พรรคฝ่ายค้าน

“สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา

ช่วงนี้แวดวงการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจกำลังจะมาถึง หลายคนจับตาดูว่ารัฐบาลจะรับมืออย่างไร โดยล่าสุด “สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณบวกจากพรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันถึงความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นข้อสงสัยจากฝ่ายค้านครับ

“สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลมาตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว. หรือเรื่องการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยนายสิริพงศ์มองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ เพราะรัฐบาลยึดถือความโปร่งใสและหลักฐานเป็นสำคัญ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านมักจะใช้สูตรสำเร็จว่า “ว่าไปก่อน ถูกผิดค่อยไปพิสูจน์” นายสิริพงศ์ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า:

  • การชี้แจงต้องอาศัยหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่พยานบุคคล
  • รัฐบาลทำงานตามกระบวนการที่ตรวจสอบได้ เช่น กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่เริ่มตั้งแต่ปี 2562
  • โครงการ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความชัดเจนและถึงมือประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ “สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา โดยเขายืนยันว่าเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น และไม่มีการไปดึงพรรคอื่นเข้ามาร่วมเพิ่มตามที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าการเมืองในระบบรัฐสภามีการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินงานต่างๆ นั้นส่งผลดีต่อประชาชนจริงหรือไม่ การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ย่อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูผลลัพธ์จากการอภิปรายจริงว่าข้อมูลจะแน่นเพียงใดและคำตอบจะถูกใจผู้ฟังมากน้อยแค่ไหนครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

สถานการณ์การเมืองในตุรกีกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจกลางกรุงอังการา เมื่อตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลดจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เขย่าอำนาจในพรรคประชาชนสาธารณรัฐ (CHP) เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยของประเทศอีกด้วย

เหตุการณ์ระทึก ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

เหตุการณ์ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้การรับตำแหน่งของ เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP เป็นโมฆะ โดยอ้างถึงข้อครหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งภายในพรรค อย่างไรก็ตาม นายเออเซลได้ยืนหยัดขัดขืนคำสั่งดังกล่าว จนนำไปสู่การนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ที่สำนักงานใหญ่พรรคฝ่ายค้าน

ชนวนเหตุและการปะทะกัน

การบุกรุกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ระหว่างผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีการใช้แก๊สน้ำตาและสายยางฉีดน้ำเพื่อสลายตัวกลุ่มผู้ประท้วงที่พยายามขัดขวางการเข้ายึดอาคาร ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยฝ่ายค้านมองว่านี่คือความพยายามกระชับอำนาจของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน มากกว่าจะเป็นประเด็นทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

  • นายเออเซลประกาศขัดขืนคำสั่งศาลและพร้อมเดินหน้าสู่ท้องถนน
  • มีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐบาล
  • ฮิวแมนไรท์วอทช์ออกมาเตือนเรื่องการใช้กลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรมในการบ่อนทำลายฝ่ายค้าน

หลายคนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด ครั้งนี้ เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของฝ่ายการเมืองตุรกี ว่าพวกเขาจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ไปสู่ความเป็นธรรมได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้อำนาจรัฐที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกว่าจะควบคุม

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในตุรกียังคงเป็นไฟใต้พรมที่พร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเคลื่อนไหวบนท้องถนนของนายเออเซลและกลุ่มผู้สนับสนุนจะได้รับผลตอบรับอย่างไร และท่าทีของรัฐบาลเอร์โดอันหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

ที่มา – ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

“ณัฐพงษ์” นำยื่นศาล รธน. ดัน กมธ.ตรวจ พ.ร.ก.เงินกู้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่อาคารรัฐสภา เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลให้โปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยคือ รัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันในการผลักดัน พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดี

รายละเอียดในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คำร้องประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วนเพื่อให้ศาลพิจารณา เช่น แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ไม่เหมาะสมที่จะรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ พ.ร.ก.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่ายค้านจึงขอให้ศาลสั่งระงับการเบิกจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นก่อน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลังหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เงินที่กู้มาใช้ไปแล้วจะเรียกคืนอย่างไร

  • เงินกู้รวม 400,000 ล้านบาท: แบ่งเป็นเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงาน และส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้าน
  • ข้อกังวลสอดไส้: ส่วนพลังงานไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรใช้ระบบงบประมาณปกติ
  • ขอระงับเบิกจ่าย: รอคำวินิจฉัยศาล เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงก้าวล่วงอำนาจ: คำร้องเขียนรอบคอบ ไม่ให้ศาลถูกวิจารณ์เหมือนกรณีรถไฟความเร็วสูง

ฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอญัตติในสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ฉบับนี้ โดยคาดว่ารัฐบาลไม่ควรโหวตคว่ำ หากไม่มีอะไรปกปิด เพราะการใช้งบเงินกู้มีกระบวนการกรองน้อยกว่าการใช้งบประมาณปกติที่ผ่านสภา หลายชั้น หากโปร่งใสจริง ยิ่งควรตั้ง กมธ. เพื่อติดตาม

บริบทและความสำคัญของกรณีนี้

พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่กระทบประชาชน รัฐบาลอ้างเพื่อเยียวยาและปรับโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืน แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ผสมเรื่องไม่เกี่ยวข้องเข้าไป การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบสมดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการกำกับดูแลการเงินของรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณมหาศาลที่อาจกลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต ประชาชนควรติดตามผลการวินิจฉัยของศาลอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลสอดไส้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารอัปเดตทางการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร คว่ำกมธ.พืชผล

ในสถานการณ์ที่พี่น้องเกษตรกรไทยกำลังเผชิญความเดือดร้อนหนักจากราคาพืชผลตกต่ำและต้นทุนผลิตสูงลิ่ว ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร เมื่อฝ่ายรัฐบาลลงมติคว่ำญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตร นี่คือการกระทำที่ปิดกั้นโอกาสในการแก้ปัญหาจากต้นตออย่างแท้จริง

กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร คว่ำตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ได้แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นเวทีสะท้อนปัญหาประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบ ปัญหาเกษตรกรในปัจจุบันรุนแรงมาก ราคาข้าวยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ต่างๆ ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาปุ๋ย น้ำมันดีเซล และยาฆ่าแมลงพุ่งสูง ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนย่อยยับ หลายรายต้องทิ้งนา ทิ้งสวน

ทำไมกล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกรถึงเป็นปัญหาใหญ่

การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นกลไกสำคัญของสภาในการศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ฟังความเห็นจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และหน่วยงานรัฐ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่แจกเงินเยียวยาชั่วคราว แต่รัฐบาลเลือกคว่ำญัตติ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลกลัวการตรวจสอบหรือมีอะไรปิดบัง พรรคกล้าธรรมซึ่งก่อตั้งมาเพื่อเกษตรกร ยืนยันสนับสนุนฝ่ายค้านเต็มที่ เพราะเราเห็นความเดือดร้อนจริงๆ ของพี่น้องชาวนาชาวสวน

ปัญหาราคาพืชผลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ผลผลิตลดลง การแข่งขันในตลาดโลกที่ไทยเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย รวมถึงนโยบายรัฐที่ยังไม่ช่วยเหลือตรงจุด เช่น การขาดการควบคุมราคาปุ๋ยผูกขาด หรือการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรอง

  • ราคาข้าวโพดและข้าวเปลือกตกต่ำต่ำกว่า 10 บาท/กก.
  • ยางพาราราคาต่ำกว่า 60 บาท/กก. ขาดทุนสะสม
  • ทุเรียน มังคุด ลำไย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่งเหว
  • ต้นทุนผลิตเพิ่ม 30-50% จากราคาน้ำมันและปุ๋ย

นายปิยวัฒน์ย้ำว่า แม้เสียงข้างมากจะชนะ แต่พรรคกล้าธรรมจะไม่ยอมแพ้ เราจะเดินหน้าสะท้อนปัญหาในสภาและนอกสภา รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ กมธ.วิสามัญทำงาน เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมให้เกษตรกร

แนวทางแก้ปัญหาที่พรรคกล้าธรรมเสนอ

นอกจากการตั้ง กมธ.วิสามัญ พรรคกล้าธรรมมีนโยบายชัดเจน เช่น สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ สร้างตลาดรับซื้อที่มั่นคง และพัฒนาการส่งออกให้แข่งขันได้ หากรัฐบาลเปิดใจ ไทยจะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก

เหตุการณ์ กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐต้องรับฟังประชาชน สภาต้องทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เกมการเมือง

ในฐานะนักข่าวการเมืองและผู้สนใจปัญหาเกษตร เรามองว่าการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่เกษตรกร ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของประเทศ หากไม่แก้ไขด่วน ผลกระทบจะลุกลามไปสู่ความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจฐานราก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? หากเห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อช่วยเกษตรกร แชร์บทความนี้ สนับสนุนพรรคที่ยืนเคียงข้างชาวนา และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ปัญหาถูกปิดประตูอีก

ที่มา – กล้าธรรม เดือด รัฐบาลปิดประตูใส่ความทุกข์เกษตรกร คว่ำตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

“ธรรมนัส” ส่งทีมขนของออกจากกระทรวงเกษตร

สวัสดีครับชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการบ้านเมืองมาอัพเดทกัน “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตา เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจในรัฐบาลใหม่ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ที่กำลังจะเข้ามาครับ

“ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทีมงานของตนเริ่มดำเนินการขนย้ายของใช้ส่วนตัวออกจากห้องทำงานที่กระทรวงทันที ไม่ใช่แค่ท่านธรรมนัสคนเดียว แต่รวมถึงนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับตำแหน่ง

รถบรรทุกขนของที่กระทรวงเกษตร

บรรยากาศหน้าห้องทำงานกระทรวงเกษตรคึกคักตั้งแต่เช้า มีรถบรรทุกและรถกระบะจากบริษัทขนส่งจอดรอรับงานถึง 6 คัน พนักงานขนย้ายค่อยๆ ลากของลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวต่างๆ เรียกได้ว่าเคลียร์ให้หมดจด เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของเจ้าของใหม่

ทีมงานกำลังขนของ

รายละเอียดการขนย้ายและการทำความสะอาด

นอกจากการขนของแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเร่งทำความสะอาดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ห้องทำงานทุกห้องถูกเช็ดถู ไล่ฝุ่น ปรับปรุงให้พร้อมใช้งานทันที ภาพรวมคือทุกอย่างดูเรียบร้อยและเป็นมืออาชีพมาก

  • รถบรรทุกและกระบะ 6 คันจอดรอ
  • ทีมงานเริ่มขนตั้งแต่เช้า
  • ทำความสะอาดห้องทำงาน รอบกระทรวง
  • เตรียมรับรัฐมนตรีใหม่จากรัฐบาลอนุทิน
การทำความสะอาดกระทรวง
ภาพเพิ่มเติมการขนย้าย

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี้ สะท้อนถึงความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่านของระบบราชการไทย หลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนนำ ได้รับกระทรวงเกษตรฯ มาดูแล ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญเพราะเกษตรกรไทยกว่า 30% ของประชากรอาศัยรายได้จากภาคเกษตร ดังนั้น การเปลี่ยนรัฐมนตรีจึงต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้งานคั่งค้าง

ในมุมมองส่วนตัวนะครับ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยมืออาชีพแค่ไหน ไม่ยื้อเยื้อ ไม่ติดค้าง ทำให้ระบบเดินหน้าได้ต่อเนื่อง คิดดูสิครับ ถ้าขนของช้า กระทรวงก็ล่าช้า เกษตรกรเดือดร้อนแน่ๆ

ภาพบรรยากาศกระทรวง

ผลกระทบต่อนโยบายเกษตรในอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเกษตรคนใหม่จะเข้ามานำเสนอนโยบายใหม่ๆ เช่น สนับสนุนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนปุ๋ย ช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น ซึ่งเราจะติดตามให้ฟังต่อไปครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบเป็นกันเองได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งสำคัญ ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยแสดงความมั่นใจในกระบวนการโหวต แต่ก็หลีกเลี่ยงการตอบคำถามบางประเด็นที่ละเอียดอ่อน

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินได้ขอบคุณทุกพรรคที่ให้ความมั่นใจในการโหวตเลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ายังต้องรอผลการประชุมสภาที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสัญญาณจากพรรคกล้าธรรมว่าจะโหวตสนับสนุนหรือไม่ นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนี้ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดเดา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความรู้สึกก่อนวันโหวตจริง โดยชี้ว่าคงไม่มีอะไรผิดพลาด นายอนุทินตอบด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล และแม้แต่พรรคที่อยู่นอกรัฐบาล หากมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เขาพร้อมรับฟังและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สะท้อนถึงสไตล์การนำที่เปิดกว้าง

อนุทินกังวลงานที่จะเข้ามามากกว่าเสียงโหวต

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชน (ปชน.) จะเสนอชื่อแข่งขันนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบ” และยืนยันว่าได้เชิญทุกพรรคเข้าร่วมแล้ว เสียงที่เพียงพออยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากังวลเสียงสนับสนุนจากนอกพรรคร่วมหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะเบาๆ และถามกลับว่า “ทำไมชอบถามว่ากังวล” ก่อนตอบว่า “กังวลงานที่จะเข้ามามากกว่า” แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่มุ่งเน้นการทำงานมากกว่าการเมืองแบบเก็งกำไร

ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ นี้ สะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและกล้าธรรม อาจสร้างเซอร์ไพรส์ได้ นอกจากนี้ นายอนุทินยังไม่ได้เปิดเผยวางแผนงานแรกหลังรับตำแหน่ง ก่อนรีบเข้าร่วมประชุมสภา

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายอนุทินในฐานะผู้นำที่สงบเสงี่ยมและมุ่งผลงาน โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของเขาเน้นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเด่นในการบริหารประเทศ

  • ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้ความมั่นใจ
  • พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกพรรค
  • กังวลงานมากกว่าเสียงโหวต
  • ไม่ตอบเรื่องพรรคกล้าธรรมและปชน.

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางรัฐบาล แต่ยังเป็นบททดสอบความสามัคคีของพรรคร่วม หาก “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ จริง อาจนำไปสู่การโหวตที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการโหวตในสภาให้ดี เพราะอาจมีพลิกผันที่ไม่คาดคิด คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายอนุทิน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” แสดงวิสัยทัศน์ชิงเก้าอี้นายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเองว่ามันหมายความว่าอะไร และทำไมพรรคถึงเลือกเดินทางสายนี้

พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง

วันที่ 18 มีนาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมนี้ พรรคยืนยันว่าจะส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ลงชิงเก้าอี้สำคัญนี้ แม้จะทราบดีว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้แล้ว

ศิริกัญญา ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง แต่เป็นเพื่อให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยที่มีสีสันมากขึ้น ทั้งได้ซักฟอกคุณสมบัติของแคนดิเดตจากพรรคอื่นๆ และแสดงวิสัยทัศน์การบริหารประเทศของพรรคประชาชนให้สมาชิกสภาฯ และประชาชนได้ยินได้เห็น เป็นโอกาสทองในการถกเถียงเรื่องนโยบายสำคัญๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และการปฏิรูป

มั่นใจไม่มี “งูเห่า” ในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลเรื่อง ส.ส. พรรคส้ม (หมายถึงฝ่ายค้าน) จะแตกแถวเป็น “งูเห่า” หรือไม่ ศิริกัญญาตอบแบบมั่นใจสุดๆ ว่า “มั่นใจว่าสมาชิกพรรคจะโหวตให้ นายณัฐพงษ์ โดยพร้อมเพรียงกัน ยืนยันว่าไม่มีงูเห่าแน่นอน” นอกจากนี้ พรรคยังไม่ได้ประสานงานขอคะแนนจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เลย ปล่อยให้การโหวตเป็นไปตามธรรมชาติของ ส.ส. แต่ละคน

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น แม้จะรู้ว่าชัยชนะเป็นไปได้ยาก แต่การได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ก็คือชัยชนะทางความคิดแล้ว

背景การเมืองที่นำไปสู่การโหวตครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่สุด สามารถเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ โดยมีแคนดิเดตนายกฯ ที่พร้อมลุย ขณะที่ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนยังคงบทบาทตรวจสอบอย่างเข้มข้น การส่ง “เท้ง” ลงชิงจึงไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นการท้าทายให้ทุกฝ่ายนำเสนอนโยบายชัดเจน

วิสัยทัศน์ของ “เท้ง” เน้นเรื่องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ปฏิรูปตุลาการ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่กำลังจะมาใหม่ หากได้โอกาสพูดในสภา คงจะจุดประกายการถกเถียงที่เข้มข้นแน่นอน

  • เหตุผลหลักที่พรรคส่ง “เท้ง” ชิง: แสดงวิสัยทัศน์ สร้างสีสันประชาธิปไตย ซักฟอกคู่แข่ง
  • จุดยืนเรื่องคะแนน: ไม่ขอ ไม่ประสาน ปล่อยตามธรรมชาติ
  • ความมั่นใจ: ส.ส. พรรคพร้อมเพรียง ไม่มีงูเห่า
  • ผลกระทบ: ช่วยให้การโหวตไม่น่าเบื่อ เพิ่มคุณภาพ辩論ในสภา

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีแผนงานในอนาคตที่ชัดเจน เช่น การผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต การศึกษาไทยฟรีจนจบมหาวิทยาลัย และการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งจะได้ยินเต็มๆ ในวันโหวต

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและยึดมั่นในอุดมการณ์ แม้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ มันเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเมืองไม่ใช่แค่แย่งเก้าอี้ แต่คือการต่อสู้เพื่อแนวคิดที่ดีกว่าสำหรับประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับกลยุทธ์นี้? มันจะช่วยยกระดับการเมืองไทยได้จริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ!

ที่มา – พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” แสดงวิสัยทัศน์ชิงเก้าอี้นายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ นัด สส. 19 มี.ค.

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ วันนี้เรามีรายละเอียดครบถ้วนมาอัปเดตให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือด่วนมากถึง สส. ทุกคน เรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

วาระสำคัญสุดคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มี สว. เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เป็นการโหวตแบบ สส. ล้วน ๆ ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ ขั้นตอนจะโปร่งใสแบบเปิดเผย ทุกคนต้องขานชื่อลงคะแนน ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมด (มากกว่า 250 เสียง จาก 500 ที่นั่ง) เท่านั้นถึงจะชนะ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและโหวตนายกรัฐมนตรี

เริ่มจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ จากบัญชีของพรรคตัวเอง โดยพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรืออย่างน้อย 25 ที่นั่ง และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา (50 เสียง)

  • เสนอชื่อ: พรรคที่มีคุณสมบัติครบเสนอชื่อ Candidate
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อ สส. เพื่อโน้มน้าวใจ
  • ลงคะแนน: แบบเปิดเผย เรียกชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  • ผล: ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ประธานสภาฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การโหวตแบบนี้ทำให้ทุกเสียงชัดเจน ไม่มีลับ ๆ ล่อ ๆ สส. แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกมา นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่น ๆ เช่น การรับทราบพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพิธีการสำคัญ

ทำไมการโหวตครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือปัญหาเรื้อรังอย่างคอร์รัปชัน ประชาชนอย่างเราก็ต้องเฝ้าดู สส. ที่เราบริจาคภาษีไปทำงานจริงจังแค่ไหน

นอกจากขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ เช่น หากรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง อาจต้องโหวตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้คาดว่าจะลุ้นเข้มข้นเพราะพรรคใหญ่หลายพรรคมี Candidate พร้อมลุย

เพื่อให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ลองนึกภาพ สส. นั่งเรียงกันในห้องประชุมใหญ่ ประธานเรียกชื่อทีละคน “คุณสมชาย ขานชื่อ!” แล้วตอบ “นายกฯ X” หรือ “งด” เสียงดังก้องทั้งห้อง นี่แหละเสน่ห์ของประชาธิปไตยไทย

การโหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบชีวิตเราทุกคน

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ชื่อนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่าน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเหตุการณ์ ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

“อนุทิน” ร้องโอ้โห! เพื่อนธรรมนัสไม่มีวันหมดอายุ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องเด็ดจากวงในรัฐสภา ที่ทำเอาทุกคนฮือฮา นั่นคือ “อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์แบบเป็นกันเองสุดๆ หลังการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลทันที เพราะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบเพื่อนเก่าที่ไม่เคยจางหายในแวดวงการเมืองไทย

“อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภาและรองประธานเรียบร้อย นายอนุทินได้เผยไทม์ไลน์สำคัญต่อไป เริ่มจากทำเอกสารทูลเกล้าฯ รอพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ประธานสภา จากนั้นก็เรียกประชุมสภา ไม่น่าจะล่าช้าเท่าไหร่ แต่สำหรับข่าวลือว่าจะโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. นั้น อนุทินบอกว่า “ยังกำหนดไม่ได้” เพราะต้องรอโปรดเกล้าฯ ทุกตำแหน่งให้ครบถ้วนก่อน

ส่วนเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ยังไม่ส่งรายชื่อ เพราะต้องรอโหวตนายกฯ โดยสมบูรณ์ก่อน จากนั้นจะนัดพรรคร่วมรัฐบาลมาคุยโควตา พรรคแต่ละพรรคส่งชื่อรัฐมนตรีมา แล้วส่ง สลค. ตรวจสอบคุณสมบัติแบบเข้มงวดสุดๆ โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรมตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อนุทินย้ำว่าทุกพรรคต้องกลั่นกรองดีๆ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยเองก็สกรีนผ่านคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้ไม่มีข้อครหา

สกรีนครม. เข้ม! ไร้ปัญหาจริยธรรม

อนุทินมั่นใจว่าครม. ชุดนี้จะถูกใจประชาชนแน่นอน เพราะพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมาสูง ต้องทำตามความคาดหวังประชาชน ยึดหลักจริยธรรมทุกขั้นตอน ถ้ามีปัญหาก็หารือหัวหน้าพรรคปรับเปลี่ยนได้ แต่หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น ทุกคนรู้โจทย์หมดแล้ว ต้องเสนอคนสะอาด 100%

  • นัดพรรคร่วมหลังโหวตนายกฯ เพื่อแบ่งโควตาครม.
  • ส่งชื่อครม. หลังโปรดเกล้าฯ นายกฯ
  • ตรวจสอบคุณสมบัติโดย สลค. และสกรีนพรรค
  • ยึดแนวทางศาล รธน. เรื่องจริยธรรม
  • ไม่มีข้อครหา ถูกใจประชาชน

ที่เด็ดสุดคือตอนถูกถามถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้า (กธ.) อนุทินบอกว่า ยังไม่ได้คุยกันเพราะคนเยอะ แต่เจอ ส.ส. พรรคกล้า อย่างนายอัครา พรหมเผ่า (น้องชายธรรมนัส) แค่แสดงความยินดีที่ได้เป็น ส.ส. พอถามว่าจะคุยกับธรรมนัสในฐานะเพื่อนมั้ย อนุทินร้อง โอ้โห แล้วพูดว่า เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ โอ้ย มันซึ้งซึ้งยังไงไม่รู้ เหมือนหนังการเมืองไทยที่มิตรภาพเก่ายังคงอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน!

เรื่องนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่แม้จะมีดราม่าโควตา ครม. หรือการสกรีนคุณสมบัติ แต่ความเป็นเพื่อนเก่ายังสำคัญ โดยเฉพาะอนุทินกับธรรมนัสที่เคยร่วมงานกันสมัยก่อน หลังเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคใหญ่สุดในรัฐบาลผสม ทำให้บทบาทในการจัดครม. สำคัญมาก ประชาชนต่างรอคอยครม. ชุดใหม่ที่ไร้ปัญหา จะช่วยแก้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้มั่นคง

ในมุมมองผมนะครับ “อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ใช่ศัตรูกันตลอดไป มิตรภาพช่วยประสานพรรคร่วมได้ดี ถ้าครม. ออกมาสะอาดจริง คงเป็นจุดเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่น่าจับตา คุณล่ะคิดยังไง? มิตรภาพการเมืองช่วยไทยได้มั้ย? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ

Scroll to top