พรรคการเมือง

ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หนึ่งเดียวของ “พรรคกล้าธรรม” ส่ง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ขึ้นจับสลากเบอร์พรรค โดยได้ลำดับในการขึ้นจับสลากเบอร์พรรคเป็นลำดับที่ 34 ซึ่งปรากฏว่า ได้หมายเลข 42 ในการใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2569

ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม เพียงคนเดียว

พรรคกล้าธรรมชู ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งเดียวในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ สร้างความน่าสนใจและจับตามองถึงนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ทางด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม กล่าวภายหลังพรรคกล้าธรรมได้หมายเลข 42 ว่า ได้หมายเลขนี้เป็นหมายเลขที่พอใจ ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน คาดว่าพี่น้องประชาชนคงรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นหมายเลขของพรรควันนี้เราคุยกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนางปวีณา หงสกุล ก็มองว่าเราได้อะไร ก็ล้วนเป็นเลขมงคลสำหรับพรรคเรา ซึ่งทำให้ทุกคนในพรรคมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อ

หลังจากนี้จะมีแผนในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน รวมทั้งการจัดเวทีปราศรัย 17 เวทีทั่วกรุงเทพฯ โดยจะให้ทางหัวหน้าพรรคและประธานยุทธศาสตร์ดำเนินการวางแผน ส่วนสิ่งที่เป็นห่วงต้องบอกว่าไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงเวทีปราศรัยต่างๆ เนื่องจากตนเป็นนักการเมืองที่มองว่ายังคงมีความจำเป็นที่จะต้องออกหาเสียงเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ดังนั้นเวทีต่างๆ ที่เชิญมา อาจจะมอบหมายให้คนอื่นไป

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เผยว่า พรรคกล้าธรรมมี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งคน จึงจำเป็นต้องจัดสรรเวลาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แคนดิเดตลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครในแต่ละเขตอย่างทั่วถึง หากขาดการลงพื้นที่อาจกระทบฐานเสียงได้ โดยพรรควางแผนจัดเวทีใหญ่ถึง 17 เวทีทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์หลักในการสื่อสารกับประชาชน ส่งผลให้บางเวทีดีเบตอาจไม่สามารถเข้าร่วมได้ครบถ้วน จึงขออภัยต่อทุกเวทีที่เชิญมา.

ทำความรู้จัก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้นำประเทศ การทำความรู้จักกับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ละท่านถือเป็นสิ่งสำคัญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่น่าสนใจหลายด้าน ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ การสนับสนุนพรรคกล้าธรรมจึงเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์และนโยบายเหล่านั้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย การตัดสินใจเลือก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ดังนั้น อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธรรมนัส พรหมเผ่า” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม เพียงคนเดียว

พลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัคร สส. **เลือกตั้ง 2569**

เลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว! พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว 28 ขุนพล กทม. อย่างเป็นทางการ พร้อมชูสโลแกนโดนใจ “เรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา” ประกาศลั่นพร้อมทำให้กรุงเทพฯ ดีกว่าเดิม และพร้อมชนทุกปัญหาในการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเปิดเผยว่า พรรคพลังประชารัฐได้ทำการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. ครบทั้ง 28 เขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งประกาศจุดยืนที่ชัดเจนด้วยสโลแกน “เรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา” ซึ่งจะเป็นนโยบายหลักของพรรคในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว ไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับเมืองที่สะสมมานาน

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สมัครทั้ง 28 ท่าน ล้วนแต่เป็นตัวจริงที่พร้อมจะทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ และจะทำให้ “กรุงเทพฯ ต้องดีกว่าเดิม” อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ พรรคพลังประชารัฐตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบายที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “เรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา” เพื่อเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดการทุกปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กน้อย หรือปัญหาใหญ่ พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านั้นทั้งหมด

**เลือกตั้ง 2569**: พลังประชารัฐ ชูเรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา

รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 28 เขต มีดังนี้:

  • เขต 1 นายกิตติคุณ ชื่นแย้ม
  • เขต 2 นายนิกม์ แสงศิริมาวิน
  • เขต 3 นายธีระพงษ์ มงคลวัฒนลีลา
  • เขต 4 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
  • เขต 5 น.ส.บุณยนุช ปณิตหิรัณยา
  • เขต 6 นายรชฎ พิสิษฐบรรกร
  • เขต 7 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช
  • เขต 8 นายอนุชาญ กวางทอง
  • เขต 11 นายธีรวุฒิ แก้วพยศ
  • เขต 12 ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น
  • เขต 13 นายสมบัติ มหาโคตร
  • เขต 14 นายรัชฎะ สมรทินกร
  • เขต 15 นายกิตติพงศ์ ท่าพิกุล
  • เขต 16 นายกิติภูมิ นีละไพจิตร
  • เขต 17 นายศิริศักดิ์ อัตดาวีย์
  • เขต 18 น.ส.พชรพรรณ ตุ่มระสินปิน
  • เขต 20 นายวันชัย รัตนขจรไชย
  • เขต 21 นายสันติ วิชัยพล
  • เขต 22 นายมณฑล โพธิ์คาย
  • เขต 23 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ
  • เขต 25 นายธรรมนูญ เหียบขุนทด
  • เขต 28 นายเมืองชัย จันทวิมล
  • เขต 29 นายพัฒนภาส นิ่มมโน
  • เขต 30 นายรัชชานนท์ พูนรัตน์
  • เขต 32 น.ส.นิธิสนี กลิ่นพันธหิรัญ

พลังประชารัฐ มั่นใจ นโยบายโดนใจ ใน **เลือกตั้ง 2569**

พรรคพลังประชารัฐเชื่อมั่นว่า ด้วยทีมผู้สมัครที่ครบเครื่อง และนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ จะสามารถสร้างการจดจำ และดึงดูดความสนใจจากพี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนเมือง และคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นที่พึ่งของคนกรุงเทพฯ และผลักดันให้กรุงเทพฯ นั้นดีกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน หากได้รับโอกาสจากประชาชนในการเลือกตั้ง 2569 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะมาถึงนี้

การเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. กทม. ทั้ง 28 เขตของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคฯ มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนของตนเองนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบของพี่น้องประชาชน

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : พลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัครสส.กทม. 28 เขต ชูสโลแกนเรื่องขี้ๆ หน้าที่เรา

บ้านใหญ่มาตามนัด! สุชาติ-วราวุธ ซบ ภท. สู้ศึกเลือกตั้ง 69

“ภูมิใจไทย” คึกคัก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” มาครบ สมัครสมาชิกพรรค จับตา อดีต สส. เพื่อไทย-ปชป. จ่อร่วมทัพสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก ถือเป็นวันแรกที่พรรคภูมิใจไทย เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา 30 วันที่ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา อดีต สส. และกลุ่มการเมืองต่างทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตา เช่น “กลุ่ม 16” นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติ ยืนยันว่า อดีต สส.ในกลุ่มจะเดินทางมาสมัครครบทั้ง 16 คนในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำ สส. ในสังกัดเข้าร่วมสมัครกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 เช่นกัน

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้เดินทางเข้ามาที่พรรคภูมิใจไทย โดยเอกนัฏจะเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนไฮไลต์อยู่ที่ช่วงเที่ยงวันนี้ เวลา 12:30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะสลัดเสื้อสีชมพู มาสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส. อีก 12 คน เข้าสังกัดพรรคอย่างเป็นทางการ

ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมพรรค ซึ่งถือเป็นการคิกออฟ สู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผู้สมัครที่จะลงรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคตั้งเป้าหมายจะต้องส่งผู้สมัครให้ครบ 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 400 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ยังมีอดีต สส.กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน ที่พรรคเดิมไม่ได้ส่งลงสมัครต่อ มาติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

นอกจากนี้ นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพันลภ อดีต สส.อุบลราชธานี และนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร อดีต สส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาแสดงเจตจำนงเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังมีอดีต สส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายคน จ่อตามมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

การย้ายพรรคครั้งใหญ่ของกลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าการแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งเช่นกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคในการเป็นทางเลือกทางการเมือง

ทำไมการย้ายพรรคของกลุ่มนี้ถึงสำคัญต่อการเลือกตั้ง 69

การที่กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น, นายวราวุธ ศิลปอาชา, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 69 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพรรคภูมิใจไทย: การได้นักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่มั่นคงเข้ามา จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของพรรคในการเลือกตั้ง
  • เปลี่ยนแปลงขั้วการเมือง: การย้ายพรรคของกลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วทางการเมือง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมในรูปแบบใหม่
  • สร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง: กลุ่มของนายสุชาติ, นายวราวุธ, และนายเอกนัฏ ต่างก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ของตนเอง การเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง

บ้านใหญ่มาตามนัด การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มใหญ่ จะส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้ง 69 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป

จับตาดูให้ดี! การเลือกตั้งครั้งหน้าสนุกแน่นอน มาร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ฮ่องกง: พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุด ประกาศยุบพรรค

สถานการณ์การเมืองในฮ่องกงยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ล่าสุด พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ได้ประกาศยุติบทบาทลง สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคนี้

พรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งเป็น พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ได้ตัดสินใจยุบพรรคอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 หลังจากที่สมาชิกลงมติให้ยุบพรรคและดำเนินการชำระบัญชี

พรรคประชาธิปไตย ก่อตั้งเมื่อปี 2537 ในช่วงปลายของการปกครองของอังกฤษ ถือเป็นกลุ่มเสรีนิยมที่ลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ

ในแถลงการณ์ของพรรคระบุว่า “ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา พวกเราได้มีส่วนร่วมและเป็นพยานในการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของสังคมฮ่องกง เฝ้าดูระบบและสภาพแวดล้อมของฮ่องกงที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งครั้งแล้วครั้งเล่า” พร้อมเสริมว่า “เมื่อเวลาเปลี่ยนผัน พวกเราจำเป็นต้องปิดฉากบทนี้ลงด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง”

หลอ กิน-เหย (Lo Kin-hei) ประธานพรรคประชาธิปไตย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ที่ประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีสมาชิก 117 คน จากทั้งหมด 121 คน โหวตให้พรรคเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี ในขณะที่อีก 4 คน งดออกเสียง

นายหลอ กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็น “การตัดสินใจร่วมกัน” ของสมาชิกพรรค และเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา เขายังได้กล่าวขอบคุณพลเมืองทุกคนที่ร่วมเดินทางกับพรรคเดโมแครติกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

เอมิลี เหลา (Emily Lau) อดีตสมาชิกพรรค ได้แสดงความประหลาดใจกับการตัดสินใจยุบพรรค โดยกล่าวว่า “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคประชาธิปไตยถึงลงเอยเช่นนี้… ฉันคิดว่าปักกิ่งต้องให้คำอธิบาย”

พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรค

นายหลอ อธิบายว่า การยุบพรรคเป็นผลมาจาก “สภาพแวดล้อมทางการเมือง” ของฮ่องกง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อจำกัดที่พรรคกำลังเผชิญอยู่

ภายหลังจากการที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีนในปี 2540 พรรคประชาธิปไตยได้กลายเป็นเสียงฝ่ายค้านที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสภานิติบัญญัติของฮ่องกง และเป็นผู้นำในการเดินขบวนประท้วงอย่างสันติหลายครั้ง

หยาง ซัม อดีตผู้นำพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเคยถูกตัดสินจำคุก กล่าวว่า การตัดสินใจยุบพรรคของ พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง แสดงให้เห็นถึงความถดถอยของฮ่องกงจากการเป็นสังคมเสรีไปสู่ “สังคมอำนาจนิยม”

อนาคตการเมืองฮ่องกงจะเป็นอย่างไร หลังการยุบพรรค?

การยุบพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็น พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของฮ่องกง คำถามที่ตามมาคือ พรรคการเมืองอื่น ๆ จะสามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และอนาคตของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงจะเป็นอย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมองว่า การยุบพรรคเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในฮ่องกง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพและประชาธิปไตยในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการจำกัดพื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายค้านจะนำไปสู่ความไม่พอใจและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในสังคม

สถานการณ์ในฮ่องกงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

ดุสิตโพล: การเมืองไทยแย่ลง จริงหรือ?

สถานการณ์การเมืองไทยแย่ลงในสายตาประชาชน จริงหรือไม่? ดุสิตโพลเผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 โดยเน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองต่างๆ

ดุสิตโพล เผยประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนมองอย่างไรต่อพรรคการเมือง?

นอกจากประเด็นเรื่องภัยพิบัติแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ยังเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,194 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ร้อยละ 55.53 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง
  • ร้อยละ 67.59 กังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ
  • ร้อยละ 59.05 มองว่าพรรคการเมืองเน้นประโยชน์ส่วนตน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน โดยสำหรับพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง (ร้อยละ 56.28) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านคือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา (ร้อยละ 64.07)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลคือปัญหาการจัดการภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ รวมถึงความไม่พอใจต่อการที่พรรคการเมืองเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ผลสำรวจนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

การเมืองที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ดุสิตโพล เผนประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” รักษาการโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งใหญ่ โดยมีการปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค พร้อมเสริมทัพด้วยทีมรองโฆษกพรรคใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้มีความคมชัดและเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศแต่งตั้ง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการโฆษกพรรค

นอกจากนี้ พรรคยังได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจชื่อดัง ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกพรรค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทีมโฆษกชุดใหม่นี้จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพสื่อสาร รทสช.

การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล พรรคตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การมีทีมโฆษกที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความสามารถในการสื่อสารที่โดดเด่น จะเป็นผู้นำในการนำเสนอนโยบายของพรรคให้เป็นที่เข้าใจ
  • นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์: อดีตรองโฆษกรัฐบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภาครัฐ จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร: พิธีกรและดีเจชื่อดังที่มีความสามารถในการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะช่วยสร้างการรับรู้และความสนใจในนโยบายของพรรคในวงกว้าง

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า รทสช. คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะ “ทำงานการเมือง” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ “เล่นการเมือง” พรรคมีความพร้อมที่จะผลักดันงานทุกด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างตรงจุด การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยทีมโฆษกชุดใหม่ที่มีความสามารถและประสบการณ์ จะสามารถนำเสนอนโยบายของพรรคได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

การปรับปรุงทีมสื่อสารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานและกลยุทธ์ในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของพรรคให้ดียิ่งขึ้น

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติในการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่น จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่าการปรับทัพสื่อสารครั้งนี้ของพรรครวมไทยสร้างชาติ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และการสื่อสารของพรรคอย่างไร? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

“ไชยชนก” ไม่ตอบเลือกตั้งรอบหน้าตั้งเป้า “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ลั่นขอลุยงานเต็มที่ทำผลงานให้ประชาชนตัดสิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีคนไหลเข้าพรรค ภท.มากขึ้น ยังคาดหวังจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า ต้องรอให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะยังมีเวลาทำงานอีกเยอะ ตอนนี้รัฐบาลผ่านไปยังไม่ถึง 2 เดือน แต่ได้ทำงานกันมาแล้วพอสมควร

เมื่อถามถึงกระแสนายกฯอนุทิน นำขึ้นมาเช่นกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกพรรคมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลมีโอกาสที่จะแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ก็แล้วแต่ทุกพรรคว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ก่อนหมดอายุของรัฐบาล มีนโยบายอะไรที่จะตึงกระแสความนิยมเอาไว้ นายไชยชนก กล่าวว่า จริงๆ มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ชัดเจนหลายเรื่องอยู่แล้ว ส่วนจะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องรอดูอีกครั้ง งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ

เมื่อถามว่า จะทันในช่วงอายุรัฐบาลนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จะทันหรือไม่ทันเราก็ต้องทำ นั่นหมายความว่าต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะทัน

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและเป้าหมายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แม้จะยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะตั้งเป้าให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ แต่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

ความเห็นของ ไชยชนก ต่อโอกาสของพรรค

นายไชยชนกกล่าวถึงกระแสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกพูดถึงในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า ทุกพรรคการเมืองมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสในการแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะสามารถทำได้ดีเพียงใด

นอกจากนี้ นายไชยชนกยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เพื่อรักษาความนิยมในช่วงท้ายของอายุรัฐบาลว่า ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และต้องรอดูว่าจะสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร ซึ่งงานในอนาคตยังมีอีกมากที่ต้องดำเนินการ

เมื่อถูกถามถึงความทันเวลาในการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะทันหรือไม่ทัน ก็จะต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายไชยชนกในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการทำงานเพื่อประชาชน และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย พร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างหนักและการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ก่อนที่จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การเน้นย้ำถึงการตัดสินใจของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตยและความต้องการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะ ‘ลุยงานเต็มที่’ นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การทำงานให้ทันตามกรอบเวลาและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่พรรคจะต้องเผชิญต่อไป

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่น “ภูมิใจไทย” ขอลุยงานเต็มที่เร่งสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน

ผลโพล: กระแสการเมือง ภาคกลาง ยังไม่เจอคนเหมาะเป็นนายกฯ

ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง อันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมที่จะเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

นิด้าโพลเผยผลสำรวจ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พบคนที่เหมาะสมจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และอันดับสามเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนพรรคการเมืองก็ยังไม่มีพรรคใดโดดเด่นมากนัก

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นิด้าโพลได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคกลาง เกี่ยวกับ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน 17 จังหวัดของภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวม 2,000 ตัวอย่าง โดยกระจายในทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้

ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 35.65% ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 19.60% ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3: 12.75% ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: 9.15% ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 5: 4.55% ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 6: 3.85% ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
  • อันดับ 7: 3.50% ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
  • อันดับ 8: 3.40% ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
  • อันดับ 9: 2.20% ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  • อันดับ 10: 1.65% ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
  • อันดับ 11: 1.55% ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)
  • 1.50% ระบุอื่นๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • 0.65% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่เหมาะสม

ในส่วนของพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.95% ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 28.85% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
  • อันดับ 3: 9.70% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
  • อันดับ 4: 9.60% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 5: 8.45% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
  • อันดับ 6: 5.45% ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • อันดับ 7: 2.60% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
  • อันดับ 8: 2.05% ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
  • อันดับ 9: 1.55% ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา
  • อันดับ 10: 1.00% ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ
  • 1.40% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • 0.40% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในภาคกลางจำนวนมากยังคงลังเลและไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนใครหรือพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง นี้เป็นข้อมูลสำคัญที่พรรคการเมืองและนักการเมืองควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงนโยบายและสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจ อาจเป็นเพราะยังไม่เห็นนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือยังไม่มั่นใจในตัวผู้สมัคร ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายต้องทำงานหนักขึ้น

ที่มา – ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง อันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมที่จะเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

โพลกระแสการเมืองภาคเหนือ: ยังหาคนหนุนเป็นนายกฯ ไม่ได้

นิด้าโพลสำรวจ “กระแสการเมืองภาคเหนือ” พบว่าอันดับ 1 ยังหาคนที่เหมาะสมจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไม่ได้ โดย “เท้ง” มาเป็นอันดับ 2 ตามด้วย “อนุทิน” ในอันดับ 3 ส่วนพรรคการเมือง พรรคประชาชนมาเป็นอันดับ 2 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมืองภาคเหนือ” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง

โพลกระแสการเมืองภาคเหนือ: ยังหาคนหนุนเป็นนายกฯ ไม่ได้

ผลสำรวจเกี่ยวกับบุคคลที่คนเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า:

  • อันดับ 1 ร้อยละ 36.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2 ร้อยละ 21.50 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3 ร้อยละ 13.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 5 ร้อยละ 4.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
  • อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 7 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
  • อันดับ 8 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัดส่วนที่เท่ากัน
  • อันดับ 10 ร้อยละ 1.70 ระบุว่าเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 11 ร้อยละ 1.25 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 12 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
  • ร้อยละ 2.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสุทิน คลังแสง (พรรคเพื่อไทย) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน จอมพลัง) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายภราดร ปริศนานันทกุล (พรรคภูมิใจไทย) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) และไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote)
  • ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

พรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากโพลกระแสการเมืองภาคเหนือ

ส่วนคำถามถึงพรรคการเมืองที่คนเหนือจะสนับสนุนในวันนี้ ผลสำรวจพบว่า:

  • อันดับ 1 ร้อยละ 28.40 ระบุว่ายังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2 ร้อยละ 28.10 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
  • อันดับ 3 ร้อยละ 16.60 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
  • อันดับ 4 ร้อยละ 10.40 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
  • อันดับ 5 ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • อันดับ 7 ร้อยละ 2.90 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
  • อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
  • อันดับ 9 ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ
  • ร้อยละ 1.85 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

จากผลสำรวจโพลกระแสการเมืองภาคเหนือนี้ ชี้ให้เห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนใครหรือพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

ที่มา – โพลกระแสการเมืองภาคเหนือ ยังหาคนหนุนให้เป็นนายกฯ ไม่ได้ “เท้ง” ที่ 2 ตามด้วย “อนุทิน”

Scroll to top