พิชัย ชุณหวชิร

นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ รัฐบาลช่วยทุนแต่ไม่ให้ชี้นำ

ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นคำฮิต นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Sustainability Expo 2025 โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ บอกรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน แต่ต้องไม่มาชี้นำ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง

นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ รัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในเวทีสัมมนา Sustainability Expo 2025 หัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรม-การค้า-การลงทุนสู่ความยั่งยืน” โดยชื่นชมรัฐบาลชุดก่อนที่นำโดย “สองพิชัย” คือ นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สามารถต่อรองกับสหรัฐอเมริกาเพื่อลดกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเหลือเพียง 19% ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกไทย นอกจากนี้ ยังเป็นตัวกลางในการสงบศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน แต่จะทำงานแบบ Quick Win เพื่อวางรากฐานความยั่งยืน โดยไม่ให้รัฐบาลชุดถัดไปต้องล้มเลิกนโยบายเก่า หากทำเช่นนั้น คำว่าความยั่งยืนจะไร้ความหมาย นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ เพราะการเมืองที่ติดหล่มอาจทำให้ไทยชะงักงัน แต่ไทยยังมีอนาคตสดใส หากรัฐบาลเข้มแข็ง สนับสนุนกลุ่มทุนโดยไม่ให้พวกเขาชี้นำนโยบาย

นายกรัฐมนตรีปาฐกถาในงาน Sustainability Expo 2025

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายกฯ กล่าวถึงคือสังคมผู้สูงอายุ โดยคาดการณ์ว่าคนไทยอาจมีอายุยืนถึง 90 ปี หากสุขภาพดี รัฐบาลจึงควรปรับอายุเกษียณเป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระลูกหลาน กระทรวงสาธารณสุขกำลังเตรียมระบบดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึง

ศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางอาเซียน

นายกฯ มองว่าประเทศไทยมีตำแหน่งยุทธศาสตร์เป็นไข่แดงของอาเซียน มีทั้งภูเขา ทะเล และเส้นทางเชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตก รัฐบาลจะผลักดันให้ไทยเป็นจุดแวะพักสำหรับการค้าและการลงทุน ไม่ใช่แค่เก็บค่าผ่านทาง แต่ให้เกิดการผลิตและลงทุนจริง นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ แต่ให้ประชาชนและเอกชนนำทาง เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ติดขัดจากกลุ่มอิทธิพล

ภาพประกอบการเมืองและเศรษฐกิจไทย

ด้านการเมือง นายกฯ เชื่อว่ามีเสถียรภาพพอสมควร นักการเมืองรู้ดีไม่ควรแทรกแซงผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสนับสนุนทุกมาตรการ แต่ต้องรักษาความเป็นอิสระ ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน กฎการค้าซับซ้อนขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัว รัฐบาลไทยจะช่วยหาตลาดใหม่เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 19% โดยยกตัวอย่างสินค้าไทยอย่างกุ้งและเบียร์ที่ไม่มีใครเทียบได้ หากขึ้นภาษีสูง สหรัฐฯ เองก็เดือดร้อน

นายกฯ ชื่นชมทีมเจรจาของรัฐบาลเก่าที่ใช้กลไกทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ไทย และเสนอว่าอาจต่อรองลดภาษีเพิ่ม หากสหรัฐฯ ช่วยสงบศึกภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน สุดท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่าไทยไม่ขาดอนาคต เพียงแต่การเมืองอาจชะงักบ้าง หากประชาชนสามัคคี ไม่ให้ นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ แต่ให้ประชาชนนำนักการเมือง รัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพให้ยั่งยืน

เศรษฐกิจไทยปี 2569: ลดความเสี่ยง สนับสนุนเอกชน

หลังปาฐกถา นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยต้องลดทุกความเสี่ยง โดยรับฟังภาคเอกชน สนับสนุนค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพิ่มการส่งออก โลคอลคอนเทนต์ และการลงทุน เมื่อถามถึงกำแพงภาษีสหรัฐฯ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า “กังวลทุกเรื่อง” แต่รัฐบาลพร้อมปรับตัว

นายกฯ พูดคุยหลังปาฐกถา

จากมุมมองนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาขัดขวาง ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมปรับตัวตามนโยบาย เพื่อคว้าโอกาสในอาเซียนและตลาดโลก

ในฐานะนักธุรกิจที่ผันตัวสู่นักการเมือง นายกฯ อนุทินเข้าใจดีถึงความท้าทายของภาคเอกชน หากเราร่วมมือกัน สร้างธรรมาภิบาลและการแข่งขันที่โปร่งใส เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแข็งแกร่ง ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ปล่อยให้นักการเมืองชักนำ แต่เอกชนและประชาชนนำทาง ไทยจะก้าวไปไกลแค่ไหน

เชิญชวนผู้อ่านติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองไทย เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนธุรกิจของคุณ

ที่มา – นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ บอกรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน แต่ต้องไม่มาชี้นำ

ครม. มอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 มีมติสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการมอบหมายหน้าที่ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในกรณีที่นายกฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติร่างกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกด้วย

ครม. เห็นชอบมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ 4 ลำดับ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม. ได้พิจารณาและอนุมัติคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การมอบหมายหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยมีการเรียงลำดับดังนี้:

  1. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  2. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  3. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  4. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน จะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ รวมถึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กล่าวมานั้น และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับที่ผ่านมา

การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง

นอกจากเรื่องการมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีแล้ว ครม. ยังมีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมืองเท่าที่จำเป็น โดยให้มีข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานและรับเอกสาร รวมถึงการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาทิ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อนุมัติร่างกฎหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ที่ประชุม ครม. ยังได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในการให้เครดิตทางด้านภาษี เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่างกฎหมายนี้จะถูกส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตรวจพิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป การผลักดันกฎหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อห่วงใยเรื่องการจ้างงานคนพิการ

ครม. รับทราบข้อห่วงใยและความวิตกกังวลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพคนพิการ พ.ศ. 2550 แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวและมติ ครม. จะกำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานต่างๆ เปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงานอย่างทั่วถึง แต่ในปัจจุบันมีคนพิการจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจ้างงาน ครม. จึงมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำแนกประเภทของคนพิการให้ชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการเข้าทำงานมากขึ้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ยังมีประเด็นทางสังคมที่รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การประชุม ครม. ครั้งนี้มีการพิจารณาในหลายประเด็นที่สำคัญต่อการบริหารประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน การผลักดันกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคต และการแก้ไขปัญหาการจ้างงานคนพิการเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย หวังว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่นและส่งผลดีต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – ครม. เห็นชอบมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ 4 ลำดับ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

“วุฒิสภา” ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 มติ 151 ต่อ 1 เสียง “หมอวี” ฉะตั้งงบฯ สธ. ต้อนรับ “รมว.-รมช.” ลงพื้นที่ครั้งละ 1 ล้าน กระตุกสำนึกใช้ภาษีประชาชน ไม่ให้ผ่าน ด้าน “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนที่ สว. จะลงมติในช่วงเย็นวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณที่มองว่า ควรเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

โดยนพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. อภิปรายงบประมาณด้านสาธารณสุข ว่า การจัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ เงินเดือน ขณะที่งบสาธารณสุขของไทยคิดเป็น 2% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วต้องมี 5% ของจีดีพี ดังนั้นของไทยจำเป็นต้องเพิ่มเกือบ 100% ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพที่ได้งบเพิ่มขึ้น 15% แต่อัตราเงินเฟ้อพบว่า เพิ่มขึ้น 15% เท่ากับไม่ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า งบฯ รักษาของผู้ป่วยใน เพียง 3% ขณะที่ 70% เป็นงบฯ นวัตกรรม บริการที่จำเป็นน้อย การให้งบประมาณดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่โรงพยาบาลของรัฐให้บริการประชาชนติดลบ และบุคลากรยิ่งลาออก ซ้ำยังพบว่า มีงบฯ ต้อนรับรัฐมนตรี กรณีเมื่อรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย ไปโรงพยาบาลใดก็ตามต้องมีเงินเอาไว้ต้อนรับ เงินบำรุงโรงพยาบาล ประมาณ 1 ล้านบาทต่อครั้ง บางครั้งไปโรงพยาบาลระดับอำเภอ ไม่สามารถต้อนรับได้ด้วยงบดังกล่าว จึงต้องไปประสานงานขอจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อออกเงิน รพ. ละ 5 แสนบาท เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ใช้ต้อนรับ รมว. และ รมช. สาธารณสุข

“ผมไม่อยากให้ สิ่งที่พูดเป็นจริง แต่หากเป็นจริง ขอให้แก้ไข เพราะเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง หากรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย อยากลงไปดูงานหรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ควรลงไปโดยสำนึกในภาษีของประชาชน และจากการอภิปรายของ สว. พบความเห็นข้อเสนอแนะที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นในงบสาธารณสุขที่ดูละเอียดแล้ว งบนี้ไม่สามารถดูแลคนไทยให้มีความสุขขึ้น งบนี้ไม่สามารถให้บุคลากรสาธารณสุขมีความสุขได้ ดังนั้นความคิดของผม งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนตัวผมไม่สามารถให้ผ่านไปได้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

กระทั่งช่วงบ่าย ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สองเป็นประธานการประชุม หลังจากที่ สว. ได้อภิปรายต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วเสร็จ ได้ลงมติว่า จะเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบด้วยมติ 151 เสียง ต่อไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง

“พิชัย” ขอบคุณ สว. หลัง สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง ฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณ สว. ที่พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจยั่งยืน สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอและความห่วงใยที่เสนอแนะรัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ ประกอบกับจะนำการพิจารณาไปปรับปรุงหน่วยรับงบประมาณเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ขอให้ความมั่นใจว่านโยบายและงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาใช้ตามแผนงานและวัตถุประสงค์ รัฐบาลใช้งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.53 น. อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ผ่านการเห็นชอบแล้วนั้น สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ส่งให้รัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โดยสรุปแล้ว การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง การพิจารณาอย่างรอบคอบของสว. และการรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 นั้น ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – สว. โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย ควรรอหารือ!

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขและ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นที่กังวลของประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนไทย โดยนายชัยชนะได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย และจะยึดมั่นในการดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีในกลุ่มเบตาอะโกนีสต์ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

ทำไมถึงต้องค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย?

เหตุผลหลักที่นายชัยชนะและอีกหลายฝ่ายคัดค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทยนั้น มาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค สารเร่งเนื้อแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เบตาอะโกนีสต์ เป็นสารเคมีที่ถูกใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้นและไขมันน้อยลง แต่สารนี้มีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

การที่ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศที่อาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหมูนั้นปลอดภัยต่อการบริโภค

นายชัยชนะยังกล่าวอีกว่า “ในขณะนี้คณะรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดใด ๆ จากท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ เจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่หากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ผมก็ต้องเรียกร้องให้นำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมสภาฯเพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ตัวแทนของประชาชนก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ”

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และต้องผ่านการหารือในสภาฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจใด ๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

การที่ สส. ออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** นั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน และความตั้งใจที่จะรักษากฎหมายที่มีอยู่เพื่อปกป้องผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องสุขภาพของประชาชนกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

การออกมาคัดค้านการ**ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของนายชัยชนะในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน การเปิดโอกาสให้มีการหารือในสภาฯ จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดได้

ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน และการออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของ สส. ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การปกป้องสุขภาพของประชาชนชาวไทยควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการหารือในสภาฯ จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในประเด็นนี้

ที่มา – “ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

Scroll to top