พรรคเศรษฐกิจ

“คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายคริส โปตระนันทน์ ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการบริหารงานภายในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม. ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาษี

เจาะลึกปม “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายคริสได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบพฤติกรรมส่อทุจริตที่เรียกกันว่า “ระบบอากง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมและการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานเขตต่างๆ พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และสร้างความเสียหายให้กับเงินงบประมาณของกรุงเทพมหานครอย่างมหาศาล

เปิดกลโกงผ่านการซอยโครงการย่อย

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการติดตามของนายคริส คือวิธีการใช้งบประมาณที่ถูกแบ่งเป็นโครงการย่อยๆ ให้มีมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดประมูลตามระเบียบพัสดุ วิธีการนี้เปิดช่องให้เกิดการเลือกผู้รับเหมาแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมักจะเล็งเห็นได้ว่าอาจเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองท้องถิ่น ข้อมูลนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม. อย่างต่อเนื่องจนกว่าความจริงจะปรากฏ

นายคริสได้ระบุชื่อเขตที่พบความผิดปกติหลายแห่ง ได้แก่:

  • เขตบางนา และ พระขนง
  • เขตบางแค และ บางซื่อ
  • เขตจตุจักร และ ราชเทวี
  • เขตลาดพร้าว และ ยานนาวา
  • เขตทวีวัฒนา, ตลิ่งชัน และพระนคร

บริษัทเอกชนที่ได้รับงานในเขตเหล่านี้กำลังถูกตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในยุคนั้นหรือไม่ ซึ่งนายคริสได้เรียกร้องให้อดีตผู้ว่าฯ กทม. รวมถึง สก. ในพื้นที่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์กับบริษัทผู้รับเหมาเหล่านั้น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสาธารณชน

นอกเหนือจากการตรวจสอบย้อนหลังแล้ว นายคริสยังได้เตรียมเสนอญัตติปฏิรูปการบริหารจัดการ กทม. ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “องค์กรอิสระด้านต่อต้านคอร์รัปชันประจำกรุงเทพฯ” ซึ่งองค์กรนี้ต้องทำงานเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าฯ กทม. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณและปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าในการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ของนายคริสในสัปดาห์หน้า นี่ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่คือการทวงคืนความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับการใช้ภาษีของคนกรุงเทพฯ ทุกบาททุกสตางค์ การตรวจสอบที่เข้มข้นเช่นนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่จะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบและขอบเขตของอำนาจที่ตนเองได้รับมา

ที่มา – “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

“จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองประเด็นการเมืองระดับท้องถิ่นที่ร้อนแรงไม่แพ้สนามใหญ่ เมื่อ “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 ในปมการแต่งตั้ง ผอ.เขตและผู้ตรวจราชการรวม 17 ราย ที่ถูกมองว่าอาจเป็นการวางขุมกำลังเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เบื้องลึกทำไม “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายคริส โปตระนันทน์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เนื่องจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการขัดต่อระเบียบกฎหมายจน ก.พ.ค. กทม. ต้องมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไปก่อนหน้านี้

เจาะลึกปมการแต่งตั้งข้าราชการ 17 รายและความไม่โปร่งใส

ปัญหาสำคัญอยู่ที่กระบวนการแต่งตั้งซ้ำสองหลังจากคำสั่งแรกถูกยกเลิก โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าการคัดสรรครั้งใหม่ทำไปอย่างเร่งรีบและบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 เพราะมองว่าเป็นการจงใจทำให้รัฐเสียหายจากการเบิกจ่ายงบประมาณย้อนหลังที่ไม่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้งยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของข้าราชการที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาอีกด้วย

  • การแต่งตั้ง ผอ.เขตและผู้ตรวจราชการรวม 17 รายที่ถูกทักท้วง
  • คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. กทม. ที่สั่งยกเลิกคำสั่งแรก
  • การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจงใจวางคนเพื่อเตรียมเลือกตั้งสมัยหน้า
  • ประเด็นการคุกคามทางเพศที่เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียน

ในมุมมองของนักตรวจสอบ การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในองค์กรกรุงเทพมหานครที่มีงบประมาณมหาศาล สังคมไทยยังคงรอฟังคำตอบจากผู้ว่าฯ ชัชชาติ ว่าชี้แจงในประเด็นเหล่านี้อย่างไร เพราะคำว่า “โปร่งใส” คือหัวใจสำคัญของตำแหน่งผู้บริหารกทม. ที่ประชาชนไว้วางใจเลือกมา

ที่มา – “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ เชื่อวางคนเตรียมเลือกตั้ง

เจาะลึก คริส กางผังแฉ ระบอบอากง ซื้อขายตั๋ว ผอ.เขต หลักล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เมื่อ คริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาเปิดโปงกระบวนการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ถูกเรียกว่า “คริส” กางผังแฉ “ระบอบอากง” ลากตั๋ว ผอ.เขต หลักล้าน ปูดเซฟเฮาส์สุทธิสารแหล่งต่อรองทุน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบบริหารจัดการของ กทม. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“คริส” กางผังแฉ “ระบอบอากง” ลากตั๋ว ผอ.เขต หลักล้าน ปูดเซฟเฮาส์สุทธิสารแหล่งต่อรองทุน

การเปิดเผยครั้งนี้เป็นการสาวไส้ขบวนการซื้อขายเก้าอี้ข้าราชการระดับสูง โดยนายคริสระบุว่ามีข้าราชการการเมืองกลุ่มหนึ่งใช้เซฟเฮาส์ย่านสุทธิสารเป็นที่เจรจาผลประโยชน์ การเลื่อนขั้นสู่ตำแหน่ง ผอ.เขต ไม่ได้ใช้ระบบคุณธรรม แต่ใช้ “ตั๋ว” ที่มีราคาสูงถึงหลักล้านบาท ซึ่งผู้ที่จ่ายเงินไปย่อมต้องหาทาง “ถอนทุนคืน” ผ่านช่องทางทุจริตต่างๆ ในสำนักงานเขต

เบื้องลึกเส้นทางสายเงินและการใช้อำนาจในระบอบอากง

เมื่อเราพูดถึงคำว่า “คริส” กางผังแฉ “ระบอบอากง” ลากตั๋ว ผอ.เขต หลักล้าน ปูดเซฟเฮาส์สุทธิสารแหล่งต่อรองทุน เราต้องมาดูว่าขบวนการนี้ทำอย่างไร ข้าราชการที่ซื้อตำแหน่งมามักนำไปใช้ประโยชน์ใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:

  • ฝ่ายเทศกิจ: เรียกเก็บส่วยทางเท้าและเปิดทางให้ต่างด้าวสวมสิทธิ์
  • ฝ่ายรักษาความสะอาด: นำรถและอุปกรณ์หลวงไปรับงานตัดต้นไม้ส่วนตัว
  • ฝ่ายโยธา: เรียกรับเงินใต้โต๊ะแลกกับการอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ
  • กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง: เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเครือข่าย

ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือการที่นายคริสได้แฉไทม์ไลน์การโยกย้ายข้าราชการในปี 2568-2569 ที่พบว่ามีการยกเลิกคำสั่งเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาขัดระบบคุณธรรม แต่สุดท้ายคนกลุ่มเดิมก็ยังกลับมาคุมพื้นที่ได้เหมือนเดิม สะท้อนให้เห็นว่า “คริส” กางผังแฉ “ระบอบอากง” ลากตั๋ว ผอ.เขต หลักล้าน ปูดเซฟเฮาส์สุทธิสารแหล่งต่อรองทุน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยเงียบที่กัดกินภาษีของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราไม่ควรนิ่งเฉยต่อความไม่โปร่งใสเหล่านี้ การตรวจสอบข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างตรงไปตรงมา และการร่วมมือกันใช้สิทธิ์ผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งต่อไป คือทางออกสำคัญที่จะช่วยสะสางปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ได้ หากเราปล่อยให้ระบอบนี้คงอยู่ต่อไป เมืองหลวงของเราคงยากที่จะพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา – “คริส” กางผังแฉ “ระบอบอากง” ลากตั๋ว ผอ.เขต หลักล้าน ปูดเซฟเฮาส์สุทธิสารแหล่งต่อรองทุน

ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อทางฝั่งพรรคเศรษฐกิจได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต พร้อมหยิบยกประเด็น ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง ซึ่งงานนี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ไม่รอช้า ออกมาโต้กลับประเด็นดังกล่าวด้วยท่าทีที่ชัดเจนและหนักแน่น

ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามพยายามจุดกระแสเรื่องการซื้อขายตำแหน่งและการทุจริตคอร์รัปชัน โดยอ้างถึงระบบอุปถัมภ์ที่เรียกว่า “ระบบอากง” ทางนายชัชชาติได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่เพียงแต่เป็นการใส่ร้าย แต่ถ้าหากใครมีหลักฐานจริง ควรจะต้องนำออกมาเปิดเผยและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. แทนที่จะนำมาพูดเพียงลอยๆ ในช่วงหาเสียง เพราะการที่ ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้บริหารกทม. พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเสมอ

เบื้องลึกระบบอากงและความโปร่งใสในกทม.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็น “ระบบอากง” นายชัชชาติได้ยืนยันว่าไม่มีอยู่จริง และเป็นเพียงคำที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจผิด อีกทั้งยังเสริมว่าตนพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการหรือการแต่งตั้งบอร์ดบริหารต่างๆ ซึ่งตนเน้นย้ำถึงจุดยืนหลักว่า:

  • การแต่งตั้งต้องผ่านการคัดเลือกคนเก่งและมีความสามารถ
  • เน้นผลงานที่สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง
  • ไม่สนับสนุนการทุจริตหรือการขายตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” นั้น นายชัชชาติยังฝากเตือนไปถึงผู้ที่กล่าวหาว่า การพูดพาดพิงโดยปราศจากหลักฐานชัดเจนในช่วงเลือกตั้ง อาจนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายและมีผลทางอาญา ดังนั้นทุกคนควรรับผิดชอบต่อคำพูดของตนอย่างจริงจัง

ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพมหานครมีปัญหาที่สั่งสมมานานและไม่มีวันแก้จบได้ 100% ในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งสำคัญคือแนวทางการทำงานที่เน้นการลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และตั้งใจทำงานอย่างโปร่งใส นายชัชชาติเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบเองว่าผลงานที่ผ่านมาได้เปลี่ยนกรุงเทพให้ดีขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม หรือการแก้ไขปัญหาในระดับเขต

สุดท้ายนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าการสาดโคลน หากทุกฝ่ายมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ มากกว่าการกล่าวหาลอยๆ เชื่อว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างแท้จริง

ที่มา – ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

“บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาวลุยหนองจอก

“บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงโค้งสุดท้ายเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าอย่างใกล้ชิด สร้างสีสันและได้รับความสนใจจากชาวหนองจอกเป็นอย่างมาก

วิสัยทัศน์และการขับเคลื่อน “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสะเวช หรือบิ๊กหยม ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ โดยมองว่าหนองจอกมีศักยภาพสูงมาก ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ที่กว้างขวาง แต่ยังขาดการพัฒนาที่ทั่วถึง เป้าหมายของท่านคือการเปลี่ยนหนองจอกให้เป็น “เมืองแห่งอนาคต” ที่เพียบพร้อมด้วยสุขอนามัยที่ดีและความปลอดภัย เพื่อรองรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้เกษียณอายุที่ต้องการที่พักอาศัยท่ามกลางธรรมชาติ

ไฮไลท์สำคัญคือการประกาศนโยบายเศรษฐกิจ “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก เพื่อแสดงจุดยืนว่าจะใช้อำนาจที่มีในการยกเว้นภาษี 10% ให้กับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่นี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน

ในด้านปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ บิ๊กหยมได้วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารชุดเดิมอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่าหากตนได้รับความไว้วางใจ ปัญหานี้ต้องแก้ไขให้จบสิ้นด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและเด็ดขาดกว่าเดิม โดยเน้นความร่วมมือกับตำรวจในการปราบปรามยาเสพติดและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเป็นอันดับต้นๆ

การปรากฏตัวของ “น้องยูมี” ลูกสาวคนเล็กที่มาช่วยคุณพ่อหาเสียงเป็นครั้งแรก ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ครอบครัวที่อบอุ่นและมีความตั้งใจจริงในการเข้ามาทำงานรับใช้สังคม โดยน้องยูมีกล่าวว่าเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของคุณพ่อที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

  • นายวรชัย สมบัติเจริญกิจ ผู้สมัคร สก. เขตหนองจอก หมายเลข 2
  • นายกัณฑ์ชาติ มนต์กันภัย ผู้สมัคร สก. เขตบางกะปิ หมายเลข 2
  • นายวันชัย รัตนขจรไชย ผู้สมัคร สก. เขตลาดกระบัง หมายเลข 3
  • นายกิตติธัช อยู่ดี ผู้สมัคร สก. เขตประเวศ หมายเลข 2

ทีมงานพรรคเศรษฐกิจทั้งในส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ และ สก. ต่างลงพื้นที่เพื่อขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน เพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่น่าอยู่และเติบโตอย่างมั่นคง หากคุณต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในเขตหนองจอกและพื้นที่อื่นๆ ของกรุงเทพฯ อย่าลืมศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของผู้สมัครแต่ละท่านเพื่อให้ได้ผู้ว่าฯ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

กรุงเทพมหานคร สรุปยอดผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มีจำนวนทั้งสิ้น 18 คน

สวัสดีครับชาวกรุงเทพฯ ทุกท่าน! วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นกันหน่อยครับ หลังจากที่มีการปิดรับสมัครกันไปเรียบร้อยแล้ว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กรุงเทพมหานคร สรุปยอดผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มีจำนวนทั้งสิ้น 18 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น่าสนใจมาก เพราะหากเทียบกับปีก่อนๆ ต้องบอกว่าปีนี้มีตัวเลือกให้เราตัดสินใจกันอย่างเข้มข้นเลยทีเดียวครับ

กรุงเทพมหานคร สรุปยอดผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มีจำนวนทั้งสิ้น 18 คน

สำหรับการรับสมัครในครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ตำแหน่งผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรับสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ทั้ง 50 เขตทั่วกรุง โดยยอดรวมผู้สมัคร ส.ก. นั้นพุ่งสูงถึง 258 คนเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละเขตก็มีการแข่งขันที่ดุเดือดไม่แพ้กันครับ

เจาะลึก 5 อันดับเขตที่มีผู้สมัคร ส.ก. สูงสุด

จากรายงานของกรุงเทพมหานคร เขตที่มีผู้สมัคร ส.ก. มากที่สุดมีดังนี้ครับ:

  • คลองสามวา: 10 คน
  • คันนายาว: 9 คน
  • ภาษีเจริญ: 9 คน
  • ยานนาวา: 9 คน
  • พญาไท: 7 คน

จะเห็นได้ว่าเขตใหญ่ๆ อย่างคลองสามวานั้นมีความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างสูงมากครับ และเมื่อกลับมาดูที่ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เราจะพบว่า กรุงเทพมหานคร สรุปยอดผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มีจำนวนทั้งสิ้น 18 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่สังกัดพรรคการเมืองเพียง 3 ท่าน ส่วนที่เหลืออีก 15 ท่านลงสมัครในนามอิสระครับ

รายชื่อผู้สมัครทั้ง 18 คนมีดังนี้: ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, นายสมัย ละเลิศ, นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์, นายประทีป วัชรโชคเกษม, นายอนุชา บูรพชัยศรี (ประชาธิปัตย์), นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์, นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์, นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน), นายประยูร ครองยศ, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ), นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล, นางสาวศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร์, นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ และนายสมชัย เจริญวรเกียรติ

การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราในฐานะคนกรุงเทพฯ จะได้เลือกผู้นำที่ตรงใจและมีนโยบายตอบโจทย์เมืองของเรามากที่สุด แม้ตัวเลขผู้สมัครจะน้อยลงกว่าคราวก่อน แต่คุณภาพและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครแต่ละท่านถือว่าไม่ธรรมดาเลยครับ อยากให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาแนวนโยบายของทั้ง 18 ท่านให้ดี แล้วออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันในวันเลือกตั้งนะครับ เพราะทุกคะแนนของคุณคืออนาคตของกรุงเทพฯ

ที่มา – กรุงเทพมหานคร สรุปยอดผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มีจำนวนทั้งสิ้น 18 คน

“บิ๊กหยม” พอใจจับสลากได้หมายเลข 12 ลุยลงพื้นที่ ลั่นพร้อมรับฟัง-รับใช้ประชาชน

เรียกได้ว่าบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปีนี้กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ ล่าสุด “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคเศรษฐกิจไทย ก็ได้เข้าสู่กระบวนการสมัครและจับสลากหมายเลขหาเสียงเป็นที่เรียบร้อย โดยเจ้าตัวได้หมายเลข 12 ซึ่งถือว่าเป็นเลขมงคลและตรงใจทีมงานเป็นอย่างมาก งานนี้เจ้าตัวบอกเลยว่าพร้อมลุยเต็มที่เพื่อคนกรุงเทพฯ ครับ

“บิ๊กหยม” พอใจจับสลากได้หมายเลข 12 ลุยลงพื้นที่ ลั่นพร้อมรับฟัง-รับใช้ประชาชน

หลังจากได้หมายเลขประจำตัวในการหาเสียงแล้ว “บิ๊กหยม” พอใจจับสลากได้หมายเลข 12 ลุยลงพื้นที่ ลั่นพร้อมรับฟัง-รับใช้ประชาชน ทันที โดยประเดิมที่ชุมชนมักกะสันเป็นจุดแรก เพื่อรับฟังปัญหาจากชาวบ้านอย่างใกล้ชิด เพราะความตั้งใจของท่านคือการทำให้กรุงเทพฯ ต้องรอดไปด้วยกัน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า พร้อมทำงานจริงและแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน

นโยบายเน้นแก้ปัญหาจริงจังเพื่อคนกรุงเทพฯ

สำหรับแนวทางการทำงานของบิ๊กหยมที่ประกาศออกมานั้น จะเน้นไปที่การเฝ้าระวังและป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันในเมืองหลวงของเรา ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนทุกคนรอคอยความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การจัดการปัญหาจราจรที่ติดขัดในพื้นที่วิกฤต
  • การป้องกันอุทกภัยและวาตภัยที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่
  • การติดตามตรวจสอบความปลอดภัยของตึกและโครงสร้างอาคารเพื่อป้องกันเหตุตึกถล่ม
  • การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในชุมชนให้น่าอยู่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ “บิ๊กหยม” พอใจจับสลากได้หมายเลข 12 ลุยลงพื้นที่ ลั่นพร้อมรับฟัง-รับใช้ประชาชน ยังได้เน้นย้ำว่า ทุกนโยบายที่วางไว้ไม่ได้ทำเพียงแค่ขายฝัน แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการลงพื้นที่จริงและสภาพปัญหาที่พบเจอมาประมวลผล เพื่อหาทางแก้ไขที่ยั่งยืนให้คนกรุงเทพฯ โดยเชื่อมั่นว่าหากทุกคนร่วมมือกันเราจะก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้แน่นอนครับ

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง การได้เห็นผู้สมัครลงพื้นที่ติดดินและพร้อมรับฟังปัญหาแบบนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นการแข่งขันทางการเมืองที่เน้นผลลัพธ์เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการลงพื้นที่ของบิ๊กหยมครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้บ้าง เตรียมตัวไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันให้ดีนะครับ!

ที่มา – “บิ๊กหยม” พอใจจับสลากได้หมายเลข 12 ลุยลงพื้นที่ ลั่นพร้อมรับฟัง-รับใช้ประชาชน

“ชาญเทพ” เดินทางสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายปราบอาชญากรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ

เรียกได้ว่าบรรยากาศการเมืองในกรุงเทพฯ ช่วงนี้ร้อนแรงขึ้นทันที เมื่อ “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” หรือที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันในชื่อ “บิ๊กหยม” ได้เดินทางเข้าสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามพรรคเศรษฐกิจ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนเป็นอย่างมาก

“ชาญเทพ” เดินทางสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายปราบอาชญากรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ

การปรากฏตัวในครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าพรรคเศรษฐกิจต้องการเน้นย้ำถึงปัญหาพื้นฐานที่คนกรุงเผชิญอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ซึ่ง “ชาญเทพ” เดินทางสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายปราบอาชญากรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยอาศัยประสบการณ์การเป็นอดีตตำรวจมือปราบที่รู้จักเส้นเลือดฝอยของพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างดี

มุมมองจากทีมงานและเหตุผลที่ส่ง “ชาญเทพ” ลงสนาม

นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกส่งท่านลงสมัครในครั้งนี้ว่า เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตคนเมืองที่กำลังถดถอย โดยเฉพาะปัญหาความปลอดภัยที่คนกรุงเทพฯ สัมผัสได้ชัดเจนว่าทุกวันนี้เดินถนนกันอย่างหวาดระแวง นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอนโยบายที่น่าสนใจอื่นๆ ดังนี้:

  • การทบทวนจัดสรรงบประมาณ: มุ่งเน้นการใช้จ่ายงบประมาณดูแลเด็กไทยใน กทม. เป็นลำดับแรก
  • การคมนาคม: แก้ปัญหาค่าโดยสาร BTS ที่มีราคาสูงเกินไปสำหรับประชาชนทั่วไป
  • บูรณาการความปลอดภัย: นำอดีตมือปราบที่เชี่ยวชาญพื้นที่มาวางแผนรับมือกับอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ในแง่ของการบริหารจัดการ ท่านยังได้กล่าวย้ำว่า “ชาญเทพ” เดินทางสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายปราบอาชญากรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยมีแผนที่จะประสานความร่วมมือกับตำรวจแห่งชาติและตำรวจนครบาลอย่างใกล้ชิด พร้อมที่จะดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการดูแลจราจรและดูแลความสงบเรียบร้อย ตามนโยบาย 5 ด้านหลัก ได้แก่ ป้องกันอาชญากรรม, จัดการจราจร, การจัดการขยะ, สาธารณสุข และการสร้างความโปร่งใสภายในองค์กร กทม.

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมาก ว่านโยบายที่เน้นความปลอดภัยและประสบการณ์ของ “บิ๊กหยม” จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองหลวงในยุคปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่พรรคเศรษฐกิจภูมิใจนำเสนอ เพื่อหวังจะพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้กับชาวกรุงเทพมหานครทุกคน

ที่มา – “ชาญเทพ” เดินทางสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายปราบอาชญากรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ

ส่องประวัติ ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี ท้าชิง สก.บางกอกใหญ่

ส่องประวัติ ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี ท้าชิง สก.บางกอกใหญ่

กลายเป็นที่จับตามองในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อพรรคเศรษฐกิจได้ออกมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่มีโปรไฟล์น่าสนใจ โดยเฉพาะ ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภูมิ” หนุ่มหล่อหน้าใสที่ตัดสินใจลงสนามท้าชิงเก้าอี้ สก.เขตบางกอกใหญ่ ในครั้งนี้

วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี ท้าชิง สก.บางกอกใหญ่ ให้มากขึ้น ว่าเขาเป็นใครและมีแนวคิดการทำงานอย่างไรจึงถึงกล้าเข้ามาอาสาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนในพื้นที่

ประวัติและเส้นทางชีวิตของ ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี ท้าชิง สก.บางกอกใหญ่

ภูมิ ภูบฎิณณ์ เริ่มต้นเส้นทางด้วยการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนจะเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเมคคาทรอนิกส์ ซึ่งพื้นฐานทางวิศวกรรมนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีกระบวนการคิดแบบระบบ

    ประสบการณ์การทำงานที่โดดเด่น:

  • ปี 2020: เป็นวิศวกรวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันจัดการระบบงานในโครงการขนาดใหญ่
  • ปี 2026: ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท Sixteen Plus จำกัด เชี่ยวชาญงานสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการโครงการ

ความน่าสนใจของ ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี ท้าชิง สก.บางกอกใหญ่ คือทัศนคติที่เขามอบให้กับตัวเองว่า “นักแก้สมการ” โดยเขามองปัญหาต่างๆ ในพื้นที่เขตบางกอกใหญ่ไม่ต่างจากตัวแปรในสมการ ที่ต้องใช้ทั้งเหตุผลเชิงวิศวกรรมและความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

การตัดสินใจลงสมัคร สก.ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนหน้าตาดีที่อยากลงการเมือง แต่เป็นการนำเอาศักยภาพด้านการบริหารจัดการแบบวิศวกรมาปรับใช้เพื่อพัฒนาพื้นที่ของบางกอกใหญ่ให้ก้าวหน้าไปอีกระดับ

ถึงเวลาแล้วที่คนในพื้นที่ต้องพิจารณาว่า ตัวแปรอย่าง “ภูมิ ภูบฎิณณ์” จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและเปลี่ยนชีวิตคนบางกอกใหญ่ให้ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ มาร่วมจับตาดูการเดินทางของนักการเมืองรุ่นใหม่คนนี้ไปพร้อมกัน

ที่มา – ส่องประวัติ “ภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี” หนุ่มหล่อหน้าใสท้าชิงเก้าอี้ สก.บางกอกใหญ่

Scroll to top