ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

รทสช. พร้อมส่ง สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแถลงการณ์ ชี้ การยุบสภาครั้งนี้เกิดจากผลประโยชน์การเมือง ไม่คิดถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ลั่น พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้งประเทศ ตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์ถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยุบสภาฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาหนักรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ วิกฤติน้ำท่วมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก วิกฤติเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดทับความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง และสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าการทุ่มเทกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของบ้านเมือง แต่เกิดจากผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองล้วนๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมุ่งเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่คำนึงถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการแค่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่แก้ไขวิกฤติโดยตรง ข้อตกลงของสองฝ่ายทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศสะดุดลง วิกฤติประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เราตั้งใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราพร้อมลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากวงจรความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราพร้อมที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้และมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

จากแถลงการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมองว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความต้องการที่จะแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง

ทำไม รทสช. จึงมองว่าการยุบสภาฯ มาจากผลประโยชน์ทางการเมือง?

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่า การตัดสินใจยุบสภา ในครั้งนี้ ขาดความคำนึงถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์ชายแดน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่นักการเมืองมุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทำให้พรรคฯ มองว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ รทสช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การยุบสภาในครั้งนี้

นอกจากนี้ รทสช. ยังแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าพรรคฯ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รทสช. เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่แตกต่างจากนักการเมืองหลายคนที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การที่ รทสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้แทนของตนเอง การที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายและแสดงความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบว่าพรรคการเมืองใดที่สามารถไว้วางใจได้ และพรรคการเมืองใดที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจของท่านถูกชี้นำโดยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยอคติส่วนตัว จงใช้สิทธิของท่านอย่างมีสติ และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานเพื่อท่านและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา เกิดจากผลประโยชน์การเมือง

โสภณมอง“ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

“โสภณ ซารัมย์” มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” หากประชาชนชายแดนยังคงต้องอพยพอยู่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ชี้ประเด็นสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งหรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อย ประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต. ที่จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากประชาชนยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่ การจัดการเลือกตั้งก็อาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” เนื่องจากตามหลักการแล้ว การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

เมื่อถูกถามถึงการเตรียมความพร้อมในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ ตอบว่า พรรคไม่มีปัญหาในการดูแลประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งนั้นยังไม่สามารถระบุได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. เป็นหลัก

โสภณมอง “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมของพรรคการเมืองในการหาเสียง แต่อยู่ที่ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การที่ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต. จะตัดสินใจอย่างไร?

ความคาดหวังจึงอยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบคอบของ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

การตัดสินใจของ กกต. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่านายโสภณจะมองว่า “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ กกต.

สถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลายกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ กกต. ต้องเผชิญ การจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว กกต. ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่การเลือกตั้งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” มองไม่น่าจัดเลือกตั้งได้ เหตุคนชายแดนยังอพยพอยู่ ชี้หน้าที่ กกต. ดูความเหมาะสม

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พร้อมผู้สมัคร สส.

“หมอวรงค์” ประกาศนำทัพพรรคไทยภักดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชู ยกเครื่องประเทศไทยด้วยการเมืองสีขาว พร้อมเผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ลอตแรก เชื่อรัฐบาลยุบสภาเร็ว ชิงความได้เปรียบการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ เปิดนโยบายเรือธง ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย ด้วยการเมืองสีขาว” พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งระบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 100 คน โดยยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2569 มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566

นพ.วรงค์ ระบุว่า แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคไม่มี สส.ในสภาฯ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือส่วนหนึ่งของการเติบโต ได้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค ซึ่งระยะเวลากว่า 5 ปี พรรคไม่เคยทิ้งประชาชนและอุดมการณ์ความถูกต้อง วันนี้พรรคมีความพร้อมมากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 โดยระยะเวลา 2 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคยืนหยัดในอุดมการณ์และทำหน้าที่ฝ่ายค้านนอกสภาฯ จนทำให้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เดินเข้าสู่พรรคจำนวนมากเพื่อร่วมกันยกเครื่องเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างการเมืองสีขาว

สำหรับจุดแข็งของพรรคไทยภักดี คือ ทำจริง สู้จริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแสฉาบฉวย การปราบโกง คนโกงต้องถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ นโยบายเรือธงของพรรค คือ ยกเครื่องปราบโกง นักการเมืองโกงความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปประหารชีวิตสถานเดียวและห้ามขอพระราชทานอภัยโทษ ยกเครื่องตำรวจ หยุดวงจรส่วย ทุนเทา โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด ยกเครื่องความมั่นคง ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ ยกเครื่องการเมือง ตัดสวัสดิการ สส.-สว. ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อโครงสร้างราคาข้าวทั้งระบบ ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ยกเครื่องแรงงาน ดูแลแรงงานนอกระบบ คุ้มครองสิทธิพื้นฐานกลุ่มชาติพันธุ์ ยกเครื่องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรียกคืนโควตาสลากฯ จากนักการเมือง นายทุน จัดสรรให้คนพิการที่ขายสลากฯ จริง ยกเครื่องบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนให้หมอหรือคนที่ทำงานจริง ยกเครื่องพลังงาน ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาด ใช้ราคาเป็นเงื่อนไขแข่งขันเพื่อนำไปสู่ไฟฟ้าเสรี เป็นต้น

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากผู้สมัครที่เปิดตัวในวันนี้ พรรคเตรียมส่งผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กทม. และภาคใต้ รวมถึงผู้สมัครบัญชีรายชื่อ รวมประมาณ 150-200 คน โดยจะใช้กลยุทธ์หาเสียง ทำความเข้าใจและนำเสนอความจริงแก่ประชาชนในทุกช่องทาง

“เรามีความหลากหลายของผู้คน มีลักษณะของพรรคมวลชน มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากประสบการณ์ ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้พิพากษา นายตำรวจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ปราบโกง ปราบทุนเทา สร้างนิติรัฐ ให้ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมยกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก สร้างดุลกับทุนผูกขาด มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ร่วมยกเครื่องโครงสร้างราคาข้าวที่เป็นธรรม มีผู้นำแรงงานร่วมยกเครื่องแรงงาน มีคนหนุ่มสาวที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงร่วมยกเครื่องการเมืองเพื่อสร้างอำนาจรัฐของคนทั้งประเทศ มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ มีทีมงานหลังบ้านจากทั่วประเทศที่พร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือทำอุดมการณ์พรรคให้เกิดขึ้นจริง”

หัวหน้าพรรคไทยภักดี เผยต่อไปว่า พรรคเรียนรู้ เติบโตจากความพ่ายแพ้ จึงคาดหวังว่าในการเลือกตั้งปี 2569 ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเรียนรู้จากปัจจุบันและอดีต ลงโทษนักการเมืองที่สร้างความวิบัติ อัปลักษณ์ให้ประเทศ ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสร้างการเมืองสีขาว สร้างประเทศที่แข็งแรงกว่าที่เคยเป็นมา

จากนั้น นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ว่า การที่เราเปิดตัวผู้สมัคร สส.ในวันนี้ต้องพร้อม ยุบสภาวันนี้เราก็พร้อมเลือกตั้ง เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่นั้น นพ.วรงค์ ตอบว่า ตั้งเป้าไว้ที่ 150-200 เขต พื้นที่ไหนที่เราประเมินแล้วทุนเทาระบาดหนักจะไม่ส่ง เราส่งในพื้นที่ที่คิดว่าประชาชนมีจิตใจที่สู้กับทุนเทาได้ ส่วนคำถามว่ามีพื้นที่ไหนปักธงไว้หรือไม่ นพ.วรงค์ เผยว่า พื้นที่ที่มั่นใจคือพื้นที่ภาคใต้ และ กทม. แต่ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทุกภาค

ทางด้านจุดแข็งที่จะนำไปขายเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราประกาศชัดเจนเรื่องการเมืองสีขาว คือนโยบายการปราบปรามการทุจริต นโยบายเรื่องด้านความมั่นคง รวมถึงทั้งนโยบายการยกเลิก MOU 2543-2544 และนโยบายเรื่องข้าว วันนี้บ้านเราทุนสีเทาระบาดหนัก กระจายครอบคลุมไปหมด จึงขอสื่อสารไปยังประชาชนว่าเงินสีเทาอย่าคิดว่าเป็นแค่เงินพนันออนไลน์ หรือเงินจากสแกมเมอร์เท่านั้น เงินทุจริต เงินผูกขาด เงินที่ส่งมาจากต่างชาติที่มาสนับสนุนเอ็นจีโอ แต่มาช่วยเหลือพรรคการเมืองถือว่าเป็นเงินสีเทาทั้งหมด ซึ่งระบาดไปเกือบทุกพรรคเราจึงต้องใช้การเมืองสีขาวเข้าไปต่อสู้เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่ได้ สส. ครั้งนี้จะมีการปรับกลยุทธ์และตั้งเป้าไว้ที่เท่าไร นพ.วรงค์ บอกว่า เราพร้อมรบขนาดนี้ต้องมั่นใจ จากการเรียนรู้ในอดีต คิดว่าประชาชนได้เรียนรู้ว่าเมื่อ สส. เข้าไปแล้วทำไมกลายเป็นนักการเมืองสีเทา ไม่ใช่แค่เฉพาะในสภาฯ ทั้งวงการตำรวจ วงการราชทัณฑ์ และวงการต่างๆ ทั่วไปหมด ดังนั้นการเลือกตั้งรอบนี้อยากให้ประชาชนประเมินให้ดี หากเลือกตามกระแสจะได้แบบเดิม แต่ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ขอมาเลือกการเมืองสีขาว เมื่อถามต่อถึงนโยบายที่มีจะสู้แชมป์เก่าในพื้นที่ได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนใช้สติคิดวิเคราะห์เราสู้ได้ทุกพรรค

“ผมยืนยันและขอให้บันทึกคำพูดว่า ถ้าไม่เลือกพวกเราเข้าไป เราจะเห็นการเมืองเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ในช่วงการหาเสียง มีการปั่นกระแสเพื่อหลอกลวงประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกไทยภักดีถูกสร้างมาบนพื้นฐานของความเป็นจริง ความยุติธรรมเพื่ออนาคตที่ดีกว่าวันพรุ่งนี้ ย้ำว่าถ้าเลือกเหมือนเดิม สภาพสังคมก็จะเหมือนเดิม”

ในตอนท้ายเมื่อถามอีกว่ามองไทม์ไลน์การยุบสภาอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ คิดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น่าจะยุบสภาเร็วๆ นี้ ดูการเตรียมความพร้อมต่างๆ เหมือนกับว่าจังหวะที่ฝ่ายค้านทำท่าที่จะซักฟอก(อภิปรายไม่ไว้วางใจ) เลยฉวยโอกาสยุบสภา เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาพร้อมกว่าคู่แข่ง ดีไม่ดีเปิดสภาฯ มาวันที่ 12 ธันวาคม อาจจะยุบเลยก็ได้.

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

พรรคไทยภักดีพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

การประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ของพรรคไทยภักดีและ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายการเมืองสีขาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาและสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในประเทศ การสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวมก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – “วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์การเมือง

“นายแพทย์ชลน่าน” ซัด “อนุทิน” เลือกยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก หวังคุมอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งพร้อมโยนบาปให้เพื่อไทย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ นอกจากนี้การประกาศยุบสภาชัดเจนว่ามองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งกระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา เป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติจำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชนพร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จากกรณีที่นายแพทย์ชลน่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การเมืองไทยเดิมพันสูง: การยุบสภาเพื่ออะไรกันแน่?

การที่นายแพทย์ชลน่านออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาที่จะยุบสภา เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาอำนาจและความได้เปรียบทางการเมืองของตนเองและพรรคภูมิใจไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภา

หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การยุบสภายังอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ท่าทีของนายแพทย์ชลน่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความขัดแย้งที่รอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาถึงการกระทำของผู้บริหารประเทศ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การออกมาอัด นายกฯ ว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของนายแพทย์ชลน่าน จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลังเลือกยุบสภาหนีฝ่ายค้าน

ดุสิตโพลชี้ ประชาชนพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวล

ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม อยากเห็นความพร้อมทำงานจริงจัง มอง พรรคประชาชน พร้อมที่สุด รองลงมาภูมิใจไทย-เพื่อไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569

  • อันดับ 1 ค่อนข้างพร้อม (56.81%)
  • อันดับ 2 พร้อมมาก (26.58%)
  • อันดับ 3 ยังไม่ค่อยพร้อม (13.80%)
  • อันดับ 4 ไม่พร้อมเลย (2.81%)

2. ประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม (53.15%)
  • อันดับ 2 อยากให้กติกาและระบบเลือกตั้งยุติธรรม (43.44%)
  • อันดับ 3 เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี (36.29%)
  • อันดับ 4 พรรคการเมืองและผู้สมัครมีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น (30.41%)อันดับ 5 ต้องรอดูว่าจะมีเลือกตั้งวันใด ต้องกาบัตรอะไรบ้าง (28.11%)

3. ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมตัวเลือกตั้งอย่างไร (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 มีทีมงานมืออาชีพ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง (56.39%)
  • อันดับ 2 เตรียมนโยบายที่ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาประชาชนได้จริง (50.43%)
  • อันดับ 3 ใช้งบประมาณเลือกตั้งอย่างโปร่งใส (47.36%)
  • อันดับ 4 รับฟังความคิดเห็นและปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน (46.25%)
  • อันดับ 5 ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหาเสียง (40.29%)

4. “5 พรรคการเมือง” ที่ประชาชนคิดว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้ง

  • อันดับ 1 ประชาชน 18.99%
  • อันดับ 2 ภูมิใจไทย 16.87%
  • อันดับ 3 เพื่อไทย 15.25%
  • อันดับ 4 กล้าธรรม 13.97%
  • อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 9.54%
  • พรรคอื่นๆ เช่น ชาติไทยพัฒนา 4.86% พลังประชารัฐ 4.68% รวมไทยสร้างชาติ 2.73% ไทยสร้างไทย 2.64% ฯลฯ 25.38%

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ยังมีเงาความไม่ไว้วางใจต่อการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงอยากเห็นกติกาและระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคการเมืองควรจัดทัพเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง และพิสูจน์ให้ได้ว่าพร้อมจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

ขณะที่ ผศ.ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในต้นปี 2569 แต่ที่ตัวเลขยังไม่สูงมากนัก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีการสลับขั้วเปลี่ยนข้างกันเกิดขึ้น โดยอ้างถึงการปลดล็อกทางการเมือง

มาในครั้งนี้แม้จะมีการทำ “บันทึกข้อตกลง” (Memorandum of Agreement : MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนว่าจะผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือน และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ไทม์ไลน์คร่าวๆ ไว้ว่าประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2569 จะยุบสภาแล้วก็ตาม แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีเบื้องหลังหลายคดีที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง รวมทั้งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ และการพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ตามวลีของพรรคคือ “พูดแล้วทำ” พร้อมกับการเดินเกมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม การดึงเกมยุบสภาและการมีดีลลับทางการเมืองอาจเกิดขึ้น จนทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่คาดคิดอีกครั้งก็เป็นได้.

เลือกตั้ง 2569 ประชาชนคิดอย่างไร?

ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับ “เลือกตั้ง 2569” ที่กำลังจะมาถึง โดยประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม ความคาดหวังคือการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

พรรคการเมืองกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569

ประชาชนคาดหวังให้พรรคการเมืองเตรียมพร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพ นโยบายที่ชัดเจนและการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับ “เลือกตั้ง 2569”

นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลถึงเรื่องกติกาและระบบเลือกตั้งที่ต้องมีความยุติธรรม รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความพร้อมและความคาดหวังของประชาชนต่อ “เลือกตั้ง 2569”

ดังนั้น พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานจริงและการแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ “เลือกตั้ง 2569” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ถึงแม้ผลสำรวจจะชี้ให้เห็นถึงความกังวลของประชาชน แต่ก็เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่จะต้องรับฟังและปรับปรุง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – ดุสิตโพลชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดสถานการณ์ซ้ำรอย

“มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. เปิดตัว สส.กทม.

“อภิสิทธิ์” กระตุก “นายกฯ อนุทิน” ควรเป็นแบบอย่างผู้นำประชาธิปไตย แง้ม 10 พ.ย. จ่อเปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ยัน “กาญจน์ ตั้งปอง – ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังอยู่ประชาธิปัตย์

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถือเป็นสัญญาณชัดเจนเรื่องยุบสภา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวผู้สมัครถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ ทั้งการเริ่มรณรงค์ให้คนมาร่วมงานโดยสมัครเข้าพรรคกับเราที่ต้องการเปิดกว้าง แต่ขั้นตอนทางกฎหมายยังต้องรอการรับรองคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ การยุบสภาน่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม 2569 แต่เราไม่หวั่นไหว หากเร็วขึ้น เพราะคิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนพยายามบอกกับทุกคนว่า “อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมืองด้วยกัน”

ส่วนการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้นเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ เชื่อว่า สามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบายเพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภามีเวลาราว 2 เดือนต้องทำให้สำเร็จ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายพรรคเรา คนที่อยู่กับเรา และทิศทางของเราคืออะไร เพียงแต่จากที่ฟังนายกรัฐมนตรีพูดว่าจะยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี

“อยากบอกท่านว่าจริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการมาด่ากันหรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ และท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. แต่ในทางกฎหมายเราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะเมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาสมัครแล้ว ตามกฎหมายต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้ กก.บห.พรรค สรุปอีกครั้ง จึงจะครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม แต่ตนดูข่าวแล้วยังตกใจว่าทำไมเปิดตัวกันง่าย ได้ทำตามขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมหรือไม่ และก็ยังรู้สึกงงๆ ด้วยว่า พอเปิดตัวเสร็จก็ไปใส่เสื้ออีกพรรคหนึ่งได้ ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่นิ่ง ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอีกหลายคนที่จะเตรียมย้ายไปอีก จึงยังมีเวลาที่จะสรรหาผู้สมัคร โดยเฉพาะคนที่เชื่อมั่นในแนวทางที่เราประกาศออกไปให้มาร่วมกับเรา

เมื่อถามว่า สส.เก่าทั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ประกาศตัวว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกาญจน์ มาพบตนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีโอกาสพบกัน แต่ทราบจากข่าว ซึ่งใครที่ตัดสินใจอยู่กับเราก็ต้องเดินตามแนวทางที่เรากำหนดไว้ และขอบคุณที่ยังตัดสินใจมาร่วมกันตรงนี้ ยืนยันว่าเรายังเปิดกว้างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะมาร่วมกับเรา.

อภิสิทธิ์เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 10 พ.ย. นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นแบบอย่างผู้นำในระบอบประชาธิปไตย

ในการให้สัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยย้ำว่าพรรคกำลังเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมงานกับพรรค การเตรียมผู้สมัคร และการจัดทำนโยบายที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์กับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. รอบใหม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แต่ในทางกฎหมาย พรรคจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ก่อนที่จะสรุปและประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ สส.เก่าของพรรคบางส่วนได้ประกาศตัวว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป โดยกล่าวขอบคุณ สส. เหล่านั้นที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางของพรรค และพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาได้ย้ำว่าพรรคยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับพรรค และพร้อมที่จะพิจารณาผู้สมัครที่มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะนำเสนอนโยบายและผู้สมัครที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จับตาดูวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ ใครบ้าง และจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. แง้ม 10 พ.ย. เปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

อนุทินยัน! 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์

“นายกฯ อนุทิน” ยืนยันหนักแน่น จะยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน คือวันที่ 31 มกราคม 2569 นายกฯ ลั่นไม่ยอมให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ฟรีๆ พร้อมบอกว่าเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะเป็นไปตลอด แต่จะฝากอะไรไว้ให้ประเทศชาติได้จดจำ

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงเรื่องการยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ได้ทำไว้กับพรรคประชาชน นายอนุทินตอบว่า “4 เดือนคือสิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน เพราะมองกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น การยุบสภาฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ และคืนอำนาจให้ประชาชน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

พรรคที่เป็นรัฐบาลในตอนนั้นมีข้อสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีรักษาราชการ จะสามารถยุบสภาฯ ได้หรือไม่ จึงต้องมีวิธีการดำเนินการเพื่อให้มีการยุบสภาฯ “เราเล่นตามกติกา พรรคประชาชนมี สส. มากกว่าเรา แต่เขาไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เมื่อต้องเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน จึงเป็นที่มาของเอ็มโอเอ” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะยืนยันตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายอนุทินตอบอย่างหนักแน่นว่า “ตนยืนยันตลอด ไม่เคยเปลี่ยน มีคนเยอะแยะมาบอกว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นข้ออ้างได้ ตนรับฟัง แต่รับรองไม่ปฏิบัติตาม เพราะพรรคประชาชนทำให้ตนเป็นนายกฯ ตนต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ เมื่อครบสี่เดือนก็ต้องยุบสภาฯ” การยืนยันเรื่องการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ก่อนกำหนด หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์ กว่าจะยื่นอภิปรายได้ สภาฯ เปิดสมัยประชุมเดือนธ.ค. ตั้งใจยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 อยู่แล้ว คนคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ”

นายกฯ อนุทินกล่าวต่อว่า “หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร”

อนุทินยืนยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ตนพร้อมตั้งแต่เขาเอาออกจากรัฐบาล และการประชุม สส. พรรคภูมิใจไทย วาระแรกหลังเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 66 คือบอกให้เตรียมตัวเลือกตั้ง เพราะมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน บอกสมาชิกพรรคว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมอ หากพรุ่งนี้เลือกตั้งก็ต้องพร้อม”

เมื่อถามว่าพร้อมกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า “ก็ดีเหมือนกัน เป็นนายกฯ ตอนนี้ตนเป็นนายกฯแล้ว ตอนที่ยังไม่เป็นยังกลัวๆ กล้าๆ แต่พอเป็นแล้วเห็นสิ่งที่สามารถทำได้ให้กับบ้านเมืองด้วยความเป็นนายกฯ”

“หากเราทำได้ดี จะเป็นยาวเป็นสั้นไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับตนเป็นแล้วก็คือเป็น ตั้งแต่ปี 47-49 ที่ตนได้เป็นรัฐมนตรีแล้วมีการรัฐประหาร ตนออกไปจากการเมือง 13-14 ปี คนที่ไม่สนิทกันมากเขาก็เรียกตนเป็นรัฐมนตรีทุกคำ วันนี้ต่อให้ตนเป็นนายกฯ 3-4 เดือน คนก็เรียกตนว่านายกฯ เหมือนที่ตนเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าท่านนายกฯ” นายอนุทินกล่าว

อะไรที่นายกฯ อยากฝากไว้ก่อนยุบสภาฯ

นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า “แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่มีอยู่ทำอะไรให้มันปังไปสักอัน เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นภาพจำ ได้กลับหรือไม่กลับ เราก็ถือว่าบอกตัวเองได้แล้วว่าความเป็นนายกฯ ทำสิ่งอะไรไว้”

การยืนยันเรื่องการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ของนายกฯ อนุทิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน และความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่นายกฯ ได้ใช้เวลาในการดำรงตำแหน่ง สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และสร้างภาพจำที่ดีให้กับประชาชน

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์ บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด

Scroll to top