พรรคไทยสร้างไทย

หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส จนเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเรียกร้องให้ กกต. แสดงความรับผิดชอบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเข้ามาสอบสวนคดีฮั้ว สว. นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่ตราบใดที่คนในองค์กรอิสระยังมีสายสัมพันธ์ทับซ้อนกับผู้ถูกตรวจสอบ ย่อมเป็นเรื่องยากที่สาธารณชนจะไว้วางใจ ประเด็นสำคัญที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เน้นย้ำคือ หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระและปราศจากอิทธิพลของฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกัน

ข้อเสนอแนะเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น

นอกจากเรื่องการถอนตัวของกรรมการแล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้เสนอทางออกเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมยืดเยื้อ ดังนี้:

  • กรรมการทั้ง 4 ท่านที่ผ่านความเห็นชอบจาก สว. ชุดปัจจุบัน ควรถอนตัวจากการพิจารณาคดีทันที
  • เร่งระยะเวลาการพิจารณาคดีจาก 6 เดือน ให้เหลือเพียง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริง

การที่ หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา นั้น ถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการกระตุกสังคมให้หันมาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ หาก กกต. ต้องการกู้ศรัทธากลับคืนมา การยึดหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้คือกุญแจดอกสำคัญที่สุด เพราะคดีนี้ไม่ใช่แค่การตัดสินสิทธิของบุคคล แต่เป็นการพิสูจน์มาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งระบบ

ในมุมมองของผู้เขียน เราเห็นว่าการแสดงสปิริตของคณะกรรมการถือเป็นสิ่งสำคัญในสภาวะที่บ้านเมืองมีความเปราะบางทางการเมือง การที่สังคมเรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถอนตัวนั้น ไม่ได้หมายถึงการด้อยค่าใคร แต่เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าสายสัมพันธ์ส่วนตัว หาก กกต. ตัดไฟแต่ต้นลมได้ เชื่อว่าภาพลักษณ์ขององค์กรจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

“ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน”

“ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเกษตรกรรม เมื่อ นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างหนัก หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) นัดแรกผ่านไป แต่กลับไม่มีการพูดถึงมาตรการช่วยเหลือที่พี่น้องเกษตรกรตั้งตารออย่าง “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวนาทั่วประเทศอย่างมาก

นายชัชวาลกล่าวด้วยความผิดหวังว่า ในที่ประชุมไม่มีการนำวาระมาตรการลดต้นทุนการผลิตหรือเงินเยียวยาโครงการ “ไร่ละพัน” ปี 69/70 เข้าพิจารณาเลย เหมือนรัฐบาลกำลังปล่อยเกียร์ว่างในสถานการณ์ที่เกษตรกรกำลังเดือดร้อนหนัก ทั้งจากราคาปุ๋ยและน้ำมันที่พุ่งสูง การที่ออกมาพูดว่าไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้วนั้น เพราะปัจจุบันชาวนาแทบไม่มีทุนเหลือในการทำนาต่อ

วิกฤตซ้ำเติมจากลานีญาและปัญหาเมล็ดพันธุ์

นอกจากปัญหา “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” แล้ว สถานการณ์ความแห้งแล้งจากปรากฏการณ์ลานีญาที่บิดเบือนสภาพอากาศยังทำร้ายชาวนาซ้ำเข้าไปอีก โดยมีปัญหาที่น่ากังวลเกิดขึ้น ดังนี้:

  • การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์: พื้นที่แปลงพันธุ์ข้าวเสียหายจากภัยแล้ง ทำให้เมล็ดพันธุ์ขาดตลาดและราคาสูงขึ้น
  • เมล็ดพันธุ์เถื่อนระบาด: พ่อค้าฉวยโอกาสนำข้าวไม่ได้มาตรฐานออกมาขาย ทำให้เกษตรกรเสี่ยงโดนหลอกและผลผลิตตกต่ำ
  • ภาระหนี้สินพุ่ง: เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นแต่รัฐบาลไร้มาตรการโอบอุ้ม หนี้เก่าที่มีอยู่จึงยิ่งพอกพูน

ในมุมมองของนายชัชวาล การที่รัฐบาลลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงเรื่องราคาสินค้าเกษตรและมาตรการช่วยเหลือพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เพราะ “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ใช่ลำดับความสำคัญแรก รัฐบาลต้องรีบทบทวนท่าทีและออกมาตรการเชิงรุกก่อนที่เศรษฐกิจฐานรากของไทยจะพังทลายลงมากกว่านี้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ ผมมองว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเกษตรกรรมคือความรวดเร็วและตรงจุด หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมลำพัง สุดท้ายแล้วผลกระทบจะย้อนกลับมาที่ความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกข้าวของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้แค่ขายฝันให้เกษตรกร

ที่มา – “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค

สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาความจน ดันตลาดทุน และเพิ่ม GDP ให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งการขยายเพดานหนี้สาธารณะแบบเดิมๆ นี่คือแนวคิดที่น่าสนใจจากนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ที่เสนอทางออกใหม่ให้รัฐบาลพิจารณา

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุรเดชได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสัญญาณจากรัฐบาลที่ต้องการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท เขาเตือนว่าการกู้เงินแบบนี้หากยังใช้กลไกเดิมๆ เม็ดเงินจะไม่กระจายสู่ภูมิภาค และไม่สามารถแก้โครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยเคยปรับเพดานจาก 60% เป็น 70% ในช่วงโควิด แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่

สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค

แทนที่จะกู้เงินเพิ่ม นายสุรเดช สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค ในรูปแบบ “โมเดล 3 in 1” ที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ใช้บทบาทสนับสนุนโครงสร้าง เช่น ที่ดินรัฐและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้ไหลสู่ท้องถิ่น โมเดลนี้มุ่ง 3 เป้าหมายหลัก:

  • สร้างโอกาสให้ประชาชนรายได้น้อยเข้าถึงการลงทุน
  • เพิ่มสินทรัพย์ใหม่สู่ตลาดทุน
  • กระตุ้น GDP ระดับจังหวัดให้เติบโต

โมเดล 3 in 1 ทำงานอย่างไร

โมเดลนี้เริ่มจากนำโครงการที่อนุมัติแล้วมาพัฒนาเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ โดยรัฐช่วยปลดล็อกอุปสรรค เช่น การใช้ที่ดินราชพัสดุและรับประกันความน่าเชื่อถือ ทำให้เอกชนกล้าลงทุน สิ่งนี้จะช่วยให้เงินไหลลงภูมิภาคแทนที่จะค้างในกรุงเทพฯ เท่านั้น

แผนนำร่องคือจังหวัดขอนแก่นภายใน 1 ปี ก่อนขยายไป 10 จังหวัดใหญ่ใน 2 ปี เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ อุดรธานี เป็นต้น การนี้จะกระจายความเจริญ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน และลดความเหลื่อมล้ำ

ทำไมโมเดลนี้ดีกว่า? เพราะไม่เพิ่มหนี้รัฐ ลดความเสี่ยง财政 และสร้างการเติบโตยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ในขอนแก่น สามารถพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยดึงทุนจากกองทุนรวมและนักลงทุนต่างชาติ รัฐแค่ช่วยโครงสร้าง ผลคือ GDP จังหวัดพุ่ง ประชาชนมีรายได้เพิ่ม

นอกจากนี้ ยังช่วยดันตลาดทุนไทยให้มีสินทรัพย์ใหม่ๆ เช่น พันธบัตรโครงการภูมิภาค หรือ REITs สำหรับอสังหาฯ ท้องถิ่น ทำให้ประชาชนรายย่อยลงทุนได้ง่าย

ปัญหาเศรษฐกิจไทยวันนี้คือเงินไม่กระจาย การลงทุนติดขัดด้วยกฎระเบียบมากมาย โมเดลนี้ตอบโจทย์โดยตรง หากรัฐทดลองควบคู่กับนโยบายอื่น จะเห็นผลชัดภายใน 2-3 ปี

สุดท้าย นี่คือ insight สำคัญ: ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกกู้หรือไม่กู้ แต่ควรลองโมเดลใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ลองติดตามและสนับสนุนแนวคิดนี้ เพื่อเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ที่มา – “สุรเดช” ไทยสร้างไทย ชง โมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค เชื่อ แก้จน-ดันตลาดทุน-เพิ่ม GDP ประชาชน

“ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจประเด็นการเมืองและปัญหาเกษตรกรรมไทย วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในสภา ที่ “ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล กันเถอะ นายชัชวาล แพทยาไทย ส.ส.ร้อยเอ็ด จากพรรคไทยสร้างไทย ได้ใช้เวลาอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2567 (ปีในเนื้อหา 2569 คงพิมพ์ผิด) เพื่อแฉปัญหาภาคเกษตรที่กำลังย่ำแย่ แม้รัฐบาลจะโวว่านโยบายสวยหรู แต่ความจริงชาวนากลับลำบากแค่ไหน มาฟังกันครับ

“ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล

ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา รัฐบาลแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ แต่ “ชัชวาล” ไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาชี้ว่ารัฐบาลให้ความหวังว่าจะยกระดับรายได้เกษตรกร ผลักดันไทยเป็นฮับอาหารโลก แต่ภาคเกษตรไทยกลับล้มเหลวเชิงโครงสร้าง รุนแรงมาก โดยเฉพาะนาปรังปีนี้ ราคาข้าวเปลือกดิ่งเหวเหลือแค่ 5 บาทต่อกิโลกรัม! ต้นทุนผลิตพุ่ง ไร่ละ 5,000 บาท ชาวนาต้องกู้หนี้ยืมสิน ทิ้งนาไปเป็นแรงงานเมืองเพื่อใช้หนี้ นโยบายที่แถลงสวยงามแต่ 현실สวนทางสิ้นเชิง

วิกฤตข้าวเปลือกตกต่ำ ชาวนาแบกหนี้สิน

ลองนึกภาพชาวนาที่เหนื่อยสุดๆ ปลูกข้าวเสร็จ ราคาขายไม่พอทุน แถมภัยแล้งน้ำท่วมบ่อยเพราะระบบชลประทานไม่ทั่วถึง เกษตรกร 80% ยังพึ่งน้ำฝน ไม่มีน้ำต้นทุนมั่นคง วางแผนผลิตไม่ได้ “ชัชวาล” ติงหนักว่ารัฐบาลต้องหยุดสร้างนโยบายสวยหรู ทำจริงเถอะ

ปัญหาการจัดการน้ำและทุนใหญ่กลืนชุมชน

ไม่ใช่แค่ข้าว ปัญหายังรวมถึงน้ำประจำปีที่ขาดแคลน ระบบชลประทานล้าหลัง ชาวบ้านต้องเผชิญภัยพิบัติบ่อย ซ้ำร้ายร้านโชห่วยในชนบทถูกห้างสะดวกซื้อ 24 ชม. กินตลาดหมด คน乡村ไร้อาชีพ รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ มองไม่เห็นอนาคตในระบบเศรษฐกิจที่เอื้อทุนใหญ่

2 มาตรการช่วยรากหญ้าที่ “ชัชวาล” ชู

เพื่อแก้ปัญหา “ชัชวาล” เสนอมาตรการเร่งด่วนที่เคยได้ผลมาก่อน ไม่ใช่พูดลอยๆ นะครับ

  • ลดต้นทุนและช่วยค่าเก็บเกี่ยว: เพิ่มเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 20 ไร่ต่อครัวเรือน และเร่งจ่ายเงินค้างเก่ากว่า 150,000 ราย
  • รักษาราคาข้าวและเสริมสหกรณ์: โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าว รวบรวมข้าว สร้างสหกรณ์เข้มแข็ง หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จัดการตลาดเชื่อมโลก

ถ้าเกษตรกรรากหญ้าล้ม เศรษฐกิจทั้งประเทศพังตาม ฝากรัฐบาล กระทรวงเกษตรและพาณิชย์ ทำงานจริง ไม่ใช่แค่สัญญาสวยหรูที่ประชาชนกลัวที่สุดตอนนี้

เป็นกันเองหน่อยนะครับ ปัญหาเกษตรไทยมันร้าวลึกมานาน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านอย่าง “ชัชวาล” แล้วใครจะช่วยชาวนา? จากประสบการณ์ ส.ส.ท้องถิ่นอย่างคุณชัชวาล เขาเข้าใจปัญหาจริง มาตรการที่เสนอถ้าทำได้ ชาวนาจะลุกขึ้นได้แน่

สรุปแล้ว “ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล เป็นการเตือนใจดีๆ ว่าการเมืองต้องเพื่อประชาชน ไม่ใช่โชว์นโยบายงามๆ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? คิดว่ารัฐบาลจะรับฟังไหม? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ชาวนาได้รับรู้ สนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยกัน!

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นเกษตรกร ลองติดตามข่าวนโยบายใหม่ๆ และเข้าร่วมสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองนะครับ มันช่วยได้จริง

ที่มา – “ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล แนะอย่าสร้างแต่นโยบายสวยหรู

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

“ไทยสร้างไทย” ชง “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ลดสามิต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงลิ่วแบบนี้ ค่าครองชีพของเราก็แพงขึ้นตามไปด้วยใช่ไหมล่ะ? วันนี้เรามีข่าวดีจากพรรคไทยสร้างไทย ที่เสนอไอเดียเจ๋งๆ มาฝ่าวิกฤตพลังงานกัน ด้วยสูตรที่ชื่อว่า “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ยุติธรรมมากๆ เลยทีเดียว

“ไทยสร้างไทย” ชงใช้สูตร “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” แนะรัฐลดสรรพสามิต-ดึงโรงกลั่นลดกำไร

วันที่ 10 มีนาคม 2566 นายภัชริ นิจสิริภัช เหรัญญิกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนต่อปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังกดดันประชาชน โดยชูแนวคิด“ไทยสร้างไทย” ชงใช้สูตร “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” แนะรัฐลดสรรพสามิต-ดึงโรงกลั่นลดกำไร ซึ่งหมายถึงทุกภาคส่วนต้องมาร่วมแบกรับภาระกัน ไม่ให้ประชาชนแบกคนเดียว รัฐบาลควรลดภาษีสรรพสามิตที่เป็นต้นทุนหลักของน้ำมันลง เพื่อช่วยลดราคาตรงๆ ให้ผู้บริโภค ส่วนโรงกลั่นน้ำมันก็ควรลดค่าการกลั่นและกำไรส่วนต่างบ้างในช่วงวิกฤต เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

ทำไมต้องใช้สูตร “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข”?

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน สงครามยูเครน โควิดที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุด แถมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ใกล้หมดตัว ถ้าปล่อยไว้ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะพุ่งทะลุฟ้า กระทบทุกอย่างตั้งแต่ขนส่ง สินค้าอุปโภคไปจนถึงค่าอยู่ที่พักอาศัย สูตรนี้จะช่วยกระจายภาระ โดยรัฐลดภาษี โรงกลั่นลดกำไร และปรับราคาให้สมเหตุสมผล เพื่อให้กองทุนน้ำมันยังมีเงินสำรองรับมืออนาคต

ข้อเสนอสำคัญที่ควรรู้

  • ลดสรรพสามิตน้ำมัน: ภาษีนี้เป็นส่วนใหญ่ของราคาน้ำมัน ลดลงจะช่วยตรึงราคาได้ทันที ลดภาระค่าครองชีพประชาชน
  • ดึงโรงกลั่นลดกำไร: โรงกลั่นได้กำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันดิบที่สูง ควรแบ่งปันส่วนต่างให้ประชาชน โดยทบทวนค่าการกลั่น
  • ปรับโครงสร้างราคา: ขึ้นราคาเล็กน้อยแต่โปร่งใส ควบคู่กับควบคุมจากรัฐ เพื่อไม่ให้กองทุนขาดทุนยับ
  • สร้างความยั่งยืน: ส่งเสริมพลังงานทางเลือก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในระยะยาว

ไอเดียนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาชั่วคราว แต่เป็นการสร้างความเป็นธรรมในระบบพลังงาน ถ้าทำได้จริง จะช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการรายย่อยจะไม่ถูกต้นทุนบีบให้ล้ม นักลงทุนก็มั่นใจมากขึ้น พรรคไทยสร้างไทยพร้อมผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อคนไทยทุกคนเข้าถึงพลังงานราคายุติธรรม

ส่วนตัวผมเห็นด้วยมากครับ เพราะตอนนี้ประชาชนแบกภาระหนักเกินไปแล้ว ถ้ารัฐและเอกชนร่วมมือกัน ก็น่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แบบ win-win ทุกฝ่าย คุณล่ะคิดยังไงกับข้อเสนอ“ไทยสร้างไทย” ชงใช้สูตร “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” แนะรัฐลดสรรพสามิต-ดึงโรงกลั่นลดกำไรนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐบาลลงมือทำ!

นอกจากนี้ การลดสรรพสามิตยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเมื่อค่าพลังงานถูกลง สินค้าทุกอย่างก็จะตามลงมา สร้างวงจรบวกให้ GDP เติบโต พี่น้องชาวไทยเราจะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” ชงใช้สูตร “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” แนะรัฐลดสรรพสามิต-ดึงโรงกลั่นลดกำไร

ไทยสร้างไทย ห่วงจิตใจนักเรียน ปมดราม่าฝากของสอบเตรียมอุดม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในโซเชียลเลย นั่นคือ ไทยสร้างไทย ห่วงสภาพจิตใจนักเรียน ปมดรามาฝากของสอบเตรียมอุดม ครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ทุกคนรู้จักดี นักเรียนต้องทิ้งของมีค่ากับโทรศัพท์มือถือไว้หน้าห้องสอบ จนเกิดความวุ่นวาย สับสน และดราม่าอย่างหนัก แม้จะมีจุดรับฝากของ แต่ด้วยจำนวนคนเยอะมาก โรงเรียนต้องจัดการเองคนเดียว มันเลยกดดันทั้งเด็กๆ ที่จะสอบ ครู และเจ้าหน้าที่หน้างานสุดๆ

ไทยสร้างไทย ห่วงสภาพจิตใจนักเรียน ปมดรามาฝากของสอบเตรียมอุดม

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสภาพจิตใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 (ในเนื้อหาบอก 2569 แต่คงพิมพ์ผิดนะครับ) เขาบอกว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ เพราะเด็กๆ กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลก่อนสอบเข้าโรงเรียนดังๆ แบบเตรียมอุดมฯ ของมีค่าที่ทิ้งไว้ ถ้าเสียหายหรือหายไป จะกระทบยังไงบ้าง คิดดูสิครับ เด็กเครียดสอบอยู่แล้ว ยังต้องกังวลเรื่องนี้เพิ่ม

นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมรอบสนามสอบก็ไม่ค่อยจะไหว มีงานอีเวนต์ใหญ่ๆ อย่างคอนเสิร์ตหรือโชว์ จองพื้นที่ไว้ล่วงหน้า ทำให้บรรยากาศไม่เหมาะกับการสอบสำคัญที่กำหนดอนาคตเด็กๆ เลย พรรคไทยสร้างไทยมองว่านี่เป็นปัญหาโครงสร้าง ต้องมีมาตรฐานสนามสอบที่ดีกว่านี้

ปัญหาดรามาฝากของสอบเตรียมอุดมที่ไทยสร้างไทยห่วงใย

มาดูปัญหาหลักๆ กันครับ:

  • จำนวนผู้เข้าสอบจำนวนมาก แต่การจัดการฝากของไม่เพียงพอ
  • โรงเรียนต้องรับผิดชอบเอง โดยไม่มีหน่วยงานกลางช่วย
  • พื้นที่รอบๆ มีอีเวนต์รบกวน เสียงดัง จราจรติดขัด
  • ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำเคลื่อนที่ ระบบรักษาความปลอดภัยทรัพย์สิน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เด็กบางคนอาจได้เปรียบเพราะมีผู้ปกครองช่วยดูของ แต่บางคนต้องทิ้งไว้แบบไม่สบายใจ สุดท้ายส่งผลต่อสมาธิในการสอบแน่นอน

ข้อเสนอแนะจากไทยสร้างไทย เพื่อระบบสนามสอบที่ดีขึ้น

พรรคไทยสร้างไทยเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการ ลงมาเป็นเจ้าภาพร่วมเต็มตัว ประสานงานกับทุกฝ่าย ทั้งภาคเอกชน ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย เพื่อ:

  • บริหารจัดการพื้นที่และบุคลากรให้เพียงพอ
  • จัดระบบจราจรและสาธารณูปโภค เช่น รถสุขาเคลื่อนที่
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินมาตรฐาน เช่น ตู้ล็อกเกอร์หรือจุดฝากของที่มี CCTV
  • ตรวจสอบความเหมาะสมของสถานที่สอบล่วงหน้า ไม่ให้มีอีเวนต์รบกวน

ถ้าทำได้แบบนี้ การสอบจะเป็นธรรม ลดความวุ่นวาย และช่วยถนอมจิตใจเด็กๆ กับครูที่ต้องทำงานหนักครับ

ในฐานะที่เราเคยผ่านการสอบแข่งขันมา บอกเลยว่าสนามสอบดีๆ สำคัญมาก มันไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กๆ แสดงศักยภาพได้เต็มที่ ปัญหาแบบนี้ไม่ควรเกิดซ้ำ โดยเฉพาะกับสอบสำคัญที่ทุกคนลุ้น

พรรคไทยสร้างไทยยังส่งกำลังใจให้เด็กๆ ทุกคน คุณครู และเจ้าหน้าที่ที่สู้ๆ อยู่ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้การสอบครั้งต่อๆ ไปดีขึ้นนะครับ

คุณล่ะครับ คิดยังไงกับเรื่องนี้? เคยเจอปัญหาสนามสอบแบบนี้บ้างไหม แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าอยากเห็นระบบสอบที่ดีกว่านี้ ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมือทำจริง!

สุดท้ายแล้ว การศึกษาไทยควรให้โอกาสเท่าเทียม ลดแรงกดดันที่ไม่จำเป็น เพื่ออนาคตของเด็กไทยที่สดใสกว่านี้

ที่มา – ไทยสร้างไทย ห่วงสภาพจิตใจนักเรียน ปมดรามาฝากของสอบเตรียมอุดมฯ เสนอ ก.ศึกษาฯ จัดระบบสนามสอบ

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันนะครับกับ สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา ที่กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศที่รัฐสภาไม่คึกคักอย่างที่คิด เพราะสส.ยังรายงานตัวไม่ถึงครึ่งเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว สส.แบบแบ่งเขตต้องรีบมารายงานตัวเพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ แต่ทำไมถึงเงียบเหงาขนาดนี้ ลองมาดูกันครับ

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 1 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับรายงานตัวสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้วครับ แต่บรรยากาศในช่วงครึ่งวันเช้าจนถึงเที่ยงวันนั้นค่อนข้างเงียบเหงาเลย มีสส.เดินทางมารายงานตัวเพิ่มเติมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีสส.อีสานเหนือ 4 คนมาร่วมรายงานตัว ทำให้ตอนนี้มีสส.ที่รายงานตัวแล้วรวมทั้งสิ้น 101 คน จากจำนวนสส.ทั้งหมด 396 คน ยังเหลืออีก 295 คนที่ยังไม่ได้เข้ารายงานตัวเลย นี่แหละครับที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมสส.ถึงมาช้าขนาดนี้

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา: สส.ภูมิใจไทย 4 คนที่มารายงานตัวใหม่

สำหรับสส.ที่เดินทางมารายงานตัวในวันนี้ มีจากพรรคภูมิใจไทยทั้ง 4 คน ซึ่งมาจากภาคอีสานเหนือครับ โดยรายชื่อมีดังนี้

  • นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ เขต 1
  • นายสุริยา แป้นสุชา สส.บึงกาฬ เขต 2
  • นายวิโรจน์ สาระวงศ์ สส.บึงกาฬ เขต 3
  • นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ สส.หนองคาย เขต 3

ถือเป็นข่าวดีสำหรับพรรคภูมิใจไทยที่สส.เริ่มทยอยมารายงานตัว แต่สำหรับพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคที่ยังไม่มีสส.เขตเดินทางมารายงานตัวเลย เช่น พรรคประชาชน พรรคไทรวมพลัง และพรรคไทยสร้างไทย ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังดูบางตาอยู่ครับ

ทำไมสภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา? สาเหตุที่สส.ยังไม่ครบ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา ขนาดนี้ คำตอบอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น การเดินทางที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสส.จากพื้นที่ห่างไกลอย่างภาคเหนือ อีสานตอนบน หรือใต้ รวมถึงการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากหลังกกต.เพิ่งรับรองผลเลือกตั้งใหม่ๆ นอกจากนี้ บางพรรคอาจกำลังรอให้สส.พร้อมพร้อมกัน หรือมีปัญหาเรื่องการประสานงานภายในพรรค ทำให้ยังไม่ครบตามกำหนด

สถิติชัดเจนเลยครับ ปัจจุบันรายงานตัว 101/396 เท่ากับประมาณ 25.5% เท่านั้น ถ้าคิดแบบนี้ต่อไป สภาอาจยังไม่ครบเร็วๆ นี้ สิ่งนี้สะท้อนถึงการเริ่มต้นของสภาชุดใหม่ที่ค่อนข้างช้า แต่ก็เป็นเรื่องปกติในระบบการเมืองไทยที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา

背景การรายงานตัวสส.หลังเลือกตั้ง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น หลังจากกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตต้องมารายงานตัวภายในเวลาที่กำหนดเพื่อรับรองสถานะและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในสภา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือเลือกประธานสภา ถ้าสส.ไม่มารายงานตัวทัน อาจมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงพรรคและการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีครับ ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่สภาเริ่มช้าเพราะสส.เดินทางล่าช้า

สำหรับพรรคประชาชน พรรคไทรวมพลัง และไทยสร้างไทย ที่ยังไร้เงา อาจเป็นเพราะสส.ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อหรือยังไม่ได้รับการรับรองเต็มรูปแบบ สถานการณ์นี้ทำให้แฟนการเมืองต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คาดว่าอีกไม่กี่วันสส.น่าจะทยอยมาเพิ่มขึ้น ทำให้สภาเริ่มคึกคักมากขึ้น

ในมุมมองของผม นี่เป็นโอกาสดีให้สส.ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสภาเต็มตัว คุณล่ะครับคิดว่าสภาจะครบเมื่อไหร่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์กันเลย หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้นะครับ!

ที่มา – สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา สส.ยังรายงานตัวไม่ถึงครึ่ง

ไทยสร้างไทยยินดีไอติม พริษฐ์แก้ รธน.รายมาตรา ปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ เลยนะครับ นั่นคือ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ การเมืองหลายคนยิ้มแก้มปริ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือข้ามพรรคเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ไม่ยึดติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

จากที่นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอติม” โฆษกพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามและยืนยันว่าจะร่วมผลักดันนโยบายปราบโกงของไทยสร้างไทย โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระต่างๆ พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายหลักที่พวกเขาผลักดันมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ครั้งนั้นยังไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก

พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

โฆษกปริเยศ ย้ำชัดว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมมาก ถ้าได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ร่างกฎหมายที่เตรียมไว้จะเข้าสภาได้ทันที โดยไม่ต้องยึดติดว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แม้ที่ผ่านมาเคยชวนพรรคประชาชน (เดิมคือก้าวไกล) แล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับในสภาชุดเก่า แต่ตอนนี้ในช่วงหาเสียง ได้เจอไอติมหลายเวที และได้รับคำยืนยันว่าจะทำควบคู่กับการร่างฉบับใหม่ นี่คือสัญญาณดีมากๆ เลยครับ!

นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าการที่ไทยสร้างไทยได้รับเชิญจากภูมิใจไทยให้สนับสนุนนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าเสียจุดยืนปราบโกงนะครับ มันคือการทำงานร่วมกันด้วยดี และเชื่อว่าไอติมตั้งคำถามด้วยความห่วงใยเท่านั้น ทางพรรคจึงถือโอกาสยืนยันจุดยืนอีกครั้ง

ทำไมการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ถึงสำคัญต่อการปราบโกง

การแก้แบบรายมาตราเร็วกว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับมากครับ เพราะสามารถเลือกแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา เช่น คืนอำนาจประชาชนให้เข้าชื่อถอดถอน สว. กรรมการ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนทำไม่ได้ ที่ผ่านมาฝ่ายค้านเน้นแก้ทั้งเล่ม แต่ไทยสร้างไทยเสนอให้ทำคู่กันไป ซึ่งตอนนั้นเสียงไม่พอ แต่ครั้งนี้มีโอกาสสูงเพราะพรรคประชาชนตอบรับแล้ว

  • คืนอำนาจประชาชน: ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อ ถอดถอนได้ทันที ไม่ต้องรอสภา
  • เพิ่มเครื่องมือปราบโกง: แก้กลไก ป.ป.ช. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น
  • เร่งด่วน: ไม่ต้องรอร่างใหม่ที่ใช้เวลานานหลายปี
  • ร่วมมือข้ามพรรค: ไม่แบ่งฝ่าย สร้างฉันทามติเพื่อชาติ

นี่คือก้าวสำคัญที่ไทยสร้างไทยผลักดันมาตลอด ตั้งแต่สมัยสุพรรณาหรือคุณหญิงสุดารัตน์นำพรรค พวกเขามุ่งเน้นปราบคอร์รัปชันให้สิ้นซาก เพื่อให้งบประมาณถึงประชาชนจริงๆ ไม่รั่วไหลไปกลางทาง

ในมุมมองของผม การที่ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง แบบนี้ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มคิดเพื่อชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต่อสู้เพื่ออำนาจ ถ้าทุกพรรคร่วมมือได้ ปัญหาโกงกินที่เราพูดกันมานานจะลดลงแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองต่อไป และช่วยกันกดดัน ส.ส. ให้ผลักดันเรื่องนี้จริงจัง คุณมีมุมมองอย่างไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ลองคอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย จะได้สร้างแรงกดดันร่วมกัน!

ที่มา – พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

Scroll to top