ภาษีสหรัฐ

“ศุภจี” ย้ำ! ไทยเดินหน้า เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

รมว.พาณิชย์ เผย ไทยพร้อมเดินหน้า เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม หลังผู้นำสองประเทศหารือเชิงบวก เชื่อมั่นทั้งสองฝ่าย มุ่งหวังให้การเจรจาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เพื่อเสริมเสถียรภาพการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า รัฐบาลไทยพร้อมเดินหน้าการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม ซึ่งมีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นกัน จึงได้เดินหน้าดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเร่งสรุปผลการเจรจาได้ตามกรอบเวลาเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งรัดการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาให้บรรลุผลโดยเร็ว พร้อมเดินหน้ามาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเอกชนไทย และเร่งแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีหรือการส่งผ่านสินค้า (transshipment) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและภาคเอกชนของสหรัฐฯ ว่าไทยดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ไทยเชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหวังให้การเจรจาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะช่วยเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าหลักของไทย และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุล ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยการขยายตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ผ่านกลยุทธ์เชิงรุกทั้งการเปิดตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์สูงสุดจากผลการเจรจา

ท้ายที่สุด รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของภาคการส่งออกของไทย การขยายตลาดใหม่ และการยกระดับศักยภาพสินค้าไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ศุภจี” ยืนยัน ไทยเดินหน้า พร้อมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

ทำไมการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ?

การที่ไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเจรจาที่ประสบความสำเร็จจะนำมาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดส่งออก สร้างงาน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าก็มีความท้าทายเช่นกัน แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ และจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัว

  • ศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างละเอียด
  • พัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานสากล
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าในสหรัฐฯ

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  • การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่
  • การลดอุปสรรคทางการค้า
  • การดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ
  • การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “ศุภจี” ยืนยัน ไทยเดินหน้า พร้อมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

โฆษกรัฐบาลปัด สหรัฐฯ ไม่พอใจนายกฯ กระทบเจรจาภาษี

“สิริพงศ์” ยัน สหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี ไม่เกี่ยวกับปมไม่พอใจนายกฯให้สัมภาษณ์ คุย “ทรัมป์” เรื่องนี้แล้ว มีท่าทีที่เข้าใจ โต้ “ทูตรัศม์” เป็นฝั่งตรงกันข้ามจะพูดอะไรก็ได้ แต่รัฐบาลขอแจงตามข้อเท็จจริง ไม่ได้พูดตามทัศนคติทางการเมือง

วันที่ 15 พ.ย. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณี ที่สหรัฐฯ ขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย – สหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่า จะปฏิบัติตาม Joint Declaration (ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะพูดคุยทางโทรศัพท์กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า นายกฯ ทราบเรื่องนี้ และได้หารือกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และได้อธิบายเรื่องราวให้เข้าใจแล้ว และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายืนยันว่าไม่ต้องการแทรกแซงใคร ซึ่งหลังพูดคุยกัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็มีท่าทีที่เข้าใจ พร้อมย้ำว่าทางทีมเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อไป

“คือมันมีหนังสือมา แต่หนังสือนั้นท่านนายกฯ ได้แก้ไขไปแล้ว โดยการเจรจากับทรัมป์” นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำ

เมื่อถามว่าทางสหรัฐฯ ไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจต่อท่าทีของนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์เรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชาจบแล้ว และขอฉีกปฏิญญา 4 ข้อใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า ไม่มี และไม่เกี่ยวกับการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ไม่ใช่การพูดคุยบนโต๊ะ และไม่ใช่การแถลงข่าวจากฝั่งรัฐบาล ที่เป็น official announcement

เมื่อถามถึงกรณีที่  นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นว่านายกฯ กล่าวในเชิงท้าทายสหรัฐฯ จนนำไปสู่การระงับการเจรจา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นฝั่งตรงกันข้ามจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ตนเองพูดตามข้อเท็จจริง ไม่ได้พูดตามทัศนคติ

นายสิริพงศ์ ยังย้ำว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ โดยเมื่อสักครู่ตนเองก็เพิ่งวางสายกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังย้ำว่ายังเดินหน้าพูดคุยกันอยู่ และไม่ได้ติดขัดอะไร

“คือผมก็งงว่า เวลาไปพาดหัว ทำไมไปพาดหัวแค่ระงับ เพราะมีการอธิบายความต่อข้างล่าง ว่าเขามีจดหมาย กต.ก็ผิดหวังกับท่าทีเขา แต่ท่านนายกฯ กับ ทรัมป์ ก็ได้ไปคุยกันแล้ว ซึ่งผลมันก็ออกมาดี แต่กลายเป็นว่าไปเล่นการเมืองกันหมดเลย คือของทูตรัศม์ เขาอาจจะเป็นทูตมาก่อน แต่มันปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทูตรัศม์พูดมันเป็นทัศนคติทางการเมืองมากกว่า” นายสิริพงศ์ กล่าว

โฆษกรัฐบาลปัด สหรัฐฯ ไม่พอใจนายกฯ กระทบเจรจาภาษี

จากกรณีที่สหรัฐฯ ได้มีการระงับการเจรจาทางการค้ากับประเทศไทยชั่วคราว ได้มีการตีความและวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงสาเหตุที่แท้จริงของการระงับดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจจนส่งผลกระทบต่อการเจรจาภาษี

โฆษกรัฐบาลยืนยัน สหรัฐฯ ไม่พอใจนายกฯ ไม่กระทบเจรจาภาษี

ล่าสุด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อคลายข้อสงสัยและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการระงับการเจรจาภาษีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความไม่พอใจของสหรัฐฯ ต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี

นายสิริพงศ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว และประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เข้าใจสถานการณ์และไม่ได้ต้องการที่จะแทรกแซงกิจการภายในของไทย นอกจากนี้ ทีมเจรจาภาษีของไทยยังคงเดินหน้าทำงานต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ

โฆษกรัฐบาลยังได้ตอบโต้ข้อคิดเห็นของนายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ที่มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่ค่อนข้างท้าทายต่อสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุของการระงับการเจรจา โดยนายสิริพงศ์กล่าวว่า ความเห็นของนายรัศม์เป็นเพียงทัศนคติทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริง

ถึงแม้ว่าการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ จะมีการหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ต่อไป การที่โฆษกรัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

ทั้งนี้ การเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศมักมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่จะสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งได้ การที่รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ปัดสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีนายกฯ จนกระทบวงเจรจาภาษี ยันไม่เกี่ยวกัน

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ปมเจรจาการค้า

“ทูตรัศม์” ฉะ นายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสแต่ทำประเทศเสียหาย ถามจะรับผิดชอบความเสียหายนี้อย่างไร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การระงับการเจรจา กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศฯ ที่ระบุว่ารองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แจ้งขอระงับการเจรจาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยกลับไปให้คำมั่นที่จะร่วมมือตาม Joint Declaration อีกครั้ง

นายรัศม์ชี้ว่า ไม่ทันขาดคำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดให้ที่บัดนี้ผลเสียได้เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงอยากถามถึงความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องไปพูดจาท้าทายสหรัฐฯ มีประโยชน์ใดที่ต้องพูดเช่นนั้น ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการมุ่ง “เอาใจกระแสสังคมบางส่วน” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งแสดงถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจบริบททางด้านการต่างประเทศ และนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ พร้อมทิ้งท้ายว่ายังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้อย่างไร.

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่อาจนำไปสู่การระงับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ผลเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ การระงับการเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ:

  • การลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
  • ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น

ทำไมนายรัศม์ถึงออกมา “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ?

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดยมุ่งหวังที่จะเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย:

  • รัฐบาลควรทบทวนท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
  • ควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
  • ควรเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์

การที่ “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราทุกคนควรตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

รัฐบาลยันเดินหน้าเจรจาภาษี แม้สหรัฐฯ ระงับ

โฆษกรัฐบาล ยอมรับสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เกิดก่อนนายกฯ คุยกับ “ทรัมป์” ย้ำ ไทยแยกประเด็นการเจรจาความมั่นคง และประเด็นทางการค้า ออกจากกัน ยืนยัน “กัมพูชา” เป็นฝ่ายละเมิดก่อน แจงยังเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และประเด็นอื่นที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวานนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับฟังด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สอบถามสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้อัปเดตข้อมูลและย้ำว่าทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อก้าวสู่สันติภาพ พร้อมแสดงความเสียใจที่กัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงก่อน โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้เก็บกู้และงดการติดตั้งเพิ่มเติม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองและยืนยันว่าพบการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียขา พร้อมทั้งฝ่ายไทยยังได้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เมื่อวานนี้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง สำหรับคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับความคาดหวังของไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่กัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกัมพูชาต้องเปิดพื้นที่ 13 จุดตามที่เคยหารือกัน เพื่อให้ไทยเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อ แต่ไม่ประสงค์แทรกแซงกลไกทวิภาคีระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของไทย

ส่วนการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรี และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการสนทนากับผู้นำสหรัฐฯ เพื่อประสานและแบ่งปันข้อมูลที่ได้หารือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในฐานะประธานอาเซียน โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยที่ระบุว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิด” คือหัวใจสำคัญของข้อตกลงตามปฏิญญาร่วม ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซียต่างรับทราบจุดยืนนี้ของไทยแล้ว

สำหรับประเด็นสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอ “ระงับชั่วคราว” การเจรจากรอบความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ โดยจะกลับมาหารือได้อีกครั้งเมื่อไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด

ในประเด็นนี้ รัฐบาลไทยมีความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว เพราะประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย–สหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองยังได้ย้ำในการหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า “สหรัฐฯ ไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย–กัมพูชา” ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รัฐบาลยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ และหวังว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นการค้าและภาษี สามารถหารือและเจรจาต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อกรอบความร่วมมือสำคัญในด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศมีมาอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน

“รัฐบาลขอย้ำว่าประเทศไทยจะยืนหยัดบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญพร้อมทั้งรักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไทยยังพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป”

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า สหรัฐฯ ขอชะลอการเจรจาเรื่องภาษีว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะได้คุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนแนวทางในเรื่องนี้ ขอยืนยันว่า ในเรื่องการเจรจาภาษี จะยังมีการเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป แยกออกจากเรื่อง ชายแดน

รัฐบาล ยอมรับสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เกิดก่อนนายกฯ คุยกับ “ทรัมป์” ย้ำยังเดินหน้าเจรจาภาษีต่อ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงระงับการเจรจาภาษี?

จากข้อมูลที่ได้รับ สหรัฐฯ ได้ขอระงับการเจรจาความตกลงภาษีต่างตอบแทนกับไทยชั่วคราว โดยอ้างอิงถึงการที่ไทยต้องปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐบาลไทยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว โดยยืนยันว่าประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาควรแยกจากเรื่องการค้าที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าการเจรจาด้านการค้าและภาษีสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่มีอยู่ระหว่างไทยและสหรัฐฯ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงทั้งความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยจึงต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในทุกด้าน

แม้ว่าสหรัฐฯ จะระงับการเจรจาภาษี แต่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ และพร้อมที่จะร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ สหรัฐฯ จะกลับมาเจรจาภาษีกับไทยอีกครั้งเมื่อใด และเงื่อนไขในการกลับมาเจรจาจะเป็นอย่างไร รัฐบาลไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

การที่รัฐบาลไทยยืนยันที่จะเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและมีวิสัยทัศน์

ที่มา – รัฐบาล ยอมรับสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เกิดก่อนนายกฯ คุยกับ “ทรัมป์” ย้ำยังเดินหน้าเจรจาภาษีต่อ

“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ปัดสหรัฐฯ กดดัน

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะประเด็นร้อนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ปฏิเสธว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่สิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงกระแสข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เท่าที่ทราบได้รับรายงานว่าจะมีการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ แต่ขอให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ยืนยันข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง โดยการปล่อยตัวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักเพื่อเปิดพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ปล่อยตัวที่แน่นอนนั้น ยังต้องรอการยืนยันอีกครั้ง

“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ยืนยันว่า การปล่อยตัวเชลยศึกครั้งนี้ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใดๆ เพิ่มเติม และปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าการปล่อยตัวเป็นผลมาจากข้อตกลงแลกเปลี่ยนภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นศูนย์ โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน การที่นายกรัฐมนตรี“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปล่อยตัวเชลยศึก

การปล่อยตัวเชลยศึกถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ย่อมมีเหตุผลและเบื้องหลังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม้ว่า “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่ รมว.กต. ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐฯ ก็เป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการและข้อตกลงที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ การเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะช่วยลดความเคลือบแคลงสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: ความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • สิ่งที่ควรจับตา: ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลควรชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

การที่นายกฯ “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก-รมว.กต. ปัดโยง “สหรัฐฯ” กดดันภาษี

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท. ผนึกกำลัง ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ ชู 4GO ยกระดับ SME

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และสภาพคล่องของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ณ ห้อง Passion ส.อ.ท. เพื่อหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การหาตลาดใหม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขหนี้สินและสภาพคล่อง การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาจากการปิดด่านชายแดน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ บาทแข็ง การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการเงินและการคลัง และจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายการขับเคลื่อน ส.อ.ท. โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก OEM ไปเป็น ODM หรือ OBM และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการผลิตเพื่อความยั่งยืน และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ได้แก่

  • Go Digital & AI: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
  • Go Innovation: สร้างผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม
  • Go Global: ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  • Go Green: ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวิทัย กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยมี 3 ส่วนคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การสร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน และการสร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน

“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

TDRI ประเมินว่า หากไทยแข่งขันไม่ได้ GDP อาจอยู่ที่ -0.77% และการส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% แต่หากแข่งขันได้ GDP จะอยู่ที่ -0.01% และสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

นายนาวา เสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ และผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัว เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้ การปรับโครงสร้างสินเชื่อ และการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย”

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล”

อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของ บสย. และจัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff จึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบ

การร่วมมือของ ส.อ.ท. และ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และการสนับสนุน SMEs อย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา บาทแข็ง และมาตรการภาษีสหรัฐฯ

แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SME คืออะไร?

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ที่มา – ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

Scroll to top