พัทยา

สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวการตาย ขอเลี้ยงลูก

ข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้คือกรณีสาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก หลังจากมหาเศรษฐีชาวอังกฤษผู้ร่วมก่อตั้ง ASOS เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าที่พัทยา อดีตภรรยาชาวไทยออกมาแถลงข่าวอย่างชัดเจนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์และทวงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรทั้ง 3 คนที่หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย

สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก

นายเควนติน จอห์น กริฟฟิธส์ วัย 58 ปี มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ออนไลน์ ASOS พลัดตกจากระเบียงคอนโดหรูในพัทยาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่พบห้องล็อกจากด้านใน ไม่มีร่องรอยบุคคลอื่นหรือการต่อสู้ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฆ่าตัวตาย รอผลชันสูตรยืนยัน ล่าสุด สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก โดยน.ส.พลอยนภัส หรือ “พลอย” ได้ไปแถลงที่สภาทนายความจังหวัดพัทยา ร่วมกับนายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภา

ประวัติความสัมพันธ์และข้อพิพาทเดิม

พลอยและเควนตินคบหาตั้งแต่ปี 2548 แยกทางกันเมื่อ 5 ปีก่อนเพราะเควนตินมีครอบครัวใหม่ ทั้งคู่เคยมีข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองบุตร ศาลสั่งให้บิดาได้สิทธิ์ แต่เด็กอยู่กับภรรยาใหม่และพี่เลี้ยง พลอยเคารพคำสั่งศาลแต่ถูกกีดกันไม่ให้เจอลูก หลังเควนตินตาย พลอยช็อกหนักถึงเข่าทรุด ไปบวชชีพราหมณ์เพื่อระบายความเศร้า แต่กลับถูกสื่อต่างประเทศพาดพิงว่าอาจเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน เธอยืนยันว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันมานาน ไม่รู้เรื่องธุรกิจ และอาศัยในกรุงเทพฯ

สถานการณ์บุตรทั้ง 3 ที่หายไป

ตอนนี้บุตรทั้ง 3 ถูกพาไปไม่ทราบที่อยู่ พลอยแจ้งความ สภ.ห้วยใหญ่ แล้ว รายชื่อดังนี้:

  • นางสาวแตงโม อายุ 19 ปี (บุตรจากสามีเก่า เควนตินรับเป็นบุตรบุญธรรม)
  • ด.ช.เจมส์ อายุ 12 ปี (บุตรกับเควนติน)
  • ด.ญ.ลิลลี่ อายุ 11 ปี (บุตรกับเควนติน)

พลอยร้องไห้ทั้งน้ำตาขอให้หน่วยงานช่วยตามหาลูก ตามกฎหมาย เมื่อบิดาตาย สิทธิ์ปกครองควรกลับมาที่แม่ นอกจากนี้ยังถูกบุคคลที่ 3 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ห้ามเจอลูก ทำให้เธอหวาดกลัวและขอความช่วยเหลือจากสภาทนาย

สภาทนายยืนยันว่าพลอยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เควนตินมาประเทศไทยเฉพาะไฮซีซัน ไม่เคยแบ่งปันธุรกิจให้เธอรู้ จุดประสงค์แถลงเพื่อปกป้องชื่อเสียงและตามหาบุตรเท่านั้น ครอบครัวจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ขอให้สังคมรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด

กรณีนี้สะท้อนปัญหาสิทธิเด็กและครอบครัวต่างชาติในไทยที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน มารดาควรได้รับการปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมายทันที หากคุณเป็นพยานหรือมีข้อมูลบุตรทั้ง 3 โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือติดตามอัปเดตข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก

ออกหมายจับหนุ่มจีน ลวงเซลล์สาวชิงทรัพย์

ศาลจังหวัดพัทยาอนุมัติ ออกหมายจับหนุ่มจีน ลวงเซลล์สาวชิงทรัพย์ หลังก่อเหตุสุดอุกอาจมัดเทปกาวทั้งตัวเหยื่อ ผู้เสียหายยังอยู่ในอาการหวาดผวา

ออกหมายจับหนุ่มจีน ลวงเซลล์สาวชิงทรัพย์

จากกรณีสะเทือนขวัญที่ นายกง เกาเผิง ชายชาวจีนวัย 30 ปี ก่อเหตุชิงทรัพย์ นางสาวหยาง หวาง อายุ 35 ปี เซลล์ขายบ้าน โดยใช้กรรไกรข่มขู่และจับมัดด้วยเทปกาวอย่างโหดเหี้ยม ก่อนบังคับให้โอนเงินผ่านแอปพลิเคชั่นวีแชตไปกว่า 31,000 บาท พร้อมทั้งขโมยโทรศัพท์มือถือไปอีกหนึ่งเครื่อง ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกและถูกนำเสนอไปอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ ได้ระดมทีมสืบสวน ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อเร่งคลี่คลายคดีและติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ เพื่อหาเบาะแสในการหลบหนี

ความคืบหน้าล่าสุด ศาลจังหวัดพัทยาได้อนุมัติออกหมายจับหนุ่มจีน ลวงเซลล์สาวชิงทรัพย์รายนี้แล้ว หมายเลขที่ 15/2569 ในข้อหา “ชิงทรัพย์ผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไปและให้ยื่นซึ่งทรัพย์นั้นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและกักขังหน่วงเหนี่ยว”

ภาพประกอบข่าว

จากการตรวจสอบประวัติ นายกง เกาเผิง พบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2569 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว (60 วัน) โดยแจ้งที่พักอาศัยไว้ที่ย่านยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้ติดต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเซลล์ขายบ้าน ทำทีสนใจซื้อบ้านในราคา 3 ล้านบาท โดยติดต่อผ่านแอปพลิเคชั่นของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา และได้นัดพบกันครั้งแรกบริเวณห้างสรรพสินค้าย่านพัทยาสาย 2 เมื่อวันที่ 10 มกราคม ก่อนจะลวงผู้เสียหายไปดูบ้านตัวอย่างในคืนเกิดเหตุและลงมือก่อเหตุดังกล่าว

เพื่อนผู้เสียหายเผยนาทีระทึก ออกหมายจับหนุ่มจีน ลวงเซลล์สาวชิงทรัพย์

ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นางสาวเดียร์ (นามสมมติ) เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของ นางสาวหยาง หวาง (เวนดี้) ผู้เสียหาย ได้ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียหายเดินทางมาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567 ขณะนี้อยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างมาก และยังมีร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายตามร่างกาย นางสาวเดียร์เล่าว่า เวนดี้เริ่มติดต่อกับผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 8 มกราคม ในช่วงที่มีการติดต่อเรื่องซื้อขายบ้าน เวนดี้ไม่ได้รู้สึกผิดสังเกต จนกระทั่งผู้ก่อเหตุไม่ยอมไปดูบ้านในเวลากลางวัน โดยอ้างว่าติดธุระท่องเที่ยว จนกระทั่งในวันเกิดเหตุ หลังจากดูบ้านเสร็จและขับรถออกมาจากหมู่บ้าน ก็ถูกทำร้าย

ทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปคือ เงินที่โอนผ่านแอปพลิเคชั่นวีแชต จำนวน 6,996 หยวน หรือประมาณ 31,000 บาท และโทรศัพท์มือถืออีก 1 เครื่อง นางสาวเดียร์หวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนัดหมายลูกค้าที่ไม่คุ้นเคย ควรเพิ่มความระมัดระวังและเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ออกหมายจับหนุ่มจีน ลวงเซลล์สาวชิงทรัพย์ มัดเทปกาวทั้งตัว ผู้เสียหายยังผวา

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

ตำรวจบุกช่วยหนุ่มวัย 18 ปี อ้างถูกแก๊งจีนเทาและหญิงไทยหลอกให้เปิด บัญชีม้า เหยื่อไหวตัวทันแจ้งอายัดบัญชี กลับถูกลากขึ้นคอนโดขู่ฆ่ายกครัว! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ไปติดตามกันครับ

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

เมื่อเวลา 22.40 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2569 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก. พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส. พร้อมด้วยชุดสืบสวน และสายตรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้เข้าช่วยเหลือนายอนุชิต อายุ 18 ปี ที่บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ริมถนนสายสามพัทยา ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งว่านายอนุชิต ถูกกลุ่มชาวจีนทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ผู้เสียหายฉวยโอกาสวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากพนักงานของคอนโด

เบื้องต้นตำรวจสามารถช่วยเหลือนายอนุชิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้การว่า ตนเองอยากมีรายได้เสริม จึงไปพบประกาศผ่านโซเชียลรับสมัครงานเปิดบัญชีวอลเล็ต เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยให้ค่าจ้างบัญชีละ 1,500 บาท ด้วยความสนใจจึงติดต่อเจ้าของงานเพื่อขอสมัครทำงานดังกล่าว และทางเจ้าของก็รับเข้าทำงานโดยทันที ซึ่งในตอนนั้นตนเองไม่มีรถเดินทางไปทำงาน ทางเจ้าของก็เสนอตัวมารับถึงบ้าน

ต่อมาพบว่าชายชาวจีนและผู้หญิงไทยก็ขับรถมารับก่อนจะพามาที่คอนโดดังกล่าว จากนั้นก็ให้ตนเองเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ซึ่งหลังจากมีการเปิดบัญชีทางกลุ่มชาวจีนและหญิงไทยได้ขอยึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน จึงทำให้ตนเองเริ่มรู้สึกเอะใจ แต่ตอนนั้นเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่กลุ่มชาวจีนจะเริ่มไว้ใจแล้วปล่อยตนเองกลับบ้าน จนกระทั่งเริ่มเห็นความผิดปกติ เพราะมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 400,000 บาท ยิ่งทำให้รู้สึกกลัว เหมือนว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อเกี่ยวกับเรื่องบัญชีม้าให้กับแก๊งจีนเทา จึงตัดสินใจแจ้งธนาคารขออายัดเงินทั้งหมด

ภายหลังอายัดเงิน ปรากฏว่าคนจีนและผู้หญิงไทยก็บุกมาที่บ้าน แล้วเข้ามารื้อค้นทรัพย์สินภายในบ้าน ก่อนที่จะบังคับตนเองขึ้นรถจักรยานยนต์ พาไปคอนโดที่เกิดเหตุ โดยขู่ว่าจะฆ่ายกครัว หากไม่ถอนเงินในธนาคารมาคืน พอถูกคุมตัวมาถึงคอนโด ตอนนั้นเริ่มใจคอไม่ดี เพราะชายชาวจีนได้ล็อกคอพยายามลากขึ้นไปบนคอนโด ชั้น 12 ตนเองจึงตัดสินใจฮึดสู้แล้ววิ่งหนีออกมา ขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่คอนโด ก่อนจะรีบแจ้งตำรวจมาทำการช่วยเหลือดังกล่าว

ขณะเดียวกันในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือนายอนุชิต ปรากฏว่าหญิงไทยซึ่งผู้เสียหายชี้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ได้ลงมาจากลิฟต์ คล้ายกับว่าลงมาตามผู้เสียหาย ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจสอบ ทราบชื่อคือนางสาวดา อายุ 26 ปี ก่อนจะให้พาไปตรวจสอบห้องพักชั้น 13 จนสามารถควบคุมชายชาวจีนได้ 1 คน คือ นายหลี่ อายุ 27 ปี ชาวจีน พร้อมยึดยาเค พร้อมอุปกรณ์การเสพ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีอีกหลายเล่ม ตำรวจจึงยึดไว้ทำการตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังควบคุมชายชาวจีนต้องสงสัยเพิ่มอีก 1 คน ตำรวจได้เชิญตัวทั้งหมดไปทำการสอบสวน และอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผล โดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล หากมีความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

อุทาหรณ์จากกรณี หนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า

  • ระวังการรับจ้างเปิดบัญชี: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ค่าตอบแทนสูงเพื่อแลกกับการเปิดบัญชีให้ผู้อื่น เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ: ก่อนตกลงทำงานใดๆ ควรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ อย่างละเอียด
  • อย่ามอบข้อมูลส่วนตัว: ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น สำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร แก่บุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ
  • แจ้งความทันที: หากสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

เรื่องราวของนายอนุชิตเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัว อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการรับจ้างเปิดบัญชีม้า ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบเจอสถานการณ์ที่น่าสงสัย ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางออนไลน์

ที่มา – ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด กลับโดนทำร้าย-ขู่ฆ่ายกครัว

งานพลุพัทยา 2568 อลังการ นักท่องเที่ยวแน่นหาด

สุดยิ่งใหญ่อลังการ “งานพลุพัทยา 2568” นักท่องเที่ยวเรือนแสนแห่ชมพลุแน่นชายหาด! เปิดฉากสุดเจ๋งด้วย “พลุเฉลิมพระเกียรติพระพันปีหลวง”

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณชายหาดเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ร่วมกันเป็นประธานเปิดงาน การแสดงพลุนานาชาติ ประจำปี 2568 (PATTAYA INTERNATIONAL FIREWORKS FESTIVAL 2025) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ธีมงาน “แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์” (The Light of Eternal Loyalty) โดยมีหน่วยงานต่างๆ พร้อมใจสวมเสื้อผ้าไหมสีดำ เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคับคั่ง

ส่วนบรรยากาศภายในงาน งานพลุพัทยา 2568 มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและต่างชาติ เรือนแสน แห่มาจับจองที่นั่งจนเต็มชายหาดเมืองพัทยากันตั้งแต่ช่วงบ่าย ทำให้ชายหาดเมืองพัทยาระยะทาง 3.2 กิโลเมตร เต็มไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด

สำหรับในปีนี้มี 5 ประเทศ เข้าร่วมการแสดงพลุ ได้แก่ มาเลเซีย, เยอรมนี, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์ และ อังกฤษ โดยไฮไลท์ของพลุปีนี้ เป็นการแสดงพลุร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้ชื่อพลุ “น้อมจงรักภักดี สดุดีสมเด็จแม่ของแผ่นดิน” ซึ่งการแสดงพลุในชุดนี้เรียกเสียงฮือฮา เสียงปรบมือ และ สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดง โขน เฉลิมพระเกียรติ ชื่อเรื่อง “ยกรบ พระรามคืนนคร” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยการแสดงโขน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่องค์พระพันปีหลวง ทรงอนุรักษ์ไว้ และ เคยมีพระราชเสาวนีย์ ทรงตรัสไว้ว่า “ถ้าไม่มีใครจะดู ฉันจะดูเอง” โดยภายในงานมีการงดการแสดงคอนเสิร์ต แต่เปลี่ยนมาเป็นวงออร์เคสตรา เล่นเพลงประจำพระองค์ และเพลงพระราชนิพนธ์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระพันปีหลวง

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศรอบบริเวณการจัดงาน เมืองพัทยาได้จัดให้ประชาชนในพื้นที่มาเปิดบูธให้บริการนักท่องเที่ยวเกือบ 400 ร้านค้า ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย ตำรวจในสังกัด ภ.จว.ชลบุรี, เจ้าหน้าที่ EOD, กรมการปกครอง, เมืองพัทยา และอาสาสมัครกว่า 2,000 นาย มาคอยดูแลอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจร รวมถึงการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ในบริเวณงาน โดยการจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท.

สรุปไฮไลท์ งานพลุพัทยา 2568

งานพลุพัทยา 2568 ถือเป็นอีเว้นท์ใหญ่ประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ด้วยการแสดงพลุสุดอลังการจากนานาชาติ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และบรรยากาศที่คึกคักริมชายหาดพัทยา

ทำไมงานพลุพัทยา 2568 ถึงได้รับความนิยม?

  • การแสดงพลุระดับโลกที่ไม่ควรพลาด
  • กิจกรรมที่หลากหลาย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย
  • บรรยากาศริมทะเลที่สวยงาม

สำหรับใครที่พลาด งานพลุพัทยา 2568 ไป ก็ไม่ต้องเสียใจ ปีหน้ายังมีอีกแน่นอน! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจไปด้วยกัน

อย่าลืมวางแผนการเดินทางและจองที่พักล่วงหน้า เพื่อให้คุณได้เต็มอิ่มกับ งานพลุพัทยา 2568 อย่างเต็มที่!

ที่มา – งานพลุพัทยา 2568 สุดยิ่งใหญ่อลังการ นักท่องเที่ยวเรือนแสนแห่ชมพลุแน่นชายหาด

พัทยา Connect: นายกฯ พบสื่อ กางโมเดลแอปเดียวจบ

นายกเมืองพัทยา พบปะสื่อมวลชน กางโมเดล “Pattaya Connect” เชื่อมเมือง-เชื่อมคน ผ่านแอปเดียวจบ ยกระดับชีวิตชาวพัทยาสู่ Smart City เต็มรูปแบบ

วันที่ 27 พ.ย. 68 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะทำงาน เดินทางเข้าพบปะผู้บริหารและกองบรรณาธิการ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางการสื่อสารข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน พร้อมเปิดใจแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เจาะลึกนวัตกรรมเปลี่ยนเมือง “Pattaya Connect” แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เปลี่ยนพัทยาให้เป็นเมืองที่เข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

ในการพบปะครั้งนี้ นายปรเมศวร์ ได้ฉายภาพความสำเร็จของโมเดล “Pattaya Connect” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แอปพลิเคชัน แต่เป็น Super Platform ผ่าน LINE Official Account (@pattayaconnect) ที่รวบรวมทุกบริการสำคัญไว้ในที่เดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและครบวงจร โซลูชั่นนี้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น

นายกเมืองพัทยา ได้เน้นย้ำถึงฟีเจอร์เด็ดที่ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวพัทยาและนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม “Pattaya Connect: เชื่อมทุกมิติชีวิต…ไว้ในมือคุณ” ได้แก่:

  1. เชื่อมความปลอดภัย (Real-time Safety): ประชาชนสามารถกดดูภาพจากกล้อง CCTV สดๆ ได้กว่า 400 จุด ทั่วเมืองพัทยา ทั้งสภาพการจราจรและจุดท่องเที่ยวสำคัญ ช่วยในการวางแผนเดินทางและสร้างความอุ่นใจ
  2. เชื่อมสุขภาพ (Smart Health): ลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วยระบบ “จองคิวออนไลน์” สำหรับโรงพยาบาลเมืองพัทยา เช็กคิวได้ทันที ไม่ต้องไปรอเก้อ
  3. เชื่อมงานบริการ (E-Service): ยกที่ทำการเมืองพัทยามาไว้บนมือถือ รองรับการ “ชำระภาษีออนไลน์” และบริการภาครัฐอื่นๆ โดยไม่ต้องเดินทาง
  4. เชื่อมการร้องเรียน (Seamless Complaint): ผนึกกำลังกับระบบ Traffy Fondue ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเส้นเลือดฝอย (ไฟดับ, ขยะ, ถนนชำรุด) พร้อมติดตามสถานะการแก้ไขได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  5. เชื่อมการท่องเที่ยว (Event Calendar): อัปเดตปฏิทินกิจกรรม งานอีเวนต์ และโปรโมชั่นท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองพัทยา

การเชื่อมต่อที่หลากหลายนี้ ทำให้ Pattaya Connect กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองพัทยาให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากระบบ AI และ LINE OA แล้ว นายปรเมศวร์ยังระบุว่า Pattaya Connect ทำงานควบคู่กับ ศูนย์รับแจ้งเหตุ 1337 ที่มีเจ้าหน้าที่สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง รองรับทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ เพื่อเป็น “Human Touch” ที่คอยช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินและประสานงานหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

“โมเดล Pattaya Connect คือคำตอบของการสร้าง “Better Pattaya” ที่จับต้องได้จริง เราต้องการให้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชีวิตของทุกคนในพัทยาง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยขึ้น ซึ่งไทยรัฐทีวีถือเป็นสื่อหลักที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง เราจึงอยากสื่อสารความตั้งใจนี้ให้ไปถึงพี่น้องประชาชนทุกคน” นายปรเมศวร์ กล่าวทิ้งท้าย

นายกเมืองพัทยา พบปะสื่อมวลชน กางโมเดล “Pattaya Connect” ผ่านแอปเดียวจบ

Pattaya Connect: แอปพลิเคชั่นที่ยกระดับเมืองพัทยา

การพัฒนาเมืองด้วยเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในยุคปัจจุบัน และ Pattaya Connect เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองพัทยา การเชื่อมต่อบริการต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชั่นเดียว ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

การที่เมืองพัทยาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของประชาชนและนักท่องเที่ยว เป็นสัญญาณที่ดีในการก้าวสู่การเป็น Smart City อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เมืองน่าอยู่และน่าเที่ยวมากยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เช่นนี้ ถือเป็นแนวทางที่เมืองอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาเมืองของตนเองได้เช่นกัน

สำหรับใครที่สนใจใช้บริการต่างๆ ของเมืองพัทยา อย่าลืมดาวน์โหลดและลองใช้ Pattaya Connect กันนะครับ แล้วคุณจะพบว่าชีวิตในพัทยาง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย!

ที่มา – นายกเมืองพัทยา พบปะสื่อมวลชน กางโมเดล “Pattaya Connect” ผ่านแอปเดียวจบ

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปแม่ทัพ

ในวงการบันเทิงระหว่างประเทศ มีข่าวที่น่าปลื้มใจสำหรับคนไทย เมื่อดาราดังจากอินเดีย “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาดของ “แม่ทัพภาคที่ 2” อย่างน่าประทับใจ การกระทำนี้ไม่เพียงแสดงถึงความชื่นชอบในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างวัฒนธรรมอินเดียและไทย

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand ในงานพิเศษที่พัทยา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) จังหวัดชลบุรี โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อฉลองครบรอบ 17 ปีการสถาปนาโรงเรียน ผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะผู้บริหารเมืองพัทยา คณะครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียนจำนวนมาก

ภาพงานพิธีที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11

ไฮไลต์ของงานคือการปรากฏตัวของ “กากัน มาลิก” ดาราดังอินเดียที่มาร่วมงานกับนายกเมืองพัทยา สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นคือ เขาได้เขียนข้อความ “I love Thailand” พร้อมลายเซ็นบนรูปวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความรักที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปวาด

ประวัติและผลงานของกากัน มาลิก

“กากัน มาลิก” เป็นนักแสดงชื่อดังจากอินเดียที่มีผลงานโดดเด่น เขารับบทเจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์ศรีลังกาเรื่อง “สิทธัตถะโคตมะ” และมีบทบาทสำคัญในซีรีส์อินเดียยอดนิยมอย่างรามายณะและหนุมาน ผลงานเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กากัน มาลิกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยเขาไม่รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งนั้น โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย” การตัดสินใจนี้ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชนไทย

  • ผลงานเด่น: เจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์สิทธัตถะโคตมะ
  • บทบาทในซีรีส์: รามายณะและหนุมาน
  • กิจกรรมสังคม: ทูตสันถวไมตรีกัมพูชา (ลาออกเพื่อไทย)

การที่ “กากัน มาลิก” เขียน “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2” จึงไม่ใช่แค่การแสดงออกส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวหลังโควิด-19 โดยพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย การปรากฏตัวของดาราดังเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การกระทำของกากัน มาลิกแสดงให้เห็นว่าดาราต่างชาติสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับไทยได้อย่างไร หากคุณชื่นชอบข่าวบันเทิงและวัฒนธรรม ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา – “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2”

ตาย 2 สาหัส 1 เมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา

ในเช้าวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นกลางเมืองพัทยา ที่ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก นั่นคือ เมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เหตุการณ์นี้เกิดจากปมแค้นเก่าที่สะสมมานาน จนสุดท้ายฟิวส์ขาดจากการถูกตบหน้าในงานเลี้ยง ทำให้กลุ่มแรงงานเมียนมาหันมาทำร้ายกันเองอย่างป่าเถื่อน

เมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา: ภาพจากกล้องวงจรปิดชัดเจน

จากภาพวงจรปิดที่จับภาพได้ชัดเจน เห็นกลุ่มผู้เสียชีวิตวิ่งหนีจากท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย ขณะที่กลุ่มผู้ก่อเหตุซึ่งมีจำนวนมากกว่า วิ่งไล่ตามอย่างดุเดือด เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่สะพานต่างระดับ ก่อนจะมาทะเลาะกันอย่างหนักหน่วงที่แยกตลาดโสภณ ถนนพัทยาใต้สาย 3 ตำรวจจากสภ.เมืองพัทยา รีบเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที โดย พ.ต.ท.สุธีรพันธ์ ทาปศรี ผู้กำกับการสอบสวน นำทีมชุดสืบสวน กองพิสูจน์หลักฐาน และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิต 2 รายนอนจมกองเลือดบนฟุตปาธ รายแรกคือ นายคี ชา นอ อายุ 27 ปี ถูกแทงที่กลางอกจนขั้วหัวใจขาด ส่วนรายที่สองคือ นายเปรม ซี อายุ 22 ปี ถูกแทงหลายแผลที่แผ่นหลังและชายโครง ผู้บาดเจ็บสาหัสคือ นายโซ นา อายุ 20 ปี ถูกแทงที่แผ่นหลัง 1 แผล ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมืองพัทยาทันที ในที่เกิดเหตุยังพบมีดปอกผลไม้ 2 เล่ม ซึ่งน่าจะเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ

สาเหตุของเมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุม 4 ราย ซึ่งเป็นชาวเมียนมา ยอมรับว่าก่อเหตุจริง โดยอ้างว่าเกิดจากความแค้นเก่าที่สะสมมานาน ทั้งสองกลุ่มเคยมีปัญหากันจากการเล่นฟุตบอลที่ไม่ลงรอย ก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารอินเดียย่านพัทยาใต้ และถูกว่าจ้างไปช่วยงานเลี้ยงของบริษัทออร์แกไนซ์ ในงานนั้นเกิดการกระทบกระทั่ง จนนายโซ นา (ผู้บาดเจ็บ) ตบหน้าผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง ทำให้ฟิวส์ขาด ตามมาด้วยการไล่ตามและแทงกัน

เหตุการณ์ เมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา นี้ สะท้อนปัญหาความขัดแย้งในชุมชนแรงงานต่างด้าว ที่มักเกิดจากความเครียดในการทำงานและการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยแรงงานจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา ซึ่งบางครั้งปัญหาเล็กน้อยก็ลุกลามใหญ่ได้ หากไม่มีการไกล่เกลี่ยที่เหมาะสม

  • ปัจจัยเสี่ยง: ความแค้นเก่าจากกิจกรรมนอกเหนือจากงาน เช่น การเล่นกีฬา
  • สถานที่: กลางเมืองพัทยา ซึ่งเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวและประชาชนพลุกพล่าน
  • ผลกระทบ: สร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชน และอาจกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ตอนแรกไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขั้นใช้มีด เพราะดูเหมือนแค่ทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อหาผู้เกี่ยวข้องที่เหลืออีก 3-4 คน ที่หลบหนีไป

เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคต ชุมชนพัทยาควรมีโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสำหรับแรงงานต่างด้าว เช่น การจัดอบรมจัดการอารมณ์ หรือตั้งจุดบริการปรึกษาฟรี นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวและชาวบ้านก็ควรระวังตัว หากเห็นกลุ่มคนทะเลาะ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อไม่ให้ลุกลาม

เมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความขัดแย้งเล็กๆ อาจนำไปสู่หายนะได้ หากไม่ควบคุมอารมณ์ หวังว่าตำรวจจะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้เร็ว เพื่อความสงบสุขของทุกคนในพัทยา

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางป้องกันปัญหาในอนาคต

ที่มา – ตาย 2 สาหัส 1 เมียนมาไล่แทงกันกลางพัทยา อ้างถูกตบหน้าทำฟิวส์ขาด

Scroll to top