มาตรการเยียวยา

ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงเกษตรกรรม เมื่อล่าสุดมีคำพิพากษาสำคัญออกมาว่า ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลได้วินิจฉัยคดีที่บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ กรณีการประกาศให้สารเคมีเหล่านี้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการสารเคมีเกษตรในประเทศไทย

รายละเอียดคำพิพากษาคดีแบนสารเคมีเกษตรที่ทุกคนต้องรู้

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลได้แบ่งประเด็นการตัดสินออกเป็นสองส่วนหลักเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนี้:

  • ประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย: การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือครอบครอง ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ดังนั้น ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ยกฟ้องในส่วนของหน่วยงานที่ออกมาตรการดังกล่าว
  • ประเด็นภาระค่าใช้จ่าย: อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการสั่งให้เอกชนรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีทั้งหมดโดยไร้มาตรการเยียวยานั้นไม่เป็นธรรม

ผลการตัดสินในประเด็นหลังนี้เอง ทำให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากเห็นว่าการบังคับให้ผู้ผลิตรับภาระเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการช่วยเหลือเป็นการสร้างภาระที่เกินสมควร ส่งผลให้กรมวิชาการเกษตรต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 116.9 ล้านบาทให้กับเอกชนผู้ฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในอนาคต

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เป้าหมายในการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตของคนในชาติจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุน จำเป็นต้องมีความรอบคอบและมองหามาตรการเยียวยาที่เหมาะสมควบคู่กันไปด้วย มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาวได้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นหมุดหมายที่แสดงถึงความใส่ใจต่อสุขภาวะของสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐเองก็ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนทุกมิติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านสุขภาพและระบบธุรกิจการเกษตรของไทยสืบไป

ที่มา – ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

ข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวประมงไทยครับ! ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ในการจัดการทรัพยากรประมงทะเลไทยให้ยั่งยืน โดยงานนี้พี่น้องชาวประมงจะได้รับเงินเยียวยาไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อนำไปตั้งตัวหรือประกอบอาชีพใหม่ได้อย่างคล่องตัวครับ

รายละเอียดการช่วยเหลือจาก ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

สำหรับมาตรการเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินที่กรมประมงจ่ายให้แก่เจ้าของเรือที่เข้าร่วมโครงการในปี 2568-2569 ซึ่งรัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้เงินก้อนนี้เป็นทุนสำรองสำหรับพี่น้องชาวประมงในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษีปลายปีครับ

หากถามว่าใครบ้างที่จะได้รับสิทธิ์นี้ มาตรการนี้ครอบคลุมกลุ่มเรือประมงที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 923 ลำ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

  • กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือจำนวน 877 ลำ
  • กลุ่มที่นำเรือไปดัดแปลงใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ หรือพิพิธภัณฑ์ จำนวน 1 ลำ
  • กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น จำนวน 45 ลำ

รัฐบาลคาดหวังว่าการดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องรายได้ แต่ยังเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากที่มีการบริหารจัดการจำนวนเรือให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำมาอย่างต่อเนื่อง

การที่พี่น้องชาวประมงได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวนตามมาตรการ ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเรือที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว รวมถึงช่วยลดหนี้สินและเป็นทุนตั้งต้นที่ดีในการทำมาหากินในรูปแบบใหม่ครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่า นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐที่จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการสนับสนุนให้ชาวประมงสามารถปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของอาชีพได้อย่างราบรื่น คือหัวใจหลักที่จะทำให้ชุมชนประมงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาวครับ

ที่มา – ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ ให้ได้รับเงินเยียวยาเต็มจำนวน

สิริพงศ์ เร่งแก้ปัญหา รถตู้โดยสารสาธารณะ หนุนดอกเบี้ยมินิบัส EV

สิริพงศ์ เร่งแก้ปัญหา รถตู้โดยสารสาธารณะ เพื่อยกระดับบริการ

สำหรับใครที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะอยู่เป็นประจำ วันนี้มีข่าวดีมาฝากครับ เพราะล่าสุดคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดห้องประชุมรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อหาทางออกร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างการแบกรับต้นทุนค่าน้ำมัน รวมถึงแนวทางในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นก้าวย่างสำคัญของการปฏิรูประบบขนส่งไทยครับ

ประเด็นที่น่าสนใจจากการหารือในครั้งนี้คือการที่ สิริพงศ์ เร่งแก้ปัญหา รถตู้โดยสารสาธารณะ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ประกอบการเรียกร้องให้มีการเยียวยาราคาน้ำมันและปรับเกณฑ์การเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัสให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เป็นภาระกับผู้โดยสารจนเกินไปครับ

แนวทางสนับสนุนมินิบัส EV แบบคนละครึ่ง

หนึ่งในไฮไลท์ที่หลายคนตื่นเต้นคือ ข้อเสนอการสนับสนุนให้เปลี่ยนไปใช้รถมินิบัสพลังงานไฟฟ้าหรือ EV ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังศึกษาแนวทางช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินดาวน์หรือแม้กระทั่งแนวคิด สิริพงศ์ เร่งแก้ปัญหา รถตู้โดยสารสาธารณะ ด้วยการช่วยจ่ายดอกเบี้ยในรูปแบบ “คนละครึ่ง” เพื่อลดต้นทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านนั่นเองครับ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องอีกหลายด้านที่ทางกระทรวงได้รับไว้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็น:

  • การเร่งจ่ายเงินเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
  • การปรับเปลี่ยนเกณฑ์อายุรถและการเปลี่ยนประเภทรถให้สมเหตุสมผล
  • การจ่ายค่าตอบแทนตามเที่ยววิ่งจริงเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการเดินรถ
  • การทบทวนกฎระเบียบของ บขส. ให้มีความยืดหยุ่นและลดความซ้ำซ้อน

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ นับเป็นความหวังใหม่ของผู้ประกอบการขนส่งที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด และในขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการอย่างเรา ๆ ก็จะได้ใช้รถโดยสารที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยครับ สำหรับแฟน ๆ รถสาธารณะต้องคอยติดตามข่าวความคืบหน้ากันต่อไปนะครับว่ามาตรการเหล่านี้จะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าแผนนี้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคนอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” เร่งแก้ปัญหา รถตู้โดยสารสาธารณะ เล็งหนุนดอกเบี้ยมินิบัส EV คนละครึ่ง

ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ เพราะกฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่นี้กำลังจะส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ

ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พรรคกล้าธรรม โดยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ส.ส.เชียงใหม่ และนายอัครา พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ได้รับหนังสือจากนายปฏิเวศน์ อิสเรศโยธิน ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการงานรักษาความปลอดภัย พวกเขาขอให้รัฐบาลทบทวนกฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569

กฎใหม่นี้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และ 2.5 เท่าในวันหยุด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปกป้องสิทธิแรงงาน แต่ผู้ประกอบการมองว่ามันมาผิดจังหวะท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสงคราม โลกร้อน และราคาน้ำมันพุ่งสูง

ผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย

ธุรกิจ รปภ. มีลักษณะพิเศษต้องให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากงานทั่วไปที่ล่วงเวลาเฉพาะบางครั้ง หากบังคับใช้กฎนี้ ต้นทุนจะพุ่งสูง ผู้ว่าจ้างเอกชนและหน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถจ่ายค่าบริการที่แพงขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระเอง อาจนำไปสู่การปิดกิจการ ลูกน้องตกงานนับหมื่นคน

  • ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ผู้ว่าจ้างยกเลิกสัญญา หันไปจ้างบุคคลโดยตรง
  • แรงงานขาดแคลนเพราะรายได้ลดหากจำกัด 8 ชม./วัน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มเพราะมาตรฐานต่ำ

นายปฏิเวศน์ เน้นย้ำว่า แม้เจตนาของกฎหมายดีเพื่อความเป็นธรรม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจย้อนแผลง ทำให้ว่างงานเพิ่มและภาครัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการมากขึ้น พวกเขาขอให้เลื่อนบังคับใช้หรือมีมาตรการเยียวยา เช่น 补贴ต้นทุนหรือปรับอัตราจ้างพิเศษสำหรับธุรกิจนี้

ด้านพรรคกล้าธรรม สัญญาจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาทางออกที่เป็นธรรมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง นี่คือตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายต้องคำนึงถึงบริบทเศรษฐกิจ ไม่ใช่บังคับใช้แบบเหวี่ยงแห

จากมุมมองผู้เขียน ค่าล่วงเวลาใหม่นี้ควรมีข้อยกเว้นสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงและบริการต่อเนื่องอย่าง รปภ. เพื่อไม่ให้กลายเป็นดาบสองคม รัฐควรเปิดเวทีรับฟังความเห็นเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐทบทวน!

ที่มา – ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมันช่วยน้อย จี้เปิดปุ๋ย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลกัน นั่นคือ มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ที่รัฐบาลเพิ่งออกมา หลังจากประชาชนเดือดร้อนมานานกับราคาน้ำมันพุ่งสูง พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมกับนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรค ชี้ว่ามาตรการนี้ยังช่วยเหลือเฉพาะหน้าได้น้อยเกินไป

ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป

มาดูรายละเอียดกันครับ มาตรการทั้งหมดใช้งบประมาณ 7,700 ล้านบาท แต่ที่เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงๆ มีแค่ 3,000 ล้านบาท ที่เหลือ 4,700 ล้าน เป็นการเอาไปเติมงบกองทุนประชารัฐที่ตั้งไว้ไม่พอสำหรับปี 2569 ปัญหาคือ กลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือยังตกหล่นหลายกลุ่มสำคัญ เช่น ชาวประมงที่ออกหาปลาไม่ได้ ส่งผลให้อาหารทะเลขาดแคลน หรือกลุ่มเม็ดพลาสติกที่เป็นต้นน้ำของสินค้าหลายอย่าง เช่น บรรจุภัณฑ์ สี และก่อสร้าง

ส่วนคู่สัญญาก่อสร้างภาครัฐกลับได้สิทธิพิเศษ เช่น แก้สัญญาได้ ปรับราคาดีเซลสูงสุด 69.99 บาทต่อลิตร หรือยกเลิกสัญญาคืนเงินประกัน ปชน. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ผู้รับเหมาก่อสร้าง

ปัญหาปุ๋ยเคมีและน้ำมันในภาคเกษตร

นายเดชรัต ชี้ว่าต้นทุนหลักของเกษตรกรคือปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็น 40-50% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยได้แค่น้อยนิด โครงการปุ๋ยธงเขียวขยายวงเงินเป็น 300 บาทต่อกระสอบ แต่จำกัด 5+1 กระสอบ และเข้าถึงได้แค่ 1% ของความต้องการเกษตรกร แม้จะบอกราจะขยาย แต่ยังไม่ชัดเจน ปชน. เสนอขยายให้ครอบคลุมทุกเกษตรกร

สำหรับน้ำมัน ไม่มีมาตรการช่วยประมงและเกษตรเลย มีแต่ขนส่งสาธารณะ ปชน. อยากเห็นมาตรการชัดเจนสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร เช่น ไถนา เก็บเกี่ยว ที่จะเริ่มปลายเมษายน-พฤษภา

  • เปิดเผยปริมาณปุ๋ยเคมีทั้งนำเข้า คลัง ร้านค้า
  • แจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพื่อป้องกันขายเกินราคา
  • ช่วยเหลือบัตรสวัสดิการให้ครอบคลุมคนจน 20% ที่ตกหล่น
  • วงเงินฉุกเฉินค่าเทอมนักเรียน และกู้ครัวเรือนเปราะบาง

นางสาวศิริกัญญา วิจารณ์เรื่องงบประมาณ รัฐตั้งกองทุนประชารัฐปี 2569 แค่ 30,000 ล้าน จากปกติ 50,000 ล้าน เลยต้องเอางบกลางมาเติม มาตรการนี้เลยจำกัด ไม่สัดส่วนกับเดือดร้อนประชาชน สะท้อนปัญหาการคลังรัฐบาลที่ใช้รายจ่ายประจำแทบไม่พอ

ยังมีประเด็นงบปี 2569 ที่เหลือ รัฐจะออก พ.ร.บ.โอนงบแทน พ.ร.ก. ต้องเร่งตัดงบที่ไม่ได้ใช้ก่อน 30 เมษายน เพื่อนำมาเยียวยา ปช. คาดหวังรัฐหาแหล่งงบเพิ่ม 50,000 ล้านให้ได้

โดยรวมแล้ว มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ยังไม่ตอบโจทย์ครบ ประชาชนยังเดือดร้อนต่อเนื่อง ปช. เสนอทางออกชัดเจน รัฐควรรับฟังและปรับปรุงด่วน

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป จี้เปิดปริมาณปุ๋ยทั่วประเทศ กันไอ้โม่งหากิน

“วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่าน ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ วีระยุทธ ผิดหวัง เอกนิติ แจงวิกฤตน้ำมัน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคำชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลที่ดูเหมือนจะวนลูปเดิม ๆ ไม่เห็นความคืบหน้า วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราต้องติดตามใกล้ชิด

วีระยุทธ ผิดหวัง เอกนิติ แจงวิกฤตน้ำมัน พูดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความผิดหวังอย่างชัดเจนต่อการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในประเด็นวิกฤตน้ำมัน คำพูดที่ได้ยินยังคงวนเวียนเหมือนกับ 2 สัปดาห์ก่อน ไม่มีมาตรการใหม่ ๆ หรือการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ชาวประมงที่ออกเรือไม่ได้ อาหารทะเลเริ่มขาดตลาด ความเดือดร้อนเกิดขึ้นรายวัน แต่รัฐบาลยังชักช้า

นายวีระยุทธ เน้นย้ำว่ารัฐบาลควรช่วยเหลือทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบางอย่างเดียว เพราะตอนนี้คนไทยทุกคนกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งหมด ต้องชัดเจนว่าจะช่วยใครบ้าง เท่าไหร่ และอย่างไร

ปัญหาโอนงบประมาณและ พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องโปร่งใส

นอกจากวิกฤตน้ำมันแล้ว เรื่องโอนงบประมาณก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ถ้ารัฐบาลอยากโอนงบ ควรทำผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณที่โปร่งใส ผ่านสภา เหมือนปี 2563 ที่ใช้เวลาแค่ 1 สัปดาห์ ไม่ล่าช้า ถ้าจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ต้องชัดเจนว่าจะใช้เงินทำอะไร โดยเฉพาะกู้ 5 แสนล้านบาท ต้องไม่ใช่รักษาอดีต แต่เพื่ออนาคต เช่น พัฒนาทักษะ พยุงการจ้างงานที่กำลังตกต่ำ

  • โอนงบได้สูงสุด 50,000 ล้านบาท อาจไม่พอ
  • ข้าราชการลังเลเบิกจ่าย ต้องให้ความชัดเจน
  • กู้เงินต้องชี้แจง เหมือนสมัยโควิดที่ทิ้งหนี้ไว้เพียบ

ศุภจี ได้ข้อมูลไม่ตรงหน้างาน? ปัญหาปุ๋ย-มะพร้าว-ล้ง

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงเรื่องสินค้าเกษตร แต่ข้อมูลที่ให้มามีปัญหา เช่น ราคามะพร้าวที่บอกขึ้น 7 บาท แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรยืนยันแค่ 3 บาท ข้อมูลจากข้าราชการไม่ตรงกับหน้างาน พ่อค้าแม่ค้าบอกยังไง ต้องลงพื้นที่จริง

เรื่องล้งมะพร้าวยังไม่ชัดว่าจะช่วยยังไง ล้งกลางหรือชุมชน? และที่กังวลสุดคือปุ๋ยเริ่มขาดตลาด ราคาไม่เปิดเผย หวั่นไอ้โม่งน้ำมันหันมากักตุนปุ๋ยแทน เกษตรกรเดือดร้อนหนัก

แม้แต่เรื่องฝุ่น PM2.5 คำตอบของศุภจีที่บอกไม่ใช่ไปเชียงใหม่ 365 วัน ก็สะท้อนมุมมองผู้บริหารที่มองแค่ท่องเที่ยว ไม่ใช่ชีวิตประจำวันของชาวเหนือ

แนะนายกฯ เร่งแก้ของแพง เลิกเดินตามหลังวิกฤต

นายวีระยุทธ แนะนำนายกรัฐมนตรีให้เลิกเดินตามหลังประชาชน ต้องนำหน้า 1-2 ก้าว ประกาศวิสัยทัศน์ชัด ๆ ว่าจะรับมือวิกฤต 2 เดือนข้างหน้าอย่างไร มาตรการสงกรานต์เพิ่งออกช้าไป 5 สัปดาห์ ไอ้โม่งน้ำมันช้า 4 สัปดาห์ GPS ติดรถเรือช้า 6 สัปดาห์ ข้อมูลน้ำมันลดเหลือ 40 ล้านลิตรต้องตรวจสอบว่ากักตุนหรือไม่

พรรคประชาชนตั้งวอร์รูมติดตามทุกกระทรวง เหมือนครม.เงา เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ

สุดท้าย เรื่องประชุมใหญ่พรรคปลายเมษายน อาจปรับโครงสร้าง แต่ยังอุบเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่

วิกฤตแบบนี้ รัฐบาลต้องเร่งด่วน โปร่งใส และนำหน้าประชาชน มิฉะนั้นความเดือดร้อนจะยิ่งบานปลาย คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายนะครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมันพูดเหมือนเดิม แนะนายกฯ เร่งแก้ของแพง

“สิรภพ” ซัดรัฐบาลเหมือนปล้นประชาชน ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาท/ลิตร

“สิรภพ” ซัดรัฐบาลเหมือนปล้นประชาชน ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาท/ลิตร เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังสูงลิ่วอยู่แล้ว สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการประกาศกลางดึก ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกเหมือนถูก “ปล้น” โดยไม่ทันตั้งตัว

“สิรภพ” ซัดรัฐบาลเหมือนปล้นประชาชน ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาท/ลิตร

นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการ “ลักไก่” ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกกำลังตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบทั่วโลก แม้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะอภิปรายกันถึง 100 คนในวันก่อนหน้า (25 มี.ค.) แต่รัฐบาลกลับประกาศขึ้นราคากลางดึก สร้างความสั่นคลอนให้กับประชาชนรากหญ้า

นายสิรภพ เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยกังวลว่าหากไม่มีมาตรการรองรับ สถานีบริการน้ำมันอาจเกิดความโกลาหลยิ่งกว่าเดิม ประชาชนอาจแห่ไปเติมน้ำมันจนล้น เพราะไม่สามารถคาดเดาราคาในอนาคตได้ ราคานี้อาจพุ่งสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ผลกระทบจากการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท/ลิตร

การขึ้นราคา“สิรภพ” ซัดรัฐบาลเหมือนปล้นประชาชน ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ:

  • ภาคเกษตรกรรม: เกษตรกรต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น จากการใช้น้ำมันดีเซลในเครื่องจักรกลการเกษตร ทำให้ราคาพืชผลปรับตัวสูงตาม
  • ภาคขนส่ง: คนขับรถบรรทุก รถโดยสาร และแท็กซี่ จะหยุดชะงักหรือปรับค่าโดยสารขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่ง
  • ประชาชนรากหญ้า: ค่าครองชีพโดยรวมจะแพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหาร ของใช้ประจำวัน และบริการต่าง ๆ
  • ภาคการผลิต: ต้นทุนการผลิตเพิ่ม สินค้าอุปโภคบริโภคจะมีราคาสูงขึ้นตาม

สถานการณ์นี้เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่รัฐบาลควรมีแผนรับมือที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลเคยใช้นโยบายกองทุนน้ำมันเพื่อตรึงราคา แต่ตอนนี้กองทุนขาดสภาพคล่อง จนต้องลดชดเชยลง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว หากราคาน้ำมันยังผันผวน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ปีนี้ลดลงจากปัจจัยนี้ นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะค่าเดินทางแพงขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง

นายสิรภพ ย้ำว่ารัฐบาลต้องคำนึงถึงพี่น้องชาวบ้าน ไม่ใช่แค่พูดขายฝัน แต่ต้องมีมาตรการจริง เช่น ลดภาษีน้ำมันชั่วคราว สิทธิเยียวยาเงินสดให้ผู้มีรายได้น้อย หรือส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

สุดท้ายแล้ว สถานการณ์“สิรภพ” ซัดรัฐบาลเหมือนปล้นประชาชน ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาท/ลิตร เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องโปร่งใสและมีแผนสำรอง หากไม่เช่นนั้น ความเชื่อมั่นของประชาชนจะยิ่งลดลง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ หากต้องการอัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจและการเมือง ติดตามบล็อกของเราไว้เลย!

ที่มา – “สิรภพ” ซัดรัฐบาลเหมือนปล้นประชาชน ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาท/ลิตร

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน คุมราคา 59 รายการ

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ชัดเจนมากขึ้น

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ

นางศุภจี ชี้แจงว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเรื่องน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองที่เพียงพอ ตามที่กระทรวงพลังงานได้ยืนยันไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนหรือการกักตุนที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนจริงๆ

สต็อกสินค้าจำเป็นยังเพียงพอ ไม่ต้องรีบกักตุน

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าสต็อกยังอยู่ในระดับที่มั่นใจได้ เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์มีถึงสิ้นเดือนเมษายน และกำลังเร่งนำเข้าจากแหล่งใหม่ๆ โดยประสานกระทรวงการต่างประเทศเจรจากับประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่าน ปุ๋ยยูเรียมีสต็อกถึงเดือนสิงหาคม แม้ราคาจะต้องพิจารณาต้นทุน แต่สินค้าควบคุมจะไม่ปรับขึ้นเกินสมควร

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาเปิดช่องทางการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียและบรูไน เพื่อแก้ปัญหาวัตถุดิบและส่งออกสินค้าที่ค้างอยู่ เช่น อาหารแปรรูป รัฐบาลมุ่งดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

มาตรการควบคุมราคาสินค้า 59 รายการแบบสมดุล

กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบควบคุมราคาสินค้า 59 ประเภทที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น ปุ๋ย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนม โดยตรึงราคาแต่คำนึงถึงต้นทุนผู้ประกอบการด้วย หากปรับราคาต้องสมเหตุสมผล และมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ทั้งระบบ ไม่กระทบการจ้างงาน

  • ตรึงราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้เกินกำหนด
  • พิจารณาต้นทุนจากสถานการณ์โลกที่ผันผวน
  • เยียวยาทั้งผู้ประกอบการและประชาชน
  • นำเสนอมาตรการเข้าประชุมครม. และ ศบก. เพื่อความชัดเจน

แม้ราคาน้ำมันจะอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน แต่กระทรวงพาณิชย์ช่วยตรวจสอบราคาหน้าปั๊มให้ตรงตามประกาศ และป้องกันการกักตุน หากพบการจำหน่ายเกินราคาหรือไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทันที

ขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าตื่นตระหนก

ศุภจี ย้ำว่าปัจจัยกดดันราคา เช่น การสู้รบในตะวันออกกลาง เป็นเรื่องควบคุมยาก รัฐบาลจะดูแลในส่วนที่ทำได้ และไม่ผลักภาระให้ประชาชน การกักตุนอาจยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ขอให้ทุกคนรอฟังมาตรการอย่างเป็นทางการหลังประชุมครม.

สรุปแล้ว สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุม ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ หากมีปัญหาเรื่องราคาสินค้า อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

คำแนะนำ: อย่าตื่นตระหนก รอมาตรการชัดเจนจากรัฐบาล และช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อาจผันผวน

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท มีผลแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่เพิ่งมีผลบังคับใช้มาบอกกันครับ นั่นคือ รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว มาตรการนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้หรือกลัวว่าจะเจอ ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป การปรับปรุงครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นต้องอัปเดตอัตราเยียวยาให้ทันสมัย เพราะเดิมเงินชดเชยน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจริงในสังคมไทยทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมแต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ตอนนี้รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาให้สูงขึ้นหลายเท่า เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

รายละเอียดรัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหาย

สำหรับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม มีการปรับเพิ่มดังนี้

  • กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย: จากเดิม 30,000-100,000 บาท ปรับเป็น สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในวงเงินเดียว ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร
  • กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง ไม่เกินเพดาน)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นๆ ทางร่างกายหรือจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ: กำหนดใหม่ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง

ส่วน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดีแต่ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด หรือยกฟ้อง ก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเช่นกัน

  • กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี: ปรับเพดานเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: ไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ไม่เกิน 30,000 บาท (เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทาง)

นอกจากเพิ่มเงินแล้ว ยังปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาได้เร็วขึ้น รองโฆษกฯ ระบุว่ามาตรการนี้สะท้อนความเสียหายจริง ลดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริงของประชาชน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก? ลองคิดดูครับ ในคดีอาญา ผู้เสียหายอาจต้องเสียค่ารักษา ค่าฝังศพ หรือสูญเสียรายได้ไปนานๆ ขณะที่จำเลยที่บริสุทธิ์อาจต้องเสียเวลา เงินทองไปกับการสู้คดีเป็นปีๆ เดิมเงินเยียวยาแค่หลักหมื่น ไม่พอปิดบาดแผล แต่ตอนนี้สูงสุด 3 แสนบาท ช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกทำร้ายจนพิการ ค่ารักษา+ฟื้นฟูอาจเกินแสน ตอนนี้ได้ชดเชยเต็มที่ หรือจำเลยที่ถูกจับโดยไม่มีหลักฐานชัด แต่ต่อมาถูกยกฟ้อง ก็ได้ค่าทนายคืนบางส่วน ช่วยลดความอยุติธรรมทางสังคม

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ พ.ศ. 2544 เดิมทีมีไว้คุ้มครอง แต่ไม่เคยปรับปรุงนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอคดีแบบนี้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมกระบวนการทางอาญา (สคย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เตรียมเอกสารคำพิพากษา ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ก็ขอได้ครับ

ในมุมมองผม นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิพลเมืองจริงจัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย หากเทียบกับต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมมูลค่าสูง ไทยเราก็กำลังตามทันแล้ว

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคำถามเรื่องการขอเงินเยียวยา คอมเมนต์มาพูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิตัวเอง ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวกฎหมายอัปเดตต่อไปครับ

ที่มา – รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

Scroll to top