ยุบสภา 2568

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

พรรคประชาชนเรียกประชุม สส. ต่อเนื่องจากประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงแนวทางหลังจาก ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ช่วงเช้าวันนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาแล้ว และการประชุมร่วมรัฐสภารวมถึงการแถลงข่าวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคเสร็จสิ้นแล้ว พรรคประชาชนได้เรียกประชุม สส. ต่อที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการหารือถึงแนวทางของพรรคหลังจากนี้ จากนั้นในวันนี้ (12 ธ.ค.) ต่อเนื่องกัน จะมีการประชุมผู้บริหารพรรคตลอดทั้งวัน เพื่อหารือว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไรต่อ

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

การตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคประชาชนเองก็เช่นกัน การที่ ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา อย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงสถานการณ์และความมุ่งมั่นที่จะวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง การประชุมภายในพรรคครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรค

ความสำคัญของการประชุม สส. และผู้บริหารพรรค

การประชุม สส. และผู้บริหารพรรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของพรรคในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค แต่ยังเป็นการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอพรรคต่อประชาชน พรรคประชาชนจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจและดึงดูดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือกันในการประชุม ได้แก่

  • การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค
  • การสรรหาผู้สมัคร สส. ที่มีคุณภาพ
  • การวางแผนการหาเสียงและประชาสัมพันธ์
  • การเตรียมความพร้อมด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ

ผลจากการประชุม ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การตัดสินใจและแนวทางที่พรรคกำหนดขึ้น จะส่งผลต่อความนิยมของพรรคและโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคประชาชนและต่อการเมืองไทยโดยรวม

การเมืองไทยหลังการยุบสภาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่สูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนเร่งดำเนินการประชุมและหารือกันภายในพรรค แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง

ติดตามข่าวสารการเมืองและผลการประชุมของพรรคประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมือง

ที่มา – ปชน. เรียกถก สส. ต่อ ก่อนประชุมผู้บริหารพรรค คุยแนวทางหลังยุบสภาช่วงเช้าวันนี้

“เท้ง” ยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ทำตามเอ็มโอเอ

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ พลิกมติหน้างาน ไม่เชื่อโน้มน้าวสว.ไม่ได้ ยังพอใจอย่างน้อยคำถามประชามติข้อ 1 ผ่านสภา หวังครม.นำไปปฏิบัติ

เมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันไม่สามารถยอมรับอำนาจของสว.ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็รู้จุดยืนของพรรคประชาชนดีอยู่แล้ว จึงอยากให้ประชาชนร่วมติดตามในการทำหน้าที่ว่าเอ็มโอเอที่ถูกฉีกเกิดจากใครกันแน่ ยืนยันพยายามทำตามกรอบที่จำกัดภายในอำนาจที่มีอยู่ ทุกจังหวะย่างก้าวเราพยายามใช้ทุกเสียงที่เรามีผลักดันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ได้เป็นร่างหลัก เป็นร่างที่ยังพอรับได้

แต่สิ่งที่ได้คุยกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางส่วนก็รู้สึกผิดหวังไม่อยากให้เป็นแบบนี้ มีการปรับหน้างานให้เป็นแบบนี้ทั้งที่มีมติวิปกันไปแล้ว หลังจากนี้จะไว้ใจภูมิใจไทยได้อีกหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ชัดแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข เหตุการณ์ที่ทุกคนบอกว่าเกิดขึ้นหน้างาน แต่อย่างน้อยวันนี้คำถามประชามติครั้งที่1 ยังผ่านที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ อย่างน้อยคณะรัฐมนตรีควรจะมีมติทำประชามติ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวอีกว่า เอ็มโอเอคือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เราไม่ได้ตัดสินใจบนความเชื่อใจกันอย่างเดียว แต่ตัดสินใจด้วยข้อตกลงเอ็มโอเอ ขอย้ำว่ามติก่อนหน้านี้ก็ยืนตามกมธ.เสียงข้างมาก ต้องถามกลับไปยังภูมิใจไทยว่าทำไมจู่ๆถึงเปลี่ยนมติ

เมื่อถามว่าภราดร ปริศนานันทกุล บอกไม่สามารถสั่งสว.ได้ เชื่อหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าต้องไปดูว่าทำไมสามารถผ่านวาระหนึ่งมาได้ หากบอกว่าไม่สามารถโน้มน้าวได้ ในมุมหนึ่งหากโหวตตามกมธ.เสียงข้างมาก ยังเหลือเวลาอีก 15 วันในการทำความเข้าใจกับสว. ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีกว่า

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “เท้ง” ออกมายืนยันว่าพรรค “ภูมิใจไทย” ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเอ็มโอเอ (Memorandum of Agreement) ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจและเกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในการร่วมงานทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ทำไม “เท้ง” ถึงยืนยันว่า “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ?

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคภูมิใจไทยได้มีการ “พลิกมติหน้างาน” ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยมีร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคประชาชนยังแสดงความผิดหวังต่อการกระทำดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “เท้ง” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในภาพรวม การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมากล่าวหาอีกพรรคหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

นอกจากประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอแล้ว “เท้ง” ยังได้กล่าวถึงอำนาจของ สว. ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในวงกว้าง พรรคประชาชนมีความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ สว. มีอำนาจในการโหวตร่างรัฐธรรมนูญ และมองว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทยเป็นการยอมรับอำนาจดังกล่าว

แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ “เท้ง” ก็ยังแสดงความพอใจที่อย่างน้อยคำถามประชามติข้อที่ 1 ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติจริง การทำประชามติถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และบทบาทของ สว. ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในวันหน้า

การที่พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่า “ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ” ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆ การแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทยว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

สถานการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า การรักษาคำพูดและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน หากนักการเมืองไม่สามารถรักษาคำพูดได้ ก็ยากที่จะได้รับการสนับสนุนและความเคารพจากประชาชน

มาร่วมกันติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสังคมที่นักการเมืองมีความรับผิดชอบและเคารพในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ที่มา – “เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

“นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส.

“อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 ไม่กังวล สส. เพื่อไทย ยื่นถอดถอนพ้นสมาชิกภาพ สส. ปม MOA สวนกลับ หากพรรคประชาชนจับมือสนับสนุน “ชัยเกษม” คงต้องทำมากกว่าข้อตกลง เพราะเคยผิดสัญญามาก่อน

วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนร่วมกันทำ MOA เข้าข่ายครอบงำพรรคการเมือง และก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามสิทธิ ตามกฎหมาย ซึ่งข้อเสนอและข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยมีต่อพรรคประชาชน ไม่ต่างกับพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอก่อนที่จะมีการลงมติให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยเสนอว่า หากพรรคประชาชนโหวตเลือก นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ก็จะยุบสภาในทันที

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ถ้าหากพรรคประชาชนยอมรับก็ถือว่าเป็นข้อตกลง แต่พรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยคงต้องมีมากกว่า MOA เพราะพรรคเพื่อไทยเคยผิดสัญญามาแล้ว และเรื่องนี้ควรต้องไปถามพรรคเพื่อไทยมากกว่า พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ยืนยันด้วยว่าไม่กังวล เนื่องจากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยทำเราก็ทำตาม ยกเว้นเรื่องที่ไม่ถูก

“นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส.

จากกรณีที่ สส. พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการทำ MOA ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิและกฎหมายที่สามารถทำได้ และไม่ได้รู้สึกกังวลต่อประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงข้อเสนอที่พรรคเพื่อไทยเคยให้กับพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ โดยระบุว่ามีความคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยได้ทำกับพรรคประชาชนในปัจจุบัน และยังได้กล่าวถึงประเด็นการผิดสัญญาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกด้วย

ประเด็นสำคัญ: ทำไมนายกฯ หนูถึงไม่กังวล?

เหตุผลสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล “นายกฯ หนู” ไม่กังวลต่อการถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. มาจากความเชื่อมั่นในการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการมีข้อตกลงที่โปร่งใสกับพรรคประชาชน นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเคยมีข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันในอดีต ทำให้เขามั่นใจว่าการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างใด และพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายอนุทินได้ยกประเด็นการผิดสัญญาในอดีตของพรรคเพื่อไทยขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาการกระทำของตนเองก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

การถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. ของ “นายกฯ หนู” เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่

ในขณะเดียวกัน การออกมาตอบโต้ของนายอนุทินต่อพรรคเพื่อไทยก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตาดูต่อไปว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญของการที่ “นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. นั้นมาจากความเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง และความพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และทำความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. ปม MOA สวนกลับเพื่อไทยเคยผิดสัญญา

“เท้ง” ยัน ปชช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ: จริงหรือ?

“เท้ง” พร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ต่อ ปัดกระแสข่าว สส.พรรคประชาชนค้าน-ขอฟรีโหวต ยันมติพรรคกลั่นกรองดีแล้ว ชี้ ถ้ารัฐบาลใหม่สะสางรื้อคดีเดิม ยื่นซักฟอกทันที เมินข้อเสนอเพื่อไทย กลับไปกลับมา

เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงที่รัฐสภา ชี้แจงถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาชนบางส่วนอยากฟรีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เนื่องจากไม่อยากโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าไม่มีกระแสความแตกแยกในพรรค 

ตามที่แถลงเมื่อเช้า พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ความไม่ชัดเจนเช้านี้ที่ได้เรียกหาจากนายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ว่ากระบวนการยุบสภาเดินหน้าหรือยุติอย่างไร ชัดเจนแล้วว่า นายภูมิธรรม ไม่ได้เดินหน้ายุบสภาแล้ว แต่เป็นการเดินหน้าโหวตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ทั้งนี้ ไม่คิดว่าจะทำอะไรให้เกิดความไขว้เขวแต่อย่างใด เมื่อเช้าแถลงไปแล้วว่ากระบวนการตัดสินใจของพรรคประชาชนได้สิ้นสุดตั้งแต่ตอนนี้ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ได้แถลงข่าว และเซ็นข้อตกลงร่วม (MOA) กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาชน บางคนขอฟรีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนี้ ตลอดทั้งวันที่ตนได้มีการประชุมร่วมกับ สส.ในพรรค ไม่มีการพูดถึงเรื่องฟรีโหวตแต่อย่างใด ส่วนคำถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ถ้าฟรีโหวตในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (5 กันยายน 2568) หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เชื่อมั่นต่อเพื่อนร่วมพรรคทุกคนว่าจะปฏิบัติตามมติของพรรค ในส่วนของความอึดอัดใจ เชื่อว่าทุกคนมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เราผ่านกระบวนการถกเถียงแลกเปลี่ยนมาหมดแล้ว เชื่อว่าจะปฏิบัติตามมติพรรค ไม่มี สส.พรรคประชาชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติพรรคแต่อย่างใด รอดูว่าจะมีหรือไม่ แต่เชื่อมั่น ณ ตอนนี้ว่าไม่มี

ส่วนการติดต่อสภาฯ เพื่อเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย หรือตอนรายงานตัวการปฏิรูประบบงบประมาณเอง ได้นำเรียนประธานรัฐสภาโดยตรงว่า ไม่ได้ประสานขอเลื่อนแต่อย่างใด ระหว่างวันมีกระแสข่าวปล่อยกันออกมาโดยตลอด และมีการต่อสายมาถึงตนจากเจ้าหน้าที่ของประธานสภาฯ โดยตรงว่า ได้ประสานขอเลื่อนการโหวตจริงหรือไม่ ตนได้ยืนยันต่อท่านประธานฯ และท่านเองก็อยู่ในที่ประชุมด้วยว่าไม่เคยประสานเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนต้องรับผิดชอบต่อหน้าตาของ ครม.อนุทิน หรือไม่ ว่า อยากยืนยันเรื่องเดิมว่าเราทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการโหวตที่เรามีมติให้กับนายอนุทินครั้งนี้ โหวตเพื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีหน้าที่ในการยุบสภา เปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจภายใต้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่พรรคประชาชนไม่ต้องแบกรับแต่อย่างใด เพราะเราทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ตรวจสอบเต็มที่

ในประเด็นข้อเสนอใหม่ของพรรคเพื่อไทยผลักดัน นายชัยเกษม ชเป็นนายกรัฐมนตรี และยุบสภาทันที สนใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ถ้ามีการเสนอมาก่อนหน้านี้ และมีการยื่นข้อเสนอพูดคุยอย่างเป็นทางการมาก่อนหน้านี้ ก่อนรับฟังความเห็นของพรรค ก่อนพรรคมีมติอย่างเป็นทางการ เชื่อว่าตนและเพื่อนๆ ในพรรคจะรับไว้พิจารณา ใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการชั่งน้ำหนัก แต่เห็นได้ชัดเจนว่ากระบวนการที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีการให้ข่าวกลับไปกลับมาจากพรรคเพื่อไทยเอง และพวกเราประเมินได้ว่าจริงๆ แล้ว ไม่มีความจริงจังหรือจริงใจบรรลุข้อตกลงกับเราแต่ต้น แต่ปล่อยข่าวเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่า

เมื่อถามย้ำแสดงว่าไม่เชื่อใจพรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษมใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า จนถึงวินาทีนี้ ภายหลังพรรคประชาชนบรรลุข้อตกลงเรียบร้อย และมีการปล่อยข่าวลักษณะนี้อยู่ แสดงให้เห็นว่าเราเองไม่สามารถเชื่อคำพูดที่กลับไปกลับมาแบบนี้ได้

นักวิชาการเตือน ปชช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ?

ในประเด็นที่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนออกมาเตือน อยากให้พรรคประชาชนพิจารณาใหม่ เพราะการโหวตพรรคภูมิใจไทยเหมือนสนับสนุนกลุ่มทำลายกระบวนการนิติรัฐ นิติธรรม และทำนิติสงคราม นายณัฐพงษ์ เผยว่า เรารับฟังและทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน พร้อมพิสูจน์ตัวเองในกรอบเวลาต่อจากนี้ ผ่านการทำหน้าที่ทุกอย่างของเรา และอยากยืนยันทุกคน วันนี้สิ่งที่ตนและพรรคประชาชนจำเป็นต้องทำคือหนักแน่นต่อการตัดสินใจของเรา เราไม่ได้เพิ่งมาคิดไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่มองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2 เดือนที่แล้ว เราได้ประเมินสถานการณ์ ชั่งน้ำหนักทุกด้าน ไตร่ตรองรอบคอบ ก่อนออกมติพรรค เชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศจริงๆ

ทางด้านคำถาม หากภูมิใจไทยทำนิติสงครามขึ้น มีการเรียกร้องให้พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก่อนที่ตนและพรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ต้องดูที่การกระทำของพวกเราด้วย กรณีที่เราได้เรียกร้องและให้ข้อคิดเห็นในตอนเช้าว่า เราไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม ไม่ว่าฟ้องร้อง มาตรา 157 หรือมาตรา 112 ที่ผ่านมา เรียนตามข้อเท็จจริง ตนและพรรคประชาชนไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ แต่เรามีอำนาจฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ใช้เสียงที่เรามีกำกับทิศทางรัฐบาลต่อจากนี้ เพื่อเปิดทางทำรัฐธรรมนูญใหม่

“ต้องดูต่อไปในอนาคต รัฐบาลเฉพาะกิจทำอะไรไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างพวกเราตรวจสอบตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ ไม่มีออมมือทั้งสิ้น เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น”

ขณะที่หลายคนมองตอนแรกโหวตหนุนภูมิใจไทย แล้วไปค้านในอนาคตจะทำได้จริงหรือ นายณัฐพงษ์ เผยว่า สิ่งที่สังคมต้องมองแยกให้ออกคือเรื่องการใช้เสียงในสภาฯ เพื่อเดินหน้าสู่ทางออกของประเทศ กับการร่วมรัฐบาล ยืนยันอีกครั้งว่าการโหวตนายอนุทินไม่ใช่ร่วมรัฐบาล แต่หาทางออกของประเทศ เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่

ในกรณีอดีตแกนนำพรรคก้าวไกล และ สส.บางคน เสนอว่าไม่อยากให้พรรคประชาชนเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ที่ทำสัญญากับปีศาจนั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพิสูจน์ หลังจากนี้อีก 4 เดือน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนจะใช้เสียง 140 กว่าเสียง กำกับทิศทางรัฐบาล นำไปสู่สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้มากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าเราทำได้ ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตแกนนำก้าวไกลคนอื่นๆ เคยบอกว่าไม่ควรดีลกับปีศาจนั้น คิดว่าสิ่งที่เราเคยบอกว่าดีลปีศาจ ต้องดูว่าดีลเพื่อผลประโยชน์ของใคร เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเราใช้อำนาจที่เรามี ได้รับมอบจากประชาชน หาทางออกให้กับประเทศ ที่สำคัญมากกว่า เชื่อว่าองคาพยพของเราเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าไม่เสียดายใช่หรือไม่ที่ตัดสินใจดีลกับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่เสียดาย และไม่คิดที่จะไปทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เดินหน้าหาทางออกให้กับประเทศ คิดว่าเป็นเรื่องประธานสภาฯ บรรจุวาระแล้วว่าจะเดินหน้าต่อ หรือโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างไรบ้าง ถ้าอนาคตนายอนุทินไม่ยุบสภา เราประเมินไว้หมดแล้ว และเราจะประเมินทุกวันต่อจากนี้ หลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ถ้าเราเริ่มเห็นแล้วว่านายอนุทินไม่พยายามปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกัน เราพร้อมใช้เสียงในสภาฯ ยื่นมติไม่ไว้วางใจทันที

เมื่อถามต่อไป หากกำหนด 4 เดือน แต่เกิดสถานการณ์รัฐบาลต้องกำกับดูแลประเทศต่อ ต้องคุยกันอีกรอบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่าตอนนี้กรอบสำคัญของเราคือตามข้อตกลงที่ได้บอกว่า สถานการณ์ในอนาคตไม่ว่าเรื่องใหญ่ ไทย-กัมพูชา หรือภาษีทรัมป์ เราให้ประชาชนตัดสิน เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลชุดใหม่แก้ไขในส่วนนี้

สำหรับกรณีข้อครหาบางพรรคในรัฐบาลใหม่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ เพราะเงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชนไม่มีระบุส่วนนี้จะทำอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันผ่านการแถลงครั้งนี้อีกครั้งว่า ถ้าหากว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสะสางคดีของตนและพวกพ้อง พรรคประชาชนไม่มีทางยอมรับได้ พร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

“ทุกๆ อย่างอาจไม่ได้ตอบลงรายละเอียดมากนัก ตอบบนหลักการที่ทุกคนเข้าใจได้ ดูเรื่องการกระทำที่วิญญูชนเห็น ถ้าเชื่อว่านายอนุทิน ในฐานะนายกฯ มีความเป็นไปได้มากที่สุดคนต่อไป ใช้อำนาจยุ่งเกี่ยว เป็นอำนาจของ ปชน.ล้มอำนาจที่ไม่มีความชอบธรรม”

“เท้ง” ยัน ปชน. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ส่วนถ้าพรรคเพื่อไทยยืดเยื้อหรือล้มการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายณัฐพงษ์ มองว่า การเดินเกมในสภาฯ เป็นเรื่องปกติ รวมถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี แต่อยากให้ทุกคนเรียกร้อง ณ ตอนนี้คือเดินหน้าเปิดประตูสู่ทางออกของประเทศ เพราะความชัดเจนของพรรคประชาชน คือพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดินหน้ายุบสภาก่อน ต่อมาเสนอชื่อ นายชัยเกษม มาชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มองว่าพรรคเพื่อไทยตีรวน

ขณะที่สุดท้ายถ้านายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วถูกคดีจริยธรรมสอยก่อนยุบสภา มองถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่การโดนคดีจริยธรรม พรรคประชาชนบอกตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กระบวนการแบบนี้.

ท่าทีของพรรคประชาชนในการสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกให้กับประเทศ แม้จะมีความเห็นต่างจากหลายฝ่าย แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็มาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ เมินข้อเสนอเพื่อไทย ชี้ พูดกลับไปกลับมา

ชูศักดิ์ย้ำ! ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” กางรัฐธรรมนูญ ย้ำ “ภูมิธรรม เวชยชัย” มีอำนาจเสนอยุบสภา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ บอก หากตีความรัฐธรรมนูญไปทางตันจะเกิดผลที่อันตราย

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้หรือไม่ ว่า การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อำนาจนายกฯ ดังที่ตั้งประเด็นกันว่า ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ นายกฯ มีแต่เพียงอำนาจถวายความเห็นโดยเสนอ พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 103 และมาตรา 175 เท่านั้น การตีความรัฐธรรมนูญควรตีความไปในทางที่สามารถใช้บังคับแก่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ใช่ก่อให้เกิดทางตัน การยุบสภาจะทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุเดียวกันตาม มาตรา 103 โดยไม่มีบทบัญญัติอื่นใดจำกัดอำนาจนายกฯ ในการถวายความเห็นให้ทรงตรา พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 175 และเมื่ออำนาจใดเป็นของนายกฯ อำนาจนั้นย่อมเป็นของรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกฯ เพราะไม่มีข้อจำกัดไว้ในที่ใด

ส่วนคำกล่าวที่ว่าอำนาจเสนอร่าง พ.ร.ฎ. เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เป็นการคิดเอาเองตามทฤษฎี เช่น ถือว่านายกฯ ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ จึงควรเป็นบุคคลเดียวที่เสนอร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เป็นการนำทฤษฎีคนละเรื่องกันมาตีความนอกรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ตีความเช่นนั้น ก็คงบัญญัติไว้แล้ว เช่น บัญญัติไว้ในมาตรา 167 (1) ว่ารัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้นายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุใด แต่เพราะนายกฯ มาจากความไว้วางใจของสภาฯ รัฐมนตรีอื่นทั้งคณะจึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ว่าการตีความรัฐธรรมนูญต้องตีความไปในทางที่ใช้บังคับได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์สำคัญที่นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง และยังคงมีรองนายกฯ รักษาการ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนสมควรยุบสภา ก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภาไม่ได้ อันก่อให้เกิดผลอันตรายและเสียหายตามมา อันจะเป็นทางตันไม่อาจแก้ปัญหาได้ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกฯ จึงมีอำนาจในการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ส่วนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประการใด ย่อมเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่อาจถูกทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรใดๆ ได้ ข้อที่ว่าผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ ไม่เคยทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา มาก่อน มิใช่เหตุผลที่จะตัดอำนาจดังกล่าว

ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต จึงถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยไม่ได้ แท้จริงแล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องหาทางออกจนได้ ดังเช่น กรณีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายความเห็นให้ทรงยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช 2516 (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) ทั้งที่ไม่เคยมีประเพณีให้ยุบสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และครั้งนั้นก็เคยสงสัยกันว่านายกฯ มีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ แต่ก็มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

“ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

ทำไม ชูศักดิ์ ถึงย้ำว่า ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาเน้นย้ำว่านายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเสนอยุบสภา นั้น เป็นการตีความตามหลักรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ในสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ การตีความเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง และเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ด้วยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

นอกจากนี้ การตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลักการที่ว่า อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะถูกส่งต่อไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ หากไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ชัดเจน การตีความในลักษณะนี้เป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องของการบริหารประเทศ และอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น การเสนอยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องอำนาจในการเสนอยุบสภายังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันไปในแง่มุมทางกฎหมายและการเมือง การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน จึงเป็นการให้ข้อมูลและมุมมองที่สำคัญต่อสาธารณชน เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและหลักการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการเสนอยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ

“จิรายุ” เย้ยพรรคประชาชนไม่เข็ด ภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า “ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเรียกร้องมาตลอดว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แต่ทำไมยังยืนยิ้มได้ ที่ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยที่ประกาศจับมือกันไปแจ้งความในลักษณะเช่นนี้ พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บปวดเป็นครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกยังไม่น่าจะเข็ดที่พรรคภูมิใจไทย เคยโหวตคว่ำไม่เอา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แม้แต่เสียงเดียว ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยทุกเสียงให้เกียรติ โหวตเลือกนายพิธา อย่างเต็มกำลัง ทำเป็นลืมไปได้”

การที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ออกมาย้ำถึงอำนาจของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ในการเสนอยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจบทบาทและอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อร่วมกันติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

“เท้ง” ถาม “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา?

“เท้ง ณัฐพงษ์” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือยัง มองควรดำเนินตามกระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 พร้อม เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157 ไม่เห็นด้วยนิติสงคราม

เมื่อเวลา 09.49 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา (3 กันยายน 2568) ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพรรคเพื่อไทยมีมติในการเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลเตรียมที่จะเสนอความเห็นเพิ่มเติมต่อสำนักองคมนตรี เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเห็นดังต่อไปนี้ ประการแรก พวกเรายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ หรือรักษาการนายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ได้มีอำนาจที่ในการตีความเรื่องนี้ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ได้อย่างไร อำนาจในการตีความอยู่กับหน่วยงานที่ควรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวนายภูมิธรรมเอง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ สภาพที่เกิดความไม่ชัดเจนจากการที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ กับการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ สิ่งที่วันนี้เรามีความชัดเจนแล้วคือระเบียบวาระกำลังเดินหน้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน แต่ที่ยังไม่ชัดเจนในตอนนี้คือทางพรรคเพื่อไทยหรือนายภูมิธรรม ยังเดินหน้ากระบวนการยุบสภาหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลหรือข้อขัดแย้งทางกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่ตนอยากขอเรียกร้องจากนายภูมิธรรมและรัฐบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เราเดินหน้าถูกต้องที่สุด อยากได้ความชัดเจนว่าตกลงแล้วรัฐบาลในขณะนี้ยังคงเดินหน้ากระบวนการในการยุบสภาอยู่หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ถ้ากระบวนการยังไม่เกิดความชัดเจนแบบนี้ ตนเห็นควรว่าเราควรจะต้องดำเนินการตามระเบียบวาระที่ประธานสภาฯ ได้มีการบรรจุโดยใช้อำนาจจากสภาผู้แทนราษฎรที่บรรจุวาระไปแล้วเรียบร้อย

ประการที่ 2 เมื่อวานนี้มีการดำเนินคดีมาตรา 112  และมาตรา 157 กับนายภูมิธรรม ตนและพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายดำเนินคดีดังกล่าว อยากจะเรียกร้องให้ผู้ร้องถอนคำกล่าวโทษเพื่อสร้างบรรยากาศที่พวกเราสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ พวกเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายในการกลั่นแกล้งหรือดำเนินกระบวนการนิติสงครามไม่ว่ากับฝ่ายใด เป็นสิ่งที่ตนแถลงครั้งนี้ในนามผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรค

จากนั้นนายณัฐพงษ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังแถลงว่า การดำเนินการของฝั่งพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ทั้งๆ ที่ในพรรคมีการเตรียมที่จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่ายังดำเนินการในเรื่องการยุบสภาอยู่ เป็นสิ่งที่ตนต้องออกมาเรียกร้องขอความชัดเจนจากนายภูมิธรรมว่าได้ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือไม่อย่างไร และพร้อมที่จะเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วใช่หรือไม่

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันหนักแน่นว่ามติของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี ผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เราไตร่ตรองและทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้อยู่ในสภาพของสิ่งที่เราบอกว่า นายกฯ รักษาการ มีอำนาจในการยุบสภา แต่ทางรัฐบาลกลับมีความย้อนแย้งและยังเกิดความไม่ชัดเจน จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่หากรัฐบาลยังคงคาราคาซังและยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน พวกเราเห็นควรว่าควรดำเนินการตามที่ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจที่ได้บรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ต่อไป ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค การแสดงจุดยืนนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ถอนคำร้องทุกข์ออก

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันในหลักการเราพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม สิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นตอนนี้คือการที่ใครกำลังจะขึ้นมามีอำนาจแล้วใช้กระบวนการทุกอย่างเล่นงานคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมในฐานะหัวหน้าพรรคได้ออกมายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีนายภูมิธรรมเมื่อวานที่ผ่านมา”

สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ เราจะใช้เสียงในสภาฯ ที่เรามีในการกำกับทิศทางของประเทศให้ดำเนินไปทางที่เราเห็นว่าถูกและควรโดยใช้รัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในการกำกับทิศทาง มีคำถามว่าเป็นนั่งร้านหรือไม่เป็นนั่งร้าน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า อยู่ที่การแสดงออกการใช้เสียงในสภาฯ ที่พวกเรามีการแถลงชัดเจนในครั้งนี้เรื่องการดำเนินคดีนายภูมิธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการแสดงออกของพวกเราว่าเราใช้เสียงของพวกเราที่มีในการกำกับทิศทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไร ส่วนภายนอกสภาฯ เราคงห้ามคนที่ไปยื่นคดีฟ้องร้องไม่ได้ และตนคงไม่ได้มีอำนาจที่จะกำกับการทำงานของ สส.แต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่พรรคอื่นๆ แต่หากมีการดำเนินการอะไรไปแล้วตนเชื่อมั่นว่า 140 กว่าเสียงที่เรามี ที่เราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ณ ขณะนี้จะสามารถกำกับทิศทางการกำกับการดำเนินการของพรรคต่างๆ ได้

“ขอย้ำอีกครั้งว่าการเซ็น MOA ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล เราไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปสั่งห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเป็นการล่วงหน้า และการจัดตั้งรัฐบาลการดำเนินการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาจะทำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดหลักการ เราก็พร้อมใช้เสียงที่เรามีในการกำกับทิศทางให้รัฐบาลเดินทางไปในทางที่ถูกต้อง เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยและทุกๆ ฝ่ายที่ร่วมเสียงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงสัญญาณที่ส่งไปแล้ว”

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงจากการประเมินกระแสต่างๆ ที่เราได้ยินมาอาจจะยังมีผู้สนับสนุนของพรรคบางส่วนที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ พวกเราเข้าใจดีและเชื่อว่าผู้บริหารได้รับฟังเสียงอย่างรอบด้านแล้ว ก่อนที่จะออกมาเป็นมติผู้บริหารพรรคพวกเราฟังเสียงทุกองค์ค่ะประโยชน์ของพรรคอย่างรอบด้านแล้ว ยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจครั้งนี้เห็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่เรามีมติออกมา ดังนั้นการดำเนินการต่อจากนี้ที่จะทำให้คะแนนความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นหรือผู้สนับสนุนพรรคเข้าใจสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการเป็นไปเพื่ออะไรก็เป็นสิ่งที่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องดำเนินการต่อ เชื่อว่าใน 4 เดือนต่อ.

“เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ความชัดเจนเรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา

จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ได้ออกมาถามความชัดเจนจากนายภูมิธรรม เรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานของรัฐบาลผสม การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้เสียงของตนในการเปลี่ยนแปลง หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง

การออกมาเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ยุติกระบวนการยุบสภา และเรียกร้องให้ถอนการดำเนินคดี มาตรา 112 และ 157 เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน ในการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และต่อต้านการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง และความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

เลขาฯ ครม. ชี้ “ภูมิธรรม” พิจารณาปมยุบสภา

เลขาฯ ครม. บอกเป็นอำนาจ “ภูมิธรรม” ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ พิจารณา หากมีหนังสือลงมาจริงปมยุบสภา

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี บอกว่าได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เพียงสั้นๆ ว่า ตนยังไม่สามารถตอบได้ หากมีหนังสือมาจริง เป็นอำนาจของนายภูมิธรรม ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีจะพิจารณารายละเอียดและตัดสินใจอย่างไร.

ประเด็นเรื่องการยุบสภากลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจส่งผลต่ออนาคตของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านเลขาธิการฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า อำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้อยู่ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองต่างๆ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

เลขาฯ ครม. ชี้อำนาจ “ภูมิธรรม” พิจารณาปมยุบสภา

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ เช่น การยุบสภา จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการพิจารณาเรื่องยุบสภา:

  • เสถียรภาพของรัฐบาล
  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • ความนิยมของรัฐบาล
  • ความพร้อมของพรรคการเมือง
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม

การที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีออกมาให้ข้อมูลว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายภูมิธรรมนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญในการตัดสินใจของผู้นำประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องมีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน

อนาคตของการเมืองไทยหลังการพิจารณาเรื่องยุบสภา

หากมีการตัดสินใจยุบสภาจริง สิ่งที่ตามมาคือการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้แสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมืองของตนเอง และเลือกผู้แทนที่ตนเองไว้วางใจเข้ามาบริหารประเทศ การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเคารพผลการเลือกตั้งที่ออกมา จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

เรื่องราวการยุบสภายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความชัดเจนและการตัดสินใจที่โปร่งใสจะเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากผู้มีอำนาจในขณะนี้

การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิมได้

ที่มา – เลขาฯ ครม. บอกเป็นอำนาจ “ภูมิธรรม” พิจารณา หากมีหนังสือลงมาจริงปมยุบสภา

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ

“วิสุทธิ์” โว พรรคเพื่อไทยไม่กังวล หลัง “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความ ม.112 กรณีทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำได้ถูกต้อง ถวายฎีกาได้ ย้ำ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ แจ้งความ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 กรณีไม่มีอำนาจในการกราบบังคมทูลฯ ยุบสภา ว่า รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก่อนหน้านั้นทำหน้าที่รักษาการขณะที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

แต่ในขณะนี้อำนาจเต็มอยู่กับนายภูมิธรรม ถือว่าสามารถถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม้จะมีนักวิชาการหลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเราก็รับฟังในช่วงที่ผ่านมา รวมถึง นายภูมิธรรม ก็ได้รับฟัง จึงได้ข้อสรุปและเชื่อมั่นว่าทำได้ถูกต้อง มีการถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ได้มีความกังวลอะไร

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่จะไปแจ้งก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขา และประเทศนี้เรามีนักร้องเรียนเยอะแยะ ที่เห็นต่างเป็นเรื่องปกติ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องน่ากังวล เมื่อถามว่าฝ่ายกฎหมายเตรียมหลักฐานอะไรไว้ต่อสู้บ้าง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า เรามีทีมนักกฎหมายเตรียมการไว้อยู่แล้ว เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดอะไร การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ เราได้แต่น้อมรับและรอฟัง เราไม่ควรพูดอะไรที่เกินเลยกว่านี้ ซึ่งจะเกิดความไม่เหมาะสม.

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ถูกแจ้งความในมาตรา 112 จากประเด็นการทูลเกล้าฯ ชงยุบสภานั้น พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนที่เหมาะสม

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อกรณี “ภูมิธรรม”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้เน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกกังวลต่อการแจ้งความดังกล่าว เนื่องจากเชื่อมั่นว่านายภูมิธรรมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การที่นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่พรรคก็ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะดำเนินการใดๆ

พรรคเพื่อไทยยังกล่าวเสริมอีกว่า การที่มีผู้ไปแจ้งความร้องเรียนเป็นเรื่องปกติในสังคม และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของพรรค เนื่องจากมีทีมกฎหมายที่พร้อมจะให้ข้อมูลและต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม การยุบสภาถือเป็นพระราชอำนาจ และพรรคพร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตาม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการทางการเมือง และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น การออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่ง และสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาตอบโต้ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความใส่ใจในการปกป้องชื่อเสียงและสมาชิกของพรรค การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีการเตรียมพร้อมในทุกด้าน ทำให้พรรคสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในสนามการเมืองไทย พรรคยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

กรณี เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความสำคัญของการตีความกฎหมายในบริบทต่างๆ

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำถูกต้อง

Scroll to top