ภัยแล้ง

เอกนิติ สั่งทำ Risk Map รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง

สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยล่าสุด “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการรับมือกับภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

เอกนิติ สั่งทำ Risk Map รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง อย่างเร่งด่วน

การประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงจังในการบริหารจัดการน้ำ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำแผนที่ความเสี่ยงหรือ Risk Map ให้เห็นภาพชัดเจนว่าจุดไหนควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความสูญเสีย

ทำไมต้องทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง?

การที่ “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง นั้นไม่ใช่แค่การวางแผนบนกระดาษ แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงมาวิเคราะห์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยมีประเด็นสำคัญที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ดังนี้:

  • การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก: ใช้ข้อมูลดาวเทียมและสถิติน้ำในการประเมินพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่รับน้ำหลาก
  • การสื่อสารสองทาง: พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยำ
  • Checklist ปฏิบัติงาน: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำทันที
  • ศูนย์บัญชาการแบบบูรณาการ: รวมพลังทหาร ตำรวจ และท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ในด้านของการฟื้นฟูเยียวยา รัฐบาลยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนยาวนานเกินไป โดยแบ่งความรับผิดชอบใน 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้คณะรัฐมนตรีดูแลรายลุ่มน้ำเพื่อให้การสั่งการไม่มีความซ้ำซ้อน

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ “ความมั่นใจ” ของประชาชน การที่ภาครัฐลงมาจัดการด้วยตัวเองและมีแผนการรองรับที่ชัดเจน จะช่วยลดความกังวลในช่วงฤดูกาลที่คาดเดาได้ยากแบบนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมรับมือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง ขอประชาชนมั่นใจ

เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

สถานการณ์ภัยแล้งในเปอร์โตริโกกำลังเข้าขั้นวิกฤต เมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตรการปันส่วนน้ำอย่างเข้มงวด ส่งผลให้เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากพื้นที่กว่า 68% ของเกาะกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นเดือนกรกฎาคมที่แห้งแล้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเมื่อเปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

มาตรการดังกล่าวแบ่งครัวเรือนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยต้องสลับกันตัดการจ่ายน้ำครั้งละ 48 ชั่วโมง กระทบต่อที่อยู่อาศัยกว่า 180,000 แห่ง ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่การรอคิวเพื่อรับน้ำจากรถบรรทุกของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากในหลายพื้นที่ น้ำประปายังไม่กลับมาจ่ายตามกำหนดเวลาที่แจ้งไว้

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาบานปลายประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ดังนี้:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม: ท่อน้ำเก่าและรั่วซึมทำให้น้ำประปาสูญหายไปกว่า 65% ก่อนถึงมือประชาชน
  • อ่างเก็บน้ำวิกฤต: ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักอย่าง Carraízo ลดต่ำลงจนถึงขีดอันตราย
  • ภัยธรรมชาติซ้ำเติม: การเกิดไฟป่ากว่า 1,000 จุด และฝุ่นจากทะเลทรายซาฮาราที่บดบังการเกิดฝน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการขาดการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การแก้ปัญหาในระยะยาวจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อซ่อมแซมท่อน้ำและจัดการกับปัญหาตะกอนสะสมในอ่างเก็บน้ำ มิเช่นนั้นชาวเปอร์โตริโกจะต้องตกอยู่ในวงจรวิกฤตน้ำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต

ที่มา – เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญ

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยช่วงนี้กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดได้มีการถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศที่แปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีหน้า ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกักเก็บน้ำไว้ใช้ก่อนที่ฤดูฝนจะสิ้นสุดลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

มาตรการสำคัญและการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่

นอกจากเรื่องการกักเก็บน้ำแล้ว ในที่ประชุมยังได้มีการพูดถึงแนวทางการจัดการน้ำในภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อให้การถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำฝนหลวง: ใช้เพื่อบรรเทาสถานการณ์ในพื้นที่ที่น้ำในเขื่อนยังไม่เพียงพอ
  • การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง: เทคนิคที่ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 50% และลดการใช้พลังงานในการสูบน้ำเข้านา
  • การจัดการนาแปลงใหญ่: เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรไทยต้องเริ่มปรับตัว เพราะหากเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญในอนาคตอาจรุนแรงจนยากจะแก้ไข ทั้งนี้ การปลูกข้าวรูปแบบใหม่ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดทรัพยากรน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของตนเองได้อีกด้วย

บทเรียนจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในการวางแผนรับมือล่วงหน้า คือหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยพิบัติ เราควรสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้นวัตกรรมจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศ ทุกฝ่ายต้องตระหนักและร่วมมือกันเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่สถานการณ์น้ำจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากเกินเยียวยา

ที่มา – ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

ทะเลสาบมี้ด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี กระทบ 40 ล้านคน

ทะเลสาบมี้ด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี กระทบ 40 ล้านคน

สถานการณ์น้ำในสหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างหนัก เมื่อล่าสุดมีการรายงานว่า ทะเลสาบมี้ด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี กระทบ 40 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำแม่น้ำโคโลราโด โดยระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ไม่เพียงแต่สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของประชากรใน 7 รัฐ รวมถึงประเทศเม็กซิโกที่ต้องพึ่งพาน้ำจากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ในการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตร

สาเหตุหลักของวิกฤต ทะเลสาบมี้ด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี กระทบ 40 ล้านคน ครั้งนี้ มาจากปัญหาความแห้งแล้งเรื้อรังที่ยาวนาน ประกอบกับการละลายของหิมะในเทือกเขาร็อกกีที่มีปริมาณลดลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ทะเลสาบน้อยกว่าปกติอย่างมาก นอกจากนี้ การใช้น้ำเกินความจำเป็นของภาคส่วนต่างๆ ยังเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ระดับน้ำลดลงถึงขีดอันตราย

ผลกระทบเชิงระบบจากวิกฤตน้ำแล้ง

เมื่อเรากล่าวถึงเหตุการณ์ ทะเลสาบมี้ด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี กระทบ 40 ล้านคน สิ่งที่ตามมาคือความเสียหายในหลายมิติ ดังนี้:

  • ภาคพลังงาน: การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนฮูเวอร์มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทำให้ต้องมีการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน
  • ภาคเกษตรกรรม: เกษตรกรในรัฐแอริโซนา แคลิฟอร์เนีย และเนวาดา ต้องเผชิญกับการถูกจำกัดปริมาณการใช้น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตอาหาร
  • ระบบนิเวศ: ปลาพื้นเมืองในแม่น้ำโคโลราโดกำลังตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากระดับน้ำที่ตื้นเขินและอุณหภูมิที่สูงขึ้น
  • ความมั่นคงทางน้ำ: เมืองใหญ่อย่างลาสเวกัสต้องลงทุนปรับปรุงระบบสูบน้ำจากระดับที่ลึกยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการเลี้ยงประชากร

สถานการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าการจัดการทรัพยากรน้ำแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง การเจรจาระหว่างรัฐต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโคโลราโดเพื่อหาข้อตกลงในการลดการใช้น้ำร่วมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ในฐานะคนรุ่นใหม่ เราควรตระหนักว่าน้ำไม่ใช่ทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดสิ้น การเรียนรู้จากวิกฤตในต่างแดนจะช่วยให้เราเห็นความสำคัญของการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและวางแผนรับมือกับภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในอนาคต

ที่มา – “ทะเลสาบมี้ด” แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์”

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

ประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกมองว่ากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย โดยนายสุชาติได้ตอกกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ และแนะนำว่าฝ่ายค้านควรยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้

เบื้องหลังงบประมาณน้ำบาดาลที่ถูกตั้งคำถาม

นายสุชาติได้อธิบายถึงที่มาของงบประมาณว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทราบดีว่าพื้นที่ใดมีความเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้น้ำ ซึ่งคำขอเหล่านี้เป็นคำขอเดิมที่ส่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปี 2566-2569 ไม่ใช่การมาสำรวจใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเขาย้ำว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ เพราะการทำงานของกรมฯ ต้องผ่านขั้นตอนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อย่างเข้มงวด

  • งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท มาจากการประมูลงานตามระบบ TOR
  • พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรคือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามการพยากรณ์อากาศ
  • ไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยใช้ตัวเลข สส. เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ

รัฐมนตรีสุชาติยังเน้นย้ำว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาพูดโดยไม่มีพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับมาตรฐานการเมืองไทย การที่เขาถูกกล่าวหาว่ากระจายงบไปพื้นที่พรรคภูมิใจไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ทันท่วงที

มุมมองจากรัฐมนตรีต่อการทำงานของฝ่ายค้าน

นายสุชาติยังฝากถึง น.ส.รักชนก ว่าการจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีต้องใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตั้งธงมาล่วงหน้าเพื่อสร้างกระแสในสังคม เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานของข้าราชการท้อแท้แล้ว ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย เขาเชื่อมั่นว่าตนเองทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ โดยยืนยันว่าทุกโครงการมีแผนงานรองรับชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ท้ายที่สุดนี้ การตรวจสอบเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้และการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการสร้างประเด็นข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล เพื่อเยียวยาประชาชนและรักษาขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องเร่งโอนงบประมาณในช่วงวิกฤตความเสี่ยง?

ในสภาวะที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลมองคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เป็นงบกลางสำรองฉุกเฉินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเม็ดเงินพร้อมใช้ในการรับมือกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับสมดุลทางการคลัง: ไม่ใช่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงงบจากส่วนที่เกินความจำเป็นมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง
  • การเยียวยาประชาชน: เน้นกระจายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
  • รักษาความเชื่อมั่น: ผลงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและบริหารจัดการตามวินัยการคลังได้ดีเยี่ยม

หากเราดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าการลงทุนภาครัฐมีตัวเลขที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่โตกว่า 10% ซึ่ง เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยค้ำจุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่พึ่งพาการส่งออก แต่ยังกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีของทุกคน การที่ภาครัฐออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมองการณ์ไกล หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบกลางได้ตามแผนที่วางไว้ เราก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้แน่นอน

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

“สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570

“สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้สภาพอากาศของโลกเรามีความแปรปรวนอย่างหนัก ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้ความสำคัญและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกับ “สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570 หลังจากมีรายงานจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง NOAA และ ECMWF ยืนยันว่า มีโอกาสสูงมากที่โลกจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงกลางปี 2569 นี้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมได้หากเราจัดการไม่ดีพอ

ผลกระทบที่คนไทยต้องเตรียมตัวรับมือ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อ “สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570 สิ่งที่ตามมาคือปริมาณฝนที่น้อยลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่เราอาจจะไม่ได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นเหมือนปีก่อนๆ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของภัยแล้งและการเปลี่ยนทิศทางของพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ กรมลดโลกร้อนจึงได้เดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยวางแผนและป้องกันภัยพิบัติเชิงรุก โดยมีการตั้งศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อแชร์ข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Map) ในระดับตำบล ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าพื้นที่ไหนมีความเปราะบางต่อภัยแล้งหรือน้ำท่วมบ้าง

ประโยชน์ของการมีฐานข้อมูลระดับสูงและแผนที่ความเสี่ยง ได้แก่:

  • การบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำ: ทำให้ภาครัฐสามารถชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงได้ทันที
  • ความมั่นคงทางอาหาร: ช่วยเกษตรกรวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ
  • การผังเมืองที่ยืดหยุ่น: ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ใช่แค่เรื่องของหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องใส่ใจและปรับตัวให้เท่าทันสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป การมีข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความเสียหายน้อยที่สุดครับ

ที่มา – “สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของอากาศกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่ากังวลจากหน่วยงานสภาพอากาศโลก โดยระบุว่า เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก ให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเราทุกคนอย่างแน่นอนครับ

ทำความรู้จักปรากฏการณ์ เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

หลายคนอาจสงสัยว่าเอลนีโญคืออะไรกันแน่? ในทางวิทยาศาสตร์ นี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นผิดปกติ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสภาพอากาศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนักในบางที่ หรือภัยแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งตอนนี้ NOAA หน่วยงานชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ยืนยันออกมาแล้วว่าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและกำลังจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ผลกระทบที่น่ากังวลของปรากฏการณ์ เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

เมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโลกของเรากำลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว การมาถึงของเอลนีโญจึงเปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟลงไปในกองเพลิง ผลกระทบที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ ได้แก่:

  • ภัยแล้งรุนแรง: พื้นที่ป่าแอมะซอน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและออสเตรเลีย อาจต้องเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก
  • ความแปรปรวนของฤดูกาล: มรสุมในหลายภูมิภาคจะหยุดชะงัก ทำให้รูปแบบฝนที่ควรตกตามฤดูกาลเปลี่ยนไป
  • อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้น: ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรจะถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้ปีถัดไปเราอาจเห็นสถิติอากาศร้อนทุบทุกตัวเลขเดิมที่มีมา

โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้ามีสูงถึง 63% ซึ่งหากเป็นไปตามการคาดการณ์ นี่จะถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เลยทีเดียวครับ

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ การตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสำคัญมากครับ แม้เราอาจจะหยุดปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวและช่วยกันลดการใช้พลังงานเพื่อไม่ให้โลกของเราร้อนไปมากกว่านี้ได้ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

ที่มา – เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ช่วงนี้หลายพื้นที่เริ่มกังวลกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งสำคัญเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกได้เตรียมตัวรับมือกันครับ โดยมีเรื่อง มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ออกมาเพื่อให้การแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นไปอย่างเป็นระบบและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง อย่างจริงจัง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมงานในพื้นที่เพื่อให้ประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันท่วงที การดำเนินการตามนโยบาย มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้

บทบาทสำคัญของอาสาสมัครฝนหลวงในระดับจังหวัด

การจัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงเข้ามามีส่วนช่วย จะทำให้การรายงานสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ทำได้รวดเร็วขึ้นครับ โดยอาสาสมัครจะเป็นตัวกลางสำคัญในการสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านส่งตรงถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การวางแผนทำฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์พื้นที่ที่แห้งแล้งจริงๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไม มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง จึงเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและมีประโยชน์อย่างมาก

รายชื่อ 25 จังหวัดที่ดำเนินการ ได้แก่:

  • กลุ่มจังหวัดภาคกลาง: กาญจนบุรี, ชัยนาท, นครนายก, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, อ่างทอง
  • กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก: จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ระยอง, สระแก้ว

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านกลไกอาสาสมัครจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในอนาคต หากท่านอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากจังหวัดของท่านเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้ครับ

ที่มา – มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

Scroll to top