มอบนโยบาย

รมว.แรงงานมอบนโยบายประกันสังคม กำหนดแนวคิด-เน้นย้ำ 4 ภารกิจสำคัญ

ในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รมว.แรงงานมอบนโยบายประกันสังคม กำหนดแนวคิด-เน้นย้ำ 4 ภารกิจสำคัญ เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับแรงงานไทยทั้ง 24 ล้านคนเลยทีเดียว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการประกันสังคม และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อกำหนดทิศทางใหม่ที่ชัดเจน ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลและความต้องการของนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ทุกคน

รมว.แรงงานมอบนโยบายประกันสังคม กำหนดแนวคิด-เน้นย้ำ 4 ภารกิจสำคัญ

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำนโยบายหลัก 3 องค์ประกอบ แต่ที่เด่นชัดคือ 4 ภารกิจสำคัญ ที่จะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนระบบประกันสังคมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกู้ความเชื่อมั่น ขยายความคุ้มครองสู่แรงงานยุคใหม่ หรือยกระดับบริการทุกมิติ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องแรงงานได้อย่างแท้จริง

รายละเอียด 4 ภารกิจสำคัญจากนโยบายประกันสังคม

มาดูกันว่า รมว.แรงงานมอบนโยบายประกันสังคม กำหนดแนวคิด-เน้นย้ำ 4 ภารกิจสำคัญ มีอะไรบ้าง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • ภารกิจที่ 1: ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความโปร่งใส – แม้กองทุนโดยรวมยังบริหารดี แต่ภาพลักษณ์กระทบจากข่าวสาร สั่งให้สื่อสารเชิงรุก ตรวจสอบได้ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกันตน
  • ภารกิจที่ 2: ขยายความคุ้มครองผู้ประกันตน – เปิดประตูให้ Platform Worker และ Gig Worker เช่น ไรเดอร์กว่า 3 แสนคน ที่คาดว่าจะพุ่งถึง 1 ล้านคนใน 3-5 ปี รวมถึงแรงงานข้ามชาติ โดยบูรณาการกับกรมการจัดหางาน ให้ถูกกฎหมายและสอดคล้องพันธกรณีสากล
  • ภารกิจที่ 3: ยกระดับมาตรการความปลอดภัย อาชีวอนามัย การป้องกันโรคและอุบัติเหตุ – รวมระบบฟื้นฟูสมรรถนะแรงงาน ให้กลับสู่การทำงานได้เร็ว ลดค่ารักษาพยาบาลระยะยาว
  • ภารกิจที่ 4: ยกระดับการให้บริการให้ครอบคลุมทุกมิติ – เร่ง Quick Wins เช่น สิทธิรักษาพยาบาล สวัสดิการเพิ่มเติม โดยไม่กระทบเสถียรภาพกองทุน แก้ปัญหา SSO Core ที่ค้างอยู่ และรับฟังสูตร CARE จากทุกฝ่ายก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ ยังพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้าง สปส. ให้อิสระจาก politics ยกระดับมืออาชีพด้านลงทุน และเดินหน้าการเลือกตั้งบอร์ดตามระเบียบ โดยกำหนดโรดแมปชัดเจน กระทรวงแรงงานยืนยันพร้อมร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อระบบที่มั่นคง โปร่งใส ทันสมัย

นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแนวทางปฏิบัติจริง ที่จะช่วยให้ประกันสังคมเป็นที่พึ่งพิงได้ ในยุคที่แรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว Gig Economy เติบโต แรงงานข้ามชาตินับล้าน การขยายฐานผู้ประกันตนจะช่วยกระจายความเสี่ยง ลดปัญหาสุขภาพจากการทำงานหนัก โดยเฉพาะไรเดอร์ที่เสี่ยงอุบัติเหตุสูง สปส. กำลังเร่งแก้ระบบดิจิทัลให้ลื่นไหล ผู้ประกันตนจะเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น

สำหรับสูตร CARE ที่เป็นประเด็นร้อน รมว.ยืนยันรับฟังทุกความเห็น ก่อนเสนอครม. และรับผิดชอบเต็มตัว ส่วนการเลือกตั้งผู้แทนนายจ้าง-ลูกจ้าง จะประชุม 12 พ.ค. 2569 เพื่อโรดแมปต่อไป

โดยรวมแล้ว นโยบายชุดนี้แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้มั่นคงยั่งยืน คุณคิดว่านโยบายเหล่านี้จะเปลี่ยนระบบประกันสังคมได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ แรงงานได้รับรู้สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ กันนะครับ!

ที่มา – รมว.แรงงานมอบนโยบายประกันสังคม กำหนดแนวคิด-เน้นย้ำ 4 ภารกิจสำคัญ

อนุทินมอบนโยบายงบฯ ปี 70 เจอภัย 4 ด้าน

“นายกฯ อนุทิน” มอบนโยบายจัดทำงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำเร่งเยียวยาน้ำท่วม บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน ลั่นต้องไม่มีขาที่แปด หากมีปะทะต้องชนะเท่านั้น

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 0.2%

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการประกาศวาระสำคัญของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยยึดแนวทางจากแผนการคลังระยะปานกลาง คือช่วงปี 2570 – 2573 และในปีนี้ถึงแม้จะยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่รัฐบาลตั้งใจที่จะลดการขาดดุลของงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในอนาคต และรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยอยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับตัวป้องกันภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันสมัยโดยนำระบบดิจิทัล และเทคโนโลยี มาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีการติดตามประเมินผลเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้น งบประมาณปี 2570 ต้องตอบโจทย์ได้ครบสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการวางแผนเศรษฐกิจในระยะยาว ตามนโยบาย Quick Big Win ซึ่งนโยบายนี้มีนัยว่าเป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

ขณะที่ การลงทุนเพื่ออนาคตมีการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างความยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อลดข้อจำกัดด้านการส่งออก และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึงการออกมาตรการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ

2. ด้านการต่างประเทศ รัฐบาลกำลังเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทย ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 หากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก เราจะเป็นประเทศที่สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือ และสามารถดึงดูดความมั่นใจแก่ประเทศผู้ค้าต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศของเราได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงด้านความมั่นคงซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นแนวทางสันติวิธี ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นำประเทศไทยกลับเข้ามาสู่จอเรดาร์อีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจ และสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

3. ด้านสังคม รัฐบาลจะจัดการอย่างเร่งด่วนกับปัญหาสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงทางเทคโนโลยี การพนัน อาชญากรรมข้ามชาติ และยาเสพติด รวมถึงการแก้ไขปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง โดยยึดหลักนิติธรรม และความโปร่งใส เพื่อยุติการคอร์รัปชัน ขอย้ำว่า รัฐบาลนี้แสดงทีท่าอย่างชัดเจนว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของสแกมเมอร์ ยาเสพติด และเจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ตนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินทุกนโยบาย ที่จะทำให้สังคมเหล่านี้พ้นไปจากประเทศไทยซึ่งผลงานก็เห็นอยู่

4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยเป็นประจำ หรือพื้นที่มีความเสี่ยงสูงด้านหมอกควัน พร้อมเร่งเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาพวิถีชีวิตปกติให้เร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดหลายครั้ง เพื่อตรวจสถานการณ์ และหาวิธีช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ ได้เห็นว่าสถานการณ์ปีนี้รุนแรง เช่น น้ำท่วมอย่างหนัก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยาโดยเร็ว ครอบคลุม, ทั่วถึง และลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เงินช่วยเหลือ และนโยบาย เข้าถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการจัดประชุม อีเว้นท์ หรืออบรมสัมมนา ช่วงปลายปี ขอให้พิจารณาจัดในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อ.หาดใหญ่ ซึ่งทุกภาคส่วนได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และนักกีฬาซีเกมส์ไว้แล้ว แต่ต้องชะลอไปเพราะสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยให้จัดการแข่งขัน ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จากการต้องยกเลิกการเดินทางของนักกีฬา นักท่องเที่ยว และกองเชียร์ จึงขอฝากหัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน ตนไม่ได้ตัดงบประมาณสำหรับการประชุมหรือสัมมนาภายในประเทศ แต่ขอให้เลือกจังหวัดที่กำลังประสบภัย เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบดีขึ้นจากการมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 หากไม่เริ่มวันนี้อีกไม่กี่สิบปีก็อาจสายเกินไป ดังนั้น เราจำเป็นต้องเป็นผู้ริเริ่มให้ได้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 100% ภายใน 25 ปี

5. ด้านการบริหารงานภาครัฐ รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล แก้ไข รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจาก 5 ด้าน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา ระบบสุขภาพ การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม และโลจิสติกส์ ด้านพลังงานทดแทน นวัตกรรมประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีคุณภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่รัฐบาลของตนได้บริหารประเทศ ตนอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับได้นามสกุลเจอภัย ทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการ Quick Big Win ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจ มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็พยายามทำต่อเพื่อให้ประชาชนมีขวัญกำลังใจ

ส่วนภัยความมั่นคง เรามีปัญหาพิพาทกับกัมพูชา ตนขอเอ่ยชื่อเลย ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตนได้เห็นความทุ่มเทเสียสละอดทนเป็นอย่างยิ่งของคนไทย ตลอดจนความอดทน ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาปกป้องอธิปไตย รักษาบ้านเมือง ของทางกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ตนเข้ามาในช่วงที่พีคพอดี

“จะไม่มีขาที่แปด ถ้ามีขาที่แปด เราต้องแสดงให้คนคิดว่าประเทศไทยของเราเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ ผมเชื่อว่าพี่น้อง และกองทัพ คงทราบดีว่าเราคงต้องให้เขาได้ยินว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อมั่น แม้เรามีบทกลอนสอนว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” ผมได้พบกับพี่น้อง เพื่อนข้าราชการฝ่ายความมั่นคงมาตลอด เชื่อว่าไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรักษาเอกราชของชาติ รักษาเกียรติภูมิเกียรติยศ และไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากชนะลูกเดียวหากต้องมีการต่อสู้กัน นี่คือนโยบายที่จะบอกว่า รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนกองทัพในการรักษาอธิปไตยอย่างเต็มที่”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับภัยธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม จากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เราจะต้องทำให้งบประมาณสอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ และสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในปี 2570 ตน และสำนักงบประมาณช่วยกันพิจารณาจัดทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และจะต้องหากลยุทธ์ทุกรูปแบบ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณนี้ช่วยให้ประชาชนพ้นจากภัย 4 ข้อข้างต้น โดยขอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาปัจจัยของภัยทั้ง 4 และจัดหางบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์ภาคการคลังของประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณเตือนหลายด้าน สัดส่วนรายได้ของรัฐบาลต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อจีดีพีมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลจึงเน้นฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ กำหนดเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของปี 2572 และควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี ขอให้ข้าราชการทุกฝ่าย ช่วยกันบริหารการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเจอวิกฤตการณ์ด้านการเงินการคลังในอนาคต

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายของปี 2570 กำหนดวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท ขอให้ทุกหน่วยงานได้พิจารณาจัดทำคำขอให้มีประสิทธิภาพ และไม่ควรเพิ่มเกินร้อยละ 20 ของปีที่แล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นควรจะเป็นรายจ่ายการลงทุน ไม่ใช่รายจ่ายที่ใช้แล้วหายไป ต้องไม่เป็นการเพิ่มรายจ่ายประจำที่เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกท่าน ร่วมกันปรับเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การใช้งบประมาณต้องมีความโปร่งใสและต้องมีความคุ้มค่า ขอเน้นย้ำว่าเนื่องจากรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นมาก ขอให้ใช้รายจ่ายประจำเฉพาะส่วนที่จำเป็น จะได้มีเม็ดเงินเพื่อการลงทุนเข้ามามากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะยึดหลักการทำงานที่จะดำรงไว้ซึ่งการพิทักษ์รักษาชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและยึดมั่นในหลักนิติธรรม ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมบนหลักธรรมาภิบาล

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70

การที่นายกฯ อนุทิน ได้มอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่ออนาคตและการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ในระยะยาว การจัดทำงบประมาณปี 70 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 สำหรับตำรวจไทย

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 สำหรับตำรวจไทย

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กต่าย” ได้มอบนโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ต่อข้าราชการตำรวจระดับสูงจำนวน 338 นาย ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นโยบายนี้เน้นย้ำว่า บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 เพื่อให้ตำรวจไทยก้าวไปข้างหน้า สู่การเป็นองค์กรที่นำสมัย มีประสิทธิภาพ และครองใจประชาชน

ก่อนเริ่มมอบนโยบาย บิ๊กต่ายได้แสดงความขอบคุณต่อข้าราชการตำรวจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในปีงบประมาณ 2568 อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในภารกิจปกป้องอธิปไตย รักษาความปลอดภัยชายแดน และขับไล่ผู้รุกราน เขายังยกย่องความกล้าหาญของตำรวจที่เสียสละ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยดูแลสวัสดิการครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69: วิสัยทัศน์และนโยบายหลัก

วิสัยทัศน์ประจำปี 2569 คือ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน” นโยบายยังคงฐานจาก 15 ข้อของปีก่อน แต่เพิ่ม “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด และ 9 ก้าวหน้า (STEP)” เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

1 ยึดมั่น: พิทักษ์และปกป้องชาติ

1 ยึดมั่น คือการยึดมั่นในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน นี่เป็นรากฐานสำคัญที่บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น

6 เร่งรัด: เร่งดำเนินการเร่งด่วน

  • ขับเคลื่อนและส่งเสริมโครงการพระราชดำริ
  • ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว
  • พัฒนางานสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่กระทบประชาชน
  • กวดขันและเสริมสร้างวินัยจราจร
  • วางแผนเตรียมการด้านสาธารณภัย

ทั้ง 6 เรื่องนี้เป็นภารกิจที่ต้องเร่งรัด เพื่อให้การทำงานของตำรวจไทยตอบโจทย์สังคมปัจจุบันได้ทันท่วงที

นโยบายตำรวจปี 69

9 ก้าวหน้า (STEP): ก้าวสู่ตำรวจสมัยใหม่

9 ก้าวหน้า มาจากแนวคิด STEP (Smart, Transparency, Efficiency, People) ซึ่งหมายถึง “พวกเราจะก้าวไปข้างหน้า ด้วยกันอย่างมั่นคง” โดยมี 9 หัวข้อพัฒนาหลัก:

  1. One Police: พัฒนาระบบเทคโนโลยีตำรวจที่เป็นหนึ่งเดียว ลดขั้นตอนการทำงาน
  2. เทคโนโลยีตรวจและวิเคราะห์อาชญากรรม: สายตรวจอัจฉริยะด้วย AI และอุปกรณ์ทันสมัย
  3. ฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน: รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้กระทำผิด
  4. พัฒนาแก้ไขปัญหางานสอบสวน: ช่องทางเติบโตชัดเจน เทคโนโลยีปลอดภัยข้อมูล
  5. วางระบบจราจรและสื่อสารประชาชน: บริหารด้วยเทคโนโลยี โปร่งใส
  6. พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์: ปรับปรุงสถานีตำรวจและ Jcoms
  7. นำเครื่องมือพิเศษสนับสนุนความมั่นคง: พัฒนาการข่าวชายแดนใต้ ปราบปรามต่างด้าว
  8. มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้: ระบบติดตามพฤติกรรมเจ้าหน้าที่
  9. Service Mind: ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างพันธมิตรและการมีส่วนร่วม
STEP นโยบายตำรวจ

นอกจากนี้ บิ๊กต่ายยังกำชับให้ตำรวจติดตามสถานการณ์ทุกช่องทาง สื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส หากมีปัญหาภาพลักษณ์ต้องชี้แจงทันที และพิจารณาความรับผิดชอบหัวหน้าหน่วย รอง ผบ.ตร. แต่ละสายจะขับเคลื่อนตามแผน 1-3-6-9 เดือน

นโยบายนี้ไม่เพียงยกระดับการทำงาน แต่ยังเน้นการดูแลประชาชนให้เกิดความผาสุก สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของบิ๊กต่าย

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายปี 69 นี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ตำรวจไทยใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น หากนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้ ลองติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้ และมีส่วนร่วมรายงานปัญหาเพื่อช่วยเหลือสังคม

ที่มา – บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 ย้ำตำรวจไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เป็นองค์กรที่นำสมัย ครองใจประชาชน

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

ในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายมากมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ประกาศนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนและภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพลดราคาข้าวและผลักดันการส่งออก ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและยั่งยืน นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังเสริมศักยภาพการค้าของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

นโยบาย “Quick Big Win” นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์รวดเร็วและมีนัยสำคัญ โดยมี 7 ด้านหลักที่ครอบคลุมปัญหาหลักๆ ของเศรษฐกิจไทย ข้อแรกคือการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อสรุปความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ (ART) ภายในเดือนธันวาคม 2568 การเจรจานี้ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยได้รับสิทธิลดภาษีตอบโต้ 19% แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ แต่ไม่กระทบต่อกระบวนการนี้ และคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีและสภาเห็นชอบก่อนลงนาม

การค้าชายแดนและลดค่าครองชีพ

ด้านที่สองมุ่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านการจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ สนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้น ร่วมกับไปรษณีย์ไทย และเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลค่าครองชีพโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อนอกโรงพยาบาลได้ คาดว่าจะช่วยลดรายจ่ายได้ปีละกว่า 32,400 ล้านบาท นี่คือส่วนสำคัญของ “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพราคาถูกลง

สำหรับด้านที่สาม คือการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) และบุกตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าปิดการเจรจากับเกาหลีใต้ในปีนี้ และขยายตลาดไปยังตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงแอฟริกาใต้ อินเดีย และเวียดนาม การบุกตลาดใหม่เหล่านี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสส่งออก

รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

นโยบายที่สี่เน้นการดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกรไทย จะเร่งผลักดันการส่งออกข้าวให้ได้ 1 ล้านตันในระยะสั้น ผ่านการขายรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน 500,000 ตัน MOU กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน และเจรจากับญี่ปุ่นให้คงโควตานำเข้าอย่างน้อย 300,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเชิงรุกก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก จึงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือ

ด้านที่หกคือการเสริมแกร่ง SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ผ่านการสนับสนุนเข้าถึงตลาดใหม่ พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี และสินเชื่อพิเศษ สุดท้าย ด้านที่เจ็ดมุ่งปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี เช่น นำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลทางการค้า ขยายช่องทางขายออนไลน์ และปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ

จากข้อมูลของกรมการค้าภายใน โรงพยาบาลเอกชนเครือใหญ่ๆ เช่น ธนบุรี เกษมราษฎร์ และอื่นๆ ได้ร่วมมือแล้ว คาดเริ่มมาตรการเปิดเผยราคายาได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดคณะเจรจาธุรกิจกับจีน เวียดนาม อินเดีย และเชิญผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ มาจับคู่ธุรกิจ คาดว่าการส่งออกปีนี้จะโต 6-7% มูลค่าทะลุ 12 ล้านล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ แม้เป้าหมายเดิมจะอยู่ที่ 2-3%

นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของนางศุภจีที่มุ่งเน้นผลลัพธ์รวดเร็ว หากประชาชนและผู้ประกอบการติดตามและมีส่วนร่วม จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ได้ทันที

ที่มา – “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

Scroll to top