พรรคประชาชาติ

“ทวี” เสนอมาตรการลดราคาน้ำมัน 10 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในสังคมไทยเลย นั่นคือ ทวี เสนอมาตรการลดราคาน้ำมัน 10 บาท พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดเก็บภาษีและราคาทิพย์น้ำมัน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเจอวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดขีด

อย่างที่เรารู้กันดี ราคาน้ำมันหน้าปั๊มตอนนี้กลายเป็นตัวการกัดกินค่าครองชีพของคนไทยไปแล้ว จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติช่วงต้นปี 2569 พบว่าประชาชนอยากให้รัฐแก้ปัญหาเร่งด่วนอันดับหนึ่งคือลดราคาสินค้าอุปโภค ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ก๊าซหุงต้มนั่นเอง โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดเรื่องสงครามอเมริกา-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันโลกพุ่ง แต่ที่ไทยนี่สิ กลับถูกบิดเบี้ยวให้แพงเกินจริง เพราะผู้ค้าสต็อกน้ำมันเก่าที่ซื้อถูกมาก่อน แต่ขายตามราคาตลาดโลกที่ตื่นตระหนก ฟันกำไรส่วนต่างมหาศาลจากความทุกข์ของเราๆ

ทวี เสนอมาตรการลดราคาน้ำมัน 10 บาท ทันทีไม่ต้องรอ

ข้อเท็จจริงช็อกใจคือ ใน 11 วันหลังสงคราม (27 ก.พ. – 10 มี.ค. 69) ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นพุ่ง 72% เบนซินจาก 16.54 บาท เป็น 28.46 บาท ดีเซลจาก 18.96 เป็น 35.29 บาท แต่เดี๋ยวก่อน น้ำมันที่เราอุดหนุนวันนี้คือสต็อกเก่า ซื้อถูก! ทำไมราคาปั๊มถึงพุ่งตามราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ที่บวกค่าขนส่ง ประกันภัยปลอมๆ ทั้งที่กลั่นในไทยนี่เอง นี่แหละกลไก “ราคาทิพย์” ที่ทำให้เกิด Stock Gain ให้บริษัทน้ำมันรวย แต่ประชาชนจน

ท่านทวีจึงเสนอ ทวี เสนอมาตรการลดราคาน้ำมัน 10 บาท แบบปฏิรูปฉุกเฉิน 1 ปี ชื่อว่า “ตัดไขมัน-ลดภาษี ปิดประตูคอร์รัปชัน” ไม่ต้องกู้เงิน ไม่ต้องอุดหนุนซับซ้อนที่เสี่ยงทุจริต แต่ตัดตัวแปรที่รัฐควบคุมได้ตรงๆ

รายละเอียดมาตรการที่ทวี เสนอมาตรการลดราคาน้ำมัน 10 บาท

  1. หั่นภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาล: ตอนนี้ดีเซลโดน 6.92 บาท/ลิตร เบนซิน 95 โดน 7.50 บาท/ลิตร ลดให้เหลือ 0 หรือพักเก็บ เหมือนสมัยยิ่งลักษณ์ลดเหลือ 0.05 บาท หรือประยุทธ์ช่วงโควิดลด 5 บาท เหลือ 1.44 บาท
  2. งดเก็บเงินเข้ากองทุน: Oil Fund 9.6 บาท + Consv. Fund 0.05 บาท รวม 9.65 บาท/ลิตร พักเก็บชั่วคราว คืนเงินสู่กระเป๋าประชาชน ลดแทรกแซงตลาดผิดๆ
  3. ทลายราคาทิพย์ ควบคุมค่าการตลาด: ยกเลิกอ้างราคาเสมือน ใช้ต้นทุนกลั่นจริง (Cost Plus) จากสต็อกในประเทศ กำค่าการตลาดให้เป็นธรรม

ถ้าทำตามนี้ ราคาจริงไร้ภาษีและราคาทิพย์ ดีเซลเหลือ 18-19 บาท เบนซิน 16-17 บาท บวกค่าการตลาด 3.7 บาท (เงินเดือนพนักงาน ค่าไฟ ขนส่ง กำไร) ดีเซล ~24 บาท เบนซิน ~21 บาท ลดลงกว่า 10 บาททันที โดยไม่ต้องใช้งบแผ่นดินสักบาท!

นี่คือทางออกโปร่งใสสุด ไม่เสียรายได้รัฐมาก แต่ช่วยเศรษฐกิจฐานราก โลจิสติกส์ทั้งระบบ ลดต้นทุนทุกอย่าง รัฐต้องยอมเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิตประชาชน ถ้าทำได้ เศรษฐกิจไทยรอดวิกฤตพลังงานแน่นอน

ส่วนตัวผมเห็นด้วยมาก เพราะการลดรายจ่ายประชาชนดีกว่าหารายได้รัฐแบบซับซ้อน คุณล่ะคิดยังไงกับ ทวี เสนอมาตรการลดราคาน้ำมัน 10 บาท ? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ ช่วยกันกดดันรัฐบาลให้ทำนโยบายดีๆ แบบนี้เถอะครับ จะได้ลดภาระค่าครองชีพกันถ้วนหน้า!

ที่มา – “ทวี”เสนอมาตรการฉุกเฉินหั่นภาษีสรรพสามิต งดเก็บเงินเข้ากองทุน ดึงราคาน้ำมันลงทันทีลิตรละ 10 บาท

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตในวงการการเมืองไทยมาอัปเดตกันแบบเรียลไทม์เลยนะครับ คือเรื่อง ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด แจงปม “ทวี” ทำตามหน้าที่เรื่องเขากระโดงด้วย เรียกได้ว่ารัฐบาลใหม่กำลังจะเกิดขึ้นแบบมั่นคง เมื่อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้พันธมิตรพรรคเล็กอย่างพรรคประชาชาติมาสนับสนุนเต็มตัว 5 เสียงจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นี่คือสัญญาณดีที่การเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชนครับ

ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด
ภาพประกอบเหตุการณ์ ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ (ที่มา: ไทยรัฐ)

ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ นำมติพรรคมาส่งมอบให้เลขาธิการภท. โดยยืนยันชัดเจนว่าทั้ง 5 เสียงของ ส.ส. พรรคประชาชาติพร้อมสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแบบเต็มตัว และพร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทันทีที่ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดราม่าขัดแย้งระหว่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กับพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นคดีฮั้ว สว. และเรื่องที่ดินเขากระโดงสมัยที่ท่านเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ฝั่งพรรคประชาชาติยืนยันว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นหน้าที่ในอดีตที่ศาลตัดสินไปแล้ว ตอนนี้คือการเมืองใหม่ พวกเขาเปรียบเทียบว่าการเมืองเหมือนกีฬา พอเกมจบก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้ น่ารักดีนะครับ แบบนี้แหละที่การเมืองไทยควรเป็น!

มติเอกฉันท์จากพรรคประชาชาติ

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ของพรรคประชาชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทั้ง 5 เสียงสนับสนุนภท. นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แม้ท่านติดภารกิจไม่ได้มาเอง แต่นายวันมูหมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค ก็ยืนยันเต็มปาก นี่แสดงให้เห็นถึงวินัยพรรคที่แข็งแกร่ง พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคท้องถิ่นในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เน้นประเด็นศาสนาและสิทธิชาวมุสลิมใต้ จึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่

ซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยันสนับสนุนภท.
นายซูการ์โน มะทา ในการแถลง (ที่มา: ไทยรัฐ)

แจงปม “ทวี” ทำตามหน้าที่เรื่องเขากระโดง-ฮั้ว สว.

นายซูการ์โน ชี้แจงชัดว่าปมขัดแย้งเก่าเป็นเรื่องหน้าที่สมัย พ.ต.อ.ทวี เป็น รมว.ยธ. คดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ศาลพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้พรรคพร้อมลุยงานใหม่เพื่อประชาชนในพื้นที่ใต้ที่อยากเห็นพรรคของตัวเองมีบทบาทในรัฐบาล เหตุผลหลักคือระบอบประชาธิปไตยใช้เสียงข้างมาก พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนสูงสุดจากประชาชน ก็สมควรนำจัดตั้งรัฐบาล และภท. ก็แสดงมิตรไมตรีดีมาก

ทิศทางการทำงานร่วมรัฐบาล

สำหรับการโหวตในสภา พรรคประชาชาติยืนยันจะตามมติรัฐบาลทุกประการ เชื่อมั่นวินัย ส.ส. แต่มีจุดยืนชัด ถ้ามติขัดหลักศาสนาอิสลามจะต้องคุยกันก่อน เช่น กฎหมายที่กระทบหลักศาสนา ส่วนประเด็นร้องให้เลือกตั้งโมฆะ ก็ปล่อยให้ กกต. และองค์กรอิสระตัดสิน พรรคทำหน้าที่หาเสียงเสร็จแล้ว

  • เหตุผลหลักที่เข้าร่วม: มติพรรคเอกฉันท์ สนับสนุนอนุทินเป็นนายก
  • วินัยพรรค: โหวตตามรัฐบาล ยกเว้นขัดศาสนา
  • ประโยชน์ประชาชน: โดยเฉพาะพื้นที่สามจังหวัดใต้
  • ลืมอดีต: ปมเก่าเป็นหน้าที่ จบแล้วจับมือใหม่
ภาพแถลงข่าว ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ
บรรยากาศการแถลงข่าว

จากมุมมองของผม การที่ ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น เสียง 5 เสียงอาจดูน้อย แต่ในสภาไทยที่พรรคกระจาย มันคือตัวชี้วัดเสถียรภาพ โดยเฉพาะเสียงจากใต้ที่มักมีจุดยืนเฉพาะตัว นี่แสดงให้เห็นว่าภท. ภายใต้อนุทิน มีศักยภาพรวบรวมพรรคเล็กได้ดี อนาคตการเมืองไทยน่าจะสงบลงบ้าง หลังจากดราม่าเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาว่าพรรคประชาชาติจะรักษาจุดยืนศาสนาได้อย่างไรเมื่อเจอมติรัฐบาล และปมเก่าของทวีจะถูกขุดขึ้นมาอีกหรือไม่ แต่โดยรวมคือข่าวดีครับ!

ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยควรเน้น ‘จบแล้วเป็นเพื่อน’ แบบนี้มากขึ้น จะได้โฟกัสปัญหาประชาชน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา แทนดราม่าอดีต คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด แจง “ทวี” ทำตามหน้าที่เรื่องเขากระโดง

มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้

มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้

ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคประชาชาติได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และสมาชิกพรรคอย่างคึกคัก เพื่อหารือเรื่องการตอบรับคำเชิญจากพรรคภูมิใจไทยในการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า พรรคได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่บ้านการเมือง และนำเรื่องนี้มาหารือกันในที่ประชุม จนได้มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้ โดยจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดมติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส.

มติครั้งนี้เกิดขึ้นแบบเอกฉันท์ทั้ง 5 เสียงของว่าที่ ส.ส. พรรคประชาชาติ แม้จะมีกระแสข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ต้องการ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค เนื่องจากประเด็นขัดแย้งในอดีต แต่ นายซูการ์โน ยืนยันว่าเป็นการตกลงในนามพรรคทั้งหมด ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และได้เคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ 20 ก.พ. 2567 ตนจะเป็นตัวแทนไปแจ้งมติให้พรรคภูมิใจไทยทราบ โดย พ.ต.อ.ทวี ติดภารกิจต่างจังหวัดจึงไม่ร่วมเดินทาง

เรื่องคดีความในอดีตของ พ.ต.อ.ทวี สมัยเป็น รมว.ยุติธรรม นายซูการ์โน ชี้ว่าเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่แยกจากเรื่องการเมือง การเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้จึงมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชน

ซูการ์โน มะทา

นโยบายหลักที่พรรคประชาชาติจะผลักดัน

พรรคประชาชาติย้ำหลักการชัดเจนว่าจะไม่โหวตกฎหมายที่ขัดหลักศาสนา นโยบายเร่งด่วนคือแก้ปัญหายาเสพติดที่กระทบสังคมและประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่ใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น ไม่เปิดเสรี ต้องคุยกับพรรคภูมิใจไทยให้ชัดเจน และเร่งดำเนินการทันที

  • การร่วมรัฐบาลช่วยดูแลผลประโยชน์ประชาชนได้ดีกว่าฝ่ายค้าน
  • ผู้สนับสนุนพรรคต้องการให้เข้าร่วมรัฐบาล
  • รัฐบาลนี้อาจได้เสียงเกิน 300 เสียง มีโอกาสอยู่ครบวาระ

นายซูการ์โน ยังประเมินว่ารัฐบาลภูมิใจไทยที่มีมติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้ จะแข็งแกร่งพอแก้ปัญหาปากท้องประชาชนได้ โดยยังไม่มีการพูดถึงตำแหน่งในรัฐบาลหรือนโยบายเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

ประชุมพรรคประชาชาติ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของพรรคประชาชาติที่พร้อมร่วมมือกับพรรคใหญ่เพื่อขับเคลื่อนประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลใหม่จะสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียงจริงหรือไม่ และจะจัดการปัญหายาเสพติดอย่างไร ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด

ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้

“ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. ฟ้องกกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสกันเลยครับ นั่นคือ “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กอย่างเป็นกันเอง แต่หนักแน่น สนับสนุนประชาชนที่กล้าออกมาใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย เพื่อตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. หลังจากมีคนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว

“ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.16 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี ได้โพสต์ข้อความเด็ดๆ ลง เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “ผู้ใดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ถือเป็นการกระทำที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและหลักนิติธรรมต้องเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรง” คำพูดนี้สะท้อนถึงความห่วงใยต่อระบบประชาธิปไตยของไทยจริงๆ ครับ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญนัก? เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การเลือกตั้ง ส.ส. คือกลไกสำคัญที่ประชาชนมอบอำนาจให้ผู้แทน รัฐธรรมนูญมาตรา 3, 83 และ 85 วางหลักชัดเจนว่าการลงคะแนนต้อง โดยตรงและลับ เพื่อปกป้องเสรีภาพและศักดิ์ศรีของทุกคน ถ้าการลงคะแนนไม่ลับ ก็เท่ากับละเมิดสิทธิพื้นฐานไปเลยครับ

ประเด็นกฎหมายที่ถูกยกขึ้นในคดี “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม.

ผู้ยื่นฟ้องได้ยกประเด็นกฎหมายหลายมาตรา เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าบัตรเลือกตั้งบางใบควรเป็นบัตรเสียหรือไม่ นี่คือประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจ:

  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ห้ามทำเครื่องหมายสังเกตในบัตรเลือกตั้ง
  • มาตรา 144 เกี่ยวกับการทำให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสีย
  • มาตรา 23, 149 และ 164 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง
  • ระเบียบ กกต. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 และข้อ 174 (2) (7) ที่กำหนดหลักเกณฑ์นับคะแนน

ทั้งหมดนี้เป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย พ.ต.อ.ทวี ย้ำชัดว่าการตรวจสอบคือหัวใจของนิติธรรม ถ้าประชาชนรู้สึกว่าความลับการลงคะแนนถูกกระทบ ก็ต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง

พรรคประชาชาติยืนหยัดเคียงข้างประชาชนที่ใช้สิทธิสุจริต พวกเขามั่นใจว่าความจริงจะปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรม และหวังให้ทุกฝ่ายร่วมรักษาเสียงของประชาชนให้ศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ในฐานะนักการเมืองที่เคยผ่านประสบการณ์มามาก พ.ต.อ.ทวี จึงกลายเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้ดีทีเดียว

มาขยายความกันหน่อยนะครับ ว่าทำไมการเลือกตั้งลับถึงสำคัญขนาดนี้ ในประเทศประชาธิปไตย การลงคะแนนต้องลับเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง การข่มขู่ หรืออิทธิพลจากผู้มีอำนาจ ถ้ามีร่องรอยที่ทำให้รู้ได้ว่าคนลงคะแนนใคร ก็อาจนำไปสู่การทุจริตได้ง่ายๆ ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าคุณกลัวว่าจะถูกตามตัวเพราะเลือกพรรคที่ตัวเองชอบ ก็คงไม่กล้าลงคะแนนจริงๆ จังๆ แน่ๆ

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ในบางประเทศที่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ จนต้องปฏิรูประบบเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น ในไทยเราก็เคยมีกรณีบัตรเสียเยอะในอดีต ซึ่งบางครั้งถูกตั้งคำถามว่ามีเจตนาหรือไม่ ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะเคลียร์ประเด็นให้ชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการที่ “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ นี่คือตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่โปร่งใส นักการเมืองควรสนับสนุนประชาชนตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่ปิดกั้น คุณล่ะครับ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้? เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทยแค่ไหน? มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน!

ที่มา – “ทวี” หนุนประชาชนใช้สิทธิตาม กม. หลังยื่นฟ้อง กกต. เชื่อความยุติธรรมจะปรากฏ

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นกวาดล้างยาเสพติด กระท่อม-กัญชา

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาที่รุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดปัญหาสังคมมาอย่างยาวนาน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญของพรรคประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามยาเสพติด เพราะถือเป็นภัยร้ายที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ ที่ถูกมองจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียว่าเป็น "เมืองหลวงยาไอซ์" ซึ่งน่าอับอายอย่างยิ่ง จากการสนทนากับหัวหน้าสันติบาลรัฐกลันตันของมาเลเซีย พบว่าปัญหานี้รุนแรงจนมาเลเซียต้องสร้างรั้วกั้นชายแดนเพื่อป้องกัน

ที่มาของยาเสพติดในภาคใต้

ยาเสพติดเหล่านี้ส่วนใหญ่ลักลอบมาจากสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อกบดานในพื้นที่ชายแดน โดยมีผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองบางส่วนอยู่เบื้องหลัง ใช้เงินสกปรกจากการค้าของผิดกฎหมายมาหลอกลวงประชาชนในการเมืองอีก หากพรรคประชาชาติได้อำนาจ จะใช้กลไกการฟอกเงินจัดการเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศเพื่อนบ้าน และฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เสียหายจากปัญหานี้

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด โดยย้ำว่าพื้นที่ที่มียาเสพติดระบาด จะไม่มีสันติภาพหรือความสุขได้แน่นอน จากประสบการณ์สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคยผลักดันห้ามเร่ขายกระท่อมใกล้สถานศึกษา เพราะมอมเมาเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือดี หากกลับมาเป็นรัฐบาล จะยึดทรัพย์ผู้ค้า บำบัดผู้เสพอย่างเหมาะสม

นโยบายปราบยาเสพติดของพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติมีแผนชัดเจนในการบริหารจัดการปัญหายาเสพติด ดังนี้

  • กวาดล้างผู้ค้ารายใหญ่: ใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากยาเสพติดทั้งหมด ไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหน
  • ควบคุมกระท่อมและกัญชา: เปลี่ยนสถานะกลับเป็นยาเสพติดประเภท 5 ห้ามค้าหรือใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด
  • บำบัดผู้เสพ: สร้างศูนย์บำบัดมาตรฐานทั่วประเทศ โดยไม่ลงโทษผู้เสพที่อยากเลิก แต่เน้นการรักษาและป้องกัน
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ประสานงานกับมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตัดเส้นทางการลักลอบ
  • ป้องกันเยาวชน: ห้ามขายใกล้โรงเรียน สถานบันเทิง และชุมชน โดยมีบทลงโทษหนัก

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่กระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวแตกแยก เยาวชนหลงผิด และเศรษฐกิจเสียหาย โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ถูก stigma จากต่างชาติ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนควบคู่ไปด้วย เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย เพื่อลดช่องว่างให้ยาเสพติดแทรกซึม ประสบการณ์ของทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นตำรวจและรัฐมนตรี ทำให้มั่นใจว่านโยบายนี้จะได้ผลจริง ไม่ใช่แค่สัญญาเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยต้องการมานาน หากทำได้จริง จะช่วยลดปัญหาสังคมได้อย่างมหาศาล คุณคิดอย่างไรกับแนวทางของหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจจริงกวาดล้างยาเสพติดนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อสร้างกระแสปราบยาเสพติดให้ดังทั่วประเทศ!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

พ.ต.อ.ทวี พลิกสูตรดับไฟใต้ เน้นประชาชน!



พ.ต.อ.ทวี พลิกสูตรดับไฟใต้ เลิกฟังหน่วยงาน ชูประชาชนนำทาง!

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ร้านสุวรรณรสคาเฟ่ บิสโทรแอนด์บาร์ อ.เบตง จ.ยะลา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายอับดุลอายี สาแม็ง ผู้สมัคร สส.เขต 3 พรรคประชาชาติ เดินทางพบปะตัวแทนหอการค้า สมาคมท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและนำเสนอนโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

การพบปะครั้งนี้มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง พ.ต.อ.ทวี เน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องเริ่มจากการฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก เลิกยึดติดกับแนวทางเดิมๆ ที่เน้นการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า “ความมั่นคงและเศรษฐกิจแยกขาดจากกันไม่ได้ แม้สถิติเหตุการณ์จะลดลง แต่หากเกิดเหตุเพียงครั้งเดียว เช่น การวางเพลิงในสถานีบริการน้ำมัน ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทันที ดังนั้น ภาครัฐนอกจากต้องเข้มแข็งในการคุ้มครองความปลอดภัยแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารงานและการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนควบคู่กันไป”

พ.ต.อ.ทวี พลิกสูตรดับไฟใต้ เน้นประชาชน!

กลุ่มนักธุรกิจในพื้นที่ได้สะท้อนปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเมืองเบตง โดยมีประเด็นหลัก 4 ด้าน ได้แก่

  • การขับเคลื่อนสนามบินเบตงและสายการบิน
  • วิกฤตจุดเติมน้ำมัน
  • การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวนานาชาติ
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism)

ผู้ประกอบการเสนอให้มีการจัดตั้งจุดเติมน้ำมันเครื่องบินที่สนามบินเบตงโดยตรง เพื่อลดภาระสายการบินที่ต้องสำรองน้ำมันจำนวนมากจากต้นทาง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้การดำเนินงานไม่คุ้มทุน นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงสายการบิน Easy Airline ในฐานะสายการบินที่เสียสละ แม้บางเที่ยวบินจะมีผู้โดยสารน้อยแต่ยังคงให้บริการเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคและใช้ในยามฉุกเฉิน

นักธุรกิจยังได้ระบุว่า หากนักท่องเที่ยวระดับ High-end สามารถเหมาลำเครื่องบินมาลงเบตงได้ จะเป็นเครื่องยืนยันความปลอดภัยของพื้นที่ได้ดีกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั่วไป เพื่อต่อยอดแลนด์มาร์คและงานระดับโลก

แนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้โดย พ.ต.อ.ทวี

พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่าการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและแก้ปัญหา แทนที่จะพึ่งพาเพียงการสอบถามหรือรายงานจากหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง

การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้เบตงเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมกีฬาขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ในช่วงท้ายของการพบปะ พ.ต.อ.ทวี ย้ำถึงความพร้อมของพรรคประชาชาติในการเป็นตัวแทนชาวภาคใต้เข้าไปขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ ขณะที่ตัวแทนภาคธุรกิจแสดงความหวังว่าพรรคจะได้รับโอกาสเข้ามาเพิ่มอำนาจต่อรองในการพัฒนาพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนผ่านเบตงไปสู่เมืองท่องเที่ยวระดับสากลอย่างแท้จริง พรรคประชาชาติพร้อมผลักดันนโยบายเพื่อ พ.ต.อ.ทวี พลิกสูตรดับไฟใต้ เน้นประชาชน!

การที่ พ.ต.อ.ทวี หันมาเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่สันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน การฟังเสียงของประชาชนและให้ความสำคัญกับความต้องการของพวกเขา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว การดำเนินการตามแนวทาง พ.ต.อ.ทวี พลิกสูตรดับไฟใต้ เน้นประชาชน! จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเอง

ที่มา – “พ.ต.อ.ทวี” คุยตัวแทนหอการค้า-ผู้นำศาสนา พลิกสูตรดับไฟใต้ เลิกฟังหน่วยงาน-ชูประชาชนนำทาง

ทวี ยันสอบคดีฮั้ว สว. ตาม กกต. แจ้งข้อกล่าวหา

“ทวี สอดส่อง” ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยแทรกแซง “คดีฮั้ว สว.” พร้อมกระตุกให้สังคมฉุกคิดถึงอำนาจของ สว. ที่มีมากเกินไป และควรเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ชี้ กกต. เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหา ดังนั้นจึงต้องเดินหน้าตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เนื่องจากคดียังอยู่ในอายุความ

พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่อง คดีฮั้ว สว. ว่า หัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมคือการมีหลักนิติธรรม นั่นคือทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะกระทำความผิดก็ต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากศาลทำผิดก็ต้องได้รับโทษ สนช. ก็เช่นกัน บ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้ยาก หากผู้มีอำนาจไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและขาดความเข้มแข็งทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาให้ดีจะพบว่า สว. มีอำนาจมาก ดังนั้นจึงต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างละเอียด

ทวี ยันสอบคดีฮั้ว สว. ตาม กกต. แจ้งข้อกล่าวหา

พล.ต.อ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณี คดีฮั้ว สว. นั้น เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อมีการตรวจพบความผิดปกติของการไหลเวียนของเงิน คณะกรรมการคดีพิเศษ (DSI) จึงตั้งข้อสงสัยว่าเงินจำนวนดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษ เพียงแต่มีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนั้น ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ จนกระทั่ง กกต. เข้ามาเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาในภายหลัง ต่อมา สว. กลุ่มหนึ่งได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเคารพการตัดสินใจของศาล แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี ตนได้สอบถามผู้ที่ทำการไต่สวน และได้รับทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 200 กว่าคนนั้นถูก กกต. แจ้งข้อกล่าวหา ตนจึงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ เนื่องจาก กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน และทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ความโปร่งใสในการสอบสวนคดีฮั้ว สว.

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ในฐานะรัฐมนตรี เราต้องไม่ปล่อยให้มีการแทรกแซงคดี ไม่แทรกแซงข้าราชการประจำ และตัวเราเองก็ต้องไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างมีศักดิ์ศรี และเนื่องจากคดียังอยู่ในอายุความ จึงต้องเดินหน้าต่อไป โดยไม่ปล่อยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย

คดีฮั้ว สว. ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ การที่ พล.ต.อ.ทวี ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมและความโปร่งใสในการตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจติดตามต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร และผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อการเมืองไทยในอนาคต

การตรวจสอบอำนาจของ สว. เป็นเรื่องที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “ทวี” ยัน สอบคดีฮั้ว สว. ตาม กกต. แจ้งข้อกล่าวหา ไม่เคยแทรกแซงหรือกลั่นแกล้ง

วันนอร์-ทวี จัดทัพ! สู้ศึกเลือกตั้ง “พรรคหลัก”

“พรรคประชาชาติ” ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก”ในระบอบนิติบัญญัติ โว “วันนอร์” ทำหน้าที่สมเกียรติ 2 สมัย

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติว่า เมื่อเวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการและอดีต สส. ยะลา พร้อม อดีต สส. ของพรรคประชาชาติ และคณะกรรมการบริหารพรรค ประชุมร่วมกัน ในวาระต่างๆ เช่น ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. เพื่อหารือสถานการณ์ทางการเมืองและเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้กล่าวขอบคุณ อดีต สส., คณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคที่ทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า พรรคประชาชาติยังอยู่

ขณะที่ พันตำรวจเอก ทวี กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมพลังในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชาติ พร้อมประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของประเทศ ซึ่งคำว่าพรรคหลัก ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขของผู้แทน ที่มีจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่เป็น “หลัก” ในสถาบันนิติบัญญัติตลอด 2 สมัยที่ผ่านมา

“ในระบอบนิติบัญญัติ พรรคประชาชาติ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สส. ของพรรคทุกคน ได้ทำหน้าที่เป็นหลักให้กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาจารย์วันนอร์ ที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯ อย่างสมเกียรติ” พันตำรวจเอก ทวี กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค มีความจำเป็นต้องคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานพรรคเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกกฎหมาย เตรียมพร้อมขับเคลื่อนพรรคสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้อุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน”

พันตำรวจเอก ทวี ยังได้กล่าวปลุกพลังสมาชิกพรรคให้ร่วมกันสร้างพรรคประชาชาติให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่ยั่งยืน ข้ามพ้นวัฏจักรเดิมๆ ของการเมืองไทย

พรรคประชาชาติประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ วันนอร์ มะทา และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยการประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ พวกเขาเน้นย้ำว่า ความเป็น “พรรคหลัก” ไม่ได้อยู่ที่จำนวน ส.ส. เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพและเป็นที่พึ่งของประชาชน

อะไรคือความหมายของการเป็น “พรรคหลัก” ในมุมมองของพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้อธิบายว่า การเป็น “พรรคหลัก” หมายถึงการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในสถาบันนิติบัญญัติ การเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และการเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พรรคประชาชาติเชื่อมั่นว่า พวกเขามีประสบการณ์และความพร้อมที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีที่สุด

การปรับโครงสร้างภายในพรรคก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชาติกำลังคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน” และมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืน สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของพรรคประชาชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ มาร่วมติดตามกันว่า พรรคประชาชาติจะสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “วันนอร์-ทวี” จัดทัพพรรคประชาชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ

Scroll to top