มาตรการควบคุมมลพิษ

ภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย แก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการที่นายภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน ซึ่งนับเป็นโอกาสทองในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษเหล่านี้มาอย่างยาวนาน

ภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน

หลายคนคงตั้งคำถามว่า การเดินทางมาเยือนของพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่ายน์ ผู้นำเมียนมาครั้งนี้ จะเป็นเพียงแค่พิธีการทางทูตธรรมดา หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีต่อสิ่งแวดล้อม นายภัทรพงษ์มองว่า รัฐบาลไม่ควรเพียงแค่ต้อนรับหรือถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเท่านั้น แต่ต้องใช้เวทีนี้ผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะเรื่องแม่น้ำพิษจากการทำเหมืองที่ไหลผ่านพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยโดยตรง

ข้อเสนอ 3 ข้อ เพื่อจัดการปัญหามลพิษข้ามแดน

นอกจากนี้ นายภัทรพงษ์ยังได้เสนอแนวทางปฏิบัติ 3 ประการ เพื่อให้การเจรจาครั้งนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม:

  • การเปิดเผยข้อมูลสารพิษ: เรียกร้องให้ปรับแก้ข้อกำหนด TOR ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษได้ทันที โดยไม่ต้องรอการยินยอมจากรัฐบาลฝั่งเมียนมา เพื่อสิทธิในการรับรู้ของคนในพื้นที่
  • การหยุดยั้งที่ต้นตอ: รัฐบาลต้องไม่คุยแค่การตรวจสอบสารพิษ แต่ต้องมีแนวทางควบคุมการนำเข้า-ส่งออกแร่และสารเคมีที่ใช้ทำเหมือง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อหยุดการขยายพื้นที่เหมืองต้นน้ำ
  • ตัวชี้วัดที่ชัดเจน: ทุกข้อตกลงต้องมีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร

การที่ ภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นผู้ร้องขอ มาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและผู้นำในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศตนเอง หากรัฐบาลสามารถทำได้สำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่การเจรจาระหว่างผู้นำ แต่คือชัยชนะของประชาชนที่ต้องการแม่น้ำสะอาดและอากาศบริสุทธิ์คืนกลับมา เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป นี่คือความท้าทายที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้จริง

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “อนุทิน” ใช้โอกาส “มินอ่องหล่ายน์” เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และ PM0.1 กำลังกลายเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เพิ่งจัดเสวนา “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum ครั้งที่ 3” หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ คืนชีวิตให้เมือง” ซึ่งตรงกับประเด็น ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนการเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

งานนี้จัดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ที่กรุงเทพฯ มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติ และดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม มาร่วมเสวนา โดยมี ส.ส.สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ และดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคดูแลนโยบายมาร่วมฟังด้วย

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

ศ.ดร.ศิวัช เปิดประเด็นด้วยการก้าวข้ามค่าฝุ่น PM2.5 ไปสู่ PM0.1 ซึ่งเล็กลงและอันตรายกว่า เพราะทะลุเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ากำลังสูดสารพิษอะไรเข้าไปบ้าง ค่าฝุ่นต่ำไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป เพราะฝุ่นน้อยอาจแฝงสารก่อมะเร็ง (PAHs) สูง ในขณะที่ฝุ่นมากอาจมีสารพิษน้อยกว่า การดูแค่ AQI พื้นฐานจากก๊าซจึงไม่พอ ต้องโฟกัสสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว จากแหล่งกำเนิดอย่างการปิ้งย่าง เตาเผาขยะ โรงงาน

ผลกระทบไม่ใช่แค่ปอด แต่รวมถึงโรคเบาหวาน โรคไต อัลไซเมอร์ ใน กทม. ต้นตอหลักคือยานพาหนะ แต่มีฝุ่นทุติยภูมิจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ VOCs BVOCs NOx NH3 SO2 การจัดการยากเพราะฝุ่นข้ามเขตตามลม ผู้ว่าฯ กทม. อาจไม่ครอบคลุม นอกจากนี้ยังโยงกับ climate change เพราะ OC และ EC ในฝุ่นส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

ข้อเสนอแนะจากศ.ดร.ศิวัช เพื่ออากาศสะอาด

  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ทันสมัย บรรจุมาตรฐานสารก่อมะเร็ง
  • ปลูกต้นไม้ชาญฉลาด เลือกพันธุ์ดูดฝุ่นดี ไม่ปล่อย BVOCs มาก ใช้ biodiversity ไทย
  • ยกระดับเทคโนโลยี AI Data เซนเซอร์ดาวเทียม ข้อมูล 3 มิติ
  • มาตรการระยะสั้น-ยาว: ขยาย monitoring network ควบคุมดีเซล ส่งเสริม WFH Early Warning System

ส่วนดร.บัณฑูร ชำแหละปัญหาว่ารัฐทำงานแบบฤดูกาล ตื่นตัวแค่ 3-4 เดือนช่วงฝุ่น แล้วลืม งบน้อย กระจายอำนาจกลวง รากเหง้าคือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เช่น ชุมชนในอุทยานดอยสุเทพ 54 แห่ง แต่รัฐจัดการแค่ 1 แห่ง กฎหมาย command-control ไม่พอ ต้องใช้ science-tech

ยุทธศาสตร์ 8-3-1 คือกุญแจ: 8 เดือน ทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง แก้สาเหตุ สร้างเศรษฐกิจชุมชน จัดการเชื้อเพลิง ปลดล็อกโครงสร้าง ตัวอย่างลำปางเปลี่ยนข้าวโพดเป็นมะม่วง สิงห์บุรีไร่อ้อยไม่เผา ลดฝุ่นได้ 30% 3 เดือน รับมือวิกฤต สนับสนุนหน้างานอุทยานฯ ที่ขาดแคลน 1 Project Mega Project เปลี่ยนเศรษฐกิจ Nature Positive ปลูกไม้ระยะสั้น-ยาว สร้างรายได้ ลดเผา ลดยากจน บรรลุ Net Zero

เสนอ 1 Big Project ใน 4 จังหวัดเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน กรณีเชียงใหม่: สำรวจป่า จัดสรรสิทธิชุมชน ปรับกฎแยกอุทยาน-ป่าชุมชน

โมเดลเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

โมเดลนี้เด่น ชูเศรษฐกิจบวก สมดุลสิ่งแวดล้อม-ปากท้อง ปลูกไม้ขายได้ใน 2-10 ปี ทำเฟอร์นิเจอร์ แก้เผาป่า ลดฝุ่น ช่วย Net Zero

ยุทธศาสตร์นี้ดูมีอนาคตสดใส หากรัฐนำไปใช้จริง จะคืนฟ้าสะอาดให้คนไทยได้แน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์เจอฝุ่นพิษ หรือไอเดียแก้ปัญหาในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ติดตามบล็อกเพื่อข่าวสารสิ่งแวดล้อมและนโยบายดีๆ เพิ่มเติม!

ที่มา – ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น

ชาวเชียงใหม่หลายคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อได้เห็นภาพ เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น ที่ปกติจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันหนาทึบ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นฤดูที่ฝุ่น PM2.5 มักพุ่งสูงสุด ท้องฟ้าสดใสไร้ฝุ่น มองเห็นยอดดอยสุเทพได้ชัดเจนจากทุกมุมเมือง สร้างความฮือฮาและดีใจให้กับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น

จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 23 มี.ค. 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อยู่ที่เพียง 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม คุณภาพอากาศทั่วทั้งจังหวัดอยู่ในระดับสีเขียวตามดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ (AQI) จากแอปพลิเคชันต่างๆ ถือเป็นสถิติที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ท้องฟ้าเชียงใหม่สดใส ดอยสุเทพชัดเจน

ปรากฏการณ์ เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น นี้ เป็นเรื่องน่าแปลกใจเพราะในอดีต ช่วงเวลาเดียวกัน เชียงใหม่มักติดอันดับเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 สูงสุดในโลก ทัศนียภาพสวยงามถูกกลบมิดด้วยม่านหมอกสีเทา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด และโรคหัวใจ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

สาเหตุที่ทำให้เชียงใหม่มีอากาศดีขึ้นอย่างกะทันหัน

สาเหตุหลักมาจากมาตรการเข้มงวดของจังหวัดในการควบคุมการเผาในที่โล่ง การเผาไร่เลื่อนลอย และไฟป่า รวมถึงสภาพอากาศที่ช่วยเหลือ เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนมีกระแสลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนอง ช่วยชะล้างฝุ่นละอองในอากาศ ทำให้ป่ามีความชื้น ป้องกันการลุกลามของไฟได้ดีขึ้น

  • มาตรการ “เห็นไว เข้าถึงไว ดับไว” จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่สั่งกำชับทุกหน่วยงานเฝ้าระวังตลอดฤดู
  • การบังคับใช้กฎหมายกับผู้เผาในที่สาธารณะอย่างเคร่งครัด
  • ความร่วมมือจากประชาชนและชุมชนในการลดการเผา
  • สภาพลมและฝนที่พัดพาฝุ่นออกจากพื้นที่

ผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพและการท่องเที่ยว

อากาศดีแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจได้มาก ชาวเชียงใหม่หายใจสะดวกขึ้น สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องกังวล นักท่องเที่ยวที่เลื่อนแผนมาเพราะกลัวฝุ่น สามารถวางแผนใหม่ได้ทันที วิวดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพ สวยงามชัดเจน ถ่ายรูปได้สวยสุดๆ

ย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง ปี 2565-2568 เชียงใหม่เผชิญฝุ่นหนักเกือบทุกปี จนต้องปิดโรงเรียน ลดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ปีนี้ต่างออกไป แสดงให้เห็นว่ามาตรการป้องกันไฟป่าและการเผาได้ผล หากยั่งยืนต่อไป เชียงใหม่จะกลายเป็นตัวอย่างของภาคเหนือในการจัดการมลพิษทางอากาศ

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ยังคงเตือนให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังต่อไป จนกว่ารฤดูเผาจะสิ้นสุดในปลายพฤษภาคม เพื่อไม่ให้สถานการณ์ย้อนกลับ

ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณดีที่น่าชื่นชม หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูฝุ่นที่อากาศดีตลอดไป ลองเช็คแอปคุณภาพอากาศกันทุกวันนะครับ และหากมีโอกาส รีบมาเชียงใหม่ตอนนี้เลย! สูดอากาศบริสุทธิ์ ชมท้องฟ้าสดใสและดอยสุเทพชัดๆ ก่อนที่ฝุ่นจะกลับมา

ที่มา – แทบไม่เชื่อสายตา “เชียงใหม่” มองเห็นชัดเจน “ท้องฟ้า-ดอยสุเทพ” ในฤดูฝุ่น

รัฐบาลเตือน! ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 14-16 ม.ค.

รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. ปี 2569 ย้ำคุมเข้มแหล่งกำเนิด งดเผา พร้อมพิจารณาขยาย WFH เพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยมลพิษในเขตเมือง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 14–16 มกราคม 2569 โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเกิดสภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ฝุ่นละอองสะสมและไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงหลังวันที่ 16 มกราคมเป็นต้นไป

นางสาวลลิดา ระบุว่า รัฐบาลได้กำชับให้กรมควบคุมมลพิษร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สื่อสารและประสานหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเฉพาะการงดการเผาในช่วงอากาศปิด พร้อมทั้งประสานกรุงเทพมหานครพิจารณายกระดับมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) รวมถึงการขยายระยะเวลาการทำงานแบบ Work From Home เพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยมลพิษในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำลายชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละออง พร้อมทั้งทำหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนควบคู่กันไป

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานคุณภาพอากาศ ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. พบว่าปริมาณฝุ่น PM2.5 โดยภาพรวมของประเทศปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตบางรัก ปทุมวัน และสาทร มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีแดง ขณะที่หลายพื้นที่อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ศกพ. ขอความร่วมมือประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการจราจร และหากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันฝุ่น พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai

รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค.

ทำไมรัฐบาลถึงเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 พุ่ง?

สาเหตุที่รัฐบาลออกมาเตือนเรื่องสถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. นี้ เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงดังกล่าวมีลักษณะปิด ทำให้ฝุ่นละอองสะสมในปริมาณมาก อีกทั้งอัตราการระบายอากาศต่ำ ทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่

ผลกระทบจาก ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย ดังนั้นการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจาก ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. เราควร:

  • ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  • สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้
  • ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการปล่อยมลพิษ
  • ดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

สถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข การลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ การใส่ใจสุขภาพของตนเอง และการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค คุมเข้มแหล่งกำเนิด–งดเผา พิจารณาขยาย WFH

Scroll to top