มาตรการความปลอดภัย

“ปารเมศ” ชี้ไฟไหม้ผับลาดพร้าวสะท้อนกติกาโซนนิ่งล้าหลัง

จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานบันเทิง ซึ่ง “ปารเมศ” ชี้ไฟไหม้ผับลาดพร้าวสะท้อนกติกาโซนนิ่งล้าหลัง ของไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่กฎหมายยังยึดติดกับหลักเกณฑ์เดิมเมื่อหลายสิบปีก่อน

“ปารเมศ” ชี้ไฟไหม้ผับลาดพร้าวสะท้อนกติกาโซนนิ่งล้าหลัง

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงประเด็นสำคัญที่ นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ว่าทำไมกฎหมายสถานบริการ พ.ศ. 2509 ถึงกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการในปัจจุบัน การจัดโซนนิ่งที่จำกัดพื้นที่เพียงไม่กี่จุด ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อความอยู่รอด

ปัญหาการเลี่ยงกฎหมายด้วยคำว่า “ร้านกึ่งผับ”

เมื่อทำเลที่ตั้งไม่อำนวยให้จดทะเบียนเป็น “สถานบริการ” ได้อย่างถูกต้องตามโซนนิ่งที่กำหนด ร้านเหล้าหรือบาร์ต่างๆ จึงเลือกจดทะเบียนเป็น “ร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์” หรือ “ร้านกึ่งผับ” แทน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “ปารเมศ” ชี้ไฟไหม้ผับลาดพร้าวสะท้อนกติกาโซนนิ่งล้าหลัง เพราะสถานะ “ร้านกึ่งผับ” ไม่ถูกบังคับเรื่องวัสดุกันไฟหรือระบบความปลอดภัยที่เข้มงวดเท่ากับสถานบริการมาตรฐาน ทำให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนด้วยการใช้โฟมซับเสียงที่ติดไฟง่าย

เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น เราต้องรื้อระบบโครงสร้างใหม่ ซึ่งมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

  • เร่งโอนอำนาจการกำหนดโซนนิ่งให้ท้องถิ่นและ กทม. ตัดสินใจตามความเหมาะสม
  • บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอาคารที่เข้มงวดกับร้านอาหารทุกประเภทที่มีความเสี่ยง
  • ตรวจเข้มทางหนีไฟและอุปกรณ์ดับเพลิงทุกร้านทั่วกรุงเทพฯ

การแก้ไขกฎหมายไม่ใช่การสนับสนุนให้เปิดผับมากขึ้น แต่เป็นการดึงร้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและบังคับใช้มาตรฐานทางวิศวกรรมและความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

ในฐานะผู้ใช้บริการ เราทุกคนควรตระหนักถึงความปลอดภัยของสถานที่ที่ไปสังสรรค์ และร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัย เพราะชีวิตของประชาชนไม่ควรต้องมาเสี่ยงกับช่องโหว่ของกฎหมายที่ล้าหลังอีกต่อไปครับ

ที่มา – “ปารเมศ” ชี้ไฟไหม้ผับลาดพร้าวสะท้อนกติกาโซนนิ่งล้าหลัง จี้ทบทวนอุ้ม “ร้านกึ่งผับ”

“สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจที่เกี่ยวข้องกับรถโดยสารปรับอากาศสาย 514 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด “สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514 ด้วยตนเอง เพื่อแสดงความห่วงใยและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

“สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนลาดพร้าว ซอย 112 เมื่อรถโดยสารประจำทางหมายเลขข้างรถ 2-70172 ได้เกิดปัญหาทางเทคนิคคือคันเร่งค้าง จนเป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 10 ราย ซึ่งปัจจุบันกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลลาดพร้าวและโรงพยาบาลเพชรเวช นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

การที่ “สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514 ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ แต่ยังเป็นการกำชับไปยังองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้เร่งดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ที่สุด โดยเน้นย้ำในเรื่องหลักๆ ดังนี้:

  • รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมดแบบไม่มีเงื่อนไข
  • การจ่ายเงินเยียวยาชดเชยตามระเบียบของทางราชการจนกว่าผู้บาดเจ็บจะหายเป็นปกติ
  • การติดตามอาการอย่างต่อเนื่องผ่านทีมงานที่ได้รับมอบหมาย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ทางกระทรวงฯ จะไม่นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์นี้ และจะดำเนินการในทุกส่วนอย่างเต็มความสามารถเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย

มาตรการยกระดับความปลอดภัย ขสมก.

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ ขสมก. เพิ่มมาตรการตรวจเช็กสภาพรถโดยสารแบบเข้มงวดขั้นสูงสุด ทุกอู่ต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อนนำรถออกให้บริการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยเดิม ความปลอดภัยของผู้ใช้ทางและผู้โดยสารต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการบริการและการบำรุงรักษารถโดยสารให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพราะความเชื่อมั่นในการเดินทางคือหัวใจหลักของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเมืองครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514

พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้ออกมาประกาศกร้าวเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้างให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะกรณีปัญหาถนนพระราม 2 ที่เป็นฝันร้ายของผู้ใช้รถใช้ถนนมาอย่างยาวนาน

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า แนวทางในการ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ครั้งนี้ จะมีการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่เพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาอย่างจริงจัง โดยจะไม่ได้พิจารณาแค่เพียงการทิ้งงานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงบริบทเศรษฐกิจและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเด็ดขาดในการคัดกรองบุคลากรและบริษัทที่จะเข้ามาทำงานกับภาครัฐ

ยกระดับความปลอดภัยด้วยการทำประกันภัยบังคับ

นโยบายหลักที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยของประชาชน” โดยกฎหมายใหม่นี้จะบังคับให้ผู้รับเหมาทุกรายต้องจัดทำแผนความปลอดภัยที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ด้วยการกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องทำประกันภัยภาคบังคับ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง ดินสไลด์ หรือโครงสร้างทรุดตัว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สลดใจเหมือนสีคิ้วหรือพระราม 2 เกิดขึ้นซ้ำอีก

แนวทางปฏิบัติใหม่จะมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ผู้รับเหมาต้องส่งแผนความปลอดภัยผ่านการอนุมัติก่อนเริ่มงาน
  • การบังคับทำประกันภัยสำหรับบุคคลภายนอกอย่างครอบคลุม
  • ระบบการติดตามผลงานที่เข้มงวดมากขึ้นโดย สนข.
  • การนำเทคโนโลยีและมาตรการลงโทษผู้ทิ้งงานอย่างเด็ดขาดมาใช้

สำหรับการตั้งคำถามถึง KPI ของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ระบุว่า งานคมนาคมเป็นงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินโครงการ ทำให้การวัดผลในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นภาพผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งหมด แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การที่ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ถือเป็นการก้าวที่ถูกจุดและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม เชื่อว่าหากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้นี้ จะช่วยคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางก่อสร้างทุกวัน และยกระดับมาตรฐานงานรัฐไทยให้ทัดเทียมระดับสากลได้ในที่สุด

ที่มา – “พิพัฒน์” งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

“ศุภมาส” เดินหน้า Lemon Law คุ้มครองคนซื้อของชำรุด

เชื่อว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์ปวดหัวกับการซื้อสินค้ามาแล้วใช้งานไม่ได้ หรือซื้อของออนไลน์แล้วไม่เป็นไปตามปกที่โฆษณาไว้ ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยผลงานความคืบหน้าของ สคบ. ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ว่ามีการเร่งเดินหน้า Lemon Law คุ้มครองคนซื้อของชำรุด อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ

“ศุภมาส” เดินหน้า Lemon Law คุ้มครองคนซื้อของชำรุด โดยเร่งชดเชยผู้บริโภคแล้ว 22 ล้าน

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สคบ. ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้บริโภคไปแล้วกว่า 22.6 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นผลงานที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน โดยการเดินหน้า Lemon Law คุ้มครองคนซื้อของชำรุด ครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาจัดการปัญหาเมื่อสินค้ามีปัญหาแต่ผู้ประกอบการไม่รับผิดชอบ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านวาระรับหลักการจากสภาเรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด

มาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อผู้บริโภคยุคใหม่

นอกจากเรื่องของกฎหมาย Lemon Law แล้ว รัฐบาลยังได้กำหนดมาตรการป้องกันระยะยาวอีก 3 เรื่องสำคัญเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่:

  • การประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติอย่างเข้มงวด
  • การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับบ้านพักพูลวิลล่า โดยต้องผ่านการรับรองระบบไฟฟ้าจากวิศวกรและมีประกันภัยรองรับ
  • การแก้ไขกฎหมายอาหารให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อระงับการกระจายสินค้าไม่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ในวันที่เราซื้อของออนไลน์กันเป็นกิจวัตร การตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงินยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ ควรเช็คฉลาก เลขที่จดแจ้ง และมาตรฐาน มอก. ทุกครั้ง หากพบปัญหาการถูกเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไม่ตรงปกหรือได้รับสินค้าชำรุด อย่าปล่อยผ่านครับ สามารถแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect เพื่อรักษาสิทธิของตัวคุณเอง

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจต่อสิทธิผู้บริโภคอย่างจริงจัง การที่เรามีเกราะป้องกันอย่างกฎหมายและหน่วยงานที่เข้มแข็ง จะช่วยให้สังคมการซื้อขายออนไลน์มีความโปร่งใสและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ศุภมาส” เดินหน้า Lemon Law คุ้มครองคนซื้อของชำรุด- 2 เดือน ชดเชยผู้บริโภคแล้ว 22 ล้าน

“สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการท่องเที่ยวไทย เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาลงพื้นที่เกาะสมุยเพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยชูโมเดลใหม่หวังดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง

“สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง

การประชุมครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าการท่องเที่ยวไทยจะไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนปริมาณนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value Tourism) ซึ่งนโยบาย “สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะปัญหาธุรกิจนอมินีที่แฝงตัวมากับผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของชุมชนชาวไทย

มาตรการเด็ดขาดเพื่อยกระดับความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากเรื่องนอมินีแล้ว มาตรการการจัดการรถเช่าภายใต้แนวคิด “สมุยโมเดล” ยังถือเป็นไฮไลต์ที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี โดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการหลายภาคส่วน เพื่อคุมเข้มกฎหมายอย่างเฉียบขาด ดังนี้:

  • ตรวจสอบรถเช่า: ห้ามปล่อยเช่าแก่ผู้ไม่มีใบขับขี่เด็ดขาด
  • วินัยจราจร: รณรงค์การสวมหมวกนิรภัย 100%
  • โครงสร้างพื้นฐาน: เร่งปรับปรุงถนนและระบบจัดการขยะ
  • นวัตกรรมดิจิทัล: เปิดตัว One Stop Application เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

ความพยายามของภาครัฐในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากเหตุการณ์ยิงกันหรืออุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไว้วางใจ การกวาดล้างนอมินีจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจะกระจายสู่ชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการเอง เราเชื่อมั่นว่าหากนโยบาย “สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง นี้ถูกนำมาใช้จริงจังและต่อเนื่อง จะไม่ใช่แค่การแก้วิกฤต แต่จะเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานีที่ยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – “สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน “สมุยโมเดล” ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง

“สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถประกัน CCTV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวงการขนส่งเรียกรถผ่านแอปกันดีกว่า ปัญหาความปลอดภัยของผู้โดยสารกลายเป็นประเด็นร้อนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกับแอปอย่าง Bolt หรืออื่นๆ ที่มีข่าวผู้ขับไม่ครบตามกฎหมาย รถไม่มีประกัน หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน ล่าสุด “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ทุกคนอุ่นใจมากขึ้น

“สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่กำลังต่อใบอนุญาตอย่าง Bolt ทางกระทรวงต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก แอปทุกตัวต้องแสดงข้อมูลว่าผู้ขับในระบบมีใบขับขี่สาธารณะกี่เปอร์เซ็นต์ และมีแผนจัดการกับคนที่ยังไม่มีใบอนุญาตภายในเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังต้องมีระบบสุ่มตรวจผู้ขับ ใช้เทคโนโลยี Face Detection เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ และมีระบบรับร้องเรียน-ลงโทษ-เพิกถอนสิทธิ์ผู้ขับผิดชัดเจน ถ้าแอปไม่ทำตามภายใน 1 เดือน อาจโดนพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยนะครับ มาตรการนี้ใช้กับทุกแอป ไม่ใช่แค่ Bolt

มาตรการสำคัญ 3 ข้อที่ “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน

ในอนาคต แอปเรียกรถทุกแห่งต้องทำตาม 3 เรื่องหลัก เพื่อให้ผู้โดยสารปลอดภัยสุดๆ ลองดูกันครับ

  • ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ – ไม่ใช่ใบขับขี่ส่วนบุคคลธรรมดา ต้องผ่านการอบรมและทดสอบ
  • รถต้องมีประกันภัยสาธารณะคุ้มครองผู้โดยสาร – ไม่ใช่แค่ประกันรถ แต่ต้องครอบคลุมผู้โดยสารด้วย
  • รถทุกคันต้องติดตั้งกล้อง CCTV – ภายในรถเพื่อบันทึกภาพ ป้องกันอาชญากรรมทั้งต่อผู้โดยสารและผู้ขับ อย่างน้อยก็ทำให้คนร้ายกลัวไม่กล้าทำ

ส่วนมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านแอป ก็เตรียมติดกล้องได้ แม้จะมีข้อจำกัดบ้าง แต่เป็นทางเลือกดีเพื่อความปลอดภัย

การรองรับผู้ขับและลดต้นทุนเข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย

กรมการขนส่งทางบกเร่งเปิดอบรมใบอนุญาตสาธารณะสัปดาห์ละ 6 วันเลยครับ และเร่งอนุมัติในต่างจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนช้า กรมจะดึงอำนาจมาทำเอง ป้องกันค้างเติ่ง

ที่สำคัญ กระทรวงเตรียมออกกฎใหม่ ลดต้นทุนให้ผู้ขับ เพราะเดิมรถป้ายเหลือง รย.18 ต้นทุนสูง โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ผ่านไฟแนนซ์ แนวทางใหม่ ไม่ต้องจด รย.18 ทุกคัน แต่ต้องมี 3 อย่าง: ใบขับสาธารณะ + ประกันผู้โดยสาร + CCTV แล้วได้สติกเกอร์รับรองจากรัฐ

ยังเปิดให้นิติบุคคลจด รย.18 เพื่อเช่ารถให้ผู้ขับ แบบรายวันพร้อมประกัน สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ลดภาระผู้ขับ ดึงรถนอกระบบเข้ามาเยอะขึ้น ดีมากเลยครับ

ทั้งหมดนี้กำลังร่างเป็นกฎกระทรวง คาดประกาศใช้เร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการแอปเรียกรถปลอดภัยและเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วนตัวผมคิดว่ามาตรการ “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน นี้จะช่วยเปลี่ยนเกมได้จริง ถ้าทุกแอปปฏิบัติตาม ผู้โดยสารอย่างเราจะเดินทางได้มั่นใจขึ้นเยอะ คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้แอปเรียกรถบ่อยๆ กันนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง!

ที่มา – “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน

“ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที

“ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที หลังจากเกิดเหตุระเบิดในต่างประเทศที่สร้างความตื่นตระหนก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องผู้บริโภคชาวไทย

“ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านคุ้มครองผู้บริโภคและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อกำหนดมาตรการเข้มงวดในการกำกับดูแลสินค้าที่มีมาตรฐาน มอก. และยกระดับความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยหารือถึงกรณีกระติกน้ำยี่ห้อ Thermos ที่เกิดเหตุระเบิดระหว่างใช้งานในต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

สินค้าที่เข้าข่ายปัญหาคือกระติกน้ำ Thermos 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น SK-3000 และ รุ่น SK-3020 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากแรงดันที่สะสมภายในกระติก ทำให้ฝาปิดอาจดีดตัวออกมาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ใช้งานได้รับบาดเจ็บสาหัสได้

สาเหตุและความเสี่ยงของกระติก Thermos รุ่น SK-3000 และ SK-3020

จากรายงานในต่างประเทศ พบว่าปัญหาเกิดจากการออกแบบที่ทำให้เกิดการสะสมแรงดัน โดยเฉพาะเมื่อใส่น้ำร้อนหรือเครื่องดื่มอุ่นเข้าไป แรงดันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ฝาไม่สามารถระบายได้ทัน ส่งผลให้เกิดการระเบิด แม้ในประเทศไทยยังไม่พบผู้บาดเจ็บ แต่ สคบ. ไม่รอช้าสั่งระงับการขายทันทีทั้งในหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ทุกแห่ง

นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำว่า “เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม” ขอให้ประชาชนที่ครอบครองกระติกทั้ง 2 รุ่นนี้ หยุดใช้งานทันที หากเกิดความเสียหาย สามารถร้องเรียนได้โดยตรงที่ สคบ. ผ่านช่องทาง hotline 1166 หรือเว็บไซต์ www.ocpb.go.th

วิธีตรวจสอบกระติก Thermos ที่คุณมีว่าอยู่ในข่ายเรียกคืนหรือไม่

  • ตรวจดูรหัสรุ่นที่ด้านล่างหรือข้างกระติก ว่าตรงกับ SK-3000 หรือ SK-3020 หรือไม่
  • ดูปีที่ผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่วางขายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
  • หากไม่แน่ใจ ถ่ายรูปส่งไปยัง สคบ. เพื่อยืนยัน

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada และอื่นๆ ได้รับคำสั่งให้ถอดสินค้าออกจากระบบทันที และแจ้งผู้ขายให้หยุดจำหน่าย

มาตรการป้องกันและคำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับกระติกน้ำ

เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต ผู้บริโภคควรเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. และตรวจสอบรีวิวจากผู้ใช้จริงเสมอ สำหรับกระติกน้ำร้อน ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำเดือดเกิน 90 องศา และเปิดฝาครั้งละน้อยเพื่อระบายไอ ความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยเฉพาะสินค้าที่ใกล้ชิดชีวิตประจำวัน

การตอบสนองที่รวดเร็วของนางสาวศุภมาส แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบ สคบ. ในประเทศไทย หากคุณมีกระติก Thermos รุ่นนี้ อย่าลังเลที่จะหยุดใช้และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัว

คำเรียกร้องให้ดำเนินการ (CTA): ตรวจสอบกระติกน้ำที่บ้านของคุณวันนี้ หากตรงรุ่นที่แจ้ง ให้หยุดใช้งานและติดต่อ สคบ. เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติม ความระมัดระวังเล็กน้อยอาจช่วยชีวิตคุณได้!

ความเห็นส่วนตัว: การสั่งระงับขายทันทีแบบนี้เป็นมาตรการที่ถูกต้องและทันท่วงที ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ศุภมาส” สั่งระงับขายกระติก Thermos 2 รุ่น เตือนประชาชนหยุดใช้งานทันที

“ภัทรพงศ์” สั่งปรับแผนการบิน รับวิกฤตตะวันออกกลาง

“ภัทรพงศ์” สั่งปรับแผนการบิน รับวิกฤตตะวันออกกลาง เตือนพวกพูดคำต้องห้ามบนเครื่องบิน เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคนที่เดินทางบ่อย ๆ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นั่งหัวโต๊ะประชุมกับหน่วยงานการบินต่าง ๆ เพื่อรับมือสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางบิน ต้นทุนน้ำมัน และการบริหารน่านฟ้าต่าง ๆ สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะอาจทำให้เที่ยวบินล่าช้า หรือต้นทุนพุ่งสูง ส่งผลต่อทั้งผู้โดยสารและอุตสาหกรรมการบินไทย

ในที่ประชุม มีผู้บริหารจากบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัทโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาร่วมด้วย นายภัทรพงศ์ ย้ำชัดว่าต้องปรับแผนทันที โดยบูรณาการทุกหน่วยงานทำงานเป็นทีมเดียวกัน ตั้งแต่นโยบายยันปฏิบัติการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังผลักดันสนามบินภูมิภาคให้เป็นประตูเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการเดินทาง ท่องเที่ยว และการลงทุน สนามบินไม่ใช่แค่ที่ขึ้นลงเครื่อง แต่เป็นฮับที่ขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเลยทีเดียว

“ภัทรพงศ์” สั่งปรับแผนการบิน รับวิกฤตตะวันออกกลาง เตือนพวกพูดคำต้องห้ามบนเครื่องบิน

สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด ส่งผลให้เส้นทางบินบางเส้นต้องอ้อม หรือจ่ายค่าธรรมเนียมสูงขึ้น นายภัทรพงศ์ จึงสั่งการให้หน่วยงานปรับแผนการบินให้ทันท่วงที โดยเน้นบริหารน่านฟ้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น ทุกคนต้องทำงานประสานกัน เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารเดือดร้อน

ปรับแผนรับมือวิกฤต ตามคำสั่ง “ภัทรพงศ์” สั่งปรับแผนการบิน

การปรับแผนครอบคลุมหลายมิติ เช่น:

  • ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับเส้นทางบินให้เหมาะสม
  • ลดต้นทุน โดยประสานงานกับสายการบินและหน่วยงานระหว่างประเทศ
  • พัฒนาสนามบินภูมิภาค เพิ่ม Connectivity กับรถไฟ รถบัส เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
  • ยกระดับระบบควบคุมจราจรทางอากาศ ให้รองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนเรื่องผู้โดยสารคนหนึ่งบนเที่ยวบินไทยแอร์เอเชีย FD4401 เส้นกระบี่-สุวรรณภูมิ ที่พูดอ้างมีวัตถุอันตรายในกระเป๋า ส่งผลให้เครื่องต้องกลับเข้าหลุมจอด นายภัทรพงศ์ สั่ง บวท. ติดตามใกล้ชิด และอำนวยความสะดวกเต็มที่ โดยยึดความปลอดภัยเป็นหลัก รายงานเบื้องต้นบอกว่าไม่กระทบเที่ยวบินอื่น ๆ แต่เป็นบทเรียนสำคัญ

นายภัทรพงศ์ ยังมอบหมายให้ บวท. เตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง ทั้งสถานการณ์ปกติและฉุกเฉิน พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “คำต้องห้าม” บนเครื่องบิน เช่น พูดถึงระเบิด อาวุธ หรือสิ่งที่ก่อความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะหยอกเล่นหรือเจตนา ล้วนผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีเด็ดขาด ผู้โดยสารต้องรู้ตัวนะครับ อย่าเล่นพิเรนทร์!

การบินไทยยังคงปลอดภัยและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากเราทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามกฎ จะยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น สนามบินภูมิภาคที่กำลังพัฒนาจะช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะหลังโควิดที่คนอยากเที่ยวมากขึ้น

ในมุมมองผม นโยบาย “ภัทรพงศ์” สั่งปรับแผนการบิน รับวิกฤตตะวันออกกลาง เตือนพวกพูดคำต้องห้ามบนเครื่องบิน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล ช่วยให้อุตสาหกรรมการบินไทยแข็งแกร่ง ทนทานต่อวิกฤตได้ดีขึ้น หากทำต่อเนื่อง จะสร้างโอกาสเศรษฐกิจระยะยาวแน่นอน

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ประสบการณ์เดินทางของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัพเดทการบินไทยเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ภัทรพงศ์” สั่งปรับแผนการบิน รับวิกฤตตะวันออกกลาง เตือนพวกพูดคำต้องห้ามบนเครื่องบิน

UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่อหน่วยงานประสานงานด้านการเดินเรือของอังกฤษออกคำแนะนำด่วนให้เรือสินค้าทุกประเภทที่กำลังจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและสินค้าทั่วโลก

UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ซึ่งอยู่ภายใต้กองทัพเรืออังกฤษ ได้ออกประกาศคำเตือนล่าสุด โดยระบุว่าตั้งแต่เวลา 14:00 น. UTC (เท่ากับ 21:00 น. ตามเวลาไทย) มีการบังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงทางทะเลที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อท่าเรือและชายฝั่งอิหร่านทั้งหมด

มาตรการนี้ตรงกับที่กองทัพสหรัฐฯ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเริ่มปิดล้อมเส้นทางจราจรทางน้ำเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านตั้งแต่เวลา 10:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ เป็นต้นไป ทำให้เรือสินค้าทั่วโลกต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ขอบเขตของมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

UKMTO ชี้แจงว่าพื้นที่จำกัดครอบคลุมตลอดแนวอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และทะเลอาหรับทางตะวันออกของช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงชายฝั่งอิหร่านทั้งหมด ท่าเรือ สถานีขนถ่ายน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทุกแห่ง มาตรการนี้ใช้กับเรือทุกลำไม่ว่าจะชักธงชาติใด หากมีการติดต่อกับท่าเรือหรือสิ่งอำนวยความสะดวกชายฝั่งของอิหร่าน

  • เรือของประเทศที่เป็นกลางที่จอดอยู่ในท่าเรืออิหร่านตอนนี้ ได้รับอนุญาตให้ออกเดินทางในระยะเวลาผ่อนปรนจำกัด
  • เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังจุดหมายอื่นที่ไม่ใช่อิหร่าน ยังไม่ถูกขัดขวาง แต่เรืออาจเจอกำลังทหาร การสื่อสารสั่งการ หรือการตรวจค้น
  • UKMTO กำลังจัดทำแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับเรือสินค้าในเร็วๆ นี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก หาก UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้วเกิดผลกระทบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน และเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่พึ่งพาเส้นทางนี้

จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะในยุคที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ทำให้เกิดการตอบโต้ทางทหารเช่นนี้ สถานการณ์อาจลุกลามได้ทุกเมื่อ เรือสินค้าควรติดต่อ UKMTO หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

นอกจากนี้ บริษัทขนส่งทางเรือควรเตรียมแผนสำรอง เช่น เปลี่ยนเส้นทางรอบๆ ทะเลอาหรับ หรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย onboard เพื่อลดความเสี่ยง

สำหรับเราที่ติดตามข่าว สถานการณ์แบบนี้เตือนใจว่า ความขัดแย้ง geopolitical สามารถกระทบชีวิตประจำวันของเราทุกคนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่แพงขึ้น หรือสินค้าที่ขาดแคลน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์ เพื่อให้คนอื่นได้เตรียมตัวรับมือกับผลกระทบที่อาจตามมา

ที่มา – UKMTO ของอังกฤษ เตือนเรือสินค้าหลังสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

Scroll to top