกองทัพเมียนมา หมายถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและกองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐประหารเมื่อปี 2021 นอกจากนี้ ยังมีการยกฟ้องและยุติคดีกับประชาชนอีกเกือบ 12,500 รายที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา โดยอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรมและความสงบสุขของประชาชน เนื่องในวันหยุดราชการ

ภาพเหตุการณ์ปล่อยตัวนักโทษที่เรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้ง สะเทือนใจนัก เมื่อรถบัสลำเลียงนักโทษกว่า 300 คนออกมาในช่วงเช้าวันที่ 2 มีนาคม ญาติพี่น้องมารอรับด้วยช่อดอกไม้และป้ายชื่อ ท่ามกลางน้ำตาแห่งความยินดี นอกจากคดีก่อการร้ายแล้ว ยังปล่อยนักโทษคดีอื่นๆ อีกกว่า 2,800 ราย รวมถึงชาวต่างชาติ 10 ราย

รายละเอียดนักโทษที่ได้รับอภัยโทษในกรณีเมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน

  • นักโทษคดีก่อการร้าย: 7,300 ราย ฐานสนับสนุนกลุ่มต่อต้าน
  • คดีอื่นๆ: 2,800 ราย รวมชาวต่างชาติ
  • ยกฟ้อง: 12,500 ราย ที่อยู่ในชั้นศาล

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การเมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย” ครั้งนี้ เป็นความพยายามของมิน อ่อง หล่าย ในการลดกระแสวิจารณ์จากนานาชาติ หลังการเลือกตั้งเดือนมกราคมที่พรรคที่กองทัพหนุนหลังชนะถล่มทลาย เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ถูกยุบและสมาชิกถูกคุมขัง รัฐบาลทหารอ้างว่านี่คือก้าวสู่ประชาธิปไตยและยุติสงครามกลางเมือง

ผลกระทบทางการเมืองหลังเมียนมาอภัยโทษนักโทษ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประท้วงและนักสิทธิมนุษยชนยังไม่เชื่อมั่น เพราะอองซาน ซูจี ยังถูกคุมขัง และการเลือกตั้งไม่ครอบคลุมพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ รัฐสภาชุดใหม่จะเปิดประชุมใน 2 สัปดาห์ และเลือกประธานาธิบดีต้นเมษายน โดยมิน อ่อง หล่าย อาจก้าวขึ้นตำแหน่งเอง

การอภัยโทษครั้งนี้ช่วยลดแรงกดดันจากสหประชาชาติและอาเซียนได้บ้าง แต่ปัญหาโครงสร้างยังคงอยู่ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งกับกลุ่มก่อการร้ายตัวจริง หากรัฐบาลใหม่ไม่แก้ไข สงครามกลางเมืองอาจยืดเยื้อ

จากมุมมองของผู้เขียน การเมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย” อาจเป็นสัญญาณบวก แต่ต้องติดตามการปล่อยผู้นำฝ่ายตรงข้ามอย่างแท้จริง หากไม่เกิด จะเป็นเพียงภาพลวงตา คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวเมียนมาอัปเดต!

ที่มา – เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย”

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ เป็นข่าวใหญ่ที่สายตาชาวโลกกำลังจับจ้อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากแหล่งข่าวภายในพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลคนนี้กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญที่สุดในสภาใหม่ของเมียนมา การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ชัดเจนของกองทัพเมียนมาในการรักษาอำนาจ แม้จะมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนก็ตาม

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

หลังรัฐประหารปี 2021 รัฐบาลทหารเมียนมามีกำหนดถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อสภาชุดใหม่เปิดประชุมเดือนหน้า แต่บรรยากาศยังคงตึงเครียด นายขิ่น ยี หรือ Khin Yi ประธานพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพหนุนหลังตั้งแต่ปี 2010 คือตัวเต็งอันดับหนึ่ง แหล่งข่าวจากพรรคถึง 3 รายยืนยันกับรอยเตอร์ว่า เขาจะได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งนี้มีพลังอำนาจมหาศาล เพราะต้องควบคุมการเลือกประธานาธิบดี ผ่านกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลสำคัญ

บทบาทสำคัญของขิ่น ยี ในเวทีการเมืองเมียนมา

ขิ่น ยี ไม่ใช่หน้าใหม่ เขาเคยเป็นพลจัตวาและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความใกล้ชิดกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารอย่างมาก แหล่งข่าวระบุว่าอดีตนายพลหลายคนในพรรค USDP มีโอกาสได้รองประธานาธิบดีคนที่ 1 และ 2 แต่สำหรับขิ่น ยี ตำแหน่งประธานสภาฯ คือที่ที่เหมาะสมที่สุดจากประสบการณ์และบทบาทของเขา

ระบบรัฐธรรมนูญเมียนมาให้กองทัพครองที่นั่งสภา 25% อัตโนมัติ และควบคุมกระทรวงหลักอย่างกลาโหม กิจการชายแดน และมหาดไทย ผลเลือกตั้งล่าสุด พรรค USDP กวาดที่นั่งถึง 81% ทั้งสภาสูงสภาล่าง แม้การเลือกตั้งเกิดท่ามกลางสงครามกลางเมืองและผู้มาใช้สิทธิ์น้อย แต่ก็เพียงพอให้รัฐสภาตกอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพ

  • พรรค USDP กวาดที่นั่ง 81% ในสภาทั้งสอง
  • กองทัพควบคุมกระทรวงสำคัญ 3 แห่ง
  • สภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพใหม่ 5 ชุด เพื่อกำกับทั้งพลเรือนและทหาร

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ คณะกรรมการ 5 รายชุดใหม่ เพื่อดูแลการบริหารทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร นักวิเคราะห์เชื่อว่านี่คือกลไกที่ช่วยให้มิน อ่อง หล่าย ขึ้นเป็นประธานาธิบดีโดยไม่ต้องปล่อยอำนาจกองทัพ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อการเมืองเมียนมา

ถิ่น จอ เอ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ วิเคราะห์ว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ มีอิทธิพลมากกว่ารองประธานาธิบดีที่เป็นเชิงพิธีการ “นี่คือตำแหน่งที่จะใช้อำนาจได้มากที่สุด หากไม่ได้เป็นประธานาธิบดี” ขณะที่ ส.ส.ใหม่จาก USDP บอกว่าข้อมูลการแต่งตั้งเป็นความลับสุดยอด แต่ในการประชุมพรรคล่าสุด ขิ่น ยี ถูกทาบทามให้เป็นรองประธานาธิบดี แต่เขาปฏิเสธเพราะอยากมีบทบาทในสภามากกว่า

สถานการณ์การเมืองเมียนมาในปัจจุบันยังคงซับซ้อน สงครามกลางเมืองรุนแรง ผู้คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเลือกตั้ง การที่พรรค USDP ชนะถล่มทลายจึงถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส แต่สำหรับกองทัพ มันคือชัยชนะที่ยืนยันอำนาจเบ็ดเสร็จ การจับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่นักการเมืองและนักลงทุนต้องไม่พลาด

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากองทัพเมียนมาไม่ยอมเสียอำนาจง่ายๆ แม้จะมีการเลือกตั้ง ผู้ติดตามข่าวสารควรจับตาดูพัฒนาการต่อไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมอาชญากรรมสงคราม

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศขับไล่อุปทูตของติมอร์-เลสเต ออกจากประเทศ หลังจากที่ติมอร์-เลสเตเริ่มดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกองทัพเมียนมาในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ รัฐบาลทหารเมียนมาได้เรียกอุปทูตติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ และสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 1 สัปดาห์ โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ แถลงการณ์ระบุว่าการกระทำของติมอร์-เลสเตน่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะขัดกับหลักการอธิปไตยของอาเซียน

ติมอร์-เลสเตซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มรูปแบบคนที่ 11 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ได้แต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาตามหลักเขตอำนาจศาลสากล องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) ซึ่งเป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อยชินในเมียนมา ได้เปิดเผยข้อมูลหลักฐานสำคัญ เช่น การข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ 10 ราย การฆ่าผู้นำศาสนา และการโจมตีโรงพยาบาลด้วยอากาศยาน

ผลกระทบจากเมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ

กรณีเมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียนนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ในปี 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตติมอร์-เลสเตมาก่อน หลังพบปะกับฝ่ายบริหารเงา รัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยอย่างชาวชินและโรฮิงญา ปัจจุบันยังมีคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เรื่องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

  • หลักฐานอาชญากรรมสงคราม: ข่มขืนหมู่ สังหารหมู่ โจมตีพลเรือน
  • ผลกระทบอาเซียน: ท้าทายกฎบัตรอาเซียนเรื่องไม่แทรกแซงภายใน
  • สถานการณ์เมียนมา: สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ สิทธิมนุษยชนถูกละเมิด

ความเคลื่อนไหวนี้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารเมียนมา จากประชาคมโลกและเพื่อนบ้านอาเซียน ติมอร์-เลสเตใช้สิทธิเขตอำนาจศาลสากลเพื่อพิสูจน์ความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมร้ายแรง แม้เหตุเกิดนอกประเทศ

นอกจากนี้ เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ยังสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่อาเซียนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยึดหลักไม่แทรกแซง แต่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ประเด็นเหล่านี้ถูกจับตา

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีของติมอร์-เลสเตเป็นก้าวสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ อาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นในอาเซียนติดตาม หากเมียนมาไม่ปรับปรุง สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวสารการเมืองระหว่างประเทศและอาเซียนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

บุกค้นโกดังมหาชัย จับสาวพม่า ปลอมแชมพูยาสีฟัน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากแวดวงตำรวจปราบปรามความผิดทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. มาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะ บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด เป็นข่าวร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บุกจับกุมได้ของกลางเพียบกว่า 2 แสนชิ้น! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่จับโจรปลอมของ แต่ยังเตือนใจเรื่องความเสี่ยงที่เราอาจเจอตอนซื้อของออนไลน์ราคาถูกๆ ด้วยนะ

บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด

เรื่องราวเริ่มจากตัวแทนบริษัทเจ้าของแบรนด์ดัง เข้าแจ้งความกับ บก.ปอศ. ว่ามีคนขาย แชมพูสระผม ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมปลอม ผ่านช่องทางออนไลน์ ในราคาถูกผิดปกติ แถมยังจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ ล่อใจผู้บริโภคให้หลงกลซื้อไปใช้กันเพียบ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. จึงสั่งการให้ทีมงาน พ.ต.อ.ภูวเดช จุลกะเสวี ผกก.1 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.นพวัตติ์ ธารีจรัญพัฒน์ สว.กก.1 บก.ปอศ. ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่สืบสวน

จากการติดตาม พวกเขาพบว่าคนร้ายแยกโกดังเก็บของ แยกออฟฟิศแพ็คของ และแยกสถานที่รับเงินผ่าน Payment Gateway ก่อนโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อเลี่ยงการถูกจับ สุดท้ายได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรสาคร บุกเข้าไปที่โกดัง ถนนเศรษฐกิจบางปลา ต.บ้านเกาะ และอาคารพักอาศัย ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จับตัว Mrs. Sank สาวเมียนมา (หรือสาวพม่า) ได้คาหนังคาเขาข้อหา “ร่วมกันเสนอจำหน่าย จำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม” ของแบรนด์ที่จดทะเบียนแล้ว

ของกลางที่ยึดได้จากการบุกค้นโกดังเมืองมหาชัย

ของกลางที่ยึดมานับไม่ถ้วน กว่า 200,000 ชิ้นเลยทีเดียว! รวมแชมพูสระผมปลอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และยาสีฟันปลอมทั้งหมด แบรนด์ดังๆ ที่เราคุ้นเคย แต่ผลิตแบบโป๊ะเช้ะ ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าเหล่านี้ขายถูกกว่าท้องตลาดมาก เพราะใช้วัตถุดิบถูกๆ อาจผสมสารอันตราย ทำให้ผิวหนังอักเสบ ผมร่วง หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ง่ายๆ

Mrs. Sank สารภาพว่าเป็นคนดูแลโกดังและเป็นเจ้าของสินค้าปลอมทั้งหมด ทำธุรกิจคู่กับสามีชาวจีน โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวสามีมารับทราบข้อกล่าวหา และส่งตัวผู้ต้องหาไปที่ กก.1 บก.ปอศ. ดำเนินคดีต่อไป

อันตรายจากสินค้าปลอมแชมพู ยาสีฟัน และเคล็ดลับหลีกเลี่ยง

เพื่อนๆ ที่ชอบซื้อของออนไลน์ราคาถูก ต้องระวังนะ สินค้าปลอมพวกนี้ไม่ใช่แค่เอาเปรียบแบรนด์ แต่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย เช่น แชมพูปลอมอาจทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ยาสีฟันปลอมอาจมีสารฟลูออไรด์เกิน หรือสารเคมีอันตรายที่กินเข้าไปได้

  • ตรวจสอบราคา: ถ้าถูกกว่าท้องตลาด 30-50% มักปลอม
  • ดูผู้ขาย: ร้านใหม่ๆ หรือรีวิวปลอมๆ ต้องสงสัย
  • เช็คฉลาก: เครื่องหมาย อย. ชัดเจนไหม สีสันคมชัด
  • ซื้อจากร้าน官方: Shopee/Lazada official store หรือเว็บแบรนด์โดยตรง
  • สแกน QR Code: ถ้ามี ตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ปอศ. และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ติดตามใกล้ชิดมาก เพื่อปกป้องผู้บริโภคอย่างเราๆ

สุดท้ายนี้ ขอฝากว่า การซื้อของถูกต้องดี แต่ต้องเช็คให้ดีก่อนนะ อย่าให้สุขภาพพังเพราะของปลอม ถ้าพบเห็นสินค้าปลอม รายงานได้ที่ ปอศ. โทร 1155 หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญาเลย สนับสนุนของแท้ ช่วยเศรษฐกิจไทยด้วย!

ที่มา – บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด

ตม.นนท์ จับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

ตม.นนทบุรี บุกจับหญิงชาวเมียนมา แย่งอาชีพคนไทย เปิดโรงเรียนสอนทำผมให้ชาวเมียนมาด้วยกันเอง และมีลูกค้าชาวเมียนมาเข้ามาใช้บริการ สารภาพเปิดสอนมานานกว่า 3 เดือน นำตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.บางบัวทอง เพื่อผลักดันกลับประเทศ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 มกราคม 2569 พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.สุกฤษณ์ มีบำรุง รอง ผกก.ตม.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.หญิง พิชญ์สินี วัฒนจึงโรจน์ สว.ตม.จว.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่ ตม.ชุดสืบสวน พร้อมด้วย น.ส.อารยา ชัญถาวร จัดหางานจังหวัดนนทบุรี นายสุรชัย โคตรบุตรดี นายอำเภอบางใหญ่ นายอภิชาติ สุขรัตน์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบยังบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านบัวทอง หมู่ 6 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังปรากฏคลิปหลักฐานว่า บ้านหลังดังกล่าวซึ่งมีหญิงสาวชาวเมียนมาอาศัยอยู่ ลักลอบเปิดเป็นร้านเสริมสวยสอนทำผมให้กับชาวเมียนมาด้วยกันเอง

จากการบูรณาการเข้าตรวจสอบ พบ Ms. NAN THU THU KWAW OO หรือ น.ส.นัน ตู ตู จอ อู อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ซึ่งกำลังสอนทำผมให้กับหญิงสาวชาวเมียนมาอยู่ในบ้านอีกจำนวน 4 คน โดยทั้งหมดกำลังเรียนฝึกหัดวิธีการตัดผมและฝึกการยืดผม ซึ่งมีลูกค้าหญิงเมียนมาเข้ามาใช้บริการอยู่พอดีอีก 1 ราย ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นการทำงานในตำแหน่งช่างเสริมสวย ซึ่งเป็นอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว จึงได้แสดงตัวเข้าควบคุมตัว น.ส.นัน ตู ตู จอ อู อายุ 36 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนไว้ โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้

ตม.นนท์ จับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

สอบถาม น.ส.นัน ตู ตู จอ อู อายุ 36 ปี กล่าวว่า ตนไม่ได้เปิดเป็นร้านเสริมสวยเพื่อทำการสอนทำผมแต่อย่างใด เพียงแต่ตนเองว่างงาน จึงเปิดสอนทำผมให้ชาวเมียนมาที่สนใจมาเรียนเท่านั้น และตนก็ไม่ได้คิดเงินค่าสอนด้วย

แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ทราบว่า น.ส.นัน ตู ตู จอ อู สัญชาติเมียนมา ซึ่งถูกจับกุมในครั้งนี้ได้ลักลอบมาทำงานเป็นช่างเสริมสวย ช่างทำผมที่ร้านดังกล่าว โดยเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 3 – 4 เดือน และมีรายได้จากการสอนทำผมให้กับลูกค้าชาวเมียนมา เดือนละ 8,000 บาท

ตม.นนท์ จับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

ส่วนหญิงที่มาทำผมอยู่ในร้านและหญิงสาวชาวเมียนมาที่มาเรียนทำผมในร้าน ในเบื้องต้นตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด จึงได้ปล่อยตัวไป เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว น.ส.นัน ตู ตู จอ อู มาทำการสอบปากคำที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนนทบุรี ก่อนนำตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.บางบัวทอง เพื่อผลักดันกลับประเทศต่อไป

ตม.นนท์ บุกจับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

เรื่องราวการแย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ ตม.นนทบุรี บุกเข้าจับกุมหญิงชาวพม่าที่ลักลอบเปิดโรงเรียนสอนทำผม โดยมีลูกค้าชาวพม่าเข้ามาใช้บริการ ทำให้เกิดคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองอาชีพของคนไทย

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและอาชีพสงวนสำหรับคนไทย การที่ตม.นนท์ เข้าดำเนินการจับสาวพม่าในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการไทยเอาจริงกับการปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

ทำไมต้องแย่งอาชีพคนไทย?

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ ทำไมชาวต่างชาติถึงเลือกที่จะแย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย หนึ่งในเหตุผลอาจเป็นเพราะความต้องการของตลาดแรงงานในกลุ่มชาวต่างชาติด้วยกันเอง หรืออาจเป็นเพราะมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากกว่า

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายและส่งผลกระทบต่อคนไทยโดยตรง การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดำเนินการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
  • การตรวจสอบและควบคุมแรงงานต่างด้าวอย่างเข้มงวด
  • การส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพของคนไทย

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกฎหมายและการบังคับใช้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนให้กับสังคมไทย

การแย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนนทบุรี เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – ตม.นนท์ บุกจับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย มีเปิดโรงเรียนสอนด้วย

ไม่พลิกโผ! พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้ง


ในการเลือกตั้งเฟสแรกที่จัดขึ้นในเมียนมา พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายด้วยการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งในสภาล่างไปเกือบ 90% ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของการเลือกตั้ง

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก

ผลคะแนนอย่างเป็นทางการล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรค USDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยครองเก้าอี้เกือบ 90% ของที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเฟสแรกนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กองทัพเมียนมาเรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากการรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี

อย่างไรก็ตาม นักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยหลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับระบอบทหารมากกว่าที่จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจ การที่พรรคที่สนับสนุนกองทัพได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในเมียนมายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคหนุนกองทัพในการเลือกตั้ง

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อชัยชนะของพรรค USDP ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากกองทัพเมียนมา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ การที่พรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบ และผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจับกุมหรือจำกัดสิทธิ ก็อาจมีส่วนทำให้พรรค USDP ได้เปรียบในการแข่งขัน

นอกจากนี้ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพมีที่นั่งในสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญโดยอัตโนมัติ ทำให้กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม

จากการรวบรวมข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการพบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่างที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ

  • ความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส: การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม

  • การขาดส่วนร่วม: พรรคการเมืองหลายพรรคถูกห้ามเข้าร่วม และผู้นำฝ่ายค้านถูกจำกัดสิทธิ

  • อิทธิพลของกองทัพ: กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากมองว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา

ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม

ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ในสงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน

กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เมียนมาต้องเผชิญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความโปร่งใสในการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนชาวเมียนมาสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างอิสระ

ที่มา – ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

เลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52%

การเลือกตั้งเฟสแรกในเมียนมาภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเพิ่งผ่านพ้นไป ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร เมื่อมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 52% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเงียบเหงาและจำนวนผู้เข้าร่วมที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในยุคของนางอองซานซูจี

เลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ต่ำกว่ายุค “ซูจี”

รัฐบาลภายใต้สภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 52.13% ในการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ซึ่งคิดเป็นจำนวนกว่า 6 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมดใน 102 อำเภอ ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร กลับระบุว่าอัตราการมาใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และยังเปรียบเทียบว่าในบางประเทศพัฒนาแล้วก็มีอัตราผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 50% เสียอีก

โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาได้เปิดเผยรายงานผลการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ที่จัดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเล็กน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำกว่าการเลือกตั้งสองครั้งล่าสุดอย่างเห็นได้ชัดเจน

ทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงเงียบเหงา?

ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ การขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง ตลอดจนการที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารไม่มีโอกาสเข้าร่วม ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจไม่ไปใช้สิทธิ

พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร แถลงผ่านสื่อของรัฐว่า ในการลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 102 อำเภอ มีประชาชนมาใช้สิทธิ์กว่า 6 ล้านคน หรือคิดเป็น 52.13% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด

แม้ตัวเลขจะดูน้อยลง แต่โฆษกรัฐบาลทหารกลับยืนยันว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ โดยกล่าวอ้างว่า “แม้แต่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ก็ยังมีสถานการณ์ที่ผู้มาใช้สิทธิไม่เกิน 50%” ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถิติจากการเลือกตั้งปี 2015 และ 2020 ในยุคของนางอองซาน ซูจี พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์สูงถึงประมาณ 70%

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในปี 2021 และเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามกลางเมืองที่ยังดุเดือด โดยจะมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในวันที่ 11 และ 25 มกราคมนี้ ครอบคลุม 265 เขตจากทั้งหมด 330 เขต เฉพาะพื้นที่ที่รัฐบาลทหารยังพอควบคุมได้

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งมีแกนนำเป็นอดีตนายพลและมีความใกล้ชิดกับกองทัพ ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับชัยชนะและกลับมาครองอำนาจ ขณะที่นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพยังคงถูกคุมขัง และพรรคพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของเธอถูกประกาศยุบพรรคไปแล้ว

องค์การสหประชาชาติ (UN) พร้อมด้วยประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ต่างประสานเสียงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่มีความเสรี เป็นธรรม หรือน่าเชื่อถือ” เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารไม่มีโอกาสได้ลงแข่ง และกฎหมายของรัฐบาลทหารยังระบุว่าการวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ขณะที่เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งที่เสรี (ANFREL) ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายการเลือกตั้งที่ร่างขึ้นโดยรัฐบาลทหารชุดนี้ ไม่มีการระบุเกณฑ์ขั้นต่ำ ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ไว้ ทำให้ไม่ว่าคนจะออกมาใช้สิทธิน้อยเพียงใด การเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะถูกอ้างว่ามีความชอบธรรมตามกฎหมายที่พวกเขาเขียนขึ้นเอง.

ผลการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร และความจำเป็นในการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่มีส่วนร่วมและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายในเมียนมา การที่ประชาชนไม่มั่นใจและไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และรัฐบาลทหารจะต้องพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาเผย เลือกตั้งเฟสแรกเงียบเหงา คนใช้สิทธิ 52% ต่ำกว่ายุค “ซูจี”

เมียนมาปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้!

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศยุติแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์นี้เป็นครั้งแรกหลังรัฐประหารปี 2564 แต่จัดได้เพียงบางพื้นที่ ท่ามกลางการสู้รบและเสียงคัดค้านจากนานาชาติ

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้ปิดฉากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2564

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้น แม้ไม่มีผู้สมัครจากรัฐบาลที่ถูกโค่นล้ม รวมถึงพรรคของนางออง ซาน ซู จี และเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังลุกลามในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การที่เมียนมาปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้จึงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ

รายงานระบุว่า การเลือกตั้งจะสามารถจัดขึ้นได้เพียง 102 จาก 330 เมืองและอำเภอทั่วประเทศ เนื่องจากรัฐบาลทหาร ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างน้อย 56 เขต ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ หรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารฝ่ายประชาธิปไตย

เมียนมาปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้ ท่ามกลางความขัดแย้ง

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียดในขณะที่กำลังจะมีการจัดการเลือกตั้ง แม้ว่ารัฐบาลทหารจะพยายามแสดงให้เห็นถึงความมั่นคง แต่การสู้รบระหว่างกองทัพและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง การที่รัฐบาลทหารสามารถจัดการเลือกตั้งได้เพียงบางส่วนของประเทศ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศอย่างแท้จริง การปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้จึงเต็มไปด้วยความกังวล

ผลกระทบต่อประชาชน

ประชาชนชาวเมียนมาจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และการขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบาก การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นความหวังของหลายๆ คนที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม

นานาชาติจับตาการเลือกตั้ง

ประชาคมโลกต่างจับตามองการเลือกตั้งในเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยหลายประเทศได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมและความเป็นอิสระของการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง และการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนชาวเมียนมาได้อย่างแท้จริง

  • อนาคตของเมียนมาหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร?
  • บทบาทของประชาคมโลกในการสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา
  • ความท้าทายในการสร้างความปรองดองในชาติ

อนาคตของเมียนมาหลังการเลือกตั้งยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ความหวังและความกังวลของประชาชนชาวเมียนมาจึงยังคงอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทหารในการสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมที่แท้จริงจะต้องมาจากการยอมรับของประชาชน และการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ที่มา – เมียนมาปิดฉากหาเสียง รื้อถอนป้ายผู้สมัคร เตรียมเลือกตั้งพรุ่งนี้ ท่ามกลางการสู้รบร้อนระอุ

เมียนมาทิ้งระเบิดสะกาย ดับเพียบ ก่อนเลือกตั้ง

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกองทัพเมียนมาเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีทางอากาศ โดยมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสะกาย ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

กองทัพเมียนมาได้ยกระดับปฏิบัติการทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการทิ้งระเบิด การยิงจรวด และการกราดยิงจากอากาศยาน โดยเป้าหมายหลักคือพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสะกาย ความพยายามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

รายงานล่าสุดระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ มีพลเรือนเสียชีวิตหลายสิบรายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ได้กล่าวยกย่องกองทัพอากาศในพิธีครบรอบ 78 ปี ที่กรุงเนปิดอว์ โดยชื่นชมความเสียสละและความทุ่มเทของกองทัพในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กองทัพอากาศเมียนมาได้ส่งเครื่องบินขับไล่ 4 ลำ และอากาศยานไจโรคอปเตอร์ 3 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตคินอู โดยหนึ่งในเป้าหมายคือคลังน้ำมันริมถนนและทางแยกใกล้เคียง การโจมตีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เลือกหน้าในการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ระเบิดตกลงบนจุดเก็บถังน้ำมันริมถนน ทำให้เกิดไฟลุกลามไปยังรถยนต์ที่ติดอยู่ในการจราจร บริเวณจุดตรวจมีรถสะสมอยู่จำนวนมาก ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์โจมตีดังกล่าวทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย โดยไม่มีรายงานการปะทะกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า กองทัพจงใจโจมตีพลเรือนด้วยระเบิด จรวด และปืนกลจากอากาศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ก่อนหน้านั้นในวันพุธ เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมา 5 ลำ ได้โจมตีท่าเรือ 2 แห่ง ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอิระวดี ด้วยการทิ้งระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่อพยพข้ามแม่น้ำมาจากเมืองซิงกู เขตมัณฑะเลย์ เพื่อหนีการสู้รบ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในเมืองซิงกูกำลังอพยพจำนวนมาก หลังทหารรัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านในเขตมัณฑะเลย์ สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

ในวันเดียวกัน เครื่องบินรบจากฐานทัพอากาศเมืองเมกติลา ได้ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านเซตอว์ ในเขตเวตเล็ต ทั้งที่ไม่มีการปะทะภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงคู่สามีภรรยาสูงอายุวัยกว่า 70 ปี บ้านเรือนและยานพาหนะหลายคันถูกทำลาย

คืนวันพุธ ยังมีรายงานว่า กองทัพอากาศโจมตีโรงพยาบาลชุมชนในเมืองเย-อู จนตัวอาคารได้รับความเสียหาย แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ การโจมตีโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

สถานการณ์ความรุนแรงก่อนการเลือกตั้ง

ข้อมูลจากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 8,281 ครั้ง โดยจำนวนมากพุ่งเป้าไปยังบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในพื้นที่ฝ่ายต่อต้าน โดยยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอยู่ที่อย่างน้อย 4,470 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์

สถานการณ์ในเมียนมาแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การโจมตีทางอากาศที่เพิ่มขึ้นโดยกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมียนมา ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ และความหวังในการคืนสู่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจทำให้กระบวนการนี้เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ประชาคมโลกจำเป็นต้องให้ความสนใจกับสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อยุติความรุนแรง และส่งเสริมการเจรจาเพื่อหาทางออกทางการเมืองที่ยั่งยืน

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ นี่คือโศกนาฏกรรมที่ประชาคมโลกไม่อาจมองข้ามได้

ที่มา – กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

Scroll to top