พิจารณางบประมาณ 2569

รทสช. ขอบคุณสภาฯ โหวตผ่านงบประมาณ 2569

“ธนกร” ขอบคุณสภาโหวตผ่านงบประมาณ 2569 แนะทุกกระทรวงรับข้อท้วงติงฝ่ายค้าน พร้อมคุมเข้มการใช้จ่ายป้องกันการโกง

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมบอกว่า แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น แต่การผ่านงบประมาณครั้งนี้จะช่วยให้กลไกการบริหารราชการแผ่นดินไม่หยุดชะงัก และขอให้ทุกกระทรวงรับฟังข้อท้วงติงจากฝ่ายค้านไปปรับปรุง และกำชับให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริต

นอกจากนี้ ยังฝากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนให้ได้มากที่สุด

รทสช. ขอบคุณสภาฯ ที่โหวตให้งบประมาณ 2569 ผ่าน

จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อสมาชิกสภาฯ ที่ได้ร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ความสำคัญของงบประมาณ 2569

นายธนกรเน้นย้ำว่า งบประมาณ 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การที่สภาฯ ให้ความเห็นชอบงบประมาณดังกล่าว จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายและโครงการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต
  • การพัฒนาการศึกษาและสาธารณสุข: เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
  • การส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม: เพื่อสร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชนในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การผ่านงบประมาณ 2569 ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะจากพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายธนกรได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังรัฐบาล โดยขอให้รับฟังข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้านอย่างจริงจัง เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเข้มงวดและโปร่งใส

“รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเพื่อให้งบประมาณ 2569 นี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายธนกรกล่าว

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ พรรครวมไทยสร้างชาติขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนชาวไทย

การที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – รทสช. ขอบคุณสภาฯ ที่โหวตให้งบประมาณ 2569 ผ่าน แนะรัฐต้องใช้คุ้มค่า โปร่งใส

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

สภาฯ โหวตผ่าน! ร่างงบประมาณ 2569 ฉลุย

ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 257 เสียง และไม่เห็นด้วย 230 เสียง รองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชุณหวชิร ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในการประชุม หลังจากที่ประชุมได้พิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 ครบทั้ง 41 มาตรา และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและข้างน้อยได้ชี้แจงเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 วันตามที่ได้ตกลงกันไว้

ต่อมาในเวลา 22.49 น. นายไชยาได้เรียกที่ประชุมเพื่อแสดงตนและลงมติในวาระที่ 3 โดยถามที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หรือไม่ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่มีผู้ใดไม่ลงคะแนน

นอกจากนี้ นายไชยาได้สอบถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วย 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 29 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง และไม่ลงคะแนน 17 เสียง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณประธานสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ

รัฐบาลขอขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยต่างๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมา และจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณมากที่สุด รัฐบาลขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้เสียสละเวลาร่วมมือกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ และรัฐบาลจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ร่างงบประมาณ 2569 ที่ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและความมุ่งมั่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน

การอนุมัติ ร่างงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างไร?

การอนุมัติร่างงบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของชาติ การที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

การที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการบริหารประเทศ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

จากนั้น นายไชยาได้สั่งปิดประชุมในเวลา 22.57 น.

การผลักดัน ร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่สำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการที่จะนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และต้องติดตามกันต่อไปว่างบประมาณที่ได้รับการอนุมัติไปนั้น จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติได้จริงหรือไม่

ที่มา – ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

สส.ซัดเดือด! เอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ ตัดงบ 5 พันล้าน

การประชุมพิจารณางบประมาณปี 2569 ในวันที่ 3 เริ่มต้นอย่างเงียบเหงา ก่อนจะเริ่มดุเดือดเมื่อ สส. จากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้เป็นเงินเดือนให้กับพระสงฆ์ และเสนอให้มีการตัดงบประมาณในส่วนนี้กว่า 5 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีการลงมติเห็นชอบงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 27 ซึ่งเป็นงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างเผ็ดร้อน โดยเสนอให้มีการตัดงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับพระสงฆ์ทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท

สส.ซัดเดือด! เอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ ตัดงบ 5 พันล้าน

นายภัณฑิลกล่าวว่า การนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้จ่ายเป็น “เงินเดือนพระ” นั้น ขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เน้นการละทิ้งทางโลก นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าการที่พระสงฆ์ได้รับเงินเดือน อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องยาเสพติด และการเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกมากเกินไป เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่าพระพุทธเจ้าคงจะตกใจอย่างมากหากทราบว่าคำสอนของพระองค์ถูกบิดเบือนไปมากขนาดนี้

สส.พรรคประชาชน เสนอตัดงบประมาณจ่ายเงินเดือนพระ

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องเงินเดือนพระแล้ว นายภัณฑิลยังได้อภิปรายถึงงบประมาณที่จัดสรรให้กับพัดยศ ซึ่งถูกตัดลดลงไปครึ่งหนึ่งอันเนื่องมาจากข่าวอื้อฉาวของพระชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมวัดต่างๆ และการให้เงินสนับสนุนแก่วัดในต่างประเทศอย่างมีการเลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งเสนอให้มีการแยกศาสนาออกจากการบริหารงานของรัฐ เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน

ประเด็นที่ สส. พรรคประชาชนหยิบยกขึ้นมานั้น จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า การใช้เงินภาษีของประชาชนไปจ่ายให้พระสงฆ์นั้นไม่ถูกต้อง และขัดต่อหลักการที่ว่าศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนบุคคล ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มองว่าการสนับสนุนพระสงฆ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

การอภิปรายของนายภัณฑิลได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณางบประมาณอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การถกเถียงในประเด็นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นในสังคมไทยเกี่ยวกับบทบาทของศาสนาในการบริหารงานของรัฐ

การพิจารณางบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปีนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะมีการอภิปรายในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนศาสนาและการใช้จ่ายเงินภาษีอย่างเหมาะสม หากข้อเสนอของ สส. พรรคประชาชนได้รับการพิจารณาและนำไปปฏิบัติจริง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดสรรงบประมาณสำหรับศาสนาในประเทศไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นมาแต่เดิม และการเรียกร้องหาความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการบริหารจัดการงบประมาณของประเทศ การอภิปรายเรื่อง สส.ซัดเดือด! เอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ ตัดงบ 5 พันล้าน จึงเป็นมากกว่าแค่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ แต่เป็นการสะท้อนถึงค่านิยมและความเชื่อที่แตกต่างกันในสังคมไทย

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราควรติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เพื่อให้ประเทศของเราพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ที่มา – สส. ประชาชนซัดเดือดเอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ เสนอตัดงบฯ กว่า 5 พันล้าน

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

พรรคประชาชนสวนกลับเพื่อไทยอย่างดุเดือด ถามกลับว่าถ้าคลิปซื้อเสียงแลกโหวตงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แล้วทำไมคลิปเสียงนายกฯ คุยกับ “ฮุนเซน” ถึงไม่หนักกว่า?

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล กรณีให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงเกี่ยวกับการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” ว่าต้องถามกลับไปยังนายวิสุทธิ์เช่นกันว่า ทำไมคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ที่พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน ท่านไม่เห็นจะกล้าออกมาบอกสื่อเลยว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนเหมือนกัน

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อพรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยอย่างเผ็ดร้อน กรณีที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” งานนี้พรรคประชาชนไม่รอช้า ออกมาตอบโต้ทันที โดยนายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น แสดงความสงสัยว่า ทำไมนายวิสุทธิ์ถึงไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกันกับคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ประเด็นนี้จุดประกายคำถามมากมายในสังคม ว่าเหตุใดการแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงทั้งสองถึงมีความแตกต่างกัน หรือมีนัยยะทางการเมืองใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

ความแตกต่างระหว่างสองคลิปเสียง

แม้ว่าทั้งสองคลิปเสียงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ลักษณะและบริบทของทั้งสองคลิปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คลิปเสียงแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงการแจกเงินเพื่อแลกกับการโหวต ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง ในขณะที่คลิปเสียงที่สอง เป็นบทสนทนาระหว่างผู้นำประเทศ ซึ่งอาจมีประเด็นทางการทูตและผลประโยชน์แห่งชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมองว่า การที่นายวิสุทธิ์ออกมาแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงแรกว่าเป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แต่กลับเงียบเฉยต่อคลิปเสียงที่สอง เป็นการเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐาน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: นักการเมืองควรมีความโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามต่อสาธารณชนในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
  • มาตรฐานเดียวกัน: การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานเดียวกัน ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือมีอคติ
  • ผลประโยชน์ของประชาชน: การตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยการตอบโต้และการช่วงชิงความได้เปรียบ การที่พรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

การออกมาตั้งคำถามว่าทำไมพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน และเป็นการเรียกร้องให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมือง

แม้ว่าประเด็นเรื่องพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจและวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างมีเหตุผล การติดตามข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและโปร่งใส

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงไม่ออกมาพูดว่าปัญญาอ่อนบ้าง

“วิโรจน์” ฉะงบซื้อรถเคลนผิดกฎหมาย

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แต่กลับไปไล่จับรถเคลนของเอกชนที่ผลิตตามมาตรฐานสากล ชี้กฎหมายล้าหลังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รีดทรัพย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ซึ่งเป็นวันที่สอง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายอย่างดุเดือดถึงงบประมาณที่กรมทางหลวงชนบทใช้ในการจัดซื้อรถเครน โดยเสนอให้ตัดงบประมาณจำนวน 7.56 ล้านบาทออกไปก่อน

นายวิโรจน์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญเกิดจาก “กฎหมายที่ล้าหลัง” ซึ่งจัดให้รถเครนอยู่ในประเภทเดียวกับรถบรรทุก ทำให้รถเครนที่ผลิตตามมาตรฐานสากลและไม่ได้มีการดัดแปลงใด ๆ กลับต้องถูกจับกุมด้วยข้อหาน้ำหนักเกิน ทั้งที่รถเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่า 15 ตันตั้งแต่ผลิตออกจากโรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรีดไถผู้ประกอบการอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

ในการอภิปราย นายวิโรจน์ยังเน้นย้ำว่า กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความผิดปกติ จนถึงขั้นที่กรมทางหลวงชนบทเองกำลังจะจัดซื้อรถที่ผิดกฎหมายเสียเอง และมีผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมแจ้งความจับรถเครนของหน่วยงานราชการ หากพบว่ามีการใช้งานบนท้องถนน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการตีความที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอแนะของนายวิโรจน์เกี่ยวกับงบประมาณและกฎหมายรถเคลน

นายวิโรจน์ได้เสนอแนะให้กรมทางหลวงชนบทเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาพิจารณาของบประมาณในการจัดซื้อรถเครนในภายหลัง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

  • เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถเครนให้ทันสมัย
  • พิจารณาทบทวนงบประมาณจัดซื้อรถเครน
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานรถเครน

ปัญหานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม ลดการคอร์รัปชัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย เป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและปรับปรุงระบบราชการอย่างต่อเนื่อง

กรณีที่เกิดขึ้นกับกรมทางหลวงชนบทและการจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังอาจนำไปสู่การใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องและโปร่งใส ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของตนเองด้วย

ที่มา – “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ในการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 2 สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา โดยตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากไปยังจังหวัดเดียว และชี้ว่าโครงการล้งแห่งชาติมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวงเงินรวม 62,960,111,400 บาท

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่ามี 2 โครงการที่ไม่ตอบโจทย์และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ได้แก่

  • โครงการตลาดกลาง จ.พะเยา: ในงบประมาณปี 2569 อ.ต.ก. ได้ของบประมาณจำนวน 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้แก่เกษตรกร แต่ปรากฏว่างบประมาณจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้องกระจุกงบประมาณไว้ที่จังหวัดเดียว

นายวิทวิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของจังหวัดพะเยาไปยัง สปป.ลาว พบว่าต่ำกว่าจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านถึง 3 เท่า สินค้าเกษตรที่ลาวนำเข้าจากไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก และผลไม้สด ซึ่งจังหวัดพะเยามีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน ไม่ใช่จังหวัดพะเยา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งโครงการ และเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมือง

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างตลาดกลางในภาคเหนือควรมีการกระจายไปยังหลายจังหวัดและเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การปักเสาหลักเพียงแห่งเดียว เพราะหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็อาจนำไปสู่การผูกขาดตลาด ทำให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่หากโครงการล้มเหลวก็จะกลายเป็นตลาดร้างและสูญเสียงบประมาณของประชาชนไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ นายวิทวิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงโครงการที่สอง คือ

  • โครงการล้งแห่งชาติ: อ.ต.ก. ได้ตั้งงบประมาณจำนวน 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งนายวิทวิสิทธิ์มองว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีทักษะในเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาเต็มมูลค่า โครงการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และอาจนำไปสู่การกระจุกงบประมาณ การผูกขาด และความล้มเหลวในที่สุด

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ดังนั้น นายวิทวิสิทธิ์จึงเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณของทั้งสองโครงการนี้ทันที และนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเกษตรกร

ข้อสังเกตถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

การที่ สส.วิทวิสิทธิ์ออกมาแฉเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยาเพียงจังหวัดเดียวนั้น อาจมีเงื่อนงำหรือเหตุผลทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “วิทวิสิทธิ์” แฉ เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ข้องใจใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

ถ่ายทอดสด! สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วันที่ 2

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (14 สิงหาคม 2568) ถ่ายทอดสดวันที่ 2 ของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการอภิปรายและลงมติในแต่ละมาตราอย่างเข้มข้น หลังจากที่การประชุมเมื่อวานนี้สิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนกว่า

ถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศในด้านต่างๆ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณที่จัดสรรให้กับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวานนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุมเมื่อเวลา 00.06 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม เนื่องจากเลยกรอบเวลาที่กำหนดไว้ที่ 23.30 น. โดยการประชุมครั้งนี้มีกรอบเวลา 3 วัน คือระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568

งบประมาณ 2569: จับตาการพิจารณางบฯ กระทรวงเกษตรฯ

สำหรับวันนี้ การพิจารณาจะเริ่มต้นกันที่มาตรา 14 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ที่ 63,219,401,200 บาท เมื่อวานนี้มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายจำนวน 16 ท่าน และคงเหลือผู้อภิปรายในวันนี้จำนวน 11 ท่าน ประเด็นที่น่าสนใจคือ สมาชิกจะมีการอภิปรายเน้นย้ำในเรื่องใดบ้าง และจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอย่างไรเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ เป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประชาชน

พี่น้องประชาชนสามารถร่วมติดตามชมการถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2 ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารและความคืบหน้าในการพิจารณางบประมาณของประเทศ

การพิจารณางบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน และมีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เราในฐานะประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและให้ความสนใจกับการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพิจารณางบประมาณไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามและทำความเข้าใจในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน

ที่มา – ถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2 ถกต่องบฯ ก.เกษตรฯ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ บิ้วอินห้องอธิบดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในการประชุมสภา เมื่อ “วรรณวิภา ไม้สน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการจัดสรรงบประมาณในการบิ้วอินห้องทำงานอธิบดีและรองอธิบดีอย่างหรูหราเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ที่มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท สวนทางกับการตัดลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่

นางสาววรรณวิภา ไม้สน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลในการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีการปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างและตกแต่งภายในสำนักงาน

“งบประมาณในการตกแต่งผนังกำแพงสูงถึงตารางเมตรละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการจัดซื้อตู้เอกสาร 493 ตู้ เป็นเงินกว่า 7.6 ล้านบาท และมีการจัดซื้อตู้โชว์ 29 ตู้ เป็นเงิน 4.3 ล้านบาท ราคานี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าประดับด้วยทองคำหรืออย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าว

บิ้วอินห้องอธิบดีสุดหรู งบประมาณบานปลาย

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในการปรับปรุงห้องทำงานของอธิบดี ที่มีการจัดซื้อตู้โชว์ราคา 580,000 บาท ตู้เสื้อผ้าราคา 180,000 บาท ตู้เก็บเอกสารราคา 280,000 บาท และตู้วาง TV ราคา 140,000 บาท ในขณะที่ห้องทำงานของรองอธิบดีทั้งสองท่านก็มีการจัดซื้อตู้เสื้อผ้าในราคาสูงถึงห้องละ 270,000 บาท

“ดิฉันอ่านแล้วอ่านอีก นึกว่าอ่านผิด แต่มันราคานี้จริงๆ จึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าตู้เสื้อผ้าราคา 280,000 บาท หน้าตามันเป็นยังไง ในขณะที่ตัดงบซ่อมแซมบ้านผู้พิการหลังละ 40,000 บาท แต่มีการจัดงบบิ้วอินห้องทำงานกันแบบฉ่ำๆ แล้วจะตอบกับผู้พิการได้อย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าวด้วยความสงสัย

ประเด็นที่นางสาววรรณวิภาหยิบยกมา ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ ที่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งสำนักงานของผู้บริหารระดับสูงมากกว่าการช่วยเหลือผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจ้างงานผู้พิการในภาครัฐ ที่ยังต่ำกว่าภาคเอกชน

ด้านนายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการแปรญัติเพิ่มงบประมาณสำหรับผู้พิการจำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกันของทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม นางสาววรรณวิภายังคงติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหารมากกว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคงมีช่องว่างให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การออกมาแฉงบฯ​ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี ครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นเรื่อง สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี นี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สส.วรรณวิภา” แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่ ตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้าราคาหลายแสน

Scroll to top