พัทยา

บุกค้นบ้านหนุ่มจีนรถคว่ำ เจอคลังแสง GPT วินาศกรรม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีเรื่องราวสุดช็อกที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี เรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสฮอตเลยทีเดียว นั่นคือ บุกค้นบ้านหนุ่มจีนรถคว่ำ เจอคลังแสงขนาดย่อม พบแชต GPT ปรึกษาแนวทางก่อวินาศกรรม ครับ ผมว่ามันน่าตกใจมาก เพราะไม่ใช่แค่เจออาวุธเพียบ แต่ยังมีหลักฐานการวางแผนร้ายด้วย AI สุดล้ำอย่าง ChatGPT อีก!

บุกค้นบ้านหนุ่มจีนรถคว่ำ เจอคลังแสงขนาดย่อม พบแชต GPT ปรึกษาแนวทางก่อวินาศกรรม

เรื่องเริ่มต้นจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. ตำรวจชลบุรี นำโดย พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้การจังหวัดชลบุรี ร่วมกับทีมสืบสวน ตม.3 และ สภ.นาจอมเทียน สภ.ห้วยใหญ่ ได้บุกเข้าไปตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สาเหตุมาจากรถเก๋งของชายชาวจีนคันหนึ่งพลิกคว่ำบริเวณนาจอมเทียน

ผู้ขับคือ นายหมิงเฉิน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน มีบัตรประจำตัวสีชมพู และมีผู้หญิงสัญชาติไต้หวันอายุ 33 ปี อยู่ด้วย เมื่อตรวจรถพบอาวุธสงคราม ตำรวจเลยสอบสวนและตามไปค้นบ้านทันที พอเปิดประตูเข้าไป ทุกคนตะลึง! เจอคลังแสงขนาดย่อมแบบเต็มๆ ครับ

อาวุธที่พบในบ้านหนุ่มจีนรายนี้

สิ่งที่เจ้าหน้าที่เจอมีเพียบเลย ลิสต์ให้ดูชัดๆ นะครับ:

  • ระเบิด C4 จำนวน 4 ก้อน ก้อนละ 2 ปอนด์ (ราว 1 กก.) พลังทำลายล้างสูงในรัศมีหลายร้อยเมตร
  • ปืน M4 สงคราม 2 กระบอก
  • กระสุน 5.56 มม. หลายสิบนัด รวม M193 จากโรงงานกระสุนทบ.
  • ระเบิดมือสังหาร K75 ดัดแปลง 1 ลูก
  • ระเบิด M4 และระเบิดกับดักแบบฝักข้าวโพด 4 ลูก
  • เชื้อปะทุระเบิด 3 อัน
  • ดินระเบิด C4 อีกหลายชิ้น รวม 10 ลูกระเบิดมือ
  • ตัวจุดชนวนรีโมท

น่ากลัวกว่านั้น เจอเสื้อเกราะกันกระสุนที่ติดตั้ง C4 ไว้ด้านใน พร้อมระบบพร้อมใช้งาน คล้าย “ระเบิดพลีชีพ” สุดๆ จนต้องอพยพชาวบ้านรอบๆ 100 เมตร และเรียก EOD มาดูแลทันที!

หลักฐานสุดสะพรึงจากมือถือ: แชต GPT และคลิปฝึกซ้อม

ในโทรศัพท์ของนายหมิงเฉิน พบแชตกับ ChatGPT ถามถึง แนวทางก่อวินาศกรรม ในสถานที่สำคัญ อานุภาพ C4 ทำลายล้างยังไง รวมถึงคลิปวิดีโอฝึกยิงปืนและปาระเบิดกับทหารกัมพูชาที่ค่ายรบพิเศษ 911 หรือ BHQ ค่ายฝึกองครักษ์ฮุนเซน นอกจากนี้ยังมีกับดักระเบิด ลวดขึงโยงสลักระเบิดใกล้ถังน้ำมัน 20 ลิตร 4 ถัง เหมือนในหนังแอ็กชั่นเลยครับ

นายหมิงเฉินให้การว่า เดิมเปิดร้านสุรากัมพูชา ย้ายมาประเทศไทยเพราะปัญหาชายแดน อาวุธซื้อจากกลุ่ม LINE ในจังหวัดระยอง หวังใช้ระเบิดพลีชีพเพราะซึมเศร้า แต่หลักฐานชี้ชัดว่ามีแผนร้ายจริงๆ พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รอง ผบก.ภ.ชลบุรี ลงพื้นที่ควบคุมเอง กั้นพื้นที่รอพิสูจน์หลักฐาน

เรื่องนี้ทำให้เราต้องคิดถึงความมั่นคงของประเทศนะครับ ชาวต่างชาติต้องตรวจสอบให้ดี AI อย่าง GPT ก็ถูกใช้ในทางมิชอบได้ ดีที่ตำรวจชลบุรีทำงานเร็ว จับได้ทันก่อนเกิดหายนะใหญ่หลวง โชคดีจริงๆ!

เพื่อนๆ คิดยังไงกับเหตุการณ์นี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ ถ้าชอบข่าวแบบนี้ อย่าลืมแชร์และกดติดตามเพจด้วยนะ จะได้อัปเดตข่าวร้อนๆ แบบนี้ต่อไป!

ที่มา – บุกค้นบ้านหนุ่มจีนรถคว่ำ เจอคลังแสงขนาดย่อม พบแชต GPT ปรึกษาแนวทางก่อวินาศกรรม

ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ

ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง เป็นเหตุการณ์ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนฮือฮาและหัวเราะกลิ้งกันไปตามๆ กัน วันนี้เราจะมาขุดลึกเรื่องนี้กันแบบเป็นกันเอง พร้อมเล่าประสบการณ์จากปากไรเดอร์คนจริง และวิเคราะห์ว่าทำไมพฤติกรรมแบบนี้ถึงไม่เหมาะสมบนรถรับจ้างผ่านแอป

ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง

เรื่องราวเริ่มต้นจากคลิปวิดีโอที่ไรเดอร์รายหนึ่งโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ขณะขับรถไปส่งลูกค้าชาวต่างชาติคู่กับหญิงไทยในย่านพัทยาใต้ ระยะทางแค่ 2 กิโลเมตร แต่เกิดเหตุการณ์สุดอึดอัด เมื่อทั้งคู่เริ่มจูบกันอย่างดูดดื่มแค่ 2-3 นาทีหลังขึ้นรถ ไรเดอร์อย่าง “นายบิว” (นามสมมติ) อายุ 28 ปี พยายามเตือนดีๆ แต่ไม่ฟัง แถมยังหันมาสั่งว่า “หันไป อย่ามอง!” ทำให้ไรเดอร์เขินแทนสุดๆ จนต้องหยิบมือถือมาถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นหลักฐาน

คลิปนี้ถูกแชร์กระจาย มีคนดูและคอมเมนต์เพียบ หลายคนบอกว่า “เขินแทนพี่ไรเดอร์เลย” หรือ “ลูกค้าบ้าไปแล้ว” เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 07.00-08.00 น. ลูกค้าขึ้นรถแล้วก็เริ่มโชว์เลิฟซีนทันที ไม่เกรงใจคนขับ จนถึงโรงแรมทั้งคู่ก็ลงรถจูงมือเข้าที่พักไปแบบไม่สนใจโลก

ไรเดอร์เล่าประสบการณ์สุดอึดอัดจากปากตัวเอง

นายบิวเปิดใจกับสื่อว่า “ตอนนั้นอึดอัดมาก เขินแทนเลย ไม่กล้ามองกระจกหลัง” เขาโพสต์คลิปเพื่อระบายความรู้สึกของคนขับรถรับจ้างที่ต้องเจอเรื่องแปลกๆ ทุกวัน และไม่อยากให้คู่รักมาแสดงบทรักบนรถแบบนี้ เพราะมันไม่เหมาะสม ไม่ให้เกียรติสถานที่ และคนขับที่เป็นบุคคลที่สาม

หลังจากนี้ ไรเดอร์คนนี้ตั้งใจทำสติกเกอร์ติดรถ ห้ามพฤติกรรมแบบนี้ชัดเจน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ ยังมีคอมเมนต์จากชาวเน็ตแนะนำให้ใส่กฎในแอป หรือแจ้งเตือนลูกค้าก่อนขึ้นรถด้วย

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบนรถรับจ้าง ไรเดอร์เจอบ่อยแค่ไหน?

  • แสดงความรักเกินเหตุ: จูบ หอมแก้ม หรือมากกว่านั้น โดยไม่สนใจคนขับ
  • ไม่ฟังคำเตือน: ไรเดอร์เตือนแล้วยังทำต่อ แถมสั่งหันไปอย่ามองแบบในกรณีนี้
  • เมาเหล้า สูบบุหรี่: สร้างกลิ่นอับและอันตราย
  • ทะเลาะกัน: ทำให้คนขับเครียด
  • กินข้าวหรือทำเลอะ: รถสกปรก ต้องเสียเวลาเช่า

จากประสบการณ์ไรเดอร์หลายคน พฤติกรรมเหล่านี้เจอบ่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ การที่ ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง จึงไม่ใช่เคสแรก แต่ครั้งนี้ดังเพราะคลิปชัดเจน

ในมุมมองของเรา พฤติกรรมแบบนี้ไม่เพียงทำให้คนขับอึดอัด แต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้ารถเบรกกระทันหันหรือเจออุบัติเหตุล่ะ? ลูกค้าควรเคารพคนขับที่ทำงานหาเลี้ยงชีพ และเลือกสถานที่ส่วนตัวสำหรับเรื่องหวานๆ แทน

สำหรับไรเดอร์ แนะนำให้ตั้งกฎชัดเจนตั้งแต่รับงาน เช่น บอกผ่านแชทหรือสติกเกอร์ และถ้าเจอแบบนี้ให้หยุดรถทันทีแล้วแจ้งแอป เพื่อปกป้องตัวเอง

คุณเคยเจอเหตุการณ์แบบ ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ บ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าคุณเป็นไรเดอร์ ลองทำสติกเกอร์ห้ามตามไอเดียนี้ดู สุดท้ายแล้ว การให้เกียรติกันคือกุญแจสำคัญในการใช้บริการรถรับจ้าง!

ที่มา – ไรเดอร์เขินแทน ลูกค้าแสดงบทรักบนรถ ไม่สนคำเตือน ซ้ำสั่งหันไป อย่ามอง

ศาลไม่ให้ประกัน หมวดโจ้ คดียิงเจ้าของร้านกัญชา

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันเลย นั่นคือ ศาลไม่ให้ประกัน หมวดโจ้ ในคดียิงเจ้าของร้านกัญชาจนเสียชีวิต ส่งตัวเข้าคุมขังทันที เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่พัทยา และกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เมาขาดสติ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

ศาลไม่ให้ประกัน หมวดโจ้

หลังจากที่ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ ศรีคัทธะนาม หรือที่รู้จักกันในชื่อ หมวดโจ้ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ถูกจับกุมในข้อหากระทำผิดร้ายแรง ศาลจังหวัดพัทยาก็ตัดสินใจ ศาลไม่ให้ประกัน หมวดโจ้ แม้ว่าญาติจะยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 500,000 บาทก็ตาม สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ควบคุมตัวส่งไปยังเรือนจำพิเศษพัทยาทันที ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านในผลัดแรกนี้นะครับ

ที่มาของเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ หมวดโจ้เมาสุราจนขาดสติ ใช้อาวุธปืนยิงนายภัทรธร จิรโชคชัยกุล หรือ “คิง” อายุ 41 ปี เจ้าของร้านกัญชา จนเสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดบริเวณด้านหลังร้านกัญชาบนถนนวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ จ.ชลบุรี พื้นที่ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและธุรกิจบันเทิง การที่ตำรวจเมายิงคนตายแบบนี้ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงวินัยของเจ้าหน้าที่ทันที

จากข้อมูลที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยารวบรวม พบว่าหมวดโจ้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก่อนเกิดเหตุมีการทะเลาะวิวาท จากนั้นก็ควักปืนยิงซ้ำๆ จนเหยื่อสิ้นใจ ญาติผู้ตายก็เรียกร้องความยุติธรรมเต็มที่ ขณะที่ฝั่งผู้ต้องหา ญาติพยายามขอประกันแต่ศาลเห็นว่าความผิดร้ายแรง อาจหลบหนีหรือยุ่งเหยิงพยาน จึงปฏิเสธไป

ผลกระทบและบทเรียนที่ได้

กรณี ศาลไม่ให้ประกัน หมวดโจ้ นี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องการดื่มสุราของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้ง่ายๆ ในยุคที่กัญชาถูกกฎหมาย ร้านกัญชาพุ่งขึ้นทั่วพัทยา แต่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ต้องมากขึ้นไปอีก

  • ตำรวจต้องมีวินัยสูง แม้อยู่นอกเวลางาน
  • การใช้อาวุธปืนต้องเข้มงวด ไม่อนุญาตให้เมาแล้วพก
  • ศาลตัดสินเด็ดขาด แสดงถึงความเท่าเทียมต่อหน้าความยุติธรรม
  • สังคมควรสนับสนุนการตรวจสอบเจ้าหน้าที่อย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าหมวดโจ้เคยมีประวัติการทำงานดี แต่ครั้งนี้พลาดหนักจริงๆ ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็สั่งสอบวินัยทันที คาดว่าจะมีบทลงโทษรุนแรงตามมา

เพื่อให้เข้าใจลึกขึ้น ลองดูไทม์ไลน์เหตุการณ์:

  • เกิดเหตุยิงเสียชีวิตที่วอล์คกิ้งสตรีท
  • ตำรวจจับกุมหมวดโจ้ทันที
  • ฝากขังผลัดแรกที่ศาลพัทยา
  • ญาติยื่นประกัน 5 แสน แต่ศาลไม่ให้
  • ส่งตัวเข้าคุกพัทยา

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกคนเท่าเทียมต่อกฎหมาย ไม่เว้นแม้ตำรวจ ถ้าปล่อยประกันง่ายๆ อาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาได้ สังคมพัทยาที่พึ่งพาการท่องเที่ยว ก็ต้องรักษาความสงบสุขไว้ให้ดี

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไปนะครับ เพราะอาจมีพยานใหม่หรือหลักฐานเพิ่ม ถ้าคุณมีมุมมองยังไง คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย สนับสนุนข่าวจริงจากเรา!

ที่มา – ศาลไม่ให้ประกัน “หมวดโจ้” คดียิงเจ้าของร้านกัญชาดับ ส่งตัวเข้าเรือนจำทันที

เปิดแชตหลักฐาน “หมวดโจ้” เสนอขายปืน

เปิดแชตหลักฐาน “หมวดโจ้” เสนอขายปืน แก่เจ้าของร้านกัญชา สร้างความฮือฮาในสังคมออนไลน์ หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ ศรีคัทธะนาม หรือ หมวดโจ้ เมาสุราออกนอกหน้า ใช้อาวุธปืนยิงนายภัทรธร จิรโชคชัยกุล หรือคิง เจ้าของร้านกัญชา เสียชีวิตคาที่ บริเวณด้านหลังร้านในย่านวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ล่าสุดพี่ชายผู้เสียชีวิตเปิดแชตเด็ดที่เป็นหลักฐานสำคัญ ชี้ให้เห็นพฤติกรรมน่าสงสัยของผู้ก่อเหตุ

เปิดแชตหลักฐาน “หมวดโจ้” เสนอขายปืน

จากข้อมูลที่พี่ชายของคิง นายศากวร จิรโชคชัยกุล หรือเอ อายุ 44 ปี เปิดเผย พบแชตสนทนาในโทรศัพท์ของน้องชายกับ หมวดโจ้ ซึ่งเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ หมวดโจ้ รีบเสนอขายปืนราคา 40,000 บาททันที ทว่าเจ้าของร้านกัญชาไม่สนใจ ไม่ตอบรับ และเมินเฉย สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ก่อเหตุพกปืนมาถึง 3 กระบอก รวมทั้งปืนหัวระเบิดที่ใช้ยิงผู้ตายนัดเข้าหน้าอก 3 นัด ฝังในร่างกาย นี่ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบแน่นอน แต่เหมือนมีเจตนามาตามงานหรือรีดไถอะไรบางอย่าง

หมวดโจ้ แจ้งข้อหาเพิ่ม ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ความคืบหน้า เมื่อ 20 เม.ย. 2569 ร.ต.อ.อิทธิพร ตั้งชูทวีทรัพย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา เบิกตัว หมวดโจ้ ออกจากห้องขัง เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่ม “ดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่” สืบจากคืนเกิดเหตุ ตำรวจสายตรวจเข้าควบคุม พ.ต.ท.พีรยุทธ บริสุทธิ์ธรรม สวป. พยายามเจรจา แต่หมวดโจ้พูดจาดูหมิ่น แจกของลับ ถามกลับว่า “เป็นพ่อฉันหรือ” จนถูกบันทึกภาพไว้หลักฐานชัดเจน ทำให้มีคดีเพิ่มเติมทันที

ระหว่างสอบสวน หมวดโจ้กล่าวสั้นๆ ว่า “ขอโทษผู้เสียชีวิตและครอบครัว” อ้างเหตุเกิดเร็วมาก ก่อนถูกส่งตัวเข้าห้องขัง รอส่งฝากขังศาลจังหวัดพัทยาผัดแรกช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยรองผู้บังคับการจังหวัดชลบุรี จะมาสอบปากคำด้วยตัวเอง

ปมเหตุการณ์ หมวดโจ้ ยิงเจ้าของร้านกัญชา

ก่อนเกิดเหตุ หมวดโจ้พาคนมาที่ร้าน ลูกน้องและหญิงสาวดูโชว์ด้านหน้า ส่วนตัว หมวดโจ้ นั่งดื่มเบียร์กับคิงและนายกอล์ฟ หุ้นส่วนผู้ตายที่ไม่ดื่มเหล้า จากคำเล่าของนายกอล์ฟ การสนทนาดูเหมือนทวงหนี้หรือรีดไถ จู่ๆ หมวดโจ้ชักปืนยิงนายกอล์ฟ 1 นัด กระสุนเฉี่ยว คิงยกมือไหว้ “พี่ยิงทำไม ผมตกใจ ผมเป็นน้องชายพี่นะ” แต่ถูกยิงสวนเข้าหน้าอก 3 นัด ทรุดลง พนักงานร้านช่วยจับกุมได้ทัน ลูกน้องหมวดโจ้ก็ถูกควบคุม

พี่ชายผู้ตายยืนยันยังไม่รู้สาเหตุชัด แต่เชื่อมีเบื้องหลัง จะตั้งทนายสู้คดี และตรวจโทรศัพท์ที่งมเจอจากทะเล หาหลักฐานเพิ่ม โดยเฉพาะ เปิดแชตหลักฐาน “หมวดโจ้” เสนอขายปืน ที่ชี้พฤติกรรมผิดปกติ

  • พกปืน 3 กระบอก ไม่ใช่เมาชั่ววูบ
  • เสนอขายอาวุธผิดกฎหมาย
  • ดูหมิ่นตำรวจเพิ่มคดีหนัก

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาตำรวจเสียบบทบาท สร้างความไม่ไว้วางใจให้ประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตคดีได้ที่นี่

ที่มา – เปิดแชตหลักฐาน “หมวดโจ้” เสนอขายปืน เจ้าของร้านกัญชา ตร.แจ้งเพิ่มอีกข้อหา

สั่งออกราชการ ตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันดีกว่าครับ คือกรณี ตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ล่าสุด ตำรวจภาค 2 ออกมาสั่งการเด็ดขาด สั่งให้ ตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ ออกจากราชการไว้ก่อน และยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง การกระทำของตำรวจรายนี้ไม่เพียงทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ยังกระทบภาพลักษณ์ของตำรวจทั้งประเทศอีกด้วย

ตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ

ตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จากข้อมูลที่ได้รับ ข้าราชการตำรวจสังกัดงานสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ได้เมาสุราจนเสียการควบคุม แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นจนเสียชีวิต เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวผู้เสียหายและสังคมเป็นอย่างมาก พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ รองโฆษก ตร.ภ.2 เปิดเผยว่าพล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ตร.ภ.2 ได้สั่งการทันทีให้เร่งรัดดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา โดยเคร่งครัด รวดเร็ว โปร่งใส และเด็ดขาดตามกฎหมาย

คำสั่งออกจากราชการ ทันทีหลังเกิดเหตุ

เพื่อแสดงความจริงจัง ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ออกคำสั่งที่ 118/2569 ลงวันที่ 19 เมษายน 2569 สั่งให้ผู้ก่อเหตุออกจากราชการไว้ก่อน โดยอยู่ระหว่างควบคุมตัวดำเนินคดีที่ สภ.เมืองพัทยา นี่คือมาตรการที่ชัดเจนในการไม่ให้ผู้กระทำผิดมาขัดขวางการสอบสวน และรักษาวินัยขององค์กร ตำรวจภาค 2 ย้ำว่าพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว ขัดกับระเบียบ วินัย และอุดมการณ์ตำรวจโดยสิ้นเชิง

การดำเนินการของตำรวจภาค 2 กับกรณีตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ

นอกจากคำสั่งออกราชการแล้ว ตำรวจยังยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีการละเว้นหรือปกป้องผู้กระทำผิด พนักงานสอบสวนกำลังเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด ขณะเดียวกัน ก็แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และสัญญาว่าจะยกระดับการกำกับดูแล กวดขันวินัยเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

  • สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที
  • เร่งดำเนินคดีทางวินัยและอาญา
  • ยืนยันไม่ปกป้องคนผิด
  • เพิ่มการตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจ
  • ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประชาชน

ในมุมมองของผมเอง เหตุการณ์ ตำรวจพัทยาเมายิงคนดับ นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างพัทยาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น การดื่มสุราเมาจนเสียสติแล้วใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแล ไม่ใช่เอาไว้ก่อเหตุ นี่แสดงให้เห็นว่าตำรวจเองก็ต้องถูกกฎหมายลงโทษเท่าเทียมกับประชาชน ถ้าตำรวจทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆ

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกับตำรวจเมาแล้วก่อเหตุ สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่เมาสุราหลายรายต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขาดการควบคุมตัวเองและการกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวด ดังนั้น การสั่งการครั้งนี้ของ ตร.ภ.2 ถือเป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปฏิรูป

เพื่อป้องกันในอนาคต ผมคิดว่าน่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การตรวจแอลกอฮอล์สุ่มสำหรับตำรวจ การอบรมจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง และบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น สังคมเราก็มีส่วนสำคัญ โดยการรายงานพฤติกรรมน่าสงสัยของเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่รวดเร็ว

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าการดำเนินการอย่างเด็ดขาดครั้งนี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้บ้าง คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มีประสบการณ์เจอเจ้าหน้าที่เมาแบบนี้บ้างไหม แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาให้สังคมดีขึ้น!

ที่มา – สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน “ตำรวจพัทยา” เมายิงคนดับ ตำรวจภาค 2 ลั่นไม่ปกป้องคนผิด

แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น

เหตุการณ์สุดช็อกในย่านสถานบันเทิงชื่อดังของพัทยา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับ ร.ต.ต. เมาสุราแล้วเกิดออกรถไฟถลำ ยิงปืนใส่บุคคลอื่นจนเสียชีวิต ล่าสุด แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น เรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การไล่ออกจากราชการได้ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น

จากกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ได้ออกมาแถลงความคืบหน้า โดยยืนยันว่าผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ ศรีคัทธะนาม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมวดโจ้” อายุ 54 ปี ซึ่งสังกัด รองหัวหน้าหน่วยสืบสวน สภ.เมืองพัทยา จริง โดยได้แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น ในข้อหาหลักคือ “ฆ่าผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังมีข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 เช่น การยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลังแจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น จะมีขั้นตอนอย่างไร

หลังจากแจ้งข้อหาแล้ว ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำทันที โดยทาง สภ.เมืองพัทยาเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งโทษสูงสุดคือการไล่ออกจากราชการ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอง

สาเหตุเบื้องต้นของเหตุการณ์นี้ เกิดจากการที่ผู้ต้องหาเมาสุราในวงเหล้าที่สถานบันเทิงย่านพัทยา จากนั้นเกิดปากเสียงกับเพื่อนในวง (สวมเสื้อสีขาว) จนถึงขั้นชักปืนออกมา ยิงมั่วไปมา ผู้เสียชีวิตคือเจ้าของร้านกัญชาที่เห็นเหตุการณ์ พยายามเข้าไปไหว้และห้ามปราม รวมถึงพยายามแย่งปืน ก่อนถูกยิง 2 นัดเสียชีวิตคาที่

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) พบหลักฐานชัดเจน โดยผู้ต้องหามีท่าทีก้าวร้าว ผู้เสียชีวิต (ที่ถอดเสื้อ) เดินเข้าไปยกมือไหว้เพื่อขอร้องให้หยุด แต่ผู้ก่อเหตุไม่ฟังและลั่นไกยิงจนผู้เสียหายล้มลง จากนั้นเหตุการณ์นี้ถูกนำไปสู่การสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาความจริงทั้งหมด

  • ข้อกล่าวหาหลัก: ฆ่าผู้อื่น
  • ข้อหาเพิ่มเติม: ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ข้อหาอื่น: พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
  • วินัย: สอบสวนร้ายแรง อาจไล่ออก

ประวัติของ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ เพิ่งจบอบรมนายร้อยรุ่น 53 เมื่อปีที่แล้ว ก่อนมาประจำการที่ สภ.เมืองพัทยาในตำแหน่งรอง สว.สืบสวน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียให้ครอบครัวผู้ตายเท่านั้น แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างพัทยา ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินับล้านคนต่อปี

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่เมาสุราแล้วก่อเหตุรุนแรง โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนที่เป็นหน้าที่ ซึ่งควรใช้ปกป้องประชาชน ไม่ใช่ทำร้าย ตำรวจทุกนายต้องผ่านการฝึกอบรมและมีวินัยสูง แต่เมื่อเมาแล้วสติหลุด ทุกอย่างก็พังทลายได้ในพริบตา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น เช่น การตรวจแอลกอฮอล์ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ หรือการควบคุมอาวุธปืนอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ พื้นที่พัทยายังเป็นแหล่งสถานบันเทิงมากมาย รวมถึงร้านกัญชาที่ถูกกฎหมาย ทำให้มีผู้คนหลากหลายมารวมตัวกัน การดื่มสุราและปะทะคารมจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่การใช้อาวุธปืนเกินกว่าเหตุแบบนี้ ไม่อาจยอมรับได้

เหตุการณ์แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการใช้อาวุธต้องมีสติและวินัย หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ หากเห็นด้วยกับมุมมองนี้ อย่าลืมแชร์บทความและแสดงความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อให้สังคมตระหนักมากขึ้น ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์เด่นอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – แจ้งข้อหา “ร.ต.ต.” เมาปืนดุ “ฆ่าผู้อื่น” เตรียมตั้งคณะกรรมการเอาผิดวินัยร้ายแรง

ร.ต.ต.เมาดุ ยิงปืนมั่ว เจ้าของร้านกัญชาตาย

เพื่อนๆ สายข่าวอาชญากรรมห้ามพลาด! เกิดเหตุสลดใจกลางย่านบันเทิงดังพัทยา เมื่อร.ต.ต.เมาดุ ยิงปืนมั่วในถนนวอล์กกิ้งสตรีท ทำให้เจ้าของร้านกัญชาที่กล้าหาญเข้าไปห้ามปรามถูกยิงเสียชีวิตคาที่ เรื่องนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ยังไง โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยซ้ำ มาฟังรายละเอียดกันเลย

ร.ต.ต.เมาดุ ยิงปืนมั่วในย่านสถานบันเทิง

เหตุการณ์สุดช็อกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.06 น. วันที่ 19 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) พ.ต.ท.พีรยุทธ บริสุทธิ์ธรรม สวป.สภ.เมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีบาดเจ็บสาหัส บริเวณด้านหลังร้านกัญชาในถนนวอล์กกิ้งสตรีท พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ทันทีที่รับแจ้ง ตำรวจสายตรวจ ชุดสืบสวน และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานรีบรุดไปที่เกิดเหตุทันที โดยมี พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ควบคุมภาพรวม

ที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บชื่อ นายภัทรธร จิรโชคชัยกุล อายุ 41 ปี เจ้าของร้านกัญชา ถูกยิงด้วยปืนขนาด 11 มม. เข้าที่ใต้ราวนมด้านซ้าย 2 นัด อาการหนักมาก นอนหายใจรวยรินกับพื้น เพื่อนและพนักงานช่วยปั๊มหัวใจ แต่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียลไม่ทัน ผู้เสียชีวิตทนพิษบาดแผลไม่ไหว กระสุนตัดขั้วหัวใจ สิ้นใจในเวลาต่อมา สลดจริงๆ

หลักฐานที่เกิดเหตุและการจับกุมร.ต.ต.เมาดุ ยิงปืนมั่ว

เจ้าหน้าที่กั้นพื้นที่ พบปลอกกระสุนปืน 11 มม. 2 ปลอก ใต้โต๊ะ และอาวุธปืนพกสั้นพร้อมกระสุน เก็บทั้งหมดเป็นพยานหลักฐาน ที่สำคัญควบคุมผู้ก่อเหตุได้ทันที คือ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ ศรีคัทธะนาม อายุ 54 ปี รอง สว.สืบสวน สภ.เมืองพัทยาเอง ตำรวจนายนี้อยู่ในอาการเมาสุราหนักสุดๆ

นายโชติพงศ์ อายุ 48 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเรื่อง ร.ต.ต.คนนี้เมามาย ชักปืนข่มขู่คนรอบข้าง แล้วลั่นไกยิงมั่วเข้าไปในสถานบันเทิง แต่โชคดีไม่มีใครเจ็บ จากนั้นนายภัทรธร เจ้าของร้านกัญชา พยายามเข้าไปห้าม ยกมือไหว้ ขอร้องให้เก็บปืน แต่ผู้ก่อเหตุไม่ฟัง แถมยังไม่มีทะเลาะอะไรกันมาก่อน สุดท้ายยิงใส่ 2 นัด ล้มลง แล้วยังหยิบโทรศัพท์ผู้ตายขว้างลงทะเล ก่อนเดินหนี แต่ทุกคนช่วยกันจับตัวมอบตำรวจ

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์:
  • ผู้ก่อเหตุเมาสุรา ชักปืนข่มขู่
  • ยิงมั่วในสถานบันเทิง ไม่มีเจ็บ
  • เจ้าของร้านกัญชาเข้าไปห้าม
  • ถูกยิง 2 นัด ทันทีที่ห้าม
  • ผู้ก่อเหตุขว้างโทรศัพท์ลงทะเล หนีแต่ถูกจับ

การดำเนินคดีหลังร.ต.ต.เมาดุ ยิงปืนมั่ว

พ.ต.อ.เอนก สั่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ รวบรวมพยานหลักฐานละเอียดยิบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเต็มที่ เหตุการณ์นี้เกิดในย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่างวอล์กกิ้งสตรีท ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นทุกคืน อาจกระทบภาพลักษณ์พัทยาได้

ย่านสถานบันเทิงพัทยาเป็นจุดฮอตฮิต แต่ปัญหาสุราและอาวุธปืนยังเป็นห่วง โดยเฉพาะตำรวจที่ควรเป็นแบบอย่าง ต้องเข้มงวดกว่านี้ ร้านกัญชาที่ถูกกฎหมายก็เพิ่มมาก แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อนนะเพื่อนๆ

เหตุการณ์ร.ต.ต.เมาดุ ยิงปืนมั่วนี้เป็นบทเรียนราคาแพง อย่าดื่มแล้วถือปืนเด็ดขาด! คุณคิดว่าตำรวจควรมีมาตรการอะไรเพิ่ม เพื่อป้องกันแบบนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อย สมัครรับข่าวสารอัปเดตข่าวอาชญากรรมได้เลย

ที่มา – ร.ต.ต. เมาดุ ยิงปืนมั่วในย่านสถานบันเทิง เจ้าของร้านกัญชาเข้าห้าม ถูกยิงเสียชีวิต

ล่าชายชาวจีน อุ้มสาวเพื่อนร่วมชาติ ทิ้งเป็นศพเปลือยท่อนบน

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจกำลังเป็นที่สนใจของประชาชน เมื่อตำรวจกำลังล่าชายชาวจีน อุ้มสาวเพื่อนร่วมชาติ ทิ้งเป็นศพเปลือยท่อนบน หลังจากมีภาพวงจรปิดจับภาพชายต้องสงสัยอุ้มร่างหญิงสาวที่หมดสติขึ้นรถและขับหายไปไกลกว่า 230 กิโลเมตร ก่อนทิ้งศพในคลองที่ราชบุรี เรื่องนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ชลบุรีและราชบุรี ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดอย่างเร่งด่วน

ล่าชายชาวจีน อุ้มสาวเพื่อนร่วมชาติ ทิ้งเป็นศพเปลือยท่อนบน

ทุกเรื่องเริ่มต้นจากวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายจักร (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้รับข้อความจากนางสาวจี้ เจิ้งเจียว อายุ 34 ปี ชาวจีน ส่งมาว่า “ช่วยด้วย” ในช่วงเช้าตรู่ เวลา 06.37 น. เขาพยายามโทรกลับแต่ติดต่อไม่ได้ จึงแจ้งเพื่อนของเธอชื่อนายจาง เซียวเทียน อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มที่บินตรงจากจีนมาประเทศไทยเพื่อช่วยตามหา สุดท้ายทั้งคู่เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี โดยทราบว่าครั้งสุดท้ายนางสาวจี้ไปที่พูลวิลล่าในซอยชัยพฤกษ์ ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง

ภาพวงจรปิดหลักฐานสำคัญ

พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ สั่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ทันที และพบภาพจากกล้องวงจรปิดที่นาทีสำคัญ ชายชาวจีนรายหนึ่งพยายามลากและอุ้มนางสาวจี้ที่อยู่ในสภาพหมดสติ โดยโอบแขนจากด้านหลัง ก่อนอุ้มขึ้นรถเก๋ง BMW สีดำ และขับมุ่งหน้าไปกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่แกะรอยรถคันนี้ จนพบเจ้าของรถยอมรับว่าเพื่อนชาวจีนยืมไป 1 วันแล้วคืนมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายจางให้การเพิ่มเติม หลังผล DNA ยืนยันว่าร่างศพหญิงนิรนามที่พบลอยอืดในคลองริมสวนมะม่วงและมะพร้าว หมู่ 10 ต.บางแพ อ.บางแพ จ.ราชบุรี ห่างจากพูลวิลล่าประมาณ 238 กม. คือล่าชายชาวจีน อุ้มสาวเพื่อนร่วมชาติ ทิ้งเป็นศพเปลือยท่อนบน สภาพศพเปลือยท่อนบน นุ่งกางเกงขาสั้นสีขาว ไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายชัดเจน

  • วันที่พบศพ: 25 กุมภาพันธ์ 2569
  • ระยะทางจากจุดเกิดเหตุ: 238 กิโลเมตร
  • ข้อมูลผู้เสียชีวิต: เข้าประเทศไทย 5 ครั้ง ล่าสุด 9 ธันวาคม 2568
  • สถานที่พบศพ: คลองราชบุรี

ทีมข่าวลงพื้นที่พูลวิลล่า เจ้าของสถานที่ยืนยันให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่ แต่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเพราะกลัวกระทบคดี พวกเขาตกใจมากที่ศพที่ราชบุรีคือเหยื่อรายนี้ ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายจับชายชาวจีนคนนี้ โดยยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

เหตุการณ์ล่าชายชาวจีน อุ้มสาวเพื่อนร่วมชาติ ทิ้งเป็นศพเปลือยท่อนบนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่พักในที่พักส่วนตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำให้ใช้แอปติดตามตำแหน่งและแจ้งเพื่อนฝูงเสมอ นอกจากนี้ การมีกล้องวงจรปิดช่วยเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนคดีอาชญากรรม

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความระมัดระวังต้องมาก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและชลบุรี หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถแจ้งเบาะแสให้ตำรวจได้ทันที เพื่อช่วยให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นเร็วที่สุด ชวนติดตามความคืบหน้าคดีนี้กับเรา!

ที่มา – ล่าชายชาวจีน อุ้มสาวเพื่อนร่วมชาติ ทิ้งเป็นศพเปลือยท่อนบน

ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ คดีปล้นตู้เซฟ 2 ล้าน

เหตุการณ์สุดอุกอาจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่ชลบุรี เมื่อตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้านบาท สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวในย่านพัทยาและบางละมุง วันนี้เราจะมาสรุปความคืบหน้าทั้งหมดให้ฟังแบบละเอียดยิบ เพื่อให้ทุกคนติดตามได้ง่าย

ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

จากกรณีคนร้าย 3 คนสวมชุดดำ คลุมหน้าไอ้โม่ง บุกเดี่ยวเข้าบ้านของนายเวสลีย์ ไซริล รัสเซลล์ ชายชาวอังกฤษวัย 32 ปี อาชีพเชฟ ที่บ้านพักในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 คนร้ายใช้อาวุธมีดจี้คอทั้งตัวผู้เสียหายและภรรยาชาวไทย ก่อนจะบุกขึ้นชั้น 2 หยิบตู้เซฟในตู้เสื้อผ้า อุ้มตู้หนักอึ้งขึ้นรถกระบะฟอร์ด 4 ประตู สีดำ ขับหลบหนีไป ภายในตู้มีเงินสดกว่า 2 ล้านบาท ที่ผู้เสียหายเพิ่งเบิกมาเพื่อซื้อบ้าน

ภาพเหตุการณ์ปล้นตู้เซฟ

เส้นทางหลบหนีสุดซับซ้อนของกลุ่มคนร้าย

ตำรวจใช้กล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางคนร้ายอย่างใกล้ชิด พบว่าคนร้ายใช้รถถึง 3 คันสลับกันเพื่อหลอกล่อเจ้าหน้าที่ เหมือนฉากในหนัง Fast & Furious เลยทีเดียว โดยรถคันแรกคือกระบะฟอร์ดสีดำที่บุกปล้น จากนั้นโยนโทรศัพท์ผู้เสียหายทิ้งใกล้ซอยหนองกระบอก แล้วมุ่งหน้าไปวัดบุญย์กัญจนาราม จอมเทียน

  • รถกระบะฟอร์ด 4 ประตู สีดำ: ใช้บุกบ้านและอุ้มตู้เซฟหนี
  • รถ SUV สีขาว: เปลี่ยนรถที่อพาร์ตเมนต์ซอยบุญย์กัญจนาราม 5 ห่างจากที่เกิดเหตุ 8-9 กม. คาดว่าเปิดตู้เซฟแบ่งเงินที่นี่ เวลา 22.57 น.
  • รถกระบะฟอร์ดอีกคัน: มารับช่วง 23.33 น. ขับไปทางถนนสุขุมวิท มุ่งชลบุรี
ภาพกล้องวงจรปิดรถคนร้าย

ปมสาเหตุ ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายรู้ข้อมูลจากร้านกัญชาในพัทยา และน่าจะเป็นชาวอังกฤษด้วยกัน ทำให้วางแผนมาแบบเป๊ะ ๆ พวกเขายังได้กุญแจตู้เซฟมาด้วย ทำให้เปิดได้ง่าย

การจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย

ความคืบหน้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจ สภ.หนองปรือ, สืบสวนภ.2, สืบสวนชลบุรี, ตม.ชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยว ร่วมสนธิกำลังจับผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน ชาวอังกฤษทั้งหมด 3 ผิวสี 1 ผิวขาว

  • รายแรก: นายคริสโตเฟอร์ อายุ 38 ปี (ผิวสี) จับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะจะบินไปมาเลเซีย
  • ราย 2-3: อยู่ในการควบคุมของ ตม.
  • ราย 4: จับที่โรงแรมอำเภอประโคนชัย บุรีรัมย์

ทั้งหมดถูกนำมาสอบสวนที่ สภ.หนองปรือ แยกกัน พวกเขายังให้การปฏิเสธ อ้างไม่รู้จักกัน แต่หลักฐานกล้อง CCTV ชี้ชัดว่าพวกเขาเปิดตู้เซฟที่อพาร์ตเมนต์ชั้น 6 ซอยวัดบุญย์กัญจนาราม ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับจากศาลพัทยา และรอ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 แถลง

ภาพผู้ต้องสงสัย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของตำรวจไทยในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่มักมีชาวต่างชาติก่อเหตุ ประชาชนควรระมัดระวังการเก็บเงินสดจำนวนมาก และติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม หากมีเบาะแสเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.หนองปรือ เพื่อช่วยปราบปรามอาชญากร

ติดตามข่าวอาชญากรรมและความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์เพื่อเตือนภัย!

ที่มา – ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

Scroll to top