พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

บิ๊กเล็กลงศรีสะเกษ ตรวจชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งให้กำลังใจทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดนด้วยตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญต่างๆ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

พลเอก ณัฐพล ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จาก พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้รายงานภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด

บิ๊กเล็กลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ตรวจความพร้อมกำลังพล

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้ความสำคัญกับการพูดคุยและสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพลอย่างใกล้ชิด โดยได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น

นอกจากนี้ พลเอก ณัฐพล ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ โดยกำชับให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป

การลงพื้นที่ตรวจชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนและการให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหารเป็นประจำ จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมควรให้ความสำคัญ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติสืบไป

สรุปได้ว่า การลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นการแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ รวมถึงการติดตามสถานการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหาร

บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

“บิ๊กเล็ก” มอบ “บิ๊กดุลย์” แก้ปัญหาโควตาสลาก องค์การทหารผ่านศึก ยืนยันไม่นิ่งนอนใจ สั่งแก้ไขปัญหาแล้วลั่น บอกฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา

วันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก หรือ อผศ. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า โควตาถูกโอนไปอยู่ในมือบุคคลอื่นว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบในรายละเอียด เพราะในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปดูปัญหา และพลโท อดุลย์ ก็เป็นผู้อาสาเข้าไปดูปัญหาในเรื่องนี้ เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องนี้ และ ผอ.อผศ. ก็เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน

ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ให้ความสนใจ และฝ่ายค้านกำลังโจมตีเรื่องนี้ พลเอก ณัฐพล ระบุว่า ทางกระทรวงกลาโหมให้ความสนใจ และให้ความสำคัญ ซึ่งตนเพิ่งเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย ขอให้รอสักนิด เชื่อว่าไม่นาน  หากพบผู้กระทำความผิดจะมีการดำเนินการเช่นไรนั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแก้ไข ซึ่งหากพบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ ก็มีกฎกติกาที่ต้องดำเนินการ ไม่มีใครอยู่เหนือกติกาได้

เมื่อถามย้ำว่า กรณีที่ สส. ฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีโอกาสไปพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ต้องตาม ยืนยันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว และได้สั่งการไปแล้ว และพร้อมจะไปพูดคุยหากฝ่ายค้านเชิญมา โดยจะมอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไปชี้แจง เพราะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี

บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

จากกรณีข่าวร้อนแรงเรื่อง บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้าง ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ประเด็นหลักอยู่ที่การตรวจสอบการจัดสรรโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสและการกระจายโควตาที่ไม่เป็นธรรม

ทำไมเรื่องโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึกถึงสำคัญ?

เรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับสิทธิและผลประโยชน์ของทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ การจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ทหารผ่านศึกได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง การตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การมอบหมายให้ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของกระทรวงกลาโหมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พลโท อดุลย์ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี การที่ ผอ.อผศ. เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน ก็อาจช่วยให้การประสานงานและความร่วมมือเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความโปร่งใสและเป็นธรรมในการตรวจสอบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านโพสต์เฟซบุ๊กตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

การแก้ไขปัญหาโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ของทหารผ่านศึกเป็นสำคัญ เชื่อว่าปัญหานี้จะสามารถคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีได้

ดังนั้น การตรวจสอบอย่างละเอียดและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน รวมถึงทหารผ่านศึกเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” มอบ “บิ๊กดุลย์” ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

ด่วน! “อนุทิน” ถึงมาเลเซีย เตรียมเปิดประชุมอาเซียน

นายกฯ อนุทิน เดินทางถึงมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน (Dato’ Seri Mohamed Khaled bin Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนรัฐบาลมาเลเซีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค

โดยในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมที่พัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการประชุมในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568)

อนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญหลายด้านที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ เหล่านี้

ความสำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

การมีส่วนร่วมของผู้นำประเทศต่างๆ ในอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียนยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความมั่นคง
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

การเข้าร่วม การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนอาเซียนไปข้างหน้า และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การประชุมสุดยอดอาเซียนถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งให้กับอาเซียน การหารือในประเด็นต่างๆ จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายและแผนงานที่สอดคล้องกัน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน ประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียน มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกระบวนการนี้อย่างเต็มที่

การที่ “อนุทิน” ถึงมาเลเซียแล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการมีส่วนร่วมในเวทีระดับภูมิภาค และความตั้งใจจริงที่จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับภูมิภาคของเรา

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคโดยรวม

การตัดสินใจและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคอย่างมาก การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในการประชุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ถึงมาเลเซียแล้ว ร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 พรุ่งนี้

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องการเปิดด่านชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่มีการสั่งการใดๆ เกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ และทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดเดิม ท่านย้ำว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อาจแฝงตัวเข้ามา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงข้อกังวลของสังคมที่มีต่อการผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ต้องเรียนว่าในช่วงเวลานี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจอะไร ซึ่งแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้วในวันที่รับพระบรมราชโองการ คือการใช้แนวทางสันติวิธีและจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาโดยตลอด ซึ่งในการที่จะเปิด-ปิดด่าน เป็นกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ตนก็ต้องยืนยันว่าการที่จะเปิด-ปิด จะต้องเป็นประโยชน์กับคนไทยในชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาติใดหรือประเทศที่ 3

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นแนวทางที่จะดำเนินการเปิด-ปิดด่าน ต้องพิจารณาอันดับแรก คือต้องดูความจริงใจของกัมพูชาก่อนว่ามีความจริงใจในการถอนกองกำลังจริงหรือไม่ ตนมั่นใจว่าทีมเจรจาจะต้องไปพูดคุยเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการเปิดพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อย แต่ก็เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงไม่สบายใจ ดังนั้นสิ่งที่กองทัพจะต้องดู คือความจริงใจของกัมพูชาและการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งในฝั่งประชาชนผู้อยู่อาศัยและในฝั่งของผู้ที่ค้าขาย เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งก็จะได้มีการหารือในเรื่องนี้

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการพิจารณาประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และที่สำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

“เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ทุกอย่างเข้าใจกันอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการเจรจาและหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย และการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ยังคงเป็นมาตรการที่เข้มงวด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การตัดสินใจเรื่องการเปิดด่านชายแดนจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนคนไทย

การที่นายกฯ อนุทิน ยืนยันว่ายังไม่มีการสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความรอบคอบและผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก การพิจารณาเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน และคำนึงถึงความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน ยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดเดิม

Scroll to top