ยุบสภา 2568

3 สส.ปชป. แจงเหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล-นั่งนายกฯ คนที่ 32 ผ่าทางตันประเทศ ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ย้ำขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา, นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และนายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช 3 สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกคำชี้แจงกรณีร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ตามที่ปรากฏว่าพวกตนได้สนับสนุนข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในการเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน แก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น พวกตนขอชี้แจงเหตุผลและเจตนารมณ์ใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ต้อง 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

1. พวกตนทั้ง 3 คนเห็นว่า ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปรากฏชัดเจนที่สุดในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ได้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีคลิปเสียง จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการขาดคุณสมบัติและความซื่อสัตย์สุจริตที่ผู้นำควรมี ยังทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ และทำลายศักดิ์ศรีของประเทศโดยรวม การบริหารประเทศภายใต้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

2. การที่พวกตนลงนามสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการตัดสินใจในฐานะ สส. ที่สำคัญคือพรรคภูมิใจไทยเคยร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงปี 2551-2554 จนสามารถสร้างเสถียรภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลานั้น กลับเลือกที่จะล้มรัฐบาลและผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ในครั้งนี้

3. พวกตนเห็นด้วยกับ 5 เงื่อนไขร่วมที่ทั้งสองพรรควางไว้เพื่อผ่าทางตันประเทศทั้งการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กระทบชีวิตประชาชน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และปัญหาความมั่นคงชายแดน

4. การสนับสนุนของพวกตน มิได้มีเจตนาเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น หากแต่เป็นการใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า “สส. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ..” เพื่อยืนยันว่า เสียงของพวกตนคือเสียงที่ประชาชนมอบให้

เหตุผลที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

การออกมาให้เหตุผลของ สส. ทั้งสามท่านนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นการยืนยันถึงการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ถือเป็นการเปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าสนใจ

ที่มา – 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง

อนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา: จริงหรือ?

ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังเป็นที่จับตา หลังมีกระแสข่าวลือเรื่องหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาถูกตีกลับ และข่าวการสกัดไม่ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะมีการลงนาม MOA กับพรรคประชาชนแล้วก็ตาม สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

อนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาถูกตีกลับมา โดยกล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือและต้องรอรัฐบาลเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังตอบคำถามกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ไปแจ้งความนายภูมิธรรม เวชชยชัย เรื่องการยื่นทูลเกล้าฯ ขอยุบสภา โดยนายอนุทินตั้งคำถามกลับว่านายศุภชัยไปแจ้งในนามส่วนตัวหรือไม่ และย้ำว่ารัฐบาลต้องแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วเกี่ยวกับเรื่องนี้

อนาคตการโหวตนายกฯ และข่าวลือเรื่องการยุบสภา

ในส่วนของปัญหาการโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินยืนยันว่าไม่มีปัญหา และกล่าวถึงข้ออ้างเรื่องการสอบถามประธานศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่จำเป็น เพราะมีความชัดเจนในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยื้อเวลาการโหวตนายกรัฐมนตรีไปหลังวันที่ 10 กันยายน โดยกล่าวว่าหากใครทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญจะต้องรับผิดชอบ และหากขัดต่อจริยธรรมก็ต้องยิ่งรับผิดชอบมากขึ้นไปอีก

สำหรับข่าวลือเรื่องดีล 44 สส. พรรคประชาชนและการโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบว่าใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ขออย่าให้ผิดกฎหมายหรือหมิ่นประมาทให้ร้ายคนอื่น และยืนยันว่าการสนับสนุนที่ได้รับนั้นอยู่ในกติกา

วันเดียวกันนั้น นายอนุทินได้ลงมาที่ร้านกาแฟจาริสต้า ซึ่งเป็นร้านของภรรยา เพื่อสั่งกาแฟเอสเพรสโซ่ร้อนและสอบถามถึงไอศกรีมที่จะทานคู่กับเยลลี่สีแดงรสสตรอว์เบอร์รี เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเค้กส้มที่ร้าน นายอนุทินบอกว่าจะสั่งมาขายในวันพรุ่งนี้

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายอนุทินในวันนี้ยังคงผ่อนคลาย แม้จะมีการยื่นทูลเกล้าฯ เรื่องอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา และยังไม่มีมติเรื่องวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็ตาม

สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาล หากมีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างแน่นอน และการที่นายอนุทินออกมาอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภานั้นยิ่งทำให้ทุกคนอยากรู้ความจริงมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด ลองพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณและสังคมโดยรวม และอย่าลืมที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “อนุทิน” งดตอบข่าวลือตีกลับ ยุบสภา ส่ายหัวไม่ตอบเจอเกมสกัดนั่งนายกฯ

“ภูมิธรรม” ปิดปาก! พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ จริงหรือ?

ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัดเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ถูกตีกลับ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง ล่าสุด “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ สร้างความสงสัยให้กับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันทีที่เห็นสื่อมวลชนรอทำข่าวประเด็นดังกล่าว ท่าทีดังกล่าวของนายภูมิธรรม ยิ่งเป็นการจุดชนวนให้กระแส “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ ทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก

นายภูมิธรรม ได้กล่าวกับสื่อมวลชนเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่ให้สัมภาษณ์” ก่อนที่จะเดินเลี่ยงวงสัมภาษณ์และขึ้นรถออกไปทันที แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามสอบถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวดังกล่าว แต่นายภูมิธรรมก็ยังคงสงวนท่าทีและไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

“ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข่าวลือต่างๆ ที่แพร่สะพัดออกมาอย่างต่อเนื่อง การที่นายภูมิธรรมเลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกระแส “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ ยิ่งทำให้เกิดคำถามและความกังวลในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น

มีความเป็นไปได้หลายอย่างที่อยู่เบื้องหลังท่าทีดังกล่าวของนายภูมิธรรม อาจเป็นเพราะประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตาม การที่ผู้มีอำนาจเลือกที่จะปิดปากเงียบ ย่อมสร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงเลือกที่จะไม่ตอบ?

การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ถูกตีกลับนั้น อาจมีเหตุผลหลายประการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน นี่คือความเป็นไปได้บางส่วน:

  • ความอ่อนไหวทางการเมือง: ประเด็นการยุบสภาเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง และอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมือง การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
  • กระบวนการทางกฎหมาย: การดำเนินการเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่กำหนดไว้ การเปิดเผยข้อมูลใดๆ ก่อนที่จะมีการดำเนินการที่เสร็จสิ้นอาจเป็นการขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับ
  • การรักษาความลับ: ในบางกรณี การเก็บรักษาข้อมูลบางอย่างไว้เป็นความลับอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือเพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูล
  • การรอความชัดเจน: อาจเป็นไปได้ว่านายภูมิธรรมเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การให้ข้อมูลใดๆ ในขณะที่ยังไม่แน่ใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจของนายภูมิธรรมคืออะไร สิ่งสำคัญคือประชาชนควรได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การที่ผู้มีอำนาจเลือกที่จะปิดบังข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ย่อมเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

ดังนั้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ถูกตีกลับ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสื่อสารทางการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและง่ายดาย การที่ผู้มีอำนาจสามารถจัดการกับข้อมูลและสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย

การที่ “ภูมิธรรม” ปิดปากในครั้งนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเข้าใจและลดความคลางแคลงใจให้กับประชาชนได้มากกว่า

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

“ภคมน” จับผิดไทม์ไลน์การยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ชี้การสื่อสารไร้เอกภาพ สะท้อนความไม่จริงใจ ย้ำพรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภามา 100 รอบตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงกรณีการยื่นยุบสภา ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ทำไมเมื่อวานนี้ เพจพรรคเพื่อไทยโพสต์ยืนยันว่ายังไม่ได้เตรียมยุบสภาฯ

ตามภาพ เมื่อคืนนี้ (2 ก.ย. 68) ช่วงเวลา 21:00 น. เลขาธิการพรรคเพื่อไทยโพสต์ว่า “ยังไม่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ใดๆ ทั้งสิ้นครับ” หนำซ้ำโพสต์นี้ถูกแชร์โดยเพจพรรคเพื่อไทยเองด้วย

คำถามคือ สรุปแล้วการทูลเกล้าฯ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เกิดขึ้นแน่ชัดจริงๆ เมื่อไรกันแน่?

ดิฉันคิดว่าการสื่อสารอย่างไร้เอกภาพ กลับไปกลับมาเช่นนี้ พอจะสะท้อนความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการยุบสภา ได้มากในสถานการณ์แบบนี้

ย้ำกันรอบที่ 100 ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องแรกของพรรคประชาชนมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568 พูดง่ายๆ คือเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

“หลังมีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีหลุดออกมา เรายืนยันตรงนี้มาตลอดและยืนยันเสมอว่าการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนคือทางออกของประเทศนี้ ซึ่งเรื่องการยุบสภา พรรคเพื่อไทยควรตัดสินใจแน่วแน่ไปตั้งแต่ตอนนั้น” นางสาวภคมน กล่าว

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

นางสาวภคมนยังกล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน และยังตั้งคำถามถึงความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการเรื่องการยุบสภา

“ดิฉันคิดว่าประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญเช่นนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความจริงใจของพรรค” นางสาวภคมนกล่าว

ข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภา

พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้มีการยุบสภามาโดยตลอด โดยเชื่อว่าการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

“เราเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประชาชนควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเอง การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ” นางสาวภคมนกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวภคมนยังกล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

“พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสกับประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน” นางสาวภคมนกล่าว

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

การที่ สส.ภคมนออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของพรรคเพื่อไทยในเรื่องการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

โดยรวมแล้ว ประเด็นที่นางสาวภคมนยกขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ สส.ภคมนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ ไล่ไทม์ไลน์ จับผิดได้หลายจุด

“ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

“ศุภชัย ใจสมุทร” เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 157 อ้างเลขาฯ กฤษฎีกา วินิจฉัยยุบสภา เป็นการทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยระบุว่า ด้วยเมื่อระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2568 เวลากลางคืนและเวลากลางวันเกี่ยวเนื่องกัน โดยเมื่อ 10.00 น.เศษของวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง ว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ระบบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรม การตัดสินใจของ 2 พรรคการเมือง คือพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงกันจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ยินประกาศว่า พรรคประชาชนโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล อย่างไรก็เป็น 3 กลุ่มเหมือนเดิม และทำให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน และมีการดึงซื้อ สส.อะไรต่างๆ สถานการณ์ตอนนี้ก็ค่อนข้างสับสนอลหม่าน ประกอบกับเศรษฐกิจที่มีปัญหาสิ่งสำคัญวันนี้คือดึงความเชื่อมั่นกลับเข้ามาประเทศได้ ปัญหาก็ยิ่งรุมเร้า 

ก่อนระบุคำพูดของนายภูมิธรรม ต่อไปว่า “ปัญหาทั้งหมดแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายก็คิดว่าก็ควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครมีสิทธิไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัยต่อสถานการณ์ต่างๆ ผมเองในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาและรวบรวมความคิดเห็นต่างๆ ได้ชัดเจนแล้ว คิดว่าควรจะต้องมีการกราบบังคมทูลถวายสถานการณ์ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผมเลยตัดสินใจยื่นทูลเกล้าฯ (พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร) ไปตั้งแต่เมื่อวาน (2 กันยายน 2568) แล้ว ก็ต้องรอกระบวนการตามประชาธิปไตยและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรอ และถ้าเป็นแบบนี้ พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยต้องไปพิจารณา ไม่ได้กังวลในข้อกฎหมาย เพราะยื่นไปตามกฎหมายและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ”

นายศุภชัย ระบุต่อไปว่า วันนี้ขอร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยเห็นว่าการกระทำของนายภูมิธรรม ได้อาศัยความเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ กระทำการโดยไม่สุจริตทั้งๆ ที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลได้ให้ความเห็นว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งต้องกระทำการด้วยความรอบคอบ และจะเป็นการทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับ นายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง และจากการสืบสวนสอบสวนหากพบว่ามีบุคคลอื่นที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยก็ขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นด้วย 

“ผมยืนยันว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย มีปัญหาคือคุณภูมิธรรมคนเดียว เพราะฉะนั้นผมจึงมาที่นี่เพื่อดำเนินคดีกับคุณภูมิธรรม ส่วนบุคคลอื่น ซึ่งทราบมาว่าขบวนการที่จะให้ขึ้นไปได้ ทราบว่าฝ่ายข้าราชการก็อึดอัด ท่านไม่อยากจะทำ ขอร้องอย่าไปบังคับขู่เข็ญข้าราชการ ถ้าความปรากฏว่าข้าราชการ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนอีก ก็ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อมูลอยู่แล้ว ในเวลานี้ นาทีนี้ ผมรู้กำลังจะทำอะไร เพราะฉะนั้นก็ยุติเสีย อย่าต่อเลยครับ ไปตั้งหลักใหม่เถิดครับ การเมืองเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน  ก็ผ่านประสบการณ์มา บางเรื่องท่านรู้สึกว่าถูกรังแก วันนี้อย่าใช้วิธีการกลับกันครับ ให้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าแบบที่คุณภูมิธรรมพูดเถิดครับ”

“ศุภชัย” ขึ้น สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ได้เดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สืบเนื่องจากประเด็นการทูลเกล้าฯ ยุบสภานั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมไทย ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความเหมาะสมและอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการในการดำเนินการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อท้วงติงจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประเด็นสำคัญ: “ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

การดำเนินการของนายศุภชัยในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อการกระทำของนายภูมิธรรม และเป็นการใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการ ประเด็นนี้จึงเป็นที่จับตาของสาธารณชนว่า ผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

การร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา ครั้งนี้ อาจนำไปสู่การพิจารณาในเชิงลึกถึงขอบเขตอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และอาจเป็นบรรทัดฐานในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภาในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองและผู้มีอำนาจว่า การใช้อำนาจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อรักษาหลักการของธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในกรณี “ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” ขึ้น สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

“อนุทิน” รับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาใน 4 เดือน ย้ำ พูดแล้วทำ

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภายหลัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มีมติคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย โดยมีเงื่อนไขว่ามติดังกล่าวจะมีผลก็ต่อเมื่อพรรคภูมิใจไทยลงนามในข้อตกลงร่วมกัน (อ่านเพิ่มเติม : เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้) ในขณะเดียวกัน ทางด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีการดำเนินการทูลเกล้าฯ เรื่องยุบสภาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 หลังจากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ (อ่านเพิ่มเติม : “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ)

เวลาประมาณ 10.40 น. พบว่า สส. และพรรคที่ร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้าไปยังห้องประชุม อาทิ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นำ สส.พรรคกล้าธรรมมา นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำ สส.บางส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติมา กลุ่ม สส.เพชรบูรณ์พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนำมาโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคภูมิใจไทยออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ต่อมาเมื่อเวลา 11.10 น. เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องประชุม จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สวัสดีพี่น้องสื่อมวลชนที่อยู่ที่อาคารรัฐสภา ขอกราบสวัสดีประชาชนพี่น้องคนไทยที่เคารพรักของเราทุกคนวันนี้ตนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่อยู่ในที่นี้ จะขอทำการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อเช้านี้ทุกคนคงได้รับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้นำเงื่อนไขและข้อสรุปที่ออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแจ้งให้กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ พร้อมถือโอกาสนี้แถลงข่าวให้พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพทุกท่านได้รับทราบสถานะของพวกเราในวันนี้

พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชน, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน เจ้าหน้าที่ พนักงานและพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่านที่ได้มีมติของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาชนในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ซึ่งมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ได้มอบรายชื่อและให้คำมั่นกับพรรคประชาชนว่า จะให้การสนับสนุนตัวกระผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชนซึ่งทุกคนได้ลงลายมือชื่อและเอกสารแสดงคำมั่นและผมจะได้จัดนำส่งให้กับผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป

จากนี้ไปเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเรียนทุกท่านให้ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่ได้มาปรากฏตัว ณ ที่นี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินต่อไปจากนี้ พรรคประชาชนให้ความร่วมมือเสียสละในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยในช่วงสถานการณ์วิกฤติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ

“ผมขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อนี้ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่เราจะเข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราจะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้นในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านได้ให้โอกาสกับพวกเรา”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พวกเราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยืนยันให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพวกเราทุกคนมีความพร้อม ด้วยการสนับสนุนและความเข้าใจของพรรคประชาชนเรามีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนเพราะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้แถลงไปเมื่อเช้านี้

จากนั้นเวลา 11.22 น. นายอนุทิน จรดปากกาลงนามโดยมีพรรคร่วมและ สส.ทั้ง 146 คน เป็นสักขีพยาน ก่อนจะยกข้อตกลงร่วมที่มีลายเซ็นของนายณัฐพงษ์ กับนายอนุทิน ขึ้นให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ยังได้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่สนับสนุนให้ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่เราผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย และผ่านความกดดัน สิ่งที่พวกเรามีอยู่ในหัวจิตหัวใจคือความรักชาติ รักแผ่นดิน ห่วงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ความรักพี่น้องประชาชน ความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน จึงทำให้พวกเราทุกคนตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน

“ผมขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้ฝีมือ รู้ถึงความทุ่มเทที่ให้กับประชาชนและประเทศชาติของเรา ประเทศไทยที่รักของเรา ขอให้ความมั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลของพวกท่านให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่านครับ”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมีสภาฯ อยู่ เพราะสภาฯ ยังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ลงมาที่ได้รับทราบว่ามีการยุบสภาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ทูลเกล้าฯ ไป ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างไร พร้อมยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การดำเนินการแก้ไขปัญหาในเวลา 4 เดือนเพียงพอ และ 4 เดือนนั้นจะนับเริ่มจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำว่าพูดแล้วทำ.

การที่ “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

อนุทิน จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

ทำไม “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 ถึงสำคัญ?

การที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่าง “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ตาม การยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของพรรคประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อนาคตของรัฐบาลชุดใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา จริงแล้ว!

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้ดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว โดยให้เหตุผลว่าระบบประชาธิปไตยกำลังบิดเบี้ยว

วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นร้อนทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคืนอำนาจให้กับประชาชน “ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระบบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ตกลงจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ที่ทางพรรคประชาชนจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาลซึ่งยังไงก็เป็น 3 กลุ่มอยู่อย่างเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่รัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนมี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง คือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล บรรยากาศการดึง สส. ต่างๆ ถือว่าสับสนอลหม่านท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เขาเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ “สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่ประเทศได้ จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกกระทบและรุมเร้า ฝ่ายกฎหมายซึ่งมองว่าควรคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่มีใครจะสามารถไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย”

เมื่อถูกถามถึงกระบวนการหลังจาก ทูลเกล้าฯ ยุบสภา แล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ตนเองในฐานะรักษาการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็คงจะกราบบังคมทูลสถานการณ์ต่างๆ ถวายให้พระองค์ทรงทราบ ซึ่งมีการยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ต้องรอตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นแบบนี้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนก็ต้องไปพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมไม่ได้ตอบคำถามว่าการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา คือทางออกของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่ และได้เดินขึ้นตึกบัญชาการไปทันที ทิ้งไว้แต่ความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

การตัดสินใจ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ และการดึง สส. เข้าพรรคก็สร้างความสับสนอลหม่าน

  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • รัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • ปัญหาเศรษฐกิจ

การยุบสภาจึงเป็นเหมือนการเปิดทางให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง ผ่านการเลือกตั้งใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายภูมิธรรม แม้จะดูเป็นการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า การบริหารจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

ดร.นันทนา ค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

“ดร.นันทนา” ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อกรณีที่ “พรรคประชาชน” สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคอย่างท่วมท้นถึง 14 ล้านเสียง พร้อมเสนอแนะว่าทางออกที่ถูกต้องคือการให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐถึงประเด็นร้อนทางการเมืองนี้ ภายหลังจากที่ทราบข่าวว่าพรรคประชาชนมีมติสนับสนุนการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยดร.นันทนา มองว่าการตัดสินใจเช่นนี้เป็นการขัดกับความต้องการของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

ดร.นันทนา กล่าวว่า พรรคการเมืองทุกพรรคล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และพรรคประชาชนเองก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากถึง 14 ล้านเสียง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 1 ล้านเสียง ดังนั้นการนำคะแนนเสียงอันมหาศาล 14 ล้านเสียงไปสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเพียง 1 ล้านเสียง จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมอำนาจให้พรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ดร.นันทนา ยังกล่าวถึงข้ออ้างที่ว่าจะใช้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะแม้แต่รัฐบาลที่อยู่ในวาระ 4 ปีเต็ม ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้สำเร็จ และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังต้องผ่านการทำประชามติและการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 4 เดือนอย่างแน่นอน

ดร.นันทนา ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือนนั้น อาจเป็นการ “พลิกคดีสำคัญ” ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น คดีฮั้ว ส.ว. และคดีเขากระโดง หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทย อาจส่งผลให้ทิศทางของคดีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีความกังวลใจ

ส่วนข้ออ้างที่ว่าหากไม่เลือกแนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอาจกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งนั้น ดร.นันทนา มองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนก็จะต้องเลือกสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ดี และหากพิจารณาว่าทั้งสองพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างโปร่งใส ก็ควรปล่อยให้ทั้งสองพรรคร่วมมือกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องกังวล

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจทูลเกล้าฯ เพื่อขอยุบสภานั้น ดร.นันทนา เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง และหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ยื่นขอยุบสภา ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด

“ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ดร.นันทนา ไม่เห็นด้วยกับการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มาจากการต่อสู้คดีฮั้ว ส.ว. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนและสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะนี้คดีอยู่ในความดูแลของ DSI และติดค้างอยู่ที่ กกต. แม้จะยังไม่มีการยื่นฟ้อง แต่สำนวนหลายส่วนก็มีความคืบหน้าไปมาก หากสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับเสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับสังคมถึงความเป็นไปได้ในการพลิกคดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมดร.นันทนาถึงค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

โดยสรุปแล้ว การที่ ดร.นันทนา ออกมาคัดค้านการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มีเหตุผลที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งต่อเจตจำนงของประชาชน การกังวลถึงการพลิกคดีสำคัญ และการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และร่วมกันติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” ชี้ขัดเจตจำนง 14 ล้านเสียง

ด่วน! ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยันแล้ว

สถานการณ์การเมืองล่าสุดร้อนระอุ! “สรวงศ์” ยืนยันว่า “ภูมิธรรม” ได้ดำเนินการเรื่องทูลเกล้าฯ ยุบสภาเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าการที่ “พรรคประชาชน” ไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้เสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังจากที่พรรคประชาชนมีมติสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ในด้านของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้ารับการพิจารณา

นายสรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระบวนการทั้งหมดที่ผมได้รับทราบมาเมื่อเช้านี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเรื่องการทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของรายละเอียดต่างๆ ขอให้นายภูมิธรรมเป็นผู้ออกมาแถลงด้วยตนเองจะเหมาะสมกว่า” เมื่อถูกถามย้ำว่าขณะนี้ได้มีการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ใช่ครับ ในส่วนที่นายภูมิธรรมรับผิดชอบ นายภูมิธรรมได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว”

ทําไมต้องทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

สำหรับเหตุผลสำคัญในการทูลเกล้าฯ ยื่นยุบสภาในครั้งนี้ นายสรวงศ์ อธิบายว่า “มีหลายสาเหตุมากครับ สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกแล้ว พรรคประชาชนประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย แต่กลับจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนเพียง 130 กว่าเสียงเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าความเชื่อมั่นจะมาจากไหน ในความเป็นจริง สถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ในฐานะ สส. คนหนึ่ง ผมมองว่าไม่น่าจะสามารถไปต่อได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการขอยุบสภา เนื่องจากมีหลายฝ่ายท้วงติงว่าอาจไม่สามารถทำได้ นายสรวงศ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า “เรามีความมั่นใจครับ ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ และนายภูมิธรรมก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมไปแล้ว”

ความเห็นจากนักวิเคราะห์ต่อการทูลเกล้าฯ ยุบสภา

นักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่ายต่างแสดงความเห็นต่อการตัดสินใจทูลเกล้าฯ ยุบสภาในครั้งนี้ โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางส่วนมองว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญเพื่อปลดล็อคสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเลื่อนการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ

การทูลเกล้าฯ ยุบสภาถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามมาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต ประชาชนทุกคนจึงควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนในการเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยัน “ภูมิธรรม” ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

Scroll to top