พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีความไม่โปร่งใสในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคลากรท้องถิ่น เมื่อนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการออกมา พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับลูกหลานคนไทยที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบด้วยความสามารถตนเอง

พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่

จากกรณีที่พบผู้มีคะแนนสอบผิดปกติกว่า 5,925 ราย นายพร้อมพงศ์เน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของศรัทธาต่อระบบราชการไทย การที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตรวจสอบถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากจะให้ประชาชนไว้วางใจ ต้องไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเฉยๆ หรือจบลงเพียงแค่การตัดรายชื่อคนผิดระดับปลายแถวเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ด้วย

แนวทางการแก้ปัญหาและคืนความเป็นธรรม

เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในระยะยาว นายพร้อมพงศ์ได้เสนอแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลควรเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การคืนโอกาสให้คนสุจริต: เร่งจัดการบัญชีผู้สอบผ่านที่ถูกต้องและเป็นธรรมโดยเร็ว เพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจจริงต้องเสียอนาคต
  • สาวให้ครบ 3 เส้นทาง: ต้องตรวจสอบทั้งระบบที่เปิดช่องโหว่, เส้นทางการเงินที่น่าสงสัย และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม
  • ปิดช่องโหว่ถาวร: ปรับปรุงระบบการสอบให้เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต

การที่ พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เข้าสอบ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่า ระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานภาครัฐต้องวัดกันที่สมองและความสามารถ ไม่ใช่เส้นสายหรือกำลังเงิน

ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงความเด็ดขาดในการล้างโกง หากหลักฐานสาวไปถึงใครต้องจัดการอย่างไม่ละเว้น เพื่อให้ระบบการสอบท้องถิ่นกลับมาเป็นความหวังของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง เพราะความสุจริตต้องชนะ และคนที่ใช้ความพยายามต้องมีที่ยืนในสังคมไทยอย่างภาคภูมิใจ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ “อนุทิน” ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด การเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นในเวทีโลกถือเป็นเรื่องสำคัญ ล่าสุดคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีจากตระกูลชินวัตร โดยยกให้เป็น ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ใช้คอนเนกชันส่วนตัวในการสร้างฐานทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

เจาะลึกบทบาท ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน

การพบปะผู้นำระดับสูงในภูมิภาคอาเซียนของ นายทักษิณ ชินวัตร, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกตีความไปในหลายมุมมอง แต่ในมุมของผู้สนับสนุน นี่คือโอกาสทองของไทยในการยกระดับรายได้และสร้างงาน การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือการแอบแฝงผลประโยชน์ แต่เป็นการใช้เครือข่ายส่วนตัวเพื่อเปิดประตูสู่การค้าการลงทุนในระดับสากล แม้จะมีกลุ่มที่มองด้วยความสงสัย แต่การสร้างประโยชน์ให้ประเทศย่อมสำคัญกว่าอคติทางการเมือง

ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน

คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า โลกยุคใหม่ต้องการนวัตกรรมและการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสาร หากเราสามารถดึงศักยภาพของอดีตผู้นำที่มีคอนเนกชันต่างประเทศมาใช้ได้ ผลประโยชน์จะตกถึงมือคนไทยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ SME หรือการยกระดับภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว นี่คือความร่วมมือที่น่าสนใจซึ่งรัฐบาลควรเร่งต่อยอดให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • เร่งต่อยอดผลลัพธ์จากการหารือให้เป็นการค้าและการลงทุนที่ชัดเจนในระดับนโยบาย
  • พัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ควบคู่ไปกับการสนับสนุนแรงงานและวิสาหกิจชุมชน
  • เปิดตลาดใหม่ๆ ผ่านคอนเนกชันของอดีตผู้นำเพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
  • ลดความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อมุ่งเน้นงานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของประเทศไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้น และการที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนทุกคน คือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนปรารถนา รัฐบาลในปัจจุบันควรหยิบยกโอกาสเหล่านี้มาเปลี่ยนให้เป็นรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกแรงผลักดันไม่สูญเปล่า

ที่มา – ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ปัดวัดพลังการเมือง หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

ชี้ “ทักษิณ” พักโทษ พักผ่อนลูกหลาน ไม่เอาคืน

ประเด็นการ ทักษิณ พักโทษ กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะหลังจากนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความมั่นใจว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะใช้เวลาหลังพักโทษเพื่อพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ ไม่ได้มีเจตนาเอาคืนใคร พร้อมวอนให้กลุ่มที่จองเวรกันมานานปล่อยวางและมองไปข้างหน้า

ทักษิณ พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ

ตามที่นายพร้อมพงศ์กล่าวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 นายทักษิณกำลังจะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษอย่างถูกต้อง รมว.ยุติธรรมยืนยันแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แม้จะมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนคัดค้าน แต่ก่อนหน้านี้ พวกเขากลับเรียกร้องให้ทักษิณกลับไทยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านก็ทำตามทุกประการ ถูกคุมขัง 2 รอบแล้ว แต่ยังไม่พอใจ

สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20 ปี เพราะขาดการให้อภัย นายทักษิณอายุ 76 ปี ยอมทำตามกฎทุกอย่าง แม้ต้องใส่กำไล EM ก็ยอม พวกที่คัดค้านต้องการให้พอใจอย่างไร? เราควรลดความแค้น อภัย และมุ่งสู่อนาคต มากกว่าจมปลักในอดีต

ทักษิณ พักโทษ ไม่คิดเอาคืนใคร วอนจองเวรปล่อยวาง

นายพร้อมพงศ์ย้ำว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ชาวบ้านหลายคนหวนนึกถึงนโยบายของทักษิณที่เคยทำให้ไทยก้าวหน้า เช่น การนำพาประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ ผู้นำโลกยอมรับ นโยบายที่จับต้องได้จริง

  • 30 บาทรักษาทุกโรค: ลดภาระค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนทุกชนชั้น
  • กองทุนหมู่บ้าน: กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน
  • OTOP: ส่งเสริมสินค้าไทย สร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น
  • ปราบยาเสพติด: เอาจริงเอาจัง ลดปัญหาสังคม
  • แก้ปัญหาพลังงานและปากท้อง: เป็นระบบ ยั่งยืน

ช่วงที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจและนักการเมืองแวะไปปรึกษาไม่ขาดสาย ประสบการณ์บริหารบริษัทโลกและเจรจากับผู้นำชาติต่างๆ จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อไทยในอนาคต พวกที่กลัวทักษิณจะเอาคืน คิดใหม่เถอะ อายุ 76 ปี มีหลาน 7 คน ท่านอยากพักผ่อนกับครอบครัวมากกว่า ท่านเคยให้อภัยผู้ที่พยายามทำร้ายถึงชีวิตแล้ว จะมานั่งแค้นใครได้อย่างไร สังคมไทยคือสังคมให้โอกาส ควรปล่อยวางสิ่งที่ปล่อยได้

นายพร้อมพงศ์เองเคยได้รับโอกาสจากทักษิณ และจะร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงต้อนรับการกลับมา บทบาทในอนาคตท่านจะเป็นอย่างไร คงรอฟังจากตัวท่าน แต่จากอดีต นโยบายทักษิณทำให้ประชาธิปไตยกินได้จริง ชาวบ้านสัมผัสประโยชน์โดยตรง

การ ทักษิณ พักโทษ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนสังคมไทยที่ควรเรียนรู้การให้อภัย เพื่อก้าวไปข้างหน้า ลองคิดดู หากทุกคนจองเวรกันไม่จบ ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร

คำแนะนำ: สังคมไทยควรให้โอกาสผู้นำที่มีประสบการณ์ เพื่อแก้ปัญหาปัจจุบัน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง ทักษิณ พักโทษ นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมปล่อยวางกันเถอะ!

ที่มา – ชี้ “ทักษิณ” พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ ไม่คิดเอาคืนใคร วอนพวกจองเวรปล่อยวาง

ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน

สวัสดีครับทุกท่าน ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก วันนี้เรามาพูดถึงมุมมองที่น่าสนใจจาก นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก กันครับ

ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

วันที่ 14 มีนาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ ได้แสดงความเห็นว่าการที่รัฐบาลออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันและพลังงาน รวมถึงรณรงค์ให้หน่วยงานรัฐและเอกชนประหยัดพลังงานนั้น มาถูกทางสุดๆ เลยครับ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังไม่แน่นอน เช่น ส่งเสริมให้ทำงานจากที่บ้าน ลดการใช้รถยนต์ และกำชับไม่ให้เดินทางต่างประเทศหากไม่จำเป็น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนได้เยอะ โดยเฉพาะภาคขนส่ง การผลิต และสินค้าอุปโภคบริโภค

ถ้าต้นทุนพลังงานพุ่ง ราคาสินค้าทุกอย่างก็แพงตามแน่นอน ดังนั้น รัฐบาลควรติดตามใกล้ชิด และปราบปรามผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชนให้เด็ดขาดครับ

วิกฤตพลังงานกระทบไทยอย่างไร

ประเทศไทยนำเข้าพลังงานกว่า 80% ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้เราเสี่ยงต่อความผันผวนโลก แต่ในทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ นายพร้อมพงศ์ ชี้ว่า ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก จะช่วยให้ไทยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้

  • ตรึงราคาน้ำมัน: ช่วยลดภาระประชาชนและธุรกิจ
  • รณรงค์ประหยัดพลังงาน: ส่งเสริม work from home ลดใช้ไฟ ลดเดินทาง
  • ลดการเดินทางต่างประเทศของขรก.: ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก รับมือวิกฤตอาหาร

หากสงครามยืดเยื้อ โลกอาจเจอวิกฤตอาหารหนัก ไทยมีจุดแข็งด้านเกษตรกรรม สินค้าอย่างข้าว ผลไม้ อาหารทะเล ยางพารา ได้รับความนิยมทั่วโลก แนวคิด “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ต้องเร่งผลักดันจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและเม็ดเงินเข้าประเทศ

ตัวอย่างเช่น ขยายตลาดข้าวหอมมะลิไปจีน อินเดีย ยุโรป ผลไม้ไทยอย่างทุเรียน มังคุด สับปะรด ไปเอเชียและตะวันออกกลาง หรืออาหารแปรรูปอย่างต้มยำกุ้งสำเร็จรูป ที่ดังไกลระดับโลก นี่คือโอกาสทองที่จะทำให้เกษตรกรไทยรวยขึ้น เศรษฐกิจคึกคัก

นอกจากนี้ ในภาคท่องเที่ยว ไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ทำให้เป็นจุดหมายปลอดภัย ชูภาพลักษณ์มิตรภาพ รองรับนักท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างทะเล ภูเขา วัฒนธรรมน่าเรียนรู้ บริการยอดเยี่ยม จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้แน่นอน

สรุปแล้ว ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก คือแนวทางที่ชาญฉลาด ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวเร็วและใช้จุดแข็งของชาติให้เป็นประโยชน์ จะช่วยให้ไทยรอดพ้นวิกฤตและเติบโตยั่งยืน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่ารัฐควรเพิ่มมาตรการอะไรอีก ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ!

ที่มา – ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

“พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง

“พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังเผชิญความยากลำบากมานาน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าต้องรีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

“พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหนักหน่วง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เป็นกำลังหลักของประเทศ เช่น ราคาข้าวที่ผันผวน ข้าวโพด มันสำปะหลัง และมะพร้าวที่ขายไม่ออก นอกจากนี้ยังมีปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงที่คาดว่าจะรุนแรงในปีนี้ รัฐบาลใหม่จึงต้องวางแผนรับมือล่วงหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว แต่สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่สู้ดี มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วไปจนถึงปีหน้า “พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วน

ปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้

  • ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ: ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะพร้าว ราคาตกต่ำสุดในรอบหลายปี ทำให้เกษตรกรขาดทุนหนัก
  • ปัญหาปากท้องประชาชน: ค่าครองชีพสูง แต่รายได้ไม่พอใช้ ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง
  • ภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวน: ต้องมีแผนสำรองน้ำและสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่
  • เศรษฐกิจโดยรวม: การลดดอกเบี้ยช่วยได้บ้าง แต่ต้องมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น ส่งเสริมการส่งออกและลดต้นทุนการผลิต

มั่นใจบุคลากรพรรคเพื่อไทยมืออาชีพ

นายพร้อมพงศ์ยังแสดงความมั่นใจในบุคลากรจากพรรคเพื่อไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าหรือหน้าใหม่ ล้วนมีความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์กว้างไกล และพร้อมลุยงานหนัก แม้รายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคร่วม และคนนอกยังไม่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าทุกคนจะทำงานร่วมกับ ครม. นายอนุทิน ได้อย่างลงตัว

พรรคเพื่อไทยเคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วในอดีต ด้วยนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่ช่วยเกษตรกรในยุคนั้น หากรัฐบาลชุดนี้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้ ก็มีโอกาสสูงที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจเกษตรได้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หากแก้ไขด้วยความมุ่งมั่นและรวดเร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณามาตรการระยะสั้น เช่น อุดหนุนราคาข้าวเปลือก ชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติ และพัฒนาตลาดออนไลน์สำหรับขายผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ระยะยาวคือการวิจัยพันธุ์พืชทนแล้ง ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

สุดท้ายแล้ว “พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง ถือเป็นสัญญาณดีที่นักการเมืองยังตระหนักถึงปัญหาพื้นฐานของชาติ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายได้ในไม่ช้า ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลชุดนี้มีศักยภาพสูง หากเน้นผลงานจับต้องได้และโปร่งใส จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่

คุณคิดว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง มั่นใจคนเพื่อไทยมืออาชีพร่วม ครม.

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ? พร้อมพงศ์เย้ย อนุทิน!

“พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ เบี่ยงกระแสสร้างคะแนนนิยม  ไม่เชื่อคำพูด “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69 ต้องฟังหู ไว้หู 

วันที่ 8 พ.ย. 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและมหาดไทย ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวการยุบสภาฯ หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันจะทำตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนก่อนยุบสภา ประมาณ 31 ม.ค. 2569 ว่า ในทางการเมือง ต้องฟังหู ไว้หู ไม่มีอะไรเป็นไปตามข้อตกลงเป๊ะๆ เหตุการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา ถ้าจะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ส่วนตัวติดใจคำพูดนายอนุทิน เคยให้สัมภาษณ์เรื่องลงนามสันติภาพไทยกับกัมพูชา ที่บอกว่า ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคน คำพูดดังกล่าว ถึงจะเป็นการเจรจากับต่างประเทศ แต่อีกมุมสะท้อนวิธีคิดลึกๆของคนพูดเป็นคนอย่างไร

คำพูดนายกฯ ฟังหู ไว้หู

นอกจากนี้นายอนุทิน เคยบอกจะไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกลที่ตอนนี้เป็นพรรคประชาชน เพราะแนวทางและอุดมการณ์ไม่ตรงกัน จากที่พูดวันนั้นแล้ววันนี้เป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อไทยและประชาชน จับมือโหวตไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก กระเด็นตกเก้าอี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ หรืออีกทางบางพรรค ร่วมอุ้มชู ต่อลมหายใจให้เป็นนายกฯต่อไป ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้นการที่บอกจะไม่ยุบสภาฯก่อนวาระ ฟังได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่า จะเป็นไปตามนั้น

ชี้ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นายอนุทิน มีภารกิจเร่งด่วนต้องทำ ปราบปรามสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ทำให้ทั่วโลกและคนไทยเห็นว่า รัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ยอมให้สแกมเมอร์มาทำลายประเทศ ทำร้ายลูกหลานคนไทย ลามไปการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ จากการหาประโยชน์ของกลุ่มสีเทา ต้องลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเลขจากการปราบปรามอย่างเดียว

ขณะที่พรรคส้ม ออกสโลแกนหล่อๆเท่ๆ “มีเรา ไม่มีเทา” ตนไปสภากาแฟได้ยินผู้คนแซว “มีเรา ไม่มีเทา เพราะเรารักสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ เพราะตั้งแต่ยกมือโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ ตนเห็นว่าพรรคประชาชนเป็นเด็กดี คอยอยู่รักษาองค์ประชุมในสภา

แขวะ ปชน.อย่าเบี่ยงเป้า

“ไม่อยากเห็นการเบี่ยงเป้า เพื่อสร้างกระแสให้พรรคตัวเอง จากที่เคยเสียรังวัดไปโจมตีการทำงานทหารไทยตอนมีปัญหากับกัมพูชา การไปยกมือโหวตนายอนุทิน หลายปีก่อนเรามีแก๊งปาหินใส่กระจกรถยนต์ ตอนนี้ไม่อยากเห็น แก๊งปาหี่ ไปรับธง รับงานจากใครมา เลือกตรวจสอบแค่บางคน เพราะใครคนนั้นทำธุรกิจเดียวกันเลยไปกระทบกับอีกคน แถมระยะหลังคนๆนี้ชักจะอู้ฟู่ผิดหูผิดตา ภาวนาให้การข่าวที่ได้ยินได้ฟังมามันผิด อยากเห็นการตรวจสอบอย่างมืออาชีพ ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ถ้าผิดลุยเอาให้สุดซอย เอาข้อมูลมาเปิดในสภาฯ ไปหน่วยงานองค์กรอิสระให้เห็นเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้คนตรวจสอบแถลงข่าวรายวันไม่ได้ แต่ต้องมือสะอาดด้วย ไม่อยากเห็นการแบ่งบทกันเล่น ปาหี่ต้มผู้คนไปวันๆ เพื่อเบี่ยงกระแสในอดีต สร้างคะแนนนิยมให้พรรค ให้ตัวเอง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ จริงหรือ?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้จะมีการออกมาปฏิเสธข่าวการยุบสภา แต่หลายฝ่ายยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของนักการเมืองที่ต้องฟังหูไว้หู เพราะสถานการณ์อาจพลิกผันได้เสมอ

“มีเรา ไม่มีเทา” กับความน่าเชื่อถือทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือทางการเมือง การกระทำสวนทางกับคำพูดที่เคยให้ไว้ ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยในจุดยืนและเจตนาที่แท้จริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพร้อมพงศ์ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในคำพูดของนักการเมือง รวมถึงการตั้งคำถามถึงการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ ที่อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ แม้สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” จะฟังดูดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ดังนั้น การที่นายพร้อมพงศ์ออกมาเตือนสติถึงการเบี่ยงเป้าเพื่อสร้างกระแส จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อในสิ่งที่นักการเมืองนำเสนอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ของประชาชนควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่มา – “พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ ไม่เชื่อ “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาจี้พรรคประชาชน อย่าดีแต่พูดโจมตีรัฐบาลเพียงเพื่อเอาใจแฟนคลับ จี้ให้รีบจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาฯ พร้อมเย้ยหยันว่า หากมีข้อมูลมากจริง ก็ควรไล่บี้ให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกของนายอนุทินที่สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้มีการหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สแกมเมอร์) โดยนายอนุทินระบุว่าเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกภูมิภาค

นายพร้อมพงศ์เรียกร้องให้นายอนุทินดำเนินการตามที่พูด เพราะพี่น้องคนไทยจำนวนมากต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง บางรายถึงขั้นจบชีวิตเพราะถูกหลอกลวง ปัญหานี้เป็นภัยร้ายแรงไม่ต่างจากยาเสพติด ทำลายคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และนำไปสู่การก่ออาชญากรรมอื่นๆ เช่น ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ธุรกิจสีเทา สีดำ ซึ่งปัจจุบันลามมาถึงการเมือง ทำให้มีนักการเมืองบางคน บางพรรค ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากสังคม

“ขอให้นายอนุทินสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำชาติต่างๆ และชาวโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นแหล่งก่ออาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ ไม่ใช่ฐานฟอกเงินของพวกสีเทา สีดำ ปล่อยให้อาชญากรทำผิดกฎหมาย พร้อมร่วมมือทุกชาติเพื่อปราบปราม เอาผิดถึงตัวการใหญ่ไล่บี้ยึดทรัพย์ ถ้าใครเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร หรือชาวต่างชาติ หากทำผิดในประเทศไทย จะไม่มีการละเว้น จะบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงเด็ดขาด ทำให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อให้ชาวโลกและคนไทยมั่นใจว่ารัฐบาลภูมิใจไทยพูดแล้วทำจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจอยู่ไม่ครบ 4 เดือน และอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ธันวาคม ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกโหวตล้มรัฐบาล หากพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ ดังนั้นหากจะยุบสภาฯ ก็ต้องยุบก่อนวันดังกล่าว
  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะสัญญากับพรรคประชาชน เดือนธันวาคมถือเป็นช่วงสำคัญ อาจมีการลงมติในวาระสาม หากยุบสภาฯ ก่อน กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ก็จะไม่มีผล
  • บางพรรคการเมืองได้จัดทัพข้าราชการ กลไกปกครอง และปัจจัยอื่นๆ พร้อมแล้ว จึงอาจอาศัยช่วงที่พรรคอื่นๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน ยุบสภาฯ ทันทีเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

พรรคส้ม vs. รัฐบาล: ดีแต่ปากหรือจริงใจ?

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคส้มดูเหมือนจะโจมตีรัฐบาลอนุทินและคนในรัฐบาลอย่างหนักหน่วง แต่หวังว่าคงไม่ใช่แค่การพูดเอาใจแฟนคลับ โดยเฉพาะการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่มีนัยยะแอบแฝงหรือมุ่งประโยชน์ทางการเมืองเรื่องคะแนนเสียง ให้สมกับสโลแกน “มีเราไม่มีเทา จะปราบสีเทา สีดำ”

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ สส. พรรคประชาชนทั้งพรรคเคยโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล และรักษาองค์ประชุมในสภาฯ มาโดยตลอด พร้อมท้าทายว่า หากเปิดประชุมสมัยหน้าในเดือนธันวาคม จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินทันทีได้หรือไม่

จากการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชนที่เปิดแผลหลายๆ เรื่อง เชื่อว่าพรรคส้มคงมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะซักฟอกคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และควรไล่บี้เรื่องต่างๆ ที่ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินให้ถึงที่สุด โดยการยื่นเรื่องตามหน่วยงานต่างๆ ด้วย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการเดินหน้าตรวจสอบจริง ไม่ได้ทำแค่เช็กเรตติ้งหรือมีแค่วาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น

การออกมาจี้ของนายพร้อมพงศ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยมีต่อพรรคประชาชน และความต้องการที่จะเห็นการตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเปิดโปงความผิดพลาดของรัฐบาล และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หรือไม่

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซัดอย่าดีแต่พูด

Scroll to top