พรรคการเมือง

กกต. ยันไม่เกี่ยวการเมืองรุนแรง อนุญาตพกพาปืนแค่?

กกต. แจงออกระเบียบพกอาวุธปืนไม่เกี่ยวสถานการณ์การเมือง ความรุนแรงในการเลือกตั้ง ไม่เพิ่มอำนาจในการพกพาปืนของกรรมการ ชี้มีเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจ

วันที่ 6 พ.ย. 2568 สำนักงานกกต. ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ซึ่งมีสื่อนำเสนอว่า เป็นการอนุญาตให้กรรมการการเลือกตั้ง “พกอาวุธปืน” เนื่องจากการเลือกตั้งมีความรุนแรงนั้น ไม่เป็นความจริง โดยระเบียบดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การมี การใช้ การพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนของเจ้าพนักงานผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวน สอบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดี หรือมีความจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองและการคุ้มครองพยาน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย และเพื่อความปลอดภัยของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติภารกิจ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอำนาจการพกพาอาวุธของประธานกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการเลือกตั้งหรือเจ้าพนักงาน

ทั้งนี้ ผู้ที่จะขออนุญาตมีและใช้หรือพาอาวุธปืนตามระเบียบนี้ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน เช่น ผ่านการอบรมการใช้อาวุธปืนจากหน่วยงานของรัฐ ไม่มีพฤติการณ์เสื่อมเสีย และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย รวมทั้งต้องได้รับหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้มีอำนาจอนุญาต และพกอาวุธด้วยความระมัดระวังไม่ให้เป็นที่หวาดเสียวแก่ประชาชน

ระเบียบนี้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น เช่น กรมการปกครอง สำนักงาน ป.ป.ง. สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งต่างมีระเบียบว่าด้วยการมี การใช้ และการพกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

สำนักงานกกต. ยืนยันว่า ระเบียบนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัย และระเบียบวินัยในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง หรือความรุนแรงในการเลือกตั้งแต่อย่างใด

กกต. ยันไม่เกี่ยวการเมืองรุนแรง อนุญาตพกพาปืนแค่ความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการอนุญาตให้พกพาปืนของเจ้าหน้าที่ กกต. ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้ออกมาชี้แจงถึงระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าระเบียบนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรง หรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

ระเบียบดังกล่าวมีจุดประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ กกต. ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือมีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนในการป้องกันตนเองและทรัพย์สินของทางราชการ การพกพาอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ กกต. จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการใช้อาวุธปืนในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน

สาระสำคัญของระเบียบ กกต. ว่าด้วยการใช้อาวุธปืน

ทำความเข้าใจ ระเบียบกกต. อนุญาตพกพาปืนแค่ความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

  • ระเบียบนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอำนาจในการพกพาอาวุธปืนให้กับกรรมการการเลือกตั้ง หรือเจ้าพนักงาน
  • ผู้ที่จะขออนุญาตมีและใช้หรือพาอาวุธปืนต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด เช่น ผ่านการอบรมการใช้อาวุธปืนจากหน่วยงานของรัฐ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
  • การพกพาอาวุธปืนจะต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง และไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่ประชาชน

กกต. ยืนยันว่าระเบียบนี้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ที่มีระเบียบในการใช้อาวุธปืนเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของระเบียบ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่ง กกต. ยันไม่เกี่ยวการเมืองรุนแรง อนุญาตพกพาปืนแค่ความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ เท่านั้น

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับระเบียบดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสายด่วน กกต.

สรุป

โดยสรุปแล้ว ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการใช้อาวุธปืน มีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง หรือความรุนแรงในการเลือกตั้งแต่อย่างใด การทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระเบียบนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส และยุติธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ กกต. เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืนให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – กกต. ยันไม่เกี่ยวการเมืองรุนแรง อนุญาตพกพาปืนแค่ความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

ศิริกัญญา ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า 250 สส. ชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” โวมีอีกหลายเรื่องพัฒนาชีวิต

วันที่ 2 พ.ย. 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวถึงการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังจากพรรคเพื่อไทยเผชิญอุปสรรคทางการเมือง ตั้งแต่พ้นจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง การปรับทัพพรรคเป็นเหมือนปี่กลองทางการเมืองสนามเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาตาม MOA การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป จึงขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้หัวหน้าคนใหม่ด้วย ส่วนการตั้งเป้า 200 สส. ของพรรคเพื่อไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจจะตั้งต่ำกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจเป็นไปได้จริง การตั้งเป้า สส.ของแต่ละพรรคเพื่อให้บรรลุผล ซึ่งเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคเพื่อไปกำหนดยุทธศาสตร์ให้เดินไปสู่เป้าหมาย ส่วนผลของการเลือกตั้งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ในส่วนของพรรคประชาชนตนย้ำว่า ยังตั้งเป้าตามเดิมคือ 250 คนขึ้นไป

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคประชาชนชูใช้สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นแคมเปญเลือกตั้งระยะเริ่มต้น และอาจมีหลายข้อความ ขอย้ำว่าเราเอาจริงไม่เพียงแต่ มีเรา ไม่มีเทา ยังมีอีกหลายเรื่องที่เอาจริงในทุกเรื่อง เรื่องอื่นอาจจะไม่เซ็กซี่เท่า มีเรา ไม่มีเทา แต่ถ้ามีเราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจที่สดใส มีอนาคตที่รองรับทุกคนและทุกช่วงวัย ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะมีเราไม่มีเทา หมายความว่า ประชาชน สนใจให้ความสำคัญ กับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการฟอกเงิน และทุนเทาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนเอาจริงมาตลอด และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่จะทำได้ดี ทำได้จริงก็ต่อเมื่อเราเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 250 เสียงที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าการคัดเลือก สส. พรรคประชาชน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การคัดเลือกสส.เขตเกือบครบทุกเขตแล้ว ส่วนแบบบัญชีรายชื่อกำลังทำ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยืนยันเดินหน้าตามไทม์ไลน์ ที่พรรคได้วางกรอบเอาไว้ ซึ่งกระบวนการคัดเลือกพรรคพัฒนามาตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราใช้บทเรียนในอดีตมาปรับปรุงการคัดสรรผู้สมัครตลอดเวลา ครั้งนี้มีเวลานานกว่าปกติ มีการเปิดหลักสูตรให้ผู้ประสงค์ลงสมัครเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติผ่านการอบรม ในหลายเรื่องให้ทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อทำให้การคัดสรรผู้สมัครสามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น แต่ยอมรับว่าในหลายเรื่องหลายคุณสมบัติ ไม่สามารถพบได้ในช่วงการคัดเลือก และต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุด อาจไม่ได้ผู้สมัครที่สมบูรณ์ 100% แต่กระบวนการหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีคณะกรรมการวินัยขึ้นมาสอบสวน และมีบทลงโทษก็น่าจะทำให้กระบวนการทั้งหมด สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตนขอบคุณผลโหวตประชาชนชาวอีสานของนิด้าโพล ที่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคประชาชนเป็นอันดับ 3 และยังคงเลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 โดยพรรคจะใช้ผลสำรวจนี้เป็นกำลังใจและนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในพรรคเพื่อให้โดนใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่วนผลโหวตนายกฯของพรรค ประชาชนเป็นอันดับ 3 เป็นสาเหตุจากการไปโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับการตัดสินใจของประชาชนผ่านนิด้าโพล อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง ยังมีเวลาให้พรรคประชาชนได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในพรรค เพื่อทำให้แคนดิเดตนายกฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้

ส่วนที่มีการวิเคราะห์โดยโยงไปถึงการตรวจสอบของพรรคประชาชนที่พุ่งเป้าเพียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่พุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆแล้วพรรคประชาชนกระทุ้งไปที่นายอนุทินตลอดในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องลุกมาสอบสวนในเรื่องนี้ พรรคประชาชนยังเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาทุนเทาเพราะไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านายอนุทิน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวโยงเชื่อมไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคประชาชนยังตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา ดังนั้นไม่ได้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง เรายังคงตรวจสอบเข้มข้นในทุกพรรคการเมือง หากเรามีข้อมูลข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินหรือทุนเทา เมื่อถามถึงคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดงทำไมถึงเงียบในเรื่องนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่ได้เงียบ ทุกวาระที่มีการสอบสวนในเรื่องนี้เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา อย่างเขากระโดงก็เห็นว่าเดินหน้าไปตามที่เห็นสมควร ว่าควรจะเป็น คือการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)สั่งฟ้อง เพื่อขอคืนที่ดินและพรรคประชาชนก็มีข้อคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่ามีที่ดินอยู่ 2 แปลง ที่ถูก ปปช.ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว ในส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. พรรคประชาชนก็เป็นคนออกมาเปิดเผย แต่กระบวนการที่เป็น สส.ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้เอง ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่แล้ว การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าสนใจและทิศทางที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อไปในอนาคต

การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ครั้งนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี“เพื่อไทย”ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า250 สส.

โพลชี้ นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง มองนักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ และนโยบายเรือธงของพรรค แต่ส่งผลให้ไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ย้ายพรรค…ย้ายใจประชาชน?” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,117 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 2568 (ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง) สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไรกับการย้ายพรรคของนักการเมือง

  • ร้อยละ 61.32 ระบุว่า เป็นเรื่องปกติทางการเมือง เห็นเป็นประจำ
  • ร้อยละ 52.91 ระบุว่า นักการเมืองขายตัว ซื้อตัวกัน ดูด สส.
  • ร้อยละ 41.99 ระบุว่า ทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า

2. ประชาชนคิดว่าสาเหตุสำคัญที่นักการเมือง “ย้ายพรรค” เกิดจากอะไร

  • ร้อยละ 58.46 ระบุว่า หาพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกับตนเอง
  • ร้อยละ 48.34 ระบุว่า พรรคเดิมอาจพ่ายแพ้การเลือกตั้ง
  • ร้อยละ 47.90 ระบุว่า เพื่อผลประโยชน์และความมั่นคงทางการเมือง

3. หากมีการเลือกตั้ง ประชาชนจะเลือกผู้สมัครจากปัจจัยใดมากที่สุด

  • ร้อยละ 63.47 ระบุว่า นโยบายเรือธงของพรรค
  • ร้อยละ 45.84 ระบุว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมที่ผ่านมา
  • ร้อยละ 42.52 ระบุว่า ความชื่นชอบในตัวบุคคล

4. การที่นักการเมือง “ย้ายพรรค” มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนอย่างไร

  • ร้อยละ 35.81 ระบุว่า ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เลือกพรรคที่ชอบเท่านั้น
  • ร้อยละ 23.19 ระบุว่า รอดูผลงานของพรรคใหม่ที่ย้ายไปสังกัดก่อน
  • ร้อยละ 19.24 ระบุว่า อย่างไรก็เลือกคนเดิม เชื่อมั่นในตัวบุคคล
  • ร้อยละ 11.46 ระบุว่า ทำให้เปลี่ยนใจ ไม่อยากเลือกคนที่ย้ายพรรค
  • ร้อยละ 10.30 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

5. การย้ายพรรคของนักการเมืองมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทยหรือไม่

  • ร้อยละ 44.85 ระบุว่า มีผลทำให้ไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย
  • ร้อยละ 36.62 ระบุว่า เฉยๆ
  • ร้อยละ 18.53 ระบุว่า ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า กระแสการย้ายพรรคเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนเลือกตั้ง แม้ประชาชนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ภาพลักษณ์เชิงลบยังปรากฏอยู่ โดยเฉพาะการย้ายเพื่อผลประโยชน์หรือความอยู่รอดทางอำนาจ ผลโพลชี้ว่าการย้ายพรรคอาจยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยจะยังเลือกพรรคที่ชอบ ทว่าการย้ายพรรคไปมากลับบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองไทย จึงเป็นความท้าทายที่ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งฟื้นศรัทธาและสร้างอุดมการณ์ให้มั่นคงในสายตาประชาชน

ขณะที่ ผศ.ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนมองการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่ยังมีความไม่ไว้วางใจ เห็นเป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่ก็มองเป็นการซื้อขายทางการเมืองและลดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างการยอมรับความจริงทางการเมืองกับความไม่พอใจในพฤติกรรมของนักการเมือง สาเหตุหลักที่นักการเมืองย้ายพรรคคือหาความสอดคล้องทางอุดมการณ์ และกลัวพรรคเดิมจะแพ้เมื่อมีการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายเรือธงและผลงานเป็นรูปธรรมมากกว่าการยึดติดกับการย้ายพรรค ซึ่งส่งสัญญาณว่าพรรคและผู้สมัครต้องโชว์นโยบายชัดเจนและผลงานเพื่อเรียกความเชื่อมั่น ดังนั้น พรรคการเมืองควรเน้นความโปร่งใส สร้างนโยบายชัดเจนและผลงานจับต้องได้ เพื่อลดการมองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และฟื้นฟูความมั่นคงทางการเมืองในอนาคตต่อไป.

จากผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนจะมองว่านักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรคและการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนให้ได้มากที่สุด

นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ จริงหรือ?

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นที่หลากหลายของประชาชนเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนักการเมือง ในขณะที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำดังกล่าว

ทำไมนักการเมืองถึงย้ายพรรค?

สาเหตุที่นักการเมืองย้ายพรรคนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความมั่นคงทางการเมือง การที่นักการเมืองย้ายพรรคบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของนักการเมืองเองและต่อระบบการเมืองโดยรวม

การย้ายพรรคเรื่องปกติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และพรรคการเมืองควรสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธา

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงเลือกพรรคที่ชื่นชอบ ดังนั้นพรรคการเมืองควรเน้นไปที่การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะพุ่งเป้าไปที่การดึงตัวนักการเมืองจากพรรคอื่น

สรุปแล้ว การย้ายพรรคเรื่องปกติทางการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่นักการเมืองและพรรคการเมืองทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใสและยั่งยืน

ดังนั้น การย้ายพรรคเรื่องปกติหรือไม่ ไม่ได้สำคัญเท่ากับการตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – โพลชี้ นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ-นโยบายเรือธง

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมือง

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมือง หลังพรรคทาบทาม

ในวงการการเมืองและทหารไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ แม่ทัพภาคที่ 2 หรือ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคมาทาบทามก็ตาม ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งและการปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้หลายฝ่ายจับตามองบุคลากรทหารเกษียณที่จะเข้ามามีบทบาทในเวทีการเมือง

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมพิธีสดุดีทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เขายืนยันว่า ยังไม่เคยพบ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหาร 26 และจปร.37 แม้จะมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนเก่า แต่ก็ยังไม่มีการชวนให้เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษาแต่อย่างใด

แม่ทัพภาคที่ 2 มี 3 เก้าอี้รอรับหลังเกษียณ

หากมีคำเชิญมาจริง พล.ท.บุญสิน ก็พร้อมปฏิเสธทันที เพราะยึดมั่นในจุดยืนไม่ยุ่งทางการเมือง แต่หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว เขายังคงพร้อมช่วยเหลืองานกองทัพในด้านที่ตนมีความเชี่ยวชาญ โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ 3 ตำแหน่งรออยู่ ได้แก่ ที่ปรึกษาผบ.ทบ. , ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และที่ปรึกษาผู้อำนวยการหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า นอกจากนี้ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังได้เชิญให้ไปช่วยงานในสถาบันดังกล่าวด้วย

การมีตำแหน่งเหล่านี้รอรับ แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของ แม่ทัพภาคที่ 2 ในด้านความมั่นคงและการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เขารับผิดชอบมานานหลายปี การตัดสินใจไม่เล่นการเมืองนี้ อาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับทหารคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากพรรคการเมืองต่างๆ

พรรคการเมืองทาบทาม แม่ทัพภาคที่ 2 แต่ถูกปฏิเสธ

แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคส่งสัญญาณทาบทามให้เข้าร่วมงานการเมือง แต่ พล.ท.บุญสิน ย้ำชัดเจนว่า จะยืนยันคำเดิมไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ ทั้งสิ้น ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบประชาธิปไตยมากขึ้น การที่ผู้นำทหารอย่างเขาเลือกทางสายกลางนี้ ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างสถาบันทหารและการเมืองได้ไม่น้อย

นอกจากประเด็นหลักแล้ว เราสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ว่า จุดยืนนี้สอดคล้องกับนโยบายของกองทัพไทยที่เน้นความเป็นกลางทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นต้นมา ทหารไทยมักถูกมองว่าเป็นเสาหลักของชาติ แต่การเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองอาจนำไปสู่ความแตกแยกได้ ดังนั้น การที่ แม่ทัพภาคที่ 2 เลือกโฟกัสที่งานด้านความมั่นคงหลังเกษียณ จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด

จากประสบการณ์ในภาค 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ พล.ท.บุญสิน มีผลงานเด่นในด้านการแก้ไขปัญหาชายแดน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่มักมีเหตุการณ์ปะทะบ้างเป็นครั้งคราว การที่เขายังคงช่วยงานสมช. และสถาบันพระปกเกล้า จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องสันติภาพและความมั่นคงให้กับสังคมไทยได้อีกมาก

ในมุมมองส่วนตัว คิดว่าการตัดสินใจของท่านเป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของกองทัพให้คงความน่าเชื่อถือ ท่ามกลางกระแสข่าวลือการเมืองที่คอยจับตามอง หากท่านสนใจติดตามข่าวการเมืองและทหารเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความอื่นๆ ในเว็บไซต์ของเราได้ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

  • ติดตามข่าว แม่ทัพภาคที่ 2 และกองทัพไทย
  • อ่านเพิ่ม: พิธีสดุดีทหารกล้า ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • สำรวจตำแหน่งหลังเกษียณของผู้นำทหาร

สุดท้ายแล้ว จุดยืนไม่เล่นการเมืองนี้ไม่เพียงช่วยท่านเอง แต่ยังส่งผลดีต่อเสถียรภาพของประเทศด้วย หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” มี 3 เก้าอี้รอรับ ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมือง หลังมีพรรคมาทาบทาม

“ลูกหมี” ชุมพร นำทีมซบ ภูมิใจไทย

ลูกหมี” ชุมพล จุลใส นำทีม “พลังชุมพร” กว่า 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย ปัดตอบปม รทสช. แตก “พิพัฒน์” แย้มบิ๊กเนมใต้จ่อร่วมทัพเพิ่ม

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 นายชุมพล จุลใส อดีต สส.หลายสมัยจังหวัดชุมพร พร้อมนายสุพล จุลใส สส.ชุมพร และนายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ พานายนพพร อุสิทธิ์ หรือ นายกโต้ง นายก อบจ. ชุมพร และทีม อบจ.ชุมพร ใส่เสื้อแจ๊คเกต ที่เขียนด้านหลังว่า “พลังชุมพร” เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ พร้อมแถลงข่าวร่วมกัน

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ได้ต้อนรับคณะจากจังหวัดชุมพร นำโดยนายก อบจ.ชุมพร และทีม สจ. เพื่อให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้นายพิพัฒน์ ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ให้มาต้อนรับคณะ พร้อมขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจในการทำงาน และการมีเจตจำนงในการสนับสนุน พรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งสมัยหน้า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นหมายถึงเป็นการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้มีโอกาสในการทำงานให้ชาวชุมพร ซึ่งหากชาวชุมพรให้โอกาสเรา ตนก็มั่นใจว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในชุมพร ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีมาก่อน วันนี้พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะร่วมกันทำงานพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ให้แข็งแกร่ง เติบโตและเจริญขึ้น โดยการนำของนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย

ด้านนายชุมพล กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทย สามารถนำพาประเทศไปได้ และทำทุกอย่างให้ประเทศมั่นคง และเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งจุดยืนของตนคือ การทำเพื่อประเทศไทย ไม่ได้หวังประโยชน์ส่วนตัว แต่อยากให้ประเทศไปข้างหน้า พร้อมย้ำว่า สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มาด้วยวันนี้ มาเพื่อให้กำลังใจก่อน แต่ทีมพลังชุมพรนั้นมากันร่วมกว่า 50 ชีวิต และเวลาเราจะไปไหนก็ไปกันยกทีม

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ นายชุมพล ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับใคร เป็นเรื่องภายในพรรค ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่วันนี้พาทีมงานมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายพิพัฒน์ กล่าวถึงความมั่นใจว่าจะได้ สส. ภาคใต้เพิ่มในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า เรื่องนี้คงตอบไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่คนใต้ในแต่ละจังหวัดจะตัดสินใจว่า จะให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ แต่สิ่งต่างๆ รวมถึงผลงานที่ได้ทำมาเป็นการสะท้อนให้เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ นี่คือคาแรกเตอร์ของพรรคภูมิใจไทยที่เมื่อไหร่ที่เรารับปาก และเราพูดเราก็จะทำ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีบิ๊กเนมทางการเมืองเข้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตนได้รับมอบหมายจากพรรคภูมิใจไทย ให้คุยกับเพื่อนนักการเมืองใน 14 จังหวัดภาคใต้ ถึงอุดมการณ์ที่จะเข้ามาร่วมทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้าเสียโอกาสเยอะมาก แต่หากรวมตัวกัน และมียุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่า จะสามารถพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ไปได้มากกว่านี้ ซึ่งก็จะมีเพื่อนนักการเมืองเข้ามาร่วมอีกหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนพื้นที่ภาคใต้จะได้สส.จำนวนเท่าไหร่ ตนคงตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนภาคใต้ ตัดสินใจว่าจะตอบสนองพรรคภูมิใจไทยเท่าไหร่

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวแล้ว ได้สวมเสื้อแจ๊คเกตของพรรคภูมิใจไทย ให้กับกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ และนายนพพร นายก อบจ.ชุมพร ก่อนจะสวมกอดนายชุมพล พร้อมชูมือ ถ่ายรูปร่วมกัน

“ลูกหมี” บ้านใหญ่ชุมพร ขน 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย

การย้ายขั้วทางการเมืองครั้งนี้ของ “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส และทีมงาน สร้างความฮือฮาไม่น้อยในวงการการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกซบพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทำไม “ลูกหมี” ถึงเลือกภูมิใจไทย?

นายชุมพลได้ให้เหตุผลว่า มีความมั่นใจในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และต้องการทำงานเพื่อประเทศไทย โดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ลูกหมี” ตัดสินใจเข้าร่วม

ผลกระทบต่อการเมืองภาคใต้

การเข้ามาของ “ลูกหมี” และทีมพลังชุมพร จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายชุมพล นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในภาคใต้ ที่อาจกำลังพิจารณาถึงอนาคตทางการเมืองของตนเอง

จับตาการขยายฐานเสียงของภูมิใจไทย

การเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมาถึงนี้ น่าจับตาดูว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ได้มากน้อยเพียงใด หลังจากที่ได้ “ลูกหมี” และทีมพลังชุมพร เข้ามาเสริมทัพ การแข่งขันทางการเมืองในภาคใต้ จะทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน

การย้ายพรรคของ “ลูกหมี” ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ที่มา – “ลูกหมี” บ้านใหญ่ชุมพร ขน 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย ไม่ตอบ รทสช. แตก

กกต. ตีตกคำร้อง ทักษิณครอบงำ 6 พรรค

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 พรรคถูกควบคุม ชี้นำ จนขาดอิสระในการตัดสินใจ นอกจากนี้ กกต. ยังไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบ “เท้ง-อิ๊งค์” ว่าถูกคนนอกครอบงำหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ผลการพิจารณาคำร้องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ในข้อหาครอบงำพรรคการเมือง ตามคำร้องของกลุ่มบุคคลหลายราย ซึ่งอ้างว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ “ครอบงำ ชี้นำ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค” แม้ว่านายทักษิณฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดๆ ก็ตาม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายทักษิณฯ ได้กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรคดังกล่าว ยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

นอกจากนี้ กกต. ยังได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันอาจเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานฯ ประกอบความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษานายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยและทั้ง 6 พรรคการเมืองดังกล่าวกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองขาดอิสระ ตามมาตรา 28 หรือมาตรา 29

กกต. ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม

ด้วยเหตุนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงพิจารณายกคำร้อง และไม่รับคำร้องไว้พิจารณากรณีนายสนธิญา สวัสดี ตามข้อ 6 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้ง 6 ราย เรียบร้อยแล้ว

ทำไม กกต. ถึงตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรค?

เหตุผลหลักที่ กกต. ตีตกคำร้อง“ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็คือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือ ที่จะบ่งชี้ว่านายทักษิณฯ ได้เข้าไปควบคุม ชี้นำ หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 จริง และถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน

การพิจารณาของ กกต. เป็นไปตามข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นที่การรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีมติออกมา ทำให้ผลการพิจารณาเป็นที่ยอมรับ และน่าเชื่อถือ

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: การตีตกคำร้องนี้ อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
  • ข้อสังเกต: การที่ กกต. ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำพรรคการเมือง

การตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ถือเป็นบทสรุปของประเด็นทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอาจยังคงเป็นที่ถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปในอนาคต

ที่มา – กกต.ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้เหตุผลไม่มีหลักฐานว่าถูกควบคุมขาดอิสระ

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค จริงหรือ?

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย ระบุ MOA ปชน.-ภท.จะครอบงำต้องเข้าเกณฑ์ พ.ร.ป.พรรคฯ มาตรา 28 เรื่องนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เรามาเจาะลึกรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าในกรณีคำร้องขอให้ยุบ 6 พรรคการเมือง ที่ถูกกล่าวหาว่ายินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล จากกรณีการไปรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและมีมติยกคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามไปยังตัวแทนของทั้ง 6 พรรคการเมือง ได้รับการยืนยันว่าทุกพรรคยังคงความเป็นอิสระและไม่ได้สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งการตัดสินใจของ กกต. ในเรื่องกกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรคสร้างความหลากหลายของมุมมองในสังคม

เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การกระทำที่จะเข้าข่ายการครอบงำตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง พฤติการณ์ที่แกนนำพรรคไปร่วมรับประทานอาหารหรือพูดคุยกับนายทักษิณนั้น ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบงำเกิดขึ้น นอกจากนี้ กกต. ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอีกหนึ่งคำร้องด้วย

ส่วนกรณีข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงว่า หากเข้าข่ายการครอบงำก็จะต้องพิจารณาตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงประกอบอีกครั้งหนึ่ง

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมืองนั้นมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป การที่ กกต. ยกคำร้องในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการพบปะพูดคุยหรือการรับประทานอาหารร่วมกันนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการครอบงำเสมอไป

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ กกต. ยังคงพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองและต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ทำไม กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค?

การตัดสินใจยกคำร้องของ กกต. ในครั้งนี้สร้างความแตกต่างในความคิดเห็นของประชาชน หลายคนอาจเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเชื่อว่าการพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องปกติทางการเมือง และไม่ได้เป็นการครอบงำพรรคการเมืองอย่างแน่นอน

ในขณะที่บางคนอาจไม่เห็นด้วย และมองว่าการกระทำของนายทักษิณอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็ตาม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย

  • ความโปร่งใสและความเป็นธรรม: การทำงานของ กกต. ต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • การตรวจสอบอย่างละเอียด: การพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด: กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ข้อสรุปจากเหตุการณ์ กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ อีกมากมาย แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราจะสามารถสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

ที่มา – กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย

ราชกิจจาฯ ประกาศ “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพ!

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการ เรื่อง พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้พรรคดังกล่าวไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคได้อีกต่อไป

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกประกาศรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

แต่ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรคไทยศรีวิไลย์ ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 113 ทำให้พรรค พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้ พรรคไทยศรีวิไลย์สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ

ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

สำหรับรายละเอียดในประกาศราชกิจจานุเบกษา ระบุถึงขั้นตอนและเหตุผลในการสิ้นสภาพของพรรคไทยศรีวิไลย์อย่างชัดเจน โดยสรุปได้ดังนี้:

  • พรรคไทยศรีวิไลย์ได้แจ้งความจำนงในการเลิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง
  • คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรค
  • การเลิกพรรคเป็นไปตามข้อบังคับของพรรคเอง

การสิ้นสภาพของพรรคไทยศรีวิไลย์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ถึงแม้ว่าพรรคไทยศรีวิไลย์จะไม่ใช่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ แต่การสิ้นสภาพของพรรคก็แสดงให้เห็นถึงพลวัตและความไม่แน่นอนในวงการการเมือง

ผลกระทบและความเป็นไปได้ในอนาคต

การสิ้นสภาพ ความเป็นพรรคการเมืองของ พรรคไทยศรีวิไลย์ อาจส่งผลกระทบต่อ:

  • สมาชิกพรรค: สมาชิกพรรคจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด หากต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อไป
  • ผู้สนับสนุนพรรค: ผู้สนับสนุนพรรคจะต้องตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นหรือไม่
  • ภาพรวมทางการเมือง: การแข่งขันทางการเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เนื่องจากการหายไปของพรรคไทยศรีวิไลย์

อย่างไรก็ตาม การสิ้นสภาพของพรรคการเมืองไม่ได้หมายความว่าอุดมการณ์หรือนโยบายของพรรคจะหายไป อาจมีกลุ่มการเมืองอื่นนำเอาแนวคิดเหล่านั้นไปสานต่อ หรืออาจมีการรวมตัวกันใหม่ในอนาคต ดังนั้น การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การสิ้นสภาพของ พรรคไทยศรีวิไลย์ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างและรักษาพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พรรคการเมืองจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ “พรรคไทยศรีวิไลย์” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ภูมิใจไทยลุ้น “คดีนายกฯ” เตรียมซักฟอก!

“โฆษกพรรคภูมิใจไทย” ไม่แปลกใจหลัง “อนุทิน” พบ “ลุงป้อม” เหตุ รู้จักคนเยอะ โพสต์โซเชียลตลอด ย้ำ สส.พรรคภูมิใจไทย รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีนายกฯ ว่า ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร เพียงแต่มาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีแค่เพียงพรรคภูมิใจไทย แต่มีพรรคอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นลบ นางสาวแนน ระบุถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยว่าขอให้เราได้มีเวลาได้พูดคุยกันอีกรอบ และคงไม่คิดไปล่วงหน้าก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขณะนี้เราก็รอสถานการณ์เหมือนทุกพรรคการเมืองตอนนี้

ส่วนที่มีการตีความว่านายอนุทินมีการเดินสาย มีการไปทานข้าวหน้าไก่และพบปะกับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่นั้น น.ส.แนน เผยว่า นายอนุทินมีเพื่อนพี่น้องคนรู้จักเยอะ การที่ไปทานข้าวกับใครก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร และหากติดตามเพจของนายอนุทินก็จะเห็นว่ามีโพสต์อยู่ตลอด จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

เมื่อถามต่อว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ยืนยันได้หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยยังเหนียวแน่นกับพรรคร่วมอื่นได้ น.ส.แนน ระบุว่า ไม่ขอให้ความเห็นเรื่องในอนาคต เพราะต้องดูสถานการณ์ของวันนี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาล และเราจะเดินหน้าอะไรอย่างไรต่อไปค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกกับนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็ยังยืนยันทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป เพราะสภาก็ยังอยู่ไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ตนเคยให้สัมภาษณ์ก่อนสมัยเปิดการประชุม หากตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังเป็นนางสาวแพทองธารอยู่ ก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และ 152

โฆษกพรรคภูมิใจไทยย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ”

พรรคภูมิใจไทยจับตา “คดีนายกฯ” อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน คดีนายกฯ กำลังจะถูกอ่านในไม่ช้า ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคภูมิใจไทย หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ล่าสุด โฆษกพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงการรวมตัวของ สส.พรรค เพื่อติดตามสถานการณ์ คดีนายกฯ อย่างใกล้ชิด โดยหากผลการวินิจฉัยออกมาเป็นคุณ พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป แต่หากผลออกมาเป็นลบ ก็ขอให้มีการพูดคุยหารือกันภายในพรรคอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ น.ส.แนน ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวการพบปะกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรู้จักผู้คนมากมาย การพบปะทานข้าวกันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกต่อนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงพร้อมที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 และ 152 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโฆษกพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของการสนับสนุนรัฐบาล และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “โฆษกพรรคภูมิใจไทย”ย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

Scroll to top