ภาษีสหรัฐ

ยศชนัน พร้อมตอบหากถูกซักฟอก ชี้ ไทยต้องสร้างพื้นฐานให้แน่น

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากเมื่อ ยศชนัน พร้อมตอบหากถูกซักฟอก ชี้ สหรัฐฯ กดดันเลือกข้าง ไทยต้องสร้างพื้นฐานให้แน่น โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ออกมาเปิดใจถึงความพร้อมในการชี้แจงต่อฝ่ายค้าน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทำงานที่เป็นมืออาชีพ ไม่มีความกังวลใจใดๆ ทั้งสิ้น

ยศชนัน พร้อมตอบหากถูกซักฟอก ชี้ สหรัฐฯ กดดันเลือกข้าง ไทยต้องสร้างพื้นฐานให้แน่น

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมกดดันประเทศพันธมิตรให้ต้องเลือกข้างในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับทางประเทศจีน นายยศชนันได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ยศชนัน พร้อมตอบหากถูกซักฟอก ชี้ สหรัฐฯ กดดันเลือกข้าง ไทยต้องสร้างพื้นฐานให้แน่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาจุดยืนและความได้เปรียบในระดับนานาชาติได้ การสร้างรากฐานด้านข้อมูล เทคโนโลยี และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้แข็งแกร่ง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้

กลยุทธ์การสร้างความเข้มแข็งของประเทศ

นายยศชนันย้ำว่า การที่เราจะรับมือกับแรงกดดันจากมหาอำนาจได้นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพื้นฐานของประเทศ โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง
  • การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านคณะกรรมการ กรอ.
  • การเตรียมบุคลากรที่มีความสามารถทั้งในและต่างประเทศ
  • การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการข้อมูล

หากเรามีฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่า ควรเลือกความร่วมมือกับใครในเรื่องใด ยศชนัน พร้อมตอบหากถูกซักฟอก ชี้ สหรัฐฯ กดดันเลือกข้าง ไทยต้องสร้างพื้นฐานให้แน่น เพราะหากเรามีพื้นฐานที่ดี ความกังวลเรื่องการเลือกข้างจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่จะเป็นโอกาสที่เราจะใช้ความรู้ความสามารถในการเลือกพันธมิตรที่เหมาะสมกับเป้าหมายของประเทศมากที่สุด

ในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รัฐบาลได้เตรียมกลไกการทำงาน 4 ขา เพื่อดูแลทั้งด้านการลงทุน การขาย คนและเทคโนโลยี รวมถึงกฎระเบียบทางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นความชัดเจนที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติได้เป็นอย่างดี สำหรับผมมองว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานก่อนการแข่งขันในระดับบน (AI) เป็นการเดินเกมที่ชาญฉลาดและยั่งยืน เพราะเทคโนโลยีที่มั่นคงต้องเริ่มต้นจากฐานรากที่มั่นคงเสมอครับ

ที่มา – “ยศชนัน” พร้อมตอบหากถูกซักฟอก ชี้ สหรัฐฯ กดดันเลือกข้าง ไทยต้องสร้างพื้นฐานให้แน่น

พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเจรจาระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความกังวลและเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ เพราะการนำเรื่องความมั่นคงมาผูกโยงกับเรื่องการค้าอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ หวั่นไทยเสียหาย

การฝึกร่วมทางทหารอย่าง คอบร้าโกลด์ ถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การนำประเด็นนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองภาษีนั้นไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม นายพิชัยย้ำชัดว่าการกระทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อใจในระดับนโยบาย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคได้โดยไม่จำเป็น

บทเรียนจากการเจรจาและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

หากมองย้อนกลับไปถึงประสบการณ์ในการเจรจาระดับชาติ เราจะพบว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การนำความมั่นคงไปแลกเปลี่ยน แต่คือการวิเคราะห์ปัญหาให้ตรงจุดว่า สหรัฐฯ มีความกังวลในเรื่องใดบ้าง การที่ พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นคำเตือนที่ต้องการให้รัฐบาลหันกลับมาทบทวนท่าทีและการสื่อสารของทีมเจรจาให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากนายพิชัย ได้แก่:

  • ควรมีการแยกเรื่องการค้าออกจากประเด็นความมั่นคงอย่างเด็ดขาด
  • ทบทวนกระบวนการสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
  • หากทีมเจรจาเดิมทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรพิจารณาปรับทีมใหม่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภาษี

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น หากเราใช้เครื่องมือผิดประเภท ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นภาระของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้คือการใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่เป็นฐานในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืน ไม่ใช่การนำความมั่นคงมาเสี่ยงบนโต๊ะเจรจาภาษี

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่คือบทเรียนสำคัญที่เตือนใจว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ให้สมดุลคือศิลปะที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของชาติไว้ให้ได้

ที่มา – “พิชัย” เตือน อย่านำ “คอบร้าโกลด์” มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ หวั่นไทยเสียหาย

ปชน. แนะคนข้างกายทรัมป์ที่ศุภจีควรหารือ พร้อมจี้แก้เกณฑ์บัตรคนจน

ช่วงนี้การเมืองไทยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ล่าสุดได้มีการประชุม ครม. เงา เพื่อวางแนวทางรับมือกับสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจคือเรื่องของ ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ

ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน

นายพิศาล มาณวพัฒน์ แคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแนะแนวทางให้รัฐบาล โดยเฉพาะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ต้องรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ว่าการไปวอชิงตันครั้งหน้าต้อง “เป็นมวย” มากขึ้น เพราะอำนาจการตัดสินใจในวอชิงตันยุคทรัมป์นั้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน

บุคคลสำคัญสายตรงที่รัฐบาลต้องเจาะให้ถึง

หากต้องการผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทางพรรคประชาชนได้แนะนำรายชื่อบุคคลสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจและเข้าถึง เพื่อลดความเสียเปรียบในการตกลงทางการค้า ดังนี้ครับ:

  • โฮเวิร์ด ลุตนิค: รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทของทรัมป์
  • ปีเตอร์ นาวาร์โร: อดีตมือขวาในทำเนียบขาวผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
  • สก็อตต์ เบสเซนต์: รมว.คลังสหรัฐฯ คนนี้ถือเป็นคนสำคัญที่สุดในทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ที่ควรเร่งสร้างความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน โดยในภาคส่วนสวัสดิการ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ออกมาสะท้อนปัญหาสำคัญว่า หลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันนั้นดูจะ “แข็ง” จนเกินไป และสร้างภาระให้กับประชาชนในระดับฐานรากอย่างไม่เป็นธรรม

เรามองว่าการที่รัฐบาลจะเดินเกมเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้สำเร็จ จำเป็นต้องใช้ทั้งความสัมพันธ์ดั้งเดิมและการทูตเชิงรุกที่เป็นมืออาชีพ ส่วนในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น การรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การถือครองที่ดินหรือหนี้สินให้สอดคล้องกับความจริง ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรเพิกเฉย เพราะสวัสดิการที่ดีควรเป็นตาข่ายรองรับผู้เดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่ภาระที่ตัดสิทธิ์คนจนออกจากระบบเพียงเพราะกฎเกณฑ์ที่ไม่ยืดหยุ่น หวังว่าทางกระทรวงการคลังจะเร่งตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนครับ

ที่มา – ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ดูแลผู้ประกอบการไทย

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งมือเต็มที่ในการติดตามสถานการณ์การค้าสำคัญกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังจากที่มีคำวินิจฉัยจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายภาษีนำเข้า ล่าสุด พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการไทยจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงที่การค้าโลกมีความผันผวนสูง

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีพัฒนาการล่าสุดจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนยันคำตัดสินชั้นต้นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนได้ เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้มาตรการภาษีที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยในอัตรา 19% ภายใต้ IEEPA ถูกยกเลิก สร้างความหวังให้ผู้ส่งออกไทย แต่ก็ยังต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป เพราะอาจมีมาตรการทดแทนเข้ามา

รายละเอียดคำวินิจฉัยศาลสูงสุดสหรัฐฯ และผลกระทบเบื้องต้น

ศาลสูงสุดชี้แจงว่ากฎหมาย IEEPA ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการควบคุมธุรกรรมเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่รวมถึงการกำหนดภาษี ซึ่งต้องได้รับอนุญาตชัดเจนจากสภาคองเกรส นี่เป็นตัวอย่างของหลักการ checks and balances ในระบบประชาธิปไตยอเมริกันที่ป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต

สำหรับผู้ประกอบการที่เคยจ่ายภาษีไปแล้ว อาจมีสิทธิขอคืน แต่กระบวนการคาดว่าจะซับซ้อน เนื่องจากมียอดเงินมหาศาลและหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ประเมินสถานการณ์รอบด้าน

มาตรการภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ ประกาศใช้แทน

เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่ม 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเดิม 19% ที่กำหนดไว้สำหรับไทย

ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมตัวรับมือ โดยภาษีที่ต้องจ่ายจะเป็นอัตราปกติ (MFN) + 10% + ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ หรือ AD/CVD หากสินค้านั้นถูกสอบสวน สินค้าที่มีผลกระทบ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค

  • มาตรา 122 Trade Act 1974: ภาษีสูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ดุลการชำระเงิน
  • มาตรา 232 Trade Expansion Act 1962: ภาษีด้านความมั่นคง เช่น เหล็ก 50%, อลูมิเนียม 50%, ยานยนต์ 25%
  • มาตรา 301 Trade Act 1974: ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • มาตรา 338 Trade Act 1930: ต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางการค้า

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อคาดการณ์มาตรการอื่น ๆ ที่อาจตามมา กระทรวงจะให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ภาคธุรกิจและเจรจาลดผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์ดูแลผู้ประกอบการไทยอย่างไร

นอกจากติดตามสถานการณ์แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนบริหารความเสี่ยง เช่น ส่งเสริมกระจายตลาดส่งออกไปยังอาเซียน จีน และยุโรป รวมถึงให้คำปรึกษาผ่านสายด่วนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0-2507-7555 ผู้ประกอบการสามารถสอบถามข้อมูลภาษี คำวินิจฉัย และกลยุทธ์ปรับตัวได้ทันที

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับคุณภาพสินค้าและหาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว หากคุณเป็นผู้ส่งออก อย่ารอช้า ติดต่อกระทรวงพาณิชย์วันนี้เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล!

ที่มา – พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ติดตามคำวินิจฉัยศาลสูงสุด ดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

ภาษีทรัมป์ 10% กรณ์ชี้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง ภาษีทรัมป์ 10% ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะกับไทยเรา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯ การคลัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า นี่คือโอกาสทองที่เราจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสสำหรับการค้าไทยและการค้าโลกเลยทีเดียว หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าภาษีเก่าของทรัมป์ขัดรัฐธรรมนูญ

ภาษีทรัมป์ 10% คืออะไร และเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐ (US Supreme Court) มีมติ 6 ต่อ 3 ตีตกภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ของทรัมป์ เพราะใช้อำนาจเกินขอบเขต พอคืนนี้ทรัมป์เลยประกาศใช้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 แทน โดยกำหนดภาษีนำเข้า 10% เท่ากันทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่แบบเจาะจงเหมือนเดิม

สำหรับไทยที่กำลังเจรจาอัตรา 19% เดิมๆ นี่ถือว่าดีเลย เพราะหลุดรอดมาเหลือแค่ 10% เท่าประเทศอื่น แถมมาตรานี้ให้อำนาจชั่วคราวแค่ 150 วันเท่านั้น สูงสุดได้ 15% แต่ทรัมป์เลือก 10% น่าจะเป็นการรักษาหน้าอย่างเดียว ถ้าจะต่ออายุต้องผ่านสภาคองเกรส ซึ่งไม่ง่ายเพราะกฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่

ภาษีทรัมป์ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทยอย่างไร

นายกรณ์ชี้ชัดว่า ภาษีทรัมป์ 10% จะทำให้การส่งออกไทยดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ทรัมป์ยกเว้น เช่น อาหารที่สหรัฐผลิตไม่ได้ อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และรถกระบะบางรุ่น สินค้าไทยเรามีโอกาสบุกตลาดอเมริกาได้มากกว่าเดิม

  • อัตราภาษีลดลงจาก 19% เหลือ 10% ช่วยลดต้นทุนผู้ส่งออกไทย
  • ใช้ได้แค่ 150 วัน มีโอกาสเจรจาต่อรองใหม่
  • สหรัฐต้องคืนภาษีเก่าให้ผู้นำเข้า คาดมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท สร้างความวุ่นวายในระบบ ทำให้ไทยได้เปรียบ
  • ทรัมป์อาจไม่จริงจัง เพราะเลือกต่ำกว่าสูงสุด

แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ส่งออกอย่างเดียวหรอกครับ นายกรณ์เตือนว่าจุดเปราะบางจริงๆ คือกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ สินเชื่อต่ำ ความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนและธุรกิจสูง แม้ต่างประเทศจะดี แต่ต้องระวังทรัมป์สร้างสถานการณ์กับอิหร่าน ถ้าเจรจาจบดี แต่ถ้าใช้กำลังทหารนี่แย่แน่

พลิกวิกฤติภาษีทรัมป์ 10% เป็นโอกาสอย่างไร

เพื่อให้ไทยรับมือ ภาษีทรัมป์ 10% ได้ดี เราควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน เช่น เพิ่มกำลังซื้อ ลดหนี้ครัวเรือน สนับสนุน SME ส่งออก รัฐบาลควรเจรจาการค้ากับสหรัฐให้ชัดเจน และกระจายตลาดไปเอเชีย ออสเตรเลีย EU ด้วย

จากมุมมองผม นี่คือจังหวะที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ศึกษาสินค้าที่ยกเว้น ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน และติดตามข่าวใกล้ชิด เพราะการค้าโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าเตรียมพร้อม ภาษีทรัมป์ 10% จะกลายเป็นบันไดสู่ความสำเร็จจริงๆ

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – ภาษีทรัมป์ 10% “กรณ์” ชี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ข่าวดีการค้าไทย-การค้าโลก

ศุภจี ย้ำ! ขัดแย้งชายแดน ไม่โยงเจรจาภาษีสหรัฐฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย้ำจุดยืนชัด สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ไม่ควรเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษี รัฐบาลพร้อมเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐที่อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด และมีเป้าหมายอยากให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้นั้น เบื้องต้นไทยจะยังดำเนินการเจรจาต่อไปในช่องทางต่างๆ แม้ว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะส่งหนังสือมาระงับการเจรจาชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่ทีมไทยแลนด์ได้ส่งหนังสือยืนยันว่า ยังมีความประสงค์ที่จะเจรจาต่อ ส่วนจะสรุปได้ทันสิ้นปีนี้หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีความล่าช้าเช่นกัน ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าทางสหรัฐฯ อาจจะนำมาตรการภาษีมาใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองกับไทย ในเรื่องสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่วนตัวมองว่า เป็นคนละเรื่องที่ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากไทยจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย ดูแลความปลอดภัยของประชาชน

“ประเทศไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้นเหตุการณ์ และไม่ใช่ผู้กระทำผิด การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นานาประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับทราบแล้ว แต่หากสหรัฐฯ จะตัดสินใจนำเหตุการณ์ชายแดนมาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการค้า ก็ถือเป็นสิทธิ์ของสหรัฐ แต่ไทยเห็นว่า ทั้ง 2 เรื่องไม่ควรเกี่ยวข้องกัน” นางศุภจีกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังไม่จำเป็นต้องให้จบภายในกรอบเวลา 30 วัน เนื่องจากการค้าการขายเป็นการเจรจาแบบสองทาง ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และไทยต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่การเจรจายังไม่คืบหน้า เพราะแม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าว่าจะเจรจากับอินโดนีเซียให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน แต่ปัจจุบันเข้ามาเกือบกลางเดือนธันวาคมก็ยังคุยไม่เสร็จ ขณะที่ไทยและเวียดนามก็ยังไม่มีการเจรจาเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ย้ำว่า ไทยมีความจริงใจและมีความพร้อมที่จะให้การเจรจาจบภายในสิ้นปีนี้ หากสหรัฐฯ พร้อม ไทยก็พร้อมทันที แต่หากสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมก็ไม่ถือว่าไทยเสียหายใด ๆ เนื่องจากขณะนี้ไทยยังคงได้รับอัตราภาษี 19% เช่นเดิม และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ย้ำชัดเจนว่า ประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ การเจรจาด้านภาษีเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายควรได้รับ และไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือความมั่นคง การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งยังคงเปิดประตูสำหรับการเจรจาทางการค้าที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ศุภจี ย้ำ! ขัดแย้งชายแดน ไม่โยงเจรจาภาษีสหรัฐฯ

สถานการณ์การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การที่รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าเจรจา ไม่โยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับปัญหาชายแดน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าไทยยังคงให้ความสำคัญกับการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ

ท่าทีของนางศุภจี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนและการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นสองประเด็นที่แยกจากกัน และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านอย่างเต็มที่

ทำไมไทยถึงยืนยันว่าไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับปัญหาชายแดน?

เหตุผลหลักที่ไทยยืนยันว่า ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา คือ

  • ทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องที่แตกต่างกัน การนำมาเชื่อมโยงกันจะทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น
  • ไทยต้องการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล
  • การเจรจาภาษีเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ อย่างจริงจัง โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในที่สุด

การที่รัฐบาลไทยยืนกรานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยต้องการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านอย่างตรงจุดและไม่ต้องการให้ประเด็นหนึ่งมาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาอีกประเด็นหนึ่ง การเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำจุดยืน ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ควรโยงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

“เอกนิติ” ถกทีมไทยแลนด์ เดินหน้าดีลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ ย้ำชัดแยกประเด็นการเมืองออกจากการเจรจาการค้า คงเป้าเดิมปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่า เมื่อเช้า (17 พ.ย.68) ได้มีการประชุมนอกรอบทีมไทยแลนด์ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจา ยืนยันจะยังคงเดินหน้าการเจรจาตามกรอบเดิม และยังมีเป้าหมายปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ นโยบายเดิมยังเดินหน้าต่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและหลักการที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกัน คาดว่าประเด็นภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้

สำหรับประเด็นสำคัญที่ไทยยืนยันกับสหรัฐฯ คือ “การแยกเรื่องการเมืองออกจากประเด็นการค้าอย่างเด็ดขาด” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องนี้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนายเอกนิติระบุว่า การพูดคุยของผู้นำทั้งสองประเทศถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า

“ท่านนายกฯ ได้ย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เรื่องการเมืองและเรื่องการค้าเป็นคนละเรื่องกัน และสหรัฐฯ ก็รับหลักการนี้อย่างชัดเจน” นายเอกนิติกล่าว

ในส่วนของเอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านี้นั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้นฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการมายัง USTR ในฝั่งของไทย เราจะเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

สำหรับการเตรียมแผนสำรอง นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศเป็นอันดับแรก เช่น การกระตุ้นการบริโภคภายในผ่านมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดี มีคืน” รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ส่วนการขยายตลาดส่งออกใหม่ ไทยยังคงดำเนินการเจรจากับตลาดอาเซียน อินเดีย และจีน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 ถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ การเจรจาที่เป็นไปในทิศทางบวกกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความตั้งใจที่จะขยายโอกาสทางการค้าร่วมกัน

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

การที่รัฐบาลไทยตั้งเป้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การเจรจาที่แยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า ถือเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปิดดีลการค้า ไทย-สหรัฐฯ

การปิดดีลการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2568 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การปิดดีลการค้ายังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ และต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าได้อย่างราบรื่น

การสนับสนุนจากภาครัฐก็มีความสำคัญเช่นกัน รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาเทคโนโลยี และอบรมบุคลากร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

การที่รัฐบาลไทยผลักดันให้เกิดข้อตกลง ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากการค้ากับสหรัฐอเมริกา

โดยรวมแล้ว การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย การวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 “เอกนิติ” ชี้ผู้นำสหรัฐฯ รับหลักการ “ไม่โยงการเมือง”

“วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ

“วันวิชิต” ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ป้อง “นายกฯ อนุทิน” วางจุดยืนผู้นำประเทศ ปกป้องศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ รักษาผลประโยชน์ชาติ ย้ำ หลักฐานชัดเจนกัมพูชาละเมิดก่อน พร้อมแนะ “สหรัฐฯ” วางตัวเป็นกลาง

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความเห็นต่อการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า คำอธิบายทั้ง 11 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อผู้นำสหรัฐฯ นั้น ครอบคลุมและมีน้ำหนักในฐานะผู้นำประเทศที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติอย่างที่สุด

ผศ.วันวิชิต ย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรียอมลดท่าที ย่อมเสี่ยงต่อแรงกดดันมหาศาลจากสังคม เพราะประชาชนผู้รักชาติย่อมตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยซึ่งเป็นฝ่ายเสียหายจึงต้องยอมถอยให้กับสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีเลือกที่จะยอม ผมเชื่อว่าท่านอาจไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่าทำไมต้องยอม ทั้งที่เรามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาละเมิดก่อน”

ก่อนกล่าวต่อไปว่า ไทยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันได้ว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาก่อน ซึ่งเป็นต้นตอของความตึงเครียด จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องแสดงจุดยืนเข้มแข็ง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ควรวางตัวเป็นกลาง และรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน ผศ.วันวิชิต ยังระบุถึงการแสดงท่าทีเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศระงับข้อตกลง ไม่ได้เกิดจากความเกรี้ยวกราดโดยไร้เหตุผล แต่เป็นการทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยต้องยกระดับท่าทีให้เด็ดขาดเช่นนี้ “ไทยไม่ได้ต้องการสงคราม ไทยรักสงบ แต่ไม่เคยยอมให้ใครรังแกก่อน การยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุน”

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวลหากสหรัฐฯ จะมีการใช้มาตรการภาษีและเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ หลังไทยระงับปฏิญญา ถือเป็นการวางจุดยืนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย ซึ่งไม่เกินความคาดหมาย เพราะที่สุดต้องยืนยันในเกียรติของชาติสำคัญสูงสุด ทั้งนี้ รัฐบาลน่าจะมีการเตรียมการแล้วว่าจะทำอย่างไรหากถูกกดดันทางการค้าจริงๆ และสรุปในตอนท้ายว่า ความชัดเจนในจุดยืนเช่นนี้ คือสิ่งที่ผู้นำพึงกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก.

“วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ต่อกรณีดังกล่าว ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนการกระทำของนายกรัฐมนตรี โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วในฐานะผู้นำประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินต้องวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ?

ผศ.วันวิชิต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่นายกรัฐมนตรีต้องวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ โดยอธิบายว่า หากนายกรัฐมนตรียอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากต่างชาติ อาจนำมาซึ่งคำถามและความไม่พอใจจากประชาชนชาวไทยที่รักชาติ พร้อมทั้งกล่าวว่าไทยมีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน ดังนั้นการที่ไทยแสดงท่าทีแข็งกร้าวจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ผศ.วันวิชิต ยังได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในสถานการณ์นี้ โดยเสนอแนะให้สหรัฐฯ วางตัวเป็นกลางและรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง การวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำประเทศพึงกระทำ

การแสดงท่าทีที่เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีในการระงับข้อตกลงต่างๆ นั้น ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยจึงต้องยกระดับท่าทีให้แข็งกร้าวเช่นนี้ ไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะรักสงบ แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครมารังแกอย่างแน่นอน

การที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวลต่อมาตรการทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติอย่างแท้จริง แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจก็ตาม รัฐบาลน่าจะมีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว

การที่ผู้นำประเทศแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอำนาจใดๆ ที่จะมาคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติของนายกรัฐมนตรีอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้นำประเทศนั้น ต้องมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากเพียงใดก็ตาม

ที่มา – “วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ แนะสหรัฐฯ วางตัวเป็นกลาง

รัฐบาลยันผู้นำเข้าใจ! ถกแผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อ จี้กัมพูชาขอโทษคนไทย เผย 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ปัญหาชายแดนและรับมือกับภาษีสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐอเมริกาสั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์และสักขีพยานในการลงนามปฏิญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น

นายสิริพงศ์ ระบุต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่าผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชาที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา, วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี แต่จะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่น หาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซียได้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โฆษกรัฐบาล เผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ จะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักจะตอบคำถาม ตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐฯ มากดดันจะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน เมื่อถามอีกว่าหากสหรัฐฯ ไม่ซื้อของจากไทย นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่าการค้าขายกับสหรัฐฯ มีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วยเพื่อขยายตลาดส่งออก

ทางด้านคำถามว่ามีกรอบระยะเวลากัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า “ไม่มีกำหนดครับ ทุกเรื่องดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 14.00 น. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำเสนอแผนในการดำเนินการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ราว 6 แผนงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จ ไทยก็มีหน้าที่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีกและไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซียที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆ ก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน.

รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

ทำไมต้องถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.?

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และมาเลเซีย การหารือในวันที่ 17 พฤศจิกายนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาต่างๆ และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดน การที่รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนในจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

การประชุมวันที่ 17 พ.ย. เพื่อถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ รวมไปถึงการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะนำไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีการหารือถึง 6 แผนงาน? เพราะสถานการณ์มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การมีแผนงานที่หลากหลายจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ติดตามข่าวสารและผลการประชุมรัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนของไทยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การขอโทษจากกัมพูชาและการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง

การที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ที่มา – รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

Scroll to top