ภาษีนําเข้า

ทีมไทยแลนด์เตรียมแจงสหรัฐฯสู้ USTRปมแรงงานบังคับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวเศรษฐกิจ! วันนี้เรามีเรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับการค้าขายระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มาอัปเดตกันเลย ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นโดนรีดภาษีนำเข้าสูงลิ่ว ซึ่งอาจกระทบผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีหลายราย กรมการค้าต่างประเทศกำลังเร่งมือเต็มที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเรา

ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ

ตามข่าวล่าสุด นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่าทีมไทยแลนด์จะบินตรงไปสหรัฐฯ วันที่ 13-14 พฤษภาคมนี้ เพื่อชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ในกรณีไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ สหรัฐฯ กล่าวหาไทย 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) มีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา 2) นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้!

ประเด็นชี้แจงหลักๆ ที่ทีมไทยจะสู้

ก่อนอื่น ไทยได้ส่งคำแก้ต่างไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 แล้ว แต่คราวนี้จะไปพูดคุยแบบตัวต่อตัว เพื่อย้ำข้อเท็จจริง ทีมที่ไปประกอบด้วยหน่วยงานเด่นๆ เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร กรมการค้าสหรัฐอเมริกา สำนักงานบีโอไอ และกระทรวงแรงงาน ครบเครื่องเลยครับ

  • กำลังการผลิตส่วนเกิน: ไทยยืนยันว่าไม่มี overcapacity ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตสหรัฐฯ เองด้วยซ้ำ ถ้าตัดไทยออก สหรัฐฯ ก็เดือดร้อนนะ
  • ปมแรงงานบังคับ: นี่แหละที่กังวลสุด เพราะ USTR อาจเลือกปฏิบัติและเข้มงวดมาก แต่ไทยยืนยันไม่เคยนำเข้าสินค้าจากประเทศใช้แรงงานบังคับ แถมในไทยเองก็มีมาตรฐานแรงงานสากลตาม ILO และสอดคล้องกฎสหรัฐฯ แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานกำลังร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence เพื่อตรวจสอบสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน ตลอด supply chain สามารถ trace back ได้ยันต้นทาง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าโลกเลยทีเดียว

ผลกระทบหากสู้ไม่สำเร็จ หวั่นภาษีพุ่ง!

ถ้าสหรัฐฯ ตัดสินไต่สวนเสร็จก่อนภาษีมาตรา 122 หมดอายุ 24 กรกฎาคม 2569 อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยสูงเกิน 19% ที่เคยเก็บมาก่อน โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมนั้น เอสเอ็มอีไทยรับไม่ไหวแน่ๆ สำหรับปมแรงงาน ยังไม่ระบุสินค้าไทยชัด แต่คาดว่าน่าจะเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าเกษตรที่อาจเกี่ยวข้องทางอ้อม

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะเจรจาขอยกเว้นภาษีเป็นรายสินค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ส่งออกไทยต่อไป

背景มาตรา 301 และ USTR คืออะไร?

สำหรับมือใหม่ มาตรา 301 เป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถขึ้นภาษีนำเข้าได้เลย USTR คือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ โดยครั้งนี้สหรัฐฯ เร่งรัดเพราะอยากใช้ภาษีใหม่แทนมาตรา 122 ที่กำลังหมดอายุ ไทยต้องสู้ให้ดี เพราะตลาดสหรัฐฯ สำคัญมาก รองจากจีนเลย

ไทยเองก็ไม่นิ่งนอนใจ ก่อนหน้านี้แก้กฎหมายแรงงานต่อเนื่อง ยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากล สร้างความมั่นใจว่าการผลิตไทยสะอาด ไร้ forced labor จริงๆ

ในมุมผมคิดว่าไทยมีโอกาสสู้ชนะนะ เพราะ supply chain ไทยเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้น ถ้าตัดกันทั้งสองฝ่ายเสียหาย แต่ก็ต้องเร่ง reform ต่อไปให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สร้างจุดแข็งระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ส่งออก: ติดตามผลการเจรจาครั้งนี้ใกล้ชิด ปรับ supply chain ให้ trace ได้ชัดเจน และ share บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการรู้ เพื่อเตรียมรับมือไปด้วยกัน! คุณคิดว่าอย่างไร คอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นถูกรีดภาษีนำเข้า

ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301

ในสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ล่าสุด ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย ด้วยการส่งเอกสารหลักฐานชัดเจนเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาภายใต้มาตรา 301 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Section 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินและสินค้าแรงงานบังคับ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เตรียมเดินทางด่วนไปหารือกับ USTR (สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ) ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของไทยและป้องกันความเสี่ยงกำแพงภาษีที่อาจตามมา

ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301

กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ส่งคำชี้แจงและเอกสารหลักฐานไปยัง USTR อย่างทันเวลาพอดีในวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ โดยตอบโต้ 2 ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทย รองนายกฯ ศุภจี กล่าวอย่างมั่นใจว่า ไทยมีข้อมูลครบถ้วนที่จะพิสูจน์ว่าไม่มีปัญหาตามที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นแรก: กำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรมหลัก

สหรัฐฯ เปิดไต่สวน 16 ประเทศ รวมไทย ในประเด็นที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยชี้แจงว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ขยายตัวตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้โลคอลคอนเทนต์ หรือวัตถุดิบในประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทย ไม่ใช่การผลิตเกินจำเป็น และไม่ใช่ช่องทางผ่านสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงภาษี

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน: การส่งเสริมการผลิตในประเทศช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดแข่งขัน
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ แต่เน้นคุณภาพและมาตรฐานสากล
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า: การลงทุนจากเอกชนภายใต้นโยบาย BOI ไม่ก่อให้เกิด overcapacity

ประเด็นที่สอง: สินค้าแรงงานบังคับ

สำหรับการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหา 60 ประเทศรวมไทย ไทยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวเลย โดยมีเอกสารตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่โปร่งใส ไทยยังยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานตาม ILO มาอย่างยาวนาน

นางศุภจี เปิดเผยว่า “มั่นใจในคำชี้แจงของไทย เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ยังต้องลุ้นผลพิจารณา” เธอวางแผนเดินทางไปสหรัฐฯ ต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อเจรจาโดยตรงกับ USTR และช่วงกลางเดือน 13 พ.ค. จะส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้ง อาจด้วยการไปพบหน้า หรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

หลังจากนั้น USTR จะพิจารณาภายใน 7 วัน และประกาศผล หากแพ้คดี ไทยอาจเจอกำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรา 122 ที่จะหมดอายุ 24 ก.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหลัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและกลยุทธ์รับมือ

มาตรา 301 เป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ คล้ายกรณีจีนในอดีต หากไทยรอดพ้น จะเป็นสัญญาณดีต่อนักลงทุน แต่หากไม่ อาจเห็นภาษี 10-15% หรือสูงกว่า ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัว เช่น หาตลาดใหม่ในอาเซียน หรือยกระดับเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ไทยยังเร่งเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงการค้าดังกล่าว ภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ก็สนับสนุนเต็มที่ โดยเตรียมข้อมูลเพิ่มเติม

การที่ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย แสดงถึงความคล่องตัวของกระทรวงพาณิชย์ ในยุคที่สงครามการค้าระลอกใหม่ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน ไทยมีโอกาสสูงที่จะผ่านด่านนี้ไปได้ เพราะหลักฐานชัดเจนและนโยบายโปร่งใส ลองติดตามผลการเจรจาของศุภจีในเดือนพฤษภาคมนี้ และเตรียมกลยุทธ์รับมือ หากมีอัพเดทใหม่ จะนำมาอัพเดทให้ทราบต่อไป คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้!

ที่มา – ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301 “ศุภจี” เตรียมบินพบ USTR พ.ค. นี้

ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว สร้างความฮือฮาและความกังวลไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ในการแก้ปัญหาขาดดุลการค้า

ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสินของศาลสูงสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารทันที เพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากร 10% กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ โดยอ้างอิงมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีชั่วคราวได้นาน 150 วัน โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

เหตุผลหลักที่รัฐบาลทรัมป์ยกขึ้นมาคือ เพื่อแก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์แก่แรงงาน เกษตรกร และผู้ผลิตชาวอเมริกัน แม้จะขู่ว่าอาจปรับเพิ่มเป็น 15% ในอนาคต แต่ตอนนี้ยังคงที่ 10% ก่อน

พื้นหลังของคำตัดสินศาลฎีกา

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ทำให้ต้องหาทางเลือกใหม่ ทรัมป์วิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างดุเดือดว่า “ไร้สาระ เขียนมาได้แย่ และเป็นการกระทำที่ต่อต้านอเมริกาอย่างยิ่ง”

แม้จะอ้างว่าภาษีเป็นเครื่องมือลดขาดดุลการค้า แต่ข้อมูลล่าสุดเผยว่าขาดดุลการค้าสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 2.1% จากปี 2024 สู่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37.3 ล้านล้านบาท) และรัฐบาลเคยเก็บภาษีจาก IEEPA ไปแล้วกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์

ผลกระทบต่อนานาชาติและการตอบโต้

การประกาศภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มเตรียมมาตรการตอบโต้:

  • สหราชอาณาจักร: ระบุว่า “ไม่มีมาตรการตอบโต้ใดที่ถูกตัดออกจากการพิจารณา” หากสหรัฐฯ ไม่เคารพข้อตกลงเดิม และย้ำว่า “ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามการค้า”
  • สหภาพยุโรป: ประกาศระงับการให้สัตยาบันข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งตกลงกันในฤดูร้อน
  • อินเดีย: เลื่อนการเจรจาข้อตกลงใหม่ทันที
  • จีนและประเทศอื่นๆ: กำลังประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

ทรัมป์ยังขู่เพิ่มภาษีสูงขึ้นสำหรับประเทศที่ “เล่นตุกติก” กับข้อตกลง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อประเทศไทยและธุรกิจไทย

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ สูง มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลกนี้จะกระทบสินค้าหลักอย่างอาหารทะเล ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และเตรียมกลยุทธ์กระจายตลาดใหม่ เช่น ไปยังอาเซียนหรือยุโรป

นอกจากนี้ ราคาสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อย่างเครื่องจักรและเทคโนโลยีอาจแพงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย รัฐบาลไทยน่าจะต้องเจรจาทวิภาคีเพื่อหาทางออก

โดยรวมแล้ว มาตรการนี้อาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ผู้ประกอบการไทยควรวางแผนรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารอัปเดตภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว และแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะอัปเดตข้อมูลล่าสุดให้คุณ!

ที่มา – ภาษีนำเข้าใหม่ 10% ทั่วโลก “ทรัมป์” มีผลบังคับใช้แล้ว

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน: ท่าทีล่าสุด

สถานการณ์ระหว่างประเทศกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อแคนาดายืนยันจุดยืนชัดเจนว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน ท่ามกลางความกังวลและแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาภายใต้เงื่อนไขที่ตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกได้

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน จริงหรือ?

นายกรัฐมนตรีของแคนาดาได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าข้อตกลงที่มีกับจีนเป็นเพียงการปรับลดภาษีศุลกากรในบางภาคส่วนเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ยังมีข้อผูกพันที่ระบุถึงการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากมีการดำเนินการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้ระบบตลาดเสรี

ทำไมแคนาดาถึงยืนยันว่าไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจมาจากแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาที่ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตราที่สูงถึง 100% หากแคนาดาเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลง USMCA ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนได้

ก่อนหน้านี้ แคนาดาได้ดำเนินมาตรการทางการค้าที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนในอัตรา 100% รวมถึงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันคาโนลาและกากคาโนลาจากแคนาดาในอัตรา 100% และเก็บภาษีเนื้อหมูและอาหารทะเล 25%

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและจีน โดยนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนลง 100% เพื่อแลกกับการที่จีนยอมลดภาษีสินค้าเกษตรและประมงของแคนาดา โดยมีการจำกัดจำนวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสู่แคนาดาไว้ที่ 49,000 คันต่อปีในระยะแรก และจะเพิ่มโควตาเป็นประมาณ 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี

ท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อเรื่องนี้ค่อนข้างแข็งกร้าว โดยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้ข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียว่า หากแคนาดาคิดที่จะเป็น “จุดกระจายสินค้า” ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐฯ เขาคิดผิดอย่างมหันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ส่งสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ ได้

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการเมือง การที่แคนาดายืนยันว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การตัดสินใจของแคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร และสหรัฐอเมริกาจะตอบโต้เรื่องนี้อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีการค้าโลกก็เป็นได้

ที่มา – แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

Scroll to top