ยะลา

เปิดใจ “ตัสนีม ทับคำ” ข้าราชการแต่งหน้าสดใส

กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันหนาหูบนโลกโซเชียล เมื่อภาพการประชุมที่เทศบาลตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ปรากฏภาพข้าราชการสาวในชุดกากีที่มาพร้อมกับการแต่งหน้าที่ดูสดใสสะดุดตา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามมากมายถึงความเหมาะสม วันนี้เราจะพาไป เปิดใจ “ตัสนีม ทับคำ” ข้าราชการแต่งหน้าสดใส คนที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้กันครับ

ทำความรู้จักตัวตนและแนวคิดของ เปิดใจ “ตัสนีม ทับคำ” ข้าราชการแต่งหน้าสดใส

คุณตัสนีม ทับคำ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลตำบลปะแต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นกันเอง โดยเธอยืนยันว่าการแต่งหน้าจัดเต็มเช่นนี้เป็นความชอบส่วนตัวที่ทำมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเธอมองว่ามันคือการเติมเต็มความมั่นใจในการทำงานในแต่ละวัน

คุณตัสนีมเล่าว่า “การแต่งหน้าถือเป็นความสุขและอุปนิสัยประจำตัว ตื่นเช้ามาก็ต้องทาครีม เขียนคิ้ว ปัดมาสคาร่าทั้งบนและล่าง รวมถึงทาลิปสติก ซึ่งการได้ดูแลตัวเองให้ดูสดใสแบบนี้ทำให้มีความมั่นใจในการพบปะประชาชนและทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น”

เสียงสะท้อนจากการทำงานและมุมมองที่อยากให้สังคมเปลี่ยนไป

นอกจากประเด็นเรื่องความสวยความงามแล้ว สิ่งที่คุณตัสนีมอยากฝากถึงชาวเน็ตคือการหันมา เปิดใจ “ตัสนีม ทับคำ” ข้าราชการแต่งหน้าสดใส โดยมองที่ผลงานและความตั้งใจจริงมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก เพราะในฐานะข้าราชการ เธอให้ความสำคัญกับงานในหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอมา

ทางด้านผู้บริหารเทศบาลตำบลปะแต อย่างปลัดเทศบาลก็ได้ออกมาสนับสนุนการทำงานของเธอ โดยชื่นชมว่าเธอเป็นคนมีความสามารถและรับผิดชอบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะงานเอกสาร งานเลือกตั้ง และการวางระบบดูแลความปลอดภัยภายในสำนักงาน ซึ่งเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดเจนจนได้รับรางวัลจาก กกต. อีกด้วย

  • มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
  • ได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมงานในด้านงานวิชาการ
  • ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์เพจเทศบาลจนมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องการแต่งกายหรือการแต่งหน้า หากไม่ได้ทำผิดกฎระเบียบและไม่กระทบต่อการทำงาน ก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ควรได้รับความเคารพ แทนที่จะตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก เราอาจจะลองเปิดใจมองที่เนื้อหางานและความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่ของคนทำงานจะดีกว่าไหมครับ? เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดก็ย่อมตกอยู่กับประชาชนนั่นเอง

ที่มา – เปิดใจ “ตัสนีม ทับคำ” ข้าราชการแต่งหน้าสดใส เผยเป็นความชอบส่วนตัว ขอคนโฟกัสผลงาน

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา

จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดยะลา ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ และได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ปฏิบัติงานและเสริมสร้างขวัญกำลังใจ

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา อย่างเร่งด่วน โดยท่านได้เดินทางลงพื้นที่จริง ณ ปั๊มน้ำมัน PT สาขาถนนสาย 15 อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อตรวจสอบความเสียหายและให้กำลังใจผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลและจะเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยมีการบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ทหาร และตำรวจ อย่างเข้มข้น

  • เจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในถังดับเพลิง
  • มีการยกระดับมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
  • ภาครัฐเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาประชาชนและพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยยังเน้นย้ำถึงบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด หรือทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขโดยเร็วที่สุด แม้เหตุการณ์ ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา ในครั้งนี้จะสร้างความเสียหาย แต่ความสามัคคีและการร่วมมือกันของหน่วยงานรัฐจะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ให้คลี่คลายลงได้

ในมุมมองของเรา เห็นว่าการลงพื้นที่ของท่านปลัด มท. นั้นไม่ได้เป็นเพียงการมาดูเหตุการณ์เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงกลุ่มผู้ไม่หวังดีว่าภาครัฐยังคงมีศักยภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อย และที่สำคัญคือการแสดงออกถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุกอาจซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา ให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ

ยะลาเดือด คนร้ายลอบวางระเบิด-ซุ่มยิง ชุด ตชด.รปภ.ครู เจ็บ 6 นาย

เหตุระทึกขวัญ ยะลาเดือด คนร้ายลอบวางระเบิด-ซุ่มยิง ชุด ตชด.รปภ.ครู เจ็บ 6 นาย

เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นอีกครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อมีรายงานข่าวกรณี ยะลาเดือด คนร้ายลอบวางระเบิด-ซุ่มยิง ชุด ตชด.รปภ.ครู เจ็บ 6 นาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนขวัญประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ช่วงเช้าของวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา สร้างความโกลาหลและความเป็นห่วงต่อสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูเป็นวงกว้าง

รายละเอียดเหตุการณ์ ยะลาเดือด คนร้ายลอบวางระเบิด-ซุ่มยิง ชุด ตชด.รปภ.ครู เจ็บ 6 นาย

เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของชุดเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน 442 (ชุดป่าพร้าว) บริเวณรอยต่อบ้านซาไกและบ้านบูโละสะนีแย ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินเท้าปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยครูนั้น ได้เกิดแรงระเบิดดังสนั่นก่อนที่คนร้ายจะอาศัยจังหวะซุ่มยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 6 นาย

สำหรับรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย:

  • ส.ต.ท.กิตติศักดิ์ ศักดิ์แสง (ได้รับบาดเจ็บสาหัส)
  • ส.ต.ท.ปรภัทร วงษ์รวยดี (ได้รับบาดเจ็บสาหัส)
  • ส.ต.ท.ณรงศักดิ์ โชติพันธ์
  • ส.ต.ท.นราธิป นิลสุวรรณ
  • ส.ต.ท.ศักดิ์ชาย แก้วนุ่น
  • ส.ต.ท.วิกรม หล๊ะเลย

ในจำนวนนี้ เจ้าหน้าที่ 2 นายแรกมีอาการสาหัส จึงต้องมีการประสานเฮลิคอปเตอร์จาก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เพื่อเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลยะลาเป็นการด่วน เพื่อรับการรักษาขั้นสูงต่อไป

มาตรการรับมือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ยะลาเดือด คนร้ายลอบวางระเบิด-ซุ่มยิง ชุด ตชด.รปภ.ครู เจ็บ 6 นาย ทาง พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้สั่งการด่วนให้หน่วยความมั่นคง 3 ฝ่าย และชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากหวั่นเกรงว่าคนร้ายอาจวางแผนซ้อนเร้นเพื่อก่อเหตุซ้ำในจุดเดิม นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดกั้นพื้นที่และระดมกำลังติดตามเส้นทางหลบหนีของคนร้ายอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดง ซึ่งการปกป้องชีวิตของบุคลากรทางการศึกษาคือภารกิจที่สำคัญยิ่ง ทางทีมงานขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกนายที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว ให้ปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็ว พร้อมทั้งฝากถึงทางการให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุเศร้าสลดที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – ยะลาเดือด คนร้ายลอบวางระเบิด-ซุ่มยิง ชุด ตชด.รปภ.ครู เจ็บ 6 นาย

ยะลา ยกระดับขั้นสูงสุด หลังลอบวางระเบิด รปภ.ครู เผยสถิติ 4 ปี บึม 13 ครั้ง

ยะลา ยกระดับขั้นสูงสุด หลังลอบวางระเบิด รปภ.ครู เผยสถิติ 4 ปี บึม 13 ครั้ง

กลายเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกครั้งสำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อล่าสุดจังหวัดยะลา ยกระดับขั้นสูงสุด หลังลอบวางระเบิด รปภ.ครู เผยสถิติ 4 ปี บึม 13 ครั้ง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูและนักเรียนในอำเภอรามัน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ทำให้เกิดความสูญเสียและบาดเจ็บ ท่ามกลางความกังวลใจของคนในพื้นที่ ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุว่า มีความพยายามเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เน้นการสร้างสถานการณ์เชิงสัญลักษณ์บ่อยครั้งขึ้น

เปิดมาตรการรับมือและความตึงเครียดในพื้นที่

หลังจากเกิดเหตุสะเทือนขวัญ พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้สั่งการด่วนให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัดและหน่วยกำลังความมั่นคงเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ถึงระดับสูงสุด โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อตรวจสอบยานพาหนะและบุคคลแปลกปลอมที่เข้ามาในเขตเมือง

รายงานการข่าวแจ้งว่า มีการพบกลุ่มแกนนำระดับสั่งการเข้ามาพบปะกับกลุ่มผู้ปฏิบัติการในพื้นที่อำเภอบันนังสตาและอำเภอธารโต เพื่อวางแผนก่อเหตุเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่จังหวัดยะลา ยกระดับขั้นสูงสุด หลังลอบวางระเบิด รปภ.ครู เผยสถิติ 4 ปี บึม 13 ครั้ง ครั้งนี้ เป็นการตอบโต้เชิงป้องกันเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่าเดิม

  • ผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุ: เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดีพบหลุมระเบิดขนาดใหญ่จากการใช้ถังแก๊สบรรจุดินระเบิดหนักถึง 80 กิโลกรัม
  • ความรุนแรงของสะเก็ดระเบิด: มีการใช้เหล็กเส้นตัดท่อนเป็นส่วนสังหาร เพื่อหวังผลทำลายล้างสูงต่อเจ้าหน้าที่และทรัพย์สิน
  • พื้นที่สีแดง: เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่รอยต่อบ้านจาเราะแปและบ้านบัวทองเป็นพิเศษ

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายและทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่ที่ความสงบสุขจะกลับมาคืนพื้นที่นี้อย่างถาวรเสียที จากสถิติที่เราได้เห็นว่าเหตุการณ์ยะลา ยกระดับขั้นสูงสุด หลังลอบวางระเบิด รปภ.ครู เผยสถิติ 4 ปี บึม 13 ครั้ง นั้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการทางสังคมและการเจรจาควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย

สุดท้ายนี้ เราขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานด้วยความเสี่ยงในพื้นที่ และขอให้พี่น้องในจังหวัดยะลาใช้ความระมัดระวังในการเดินทางและสังเกตสิ่งผิดปกติ หากเห็นสิ่งของหรือบุคคลน่าสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ การร่วมมือของคนในพื้นที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้

ที่มา – “ยะลา” ยกระดับขั้นสูงสุด หลังลอบวางระเบิด รปภ.ครู เผยสถิติ 4 ปี บึม 13 ครั้ง

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อหารือหน่วยงานความมั่นคงและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารชั้นนำร่วมเดินทางด้วย

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง

การเดินทางเริ่มต้นจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะบินตรงไปยังสนามบินนราธิวาส โดยมีรัฐมนตรีสำคัญหลายท่านร่วม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงพล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

เมื่อถึงพื้นที่ นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเริ่มที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายแก้ปัญหาตามแนวทางรัฐบาล และตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเดินทางไปบ้านศรียะลา ต.สุเตง อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อหารือสำคัญกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีหารือที่บ้านศรียะลา

ประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงที่ กอ.รมน. ภาค 4

ต่อมา คณะเดินทางไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมติดตามความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยหารือเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการป้องกัน และแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคง

  • มอบนโยบายแก้ปัญหายั่งยืน
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพลและหน่วยงานความมั่นคง
  • ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน

ตรวจพื้นที่ชายแดนและเปิดงานท่องเที่ยวชุมพร

กำหนดการยังรวมถึงการตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดน อ.แว้ง จ.นราธิวาส ณ สะพานเชื่อมบูเก๊ะตา (ไทย) – บูกิต บุหงา (มาเลเซีย) เพื่อติดตามการป้องกันชายแดนและความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ก่อนบินต่อไปเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชายหาดบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายกฯ ตรวจพื้นที่ชายแดน

การนายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเชื่อมโยงชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลในการสร้างความสงบสุขยั่งยืน ปัญหาในภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน แต่ด้วยการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและการหารือกับผู้นำท้องถิ่น รัฐบาลมุ่งหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ การรวมคณะรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลาโหม ยุติธรรม มหาดไทย คมนาคม และศึกษาธิการ เพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเยี่ยมชมชายแดนและการส่งเสริมท่องเที่ยวจะช่วยเสริมภาพลักษณ์บวกให้กับพื้นที่ ลดความขัดแย้ง และดึงดูดนักลงทุน

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลแสดงความจริงใจต่อประชาชนภาคใต้ หากดำเนินการต่อเนื่องและฟังเสียงจากทุกฝ่าย จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ ลองติดตามข่าวสารและพัฒนาการเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่

นายกฯลั่นลอบยิงกมลศักดิ์ ส.ส.ฯเป็นเรื่องการเมือง

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง เหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองไทย โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวมุ่งหวังเอาชีวิตและเชื่อมโยงกับเรื่องการเมืองอย่างชัดเจน ทำให้ทุกฝ่ายจับตามองสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 20 มี.ค. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่า การทำร้ายร่างกายที่มุ่งหวังเอาชีวิต ส.ส. ถือเป็นเรื่องการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย การกระทำนี้ถือเป็นเรื่องอุกอาจมาก โชคดีที่ผู้บาดเจ็บรอดชีวิตมาได้ แต่ก็สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง: รายละเอียดคำให้สัมภาษณ์

นายอนุทิน เน้นย้ำว่า ตนได้สอบถามความสถานการณ์จากนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติแล้ว โดยได้รับแจ้งว่านายกมลศักดิ์ปลอดภัย แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นใกล้บ้านพักในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของเขา นายกฯ ย้ำชัดเจนว่าจะเร่งรัดเจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

  • มุ่งหวังเอาชีวิต: นายกฯ เชื่อว่าคนร้ายตั้งใจสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์อย่างแท้จริง
  • ถือเป็นเรื่องการเมือง: การโจมตี ส.ส. ถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง
  • เร่งดำเนินคดี: สั่งการเจ้าหน้าที่เร่งล่าตัวผู้ต้องหา
  • สอบถามพรรคประชาชาติ: ติดต่อนายซูการ์โน ยืนยัน ส.ส.ปลอดภัย
  • ไม่ทราบรายละเอียดท้องถิ่น: นายกฯ ระบุยังไม่ทราบเจาะจงว่าเป็นการเมืองท้องถิ่นหรือไม่

บริบทเหตุการณ์ลอบยิงในพื้นที่ชายแดนใต้

จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงมีปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน พรรคประชาชาติซึ่งมี ส.ส.ส่วนใหญ่จากพื้นที่นี้ เป็นพรรคที่เน้นนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นมุสลิมและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับรัฐ เหตุการณ์ลอบยิงครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่นายกมลศักดิ์กำลังเดินทางกลับบ้านพักใกล้จุดเกิดเหตุ ทำให้เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นหรืออุดมการณ์ที่รุนแรง แม้ตำรวจจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่นักการเมืองในพื้นที่ต้องเผชิญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด ลอบยิง หรือข่มขู่บุคคลสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การเมืองไทยโดยรวม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับ ส.ส. และนักการเมืองในพื้นที่เสี่ยงให้มากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคง

ผลกระทบและมาตรการที่ควรดำเนินการ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจให้ครอบครัวผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในสภาที่พรรคเล็กอย่างประชาชาติมีบทบาทสำคัญในการโหวตประเด็นสำคัญ รัฐบาลควรออกมาตรการเร่งด่วน เช่น

  • จัดตั้งหน่วยงานพิเศษสืบสวนคดีนักการเมืองถูกลอบโจมตี
  • เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดใต้
  • ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น
  • ปกป้องสิทธิ ส.ส.ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังควรมีการประชุมหารือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกระยะยาวในการดับไฟใต้ให้สงบสุขอย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมืองนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้ง รัฐบาลต้องแสดงความเด็ดขาดในการปกป้องประชาธิปไตยและชีวิตนักการเมืองทุกคน คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง

คนร้ายลอบบึม รถตำรวจส่งผู้ต้องหา สภ.ยะหา ริมถนนยะลา

เกิดเหตุระทึกใจในจังหวัดยะลา เมื่อคนร้ายลอบบึม รถตำรวจส่งผู้ต้องหา สภ.ยะหา ริมถนนยะลา แต่โชคดีที่พลาดเป้าหมาย ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ มีเพียงชาวบ้านขี่รถจักรยานยนต์ตกใจจนล้มได้รับบาดเจ็บเพียงรายเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนใต้

หลุมระเบิดจากเหตุคนร้ายลอบบึมรถตำรวจ สภ.ยะหา ริมถนนยะลา

คนร้ายลอบบึม รถตำรวจส่งผู้ต้องหา สภ.ยะหา ริมถนนยะลา

เวลา 15.10 น. ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้รับแจ้งเหตุระเบิดบริเวณโค้งบ้านหัวเขา ถนนทางหลวงหมายเลข 4065 สายบ้านเนียง – ยะหา พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบรุดไปตรวจสอบทันที

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ชุดเจ้าหน้าที่ที่รุดไปประกอบด้วย พ.ต.อ.ปิยะภัทร ทองพันเลิศกุล รอง ผบก.ภ.จว.ยะลา, พ.ต.อ.พรชัย เกื้อเม่ง ผกก.ปพ.ภ.จว.ยะลา/ผบ.ฉก.ตร.ยะลา 91, พ.ต.อ.โฆษิต เบญจกุล ผกก.สภ.ลำใหม่, นายวิมุติ อำนักมณี นายอำเภอเมืองยะลา รวมทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ชุดเก็บกู้ EOD ศรชัย และศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10

  • พบหลุมระเบิดขนาดใหญ่ เศษหินกระจาย
  • รถจักรยานยนต์ล้ม 1 คัน
  • ผู้บาดเจ็บหญิง 1 ราย อายุ 30-35 ปี ครูฝึกสอน บาดเจ็บที่ขา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยแม่ทับทิมยะลาและอบต.ยะลา นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา อาการปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลุมระเบิดคนร้ายลอบบึมรถตำรวจ สภ.ยะหา

พ.ต.อ.โฆษิต เบญจกุล ผกก.สภ.ลำใหม่ ระบุว่า คนร้ายลอบบึม รถตำรวจส่งผู้ต้องหา สภ.ยะหา ริมถนนยะลา ขณะขับผ่านเพื่อกลับสถานี แต่ระเบิดพลาดเป้า ชาวบ้านตกใจล้มรถเท่านั้น ชุด EOD กำลังตรวจสอบระเบิดอย่างละเอียดเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงซ้ำ

รถจักรยานยนต์ล้มจากเหตุระเบิดคนร้ายลอบบึม สภ.ยะหา

เจ้าหน้าที่สั่งปิดถนนชั่วคราวช่วงโค้งบ้านหัวเขา – บ้านเนียง ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย ในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยะลา เหตุการณ์แบบนี้ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แสดงถึงความท้าทายด้านความมั่นคง แม้เจ้าหน้าที่จะเพิ่มมาตรการลาดตระเวนและตรวจสอบ แต่คนร้ายยังคงใช้วิธีลอบโจมตีแบบนี้

จากข้อมูลในอดีต เหตุระเบิดมักมุ่งเป้าที่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างความหวาดกลัว แต่ครั้งนี้พลาดเป้า โชคดีที่ไม่มีสูญเสียชีวิต ทำให้ชาวบ้านโล่งใจ แต่ก็ต้องระวังตัวมากขึ้น ประชาชนควรหลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง รายงานสิ่งผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

เหตุการณ์คนร้ายลอบบึม รถตำรวจส่งผู้ต้องหา สภ.ยะหา ริมถนนยะลานี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสงบสุขยังต้องร่วมมือกันรักษา คุณคิดว่ามาตรการใดจะช่วยลดเหตุรุนแรงได้บ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ นะครับ

ที่มา – คนร้ายลอบบึม รถตำรวจส่งผู้ต้องหา สภ.ยะหา ริมถนนยะลา แต่พลาดเป้าหมาย

ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้

เหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับประชาชนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง สำนักงานประกันสังคมได้ออกมาแสดงความห่วงใยและยืนยันว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ล่าสุด ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. รวม 11 จุด ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33

ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวแสดงความห่วงใยต่อผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ โดยสำนักงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกกรณีตามกฎหมายประกันสังคม ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ โดยละเอียดดังนี้

เหตุการณ์ในจังหวัดยะลา

จังหวัดยะลามีจุดเกิดเหตุ 4 แห่ง ได้แก่ สถานี ปตท. บ้านบันนังดามา อ.กาบัง, สถานี ปตท. บันนังสตา อ.บันนังสตา, สถานี ปตท. บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา-รามัน ต.บุดี อ.เมือง, และสถานี ปตท. ถนนสาย 418 ขาเข้าตัวเมืองยะลา ต.ทำสาป มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ น.ส.โนรีซัน เจะมะสอง และ น.ส.ซูไมยะห์ เจะมะสอง ทั้งคู่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 โชคดีที่อาการปลอดภัยและกลับบ้านพักฟื้นแล้ว

เหตุการณ์ในจังหวัดนราธิวาส

นราธิวาสหนักสุด มีจุดเกิดเหตุ 5 จุด ได้แก่ สถานี ปตท. สาขาบ้านโคก ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง, สาขาปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก, สาขาตันหยงมัส อ.ระแงะ, สาขาดุซงญอ อ.จะแนะ, และสาขาแว้ง อ.แว้ง ผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายอารีมี เจ๊ะแว อายุ 20 ปี และนางสาวแวรุสรี แวมามะ อายุ 33 ปี ทั้งสองเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลแว้ง

เหตุการณ์ในจังหวัดปัตตานี

ปัตตานีเกิดเหตุ 2 จุด คือ สถานี ปตท. บานา อ.เมืองปัตตานี และสาขากะพ้อ อ.กะพ้อ ผู้บาดเจ็บ 3 ราย ได้แก่ นายรอมซี แวนาแว, นางสาวอิบติซัม เซ็งสะ (กลับบ้านแล้ว), และนางสาวรอฮานี หามะ (อาการดีขึ้น) ทั้งหมดเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33

นอกจากผู้บาดเจ็บแล้ว ยังมีสถานประกอบการเสียหายหลายแห่ง ทำให้มีการหยุดงานชั่วคราวและเลิกจ้างผู้ประกันตนถึง 139 คน สำนักงานประกันสังคมจึงเร่งให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิว่างงาน โดยจ่ายเงินทดแทน 60% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน

สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนจากประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ ยังครอบคลุมสิทธิจากกองทุนเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากงาน ซึ่งให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาล: ถ้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐ จ่ายจริงจนหายสนิท ถ้าเอกชน สูงสุด 65,000 – 1,000,000 บาท ตามระยะเวลา
  • ค่าทดแทนการขาดรายได้: 70% ของค่าจ้างรายเดือน ไม่เกิน 1 ปี
  • ค่าทดแทนสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถนะ: ตามสัดส่วนที่กำหนด
  • กรณีทุพพลภาพถาวร: 70% ของค่าจ้างตลอดชีวิต

ประกันสังคมมาตรา 33 เหมาะสำหรับลูกจ้างประจำที่นายจ้างหักสมทบเงินให้ เหมาะกับสถานการณ์ไม่แน่นอนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความรุนแรง หากคุณทำงานในพื้นที่เหล่านี้ ควรตรวจสอบสถานะผู้ประกันตนให้ชัวร์ เพื่อรับสิทธิเต็มที่

นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมยังมีบริการอื่นๆ เช่น สิทธิสปา สิทธิคลอดบุตร สิทธิชราภาพ ที่ช่วยลดภาระครอบครัว ในยุคที่เศรษฐกิจยากลำบากและความมั่นคงยังเปราะบาง ประกันสังคมคือเครื่องมือสำคัญที่รัฐจัดให้ประชาชน

จากข้อมูล ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานในการคุ้มครองแรงงาน หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบ อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสายด่วน 1506 เพื่อขอคำปรึกษาและยื่นสิทธิทันที ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมของคุณวันนี้ เพื่อความอุ่นใจในวันพรุ่งนี้

ประกันสังคมไม่ใช่แค่ประกัน แต่คือเกราะป้องกันชีวิตที่มั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยแบบนี้ การมีสิทธิครบถ้วนช่วยให้ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

ที่มา – ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมดูแลผู้ประกันตนเต็มที่

ตรวจสอบระเบิด 80กก. บึมลาดตระเวนเลือกตั้ง ทหารเจ็บ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนจากภาคใต้มาอัปเดตกันครับ ตรวจสอบเหตุคนร้ายซุกระเบิด 80 กก. บึมชุดลาดตระเวนเลือกตั้ง ทหารเจ็บ 1 ราย เป็นเหตุการณ์ที่ตึงเครียดมากในพื้นที่ จ.ยะลา โดยเฉพาะที่อ.บันนังสตา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเพื่อหาความจริงและไล่ล่าคนร้ายครับ

ตรวจสอบเหตุคนร้ายซุกระเบิด 80 กก. บึมชุดลาดตระเวนเลือกตั้ง ทหารเจ็บ 1 ราย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 (ตามปฏิทินไทย) ขณะที่ทหารชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว (REVA) ร้อย.ร.ที่ 1 กำลังลาดตระเวนเส้นทางเพื่อรักษาความปลอดภัยช่วงเลือกตั้ง ที่สะพานบ้านวังหิน หมู่ 8 บ้านตือระ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา เวลาประมาณ 16.35 น. คนร้ายลอบวางระเบิดจนรถหุ้มเกราะพลิกคว่ำ ทหาร พลทหารวรวุฒ สุขช่วย ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย โชคดีที่อาการปลอดภัยแล้ว ส่งโรงพยาบาลบันนังสตาเรียบร้อย

รถหุ้มเกราะพลิกคว่ำหลังถูกระเบิด

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผบก.ภ.จว.ยะลา สั่งการทันทีให้ พ.ต.อ.อรรถพล กุลวงษ์มาณะโส ผกก.สภ.บันนังสตา นำทีมทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ EOD เข้าตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวคนร้ายล่อให้มาก่อเหตุซ้ำ

รายละเอียดจุดเกิดเหตุจากการตรวจสอบ

จุดเกิดเหตุเป็นเส้นทางลัดสายบ้านเงาะกาโป-เขื่อนบางลาง ห่างถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง) ราว 2 กม. พบหลุมระเบิดกว้าง 3 ม. ลึก 1.5 ม. กลางถนน รถหุ้มเกราะ REVA พลิกตะแคงข้างทาง เจ้าหน้าที่เก็บพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึงพยานบุคคลด้วยครับ

หลุมระเบิดขนาดใหญ่กลางถนน
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ประเภทระเบิดและวิธีการก่อเหตุ

จากการตรวจของ EOD พบว่าเป็น ระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊ส 15 กก. บรรจุดินระเบิดและเหล็กเส้นรวม 80 กก. ฝังใต้ท่อลอดสะพาน ใช้ระบบชนวนลากสาย ซึ่งเป็นวิธีที่อันตรายมาก ปิดล้อมพื้นที่แล้ว ติดตามกลุ่มก่อการร้ายที่เชื่อว่าสร้างสถานการณ์ช่วงเลือกตั้ง

  • น้ำหนักระเบิดรวม: 80 กก.
  • ประเภท: แสวงเครื่องในถังแก๊ส
  • ชนวน: ระบบลากสาย
  • จุดวาง: ใต้ท่อสะพาน
  • ผลกระทบ: รถพลิก ทหารเจ็บ 1

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคใต้ยังคงมีความไม่สงบ โดยเฉพาะช่วงสำคัญอย่างการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่ควรระมัดระวังและแจ้งเบาะแสหากพบสิ่งผิดปกติครับ

สำหรับท่านที่สนใจติดตามสถานการณ์ภาคใต้ แนะนำให้คลิกอ่านข่าวเพิ่มเติม หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ ความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน!

ที่มา – ตรวจสอบเหตุคนร้ายซุกระเบิด 80 กก. บึมชุดลาดตระเวนเลือกตั้ง ทหารเจ็บ 1 ราย

Scroll to top