ยูเครน

รัสเซียถล่มยูเครน: ดับ 25 ศพ เจ็บอื้อ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัสเซียได้ทำการโจมตีเมืองต่างๆ ในภาคตะวันตกของยูเครนอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การโจมตียังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ทางการยูเครนต้องประกาศตัดไฟเพิ่มเติมเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เมื่อรัสเซียเปิดฉากโจมตีเมืองเทอร์โนปิล ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของยูเครน ด้วยโดรนและขีปนาวุธ การโจมตีครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเป้าหมายหลักคืออาคารชุดพักอาศัย 2 แห่ง ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 73 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กถึง 15 คนที่ได้รับผลกระทบ

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันตกของยูเครน นับตั้งแต่ที่รัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565 ซึ่งสร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นอกจากเมืองเทอร์โนปิลแล้ว แคว้นทางตะวันตกอีก 2 แห่ง ได้แก่ แคว้นลวิฟ และแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ ก็ตกเป็นเป้าของการโจมตีเช่นกัน นอกจากนี้ โดรนของรัสเซียยังมุ่งเป้าไปที่สามเขตของเมืองคาร์คิฟ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย ภาพถ่ายที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งอาคารและรถยนต์ถูกไฟไหม้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับชม

กองทัพอากาศยูเครนได้ออกมาแถลงว่า พวกเขาสามารถยิงทำลายโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาได้ 442 ลำ จากทั้งหมด 476 ลำ และสามารถทำลายขีปนาวุธได้ 41 ลูก จากทั้งหมด 48 ลูกที่ถูกยิงเข้ามา อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยังคงมีจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

เมืองเทอร์โนปิล ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนโปแลนด์มากกว่ากรุงเคียฟ ไม่ค่อยถูกโจมตีบ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้การโจมตีครั้งล่าสุดสร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพอาคารชุดแห่งหนึ่งในสองแห่งที่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนนายอีฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่าอาคารถูกทำลายตั้งแต่ชั้นที่สามถึงชั้นที่เก้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการโจมตี

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีรายงานว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง และมีกองไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้อยู่นอกอาคารชุด สร้างความโกลาหลและความสิ้นหวังให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคพลังงานในแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก 2 รายที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี

รัสเซียได้ระดมโจมตีภาคพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และยกระดับการโจมตีขึ้นอีกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ทางการยูเครนต้องตัดไฟในบางพื้นที่เพื่อแบ่งสันปันส่วนการใช้ไฟฟ้า และหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุด กระทรวงพลังงานก็ได้ประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามในยูเครน และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่อาคารที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน

  • มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย
  • ประชาชนต้องเผชิญกับการตัดไฟ
  • เกิดความเสียหายต่ออาคารที่อยู่อาศัย
  • สร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิต

นานาชาติต่างประณามการกระทำของรัสเซีย และเรียกร้องให้ยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อนำไปสู่การยุติสงครามและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

เหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ การสูญเสียชีวิตและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด การช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากและสร้างความหวังให้กับพวกเขา

การรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนอย่างถูกต้องและเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงและสามารถเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น การร่วมกันส่งกำลังใจและความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความห่วงใยซึ่งกันและกัน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” 100 ลำ

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินขับไล่ Rafale F4 ของฝรั่งเศส สูงสุด 100 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง ภายใน 1 ทศวรรษหลังจากนี้ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเคียฟในการปกป้องประเทศจากการโจมตีของรัสเซีย การจัดหาเครื่องบินรบ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารของยูเครน

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมายกย่องว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากลงนามใน “หนังสือแสดงเจตจำนง” (letter of intent) ร่วมกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่ฐานทัพอากาศในกรุงปารีส

ตามแผนการแล้ว การส่งมอบเครื่องบินรบ ราฟาเอล เอฟ 4 จะแล้วเสร็จภายในปี 2578 ขณะที่การผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันจะเริ่มขึ้นในปีนี้

รายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ และจะมีการจัดทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันหลังจากนี้ โดยมีรายงานว่าฝรั่งเศสวางแผนที่จะดึงดูดเงินทุนจากสหภาพยุโรป และใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นที่ถกเถียงและทำให้กลุ่มสมาชิก EU 27 ประเทศมีความเห็นแตกแยก

“นี่คือข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จะคงอยู่เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปีหน้า” เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับมาครงเมื่อวันจันทร์ และเสริมว่า ยูเครนจะได้รับ เรดาร์ฝรั่งเศสที่ทรงพลังมาก, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 8 เครื่อง, และอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงอื่น ๆ

ส่วนนายมาครงกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายเซเลนสกีว่า “เรากำลังวางแผน [เรื่องเครื่องบิน] Rafales 100 ลำ นั่นเป็นจำนวนมหาศาล นั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกองทัพยูเครน” และเสริมว่า เขาต้องการช่วยยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของยูเครนเกิดขึ้นหลังจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อยูเครน โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรถไฟ ซึ่งก่อให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วประเทศ มีพลเรือนหลายสิบคนเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว

ปัจจุบัน ยูเครนกำลังใช้เครื่องบินรบ Mirage ของฝรั่งเศส รวมถึงเครื่องบิน F-16 ที่ผลิตในสหรัฐฯ ในการรับมือการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย นอกจากนั้น เคียฟยังได้ตกลงเบื้องต้นที่จะขอรับเครื่องบินขับไล่ Gripen ของสวีเดนเมื่อไม่นานมานี้

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำ

การตัดสินใจของยูเครนในการจัดหาเครื่องบินรบราฟาเอล เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งกับรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น และยูเครนต้องการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านการโจมตีทางอากาศ และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

รายละเอียดข้อตกลง ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล”

ข้อตกลงระหว่างยูเครนและฝรั่งเศสระบุว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินรบ Rafale F4 จำนวนสูงสุด 100 ลำ พร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย โดยการส่งมอบจะทยอยดำเนินการภายใน 10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนที่จะเริ่มการผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตระหว่างสองประเทศ

แม้ว่ารายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ฝรั่งเศสกำลังพิจารณาแหล่งเงินทุนต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และการใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ เพื่อช่วยในการจัดหาเงินทุนสำหรับข้อตกลงนี้

การได้รับเครื่องบินรบราฟาเอล จะช่วยให้ยูเครนสามารถปรับปรุงกองทัพอากาศให้ทันสมัย และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่ยูเครนกำลังเผชิญอยู่ การเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ถือเป็นความหวังที่จะทำให้ยูเครนมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสและพันธมิตร ในการสนับสนุนยูเครนในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง

การที่ยูเครนได้เครื่องบินรบ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ทำให้เกิดคำถามว่ารัสเซียจะมีการตอบโต้อย่างไรต่อไป

ที่มา – ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารในยูเครน

ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัสเซีย เกาหลีเหนือผุดอนุสรณ์สถานเกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครนเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่พลีชีพ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า เกาหลีเหนือได้เริ่มก่อสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน ซึ่งเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซีย โดยพิธีวางศิลาฤกษ์จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงเปียงยางเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีผู้นำคิมจองอึน และอเล็กซานเดอร์ มาเซโกรา เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำเกาหลีเหนือ เข้าร่วมในพิธีสำคัญนี้

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งวีรกรรมการรบ” จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่าผู้รักชาติ และจะจัดแสดงประติมากรรม ภาพถ่าย และงานศิลปะต่างๆ เพื่อยกย่องทหารเกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครนที่เข้าร่วมรบในสงครามยูเครน

คิมจองอึนกล่าวในพิธีว่า ทหารเกาหลีเหนือได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อช่วยให้รัสเซียได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และยกย่องว่า “เหล่าฮีโร่ของเราได้ทำลายพวกผู้รุกรานนีโอนาซีอย่างกล้าหาญ ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ยอมให้มีการรุกรานใดๆ เกิดขึ้น”

ผู้นำเกาหลีเหนือยังเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียได้พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ

ภาพจากสื่อทางการเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นภาพที่น่าประทับใจของคิมจองอึนที่กำลังโอบกอดและปลอบขวัญทหารที่มีอารมณ์สะเทือนใจ รวมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ในพิธีวางศิลาฤกษ์ที่จัดขึ้นในกรุงเปียงยาง

รายงานจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 600 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคนจากการสู้รบในยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียตั้งแต่ปี 2022 หลังมอสโกเริ่มบุกยูเครน

เมื่อปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือและรัสเซียได้ลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership Agreement) ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความช่วยเหลือทางทหารและรูปแบบอื่น หากฝ่ายใดถูกโจมตี

ในกรุงมอสโก มีการจัดนิทรรศการศิลปะเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยแสดงภาพทหารเกาหลีเหนือและรัสเซียร่วมต่อสู้กับชาติตะวันตกที่เป็นปฏิปักษ์

ด้านสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านอวกาศและดาวเทียม เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารในสงครามยูเครน

นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีการส่งทหารเข้าร่วมรบในยูเครน และยืนยันว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการปฏิบัติภารกิจจริง

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และ อนุสรณ์สถานรำลึก

การสร้าง เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน นี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียอย่างชัดเจน ท่ามกลางความขัดแย้งในเวทีโลก

  • การสนับสนุนทางทหาร: เกาหลีเหนือให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซียอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน
  • ความร่วมมือทางเทคโนโลยี: รัสเซียให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่เกาหลีเหนือ โดยเฉพาะในด้านอวกาศและดาวเทียม
  • การเฉลิมฉลองความสัมพันธ์: มีการจัดนิทรรศการศิลปะในกรุงมอสโกเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

การสร้างอนุสรณ์สถานนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกถึงจุดยืนของเกาหลีเหนือในเวทีโลกอีกด้วย

ที่มา – เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย หลังประสบความสำเร็จกับข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม การส่งมอบจรวดโทมาฮอว์กอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นทางการในรูปแบบ “working lunch” ภายหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งประสบความสำเร็จในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง

ในการหารือครั้งนี้ เซเลนสกีได้แสดงความยินดีกับทรัมป์สำหรับบทบาทของเขาในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา พร้อมกล่าวว่า “ผมคิดว่าเราสามารถยุติสงครามยูเครน–รัสเซียนี้ได้ หากเราได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา” นอกจากนี้ เขายังได้เสนอแนวคิดในการแลกเปลี่ยนโดรนที่ผลิตในยูเครนกับจรวดพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” (Tomahawk) จากสหรัฐฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เตือนว่า การส่งมอบจรวดชนิดนี้อาจทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า “มันอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่ และอาจเกิดเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่า เขาอาจพิจารณาที่จะมอบจรวดโทมาฮอว์กให้กับยูเครน แต่ภายหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขากล่าวว่า “เราก็จำเป็นต้องใช้มันเช่นกัน ซึ่งทำให้ผมยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี”

ด้านทำเนียบขาวได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทรัมป์และปูตินได้ตกลงที่จะพบกันที่ประเทศฮังการีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการทูตต่อไป โดยคณะที่ปรึกษาของทั้งสองฝ่ายจะเริ่มพูดคุยเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมครั้งนี้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

เซเลนสกีเสนอแลกโดรนยูเครนกับจรวดโทมาฮอว์ก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของนานาชาติในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน การพบปะระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเจรจาและการประนีประนอมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในมุมมองระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียเกี่ยวกับบทบาทของจรวดโทมาฮอว์กยังคงเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข การตัดสินใจของทรัมป์ว่าจะส่งมอบอาวุธดังกล่าวให้กับยูเครนหรือไม่ จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางของสงคราม

  • การที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในการเจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • การหารือระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันสำหรับวิกฤตในยูเครน
  • การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการประชุมระหว่างทรัมป์และปูตินในอนาคตอันใกล้นี้ แสดงให้เห็นถึงความหวังในการเจรจาและการประนีประนอม

การยุติสงครามยูเครน–รัสเซียไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยังคงมีความหวังว่าสันติภาพจะสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

การหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และยูเครนครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการแสวงหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ แม้จะมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ และความเต็มใจของทุกฝ่ายในการเจรจา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ทรัมป์เผย อินเดียตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้ตกลงที่จะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซียแล้ว เพื่อสนับสนุนการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลรัสเซียในการยุติสงครามยูเครน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาหลายเดือน โดยทรัมป์ระบุว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้น “ในเวลาอันสั้น”

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับการรับรองจากนายโมดีว่าอินเดียจะระงับการซื้อน้ำมันดังกล่าว “ภายในระยะเวลาอันสั้น” ซึ่งทรัมป์เรียกว่าเป็น “การหยุดครั้งใหญ่” ทั้งนี้ โฆษกสถานทูตอินเดียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

น้ำมันและก๊าซเป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยมีลูกค้าหลักคือ จีน อินเดีย และตุรกี ซึ่งทรัมป์ระบุว่า หลังจากนี้เขาจะต้องดำเนินการให้จีนทำแบบเดียวกัน เพื่อตัดแหล่งเงินทุนด้านพลังงานของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ความพยายามของทรัมป์ที่จะใช้อำนาจต่อรองเรื่องการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดียในสงครามการค้าได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากอินเดีย ซึ่งสร้างความร้าวฉานทางการทูต

อินเดียพึ่งพาน้ำมันดิบของรัสเซีย ซึ่งยังคงซื้อในราคาที่ได้รับส่วนลด เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีโมดีได้ยืนกรานมานานหลายเดือนว่า อินเดียวางตัวเป็นกลางในสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้จะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซียอย่างวลาดิเมียร์ ปูติน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ออกมายอมรับว่า อินเดียไม่สามารถหยุดการซื้อน้ำมันได้ “ในทันที” แต่การเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็น “กระบวนการเล็กน้อย แต่กระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า”

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้การซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซียของอินเดีย ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากอินเดียในอัตรา 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในโลก โดยมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม และรวมถึงการลงโทษปรับ 25% สำหรับการทำธุรกรรมกับรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับสงครามยูเครน

แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องน้ำมันรัสเซียจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และโมดีตึงเครียด แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังคงกล่าวชื่นชมผู้นำอินเดียว่าเป็น “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่”  และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โมดีเองก็เคยกล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับทรัมป์ และได้ “ทบทวนความก้าวหน้าที่ดีที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาทางการค้า”.

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณีที่ทรัมป์ออกมาเปิดเผยว่า นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้วนั้น สร้างความสนใจและข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา การตัดสินใจครั้งนี้ของอินเดียอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมอินเดียถึงตัดสินใจหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย?

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้อินเดียจะยืนกรานที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาพิเศษเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของตนเอง แต่การเปลี่ยนแปลงท่าทีในครั้งนี้อาจเป็นผลมาจากการกดดันจากนานาชาติ หรืออาจเป็นเพราะอินเดียต้องการแสดงบทบาทที่แข็งขันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่ทรัมป์เผยว่าอินเดียตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของอินเดียที่จะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียอาจส่งผลกระทบดังนี้:

  • ต่อรัสเซีย: รายได้จากการขายน้ำมันของรัสเซียจะลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและการทำสงครามในยูเครน
  • ต่ออินเดีย: อินเดียอาจต้องหันไปหาแหล่งน้ำมันอื่น ซึ่งอาจมีราคาแพงกว่า
  • ต่อตลาดโลก: ราคาน้ำมันโลกอาจมีความผันผวนเนื่องจากความไม่แน่นอนของอุปทาน

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์เผยว่าอินเดียตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ อินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก กำลังแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระดับโลกแม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจบ้าง

การที่ทรัมป์เผยว่าอินเดียตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ แต่เราต้องรอติดตามดูว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไรบ้างในอนาคต การวิเคราะห์ผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง

ที่มา – ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

ทรัมป์ขู่รัสเซีย! ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนรัสเซียอย่างชัดเจนว่า อาจพิจารณาจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามยังไม่จบ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าทรัมป์พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อวลาดิเมียร์ ปูตินด้วยอาวุธสำคัญ

ทรัมป์กล่าวระหว่างเดินทางบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันไปยังอิสราเอลว่า “ผมอาจบอกว่า ‘ถ้าสงครามนี้ไม่จบ ผมจะส่งโทมาฮอว์กให้พวกเขา'” เขายังเสริมว่า “โทมาฮอว์กเป็นอาวุธที่น่าทึ่ง รัสเซียไม่อยากได้มันหรอก”

อดีตผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าได้คุยเรื่องขีปนาวุธโทมาฮอว์กกับโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนแล้ว โดยบอกว่า “พวกเขา (รัสเซีย) อยากให้มีโทมาฮอว์กมุ่งหน้าไปทางนั้นไหม? ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะอยาก” และ “โทมาฮอว์กคืออีกก้าวของการรุกราน”

สัญญาณที่แข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียโจมตีเครือข่ายพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนฤดูหนาว รัสเซียแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะจัดหาขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กให้ยูเครน ก่อนหน้านี้ปูตินเคยบอกว่า การที่สหรัฐฯ ให้ขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน จะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เซเลนสกีกล่าวถึงการพูดคุยกับทรัมป์ว่าเป็นไปใน “ทิศทางที่ดีมาก” และทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเสริมสร้าง “การป้องกันภัยทางอากาศ ความสามารถในการฟื้นตัว และศักยภาพพิสัยไกล” ของยูเครน รวมถึง “รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน”

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของทรัมป์ต่อปูตินดูแข็งกร้าวขึ้น หลังจากที่ผู้นำรัสเซียปฏิเสธที่จะเจรจากับเซเลนสกีเพื่อลดความขัดแย้ง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกว่าเขาเชื่อว่ายูเครนสามารถทวงคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้กับรัสเซียได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยเรียกร้องให้ยูเครนประนีประนอมเพื่อยุติสงคราม

ขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะทำให้ยูเครนมีอิสระในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีบอกว่าเป็นแรงกดดันที่จำเป็นเพื่อให้รัสเซียเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังคงต่อต้านการเรียกร้องของเซเลนสกีในการจัดส่งขีปนาวุธดังกล่าว

ทรัมป์สรุปสถานการณ์สงครามว่า “ผมคิดว่าปูตินจะดูดีมากถ้าเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้” และ “มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขา” หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

ทำไมทรัมป์ถึงขู่ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

การขู่ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยุติสงคราม การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในรัสเซียได้ จะทำให้รัสเซียต้องคิดหนักขึ้นเกี่ยวกับการทำสงครามต่อไป

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวต่อรัสเซีย อาจเป็นการแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับยูเครน และพร้อมที่จะสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากสหรัฐฯ ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน จริง อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการโจมตียูเครนหนักขึ้น หรืออาจใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

นอกจากนี้ การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีรัสเซียได้ อาจทำให้รัสเซียไม่เต็มใจที่จะเจรจาสันติภาพ และอาจทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

การตัดสินใจว่าจะส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครนหรือไม่ เป็นการตัดสินใจที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง สหรัฐฯ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

การที่ทรัมป์ออกมาขู่รัสเซียเรื่องการส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

โปแลนด์จับชายยูเครนคดีระเบิดนอร์ดสตรีม

โปแลนด์จับชายยูเครน ต้องสงสัยเอี่ยววางระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม” เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของสงครามยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ เมื่อวันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 สำนักงานอัยการกรุงวอร์ซอว์ของโปแลนด์ประกาศจับกุมชายชาวยูเครนรายนี้ ผู้ถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์วางระเบิดท่อส่งก๊าซใต้ทะเลบอลติกเมื่อปี 2565 ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงและเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคยุโรป

โปแลนด์จับชายยูเครน ต้องสงสัยเอี่ยววางระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานจากสถานีวิทยุโปแลนด์ RMF FM ซึ่งเป็นแหล่งข่าวแรกที่รายงานการจับกุม ชายผู้ต้องสงสัยชื่อ โวโลดีมีร์ ซ. ถูกควบคุมตัวในเมืองปรุชกุฟ ทางตอนกลางของโปแลนด์ ก่อนถูกนำตัวส่งอัยการในกรุงวอร์ซอว์ทันที นายปีเตอร์ อันโตนี สกิบา โฆษกสำนักงานอัยการ ระบุว่าผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมตามหมายจับยุโรปที่ออกโดยทางการเยอรมนี โดยไม่ได้เปิดเผยชื่อเต็มเนื่องจากกฎความเป็นส่วนตัว

ทนายความของผู้ต้องสงสัย นายทิโมเทอุส ปาปรอคกิ ยืนยันการจับกุม โดยบอกว่า “ในช่วงเช้า ลูกความของผมถูกควบคุมตัวในเมืองใกล้กรุงวอร์ซอว์ ตามหมายจับจากเยอรมนีที่เกี่ยวข้องกับกรณี Nord Stream 2” การจับกุมครั้งนี้เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังเยอรมนี

รายละเอียดการจับกุมและเบื้องหลังเหตุการณ์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว มีชายชาวยูเครนอีกคนถูกจับกุมในอิตาลีด้วยข้อกล่าวหาคล้ายกัน สร้างความฮือฮาในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมถูกสร้างเพื่อส่งก๊าซจากบริษัทก๊าซพรอมของรัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนสงครามในยูเครน ทนายปาปรอคกิยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในสงครามเต็มรูปแบบเช่นนี้ และท่อส่งเป็นของรัสเซียที่ทุนสงคราม ฝ่ายจำเลยมองว่าไม่น่าจะมีการตั้งข้อหาต่อผู้ที่ต่อต้าน”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ ทนายระบุว่าจะรอข้อมูลจากเยอรมนี และจะต่อสู้คัดค้านการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากโปแลนด์ เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อ 26 กันยายน 2565 สร้างความเสียหายแก่ท่อทั้งสองสาย ทำให้ยุโรปต้องเร่งลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซีย

  • ตามรายงาน RMF FM ผู้ต้องสงสัยเป็นครูสอนดำน้ำ
  • ในเดือนกันยายน 2565 เขาล่องเรือยอชต์ไปทะเลบอลติก
  • จากนั้นดำน้ำติดตั้งระเบิดบนท่อส่งก๊าซ

การสอบสวนยังดำเนินต่อไป โดยทางการเยอรมนีเป็นผู้ dẫnการหลัก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบด้านพลังงาน แต่ยังจุดประกายคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงในทะเลบอลติก

เพื่อให้เข้าใจบริบทเพิ่มเติม สงครามยูเครนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานของยุโรปอย่างสิ้นเชิง ประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนีและโปแลนด์ ต้องหาแหล่งก๊าซทางเลือก เช่น จากนอร์เวย์หรือสหรัฐอเมริกา การวางระเบิดนอร์ดสตรีมจึงถูกมองว่าเป็นการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การจับกุมครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในยุโรป โดยเฉพาะในกรอบสหภาพยุโรปและนาโต้ ที่พยายามติดตามผู้กระทำผิดข้ามพรมแดน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงคาดว่าคดีนี้อาจเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น ยุโรปกำลังปรับตัวด้วยการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

สุดท้ายแล้ว คดีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนในการสอบสวนหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเว็บไซต์ของเราสำหรับอัปเดตล่าสุด เพื่อเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา – โปแลนด์จับชายยูเครน ต้องสงสัยเอี่ยววางระเบิดท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม”

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้

โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกจุดยืนอีกรอบหลังคุยกับเซเลนสกี โดยโพสต์ข้อความแสดงความเชื่อว่า ยูเครนอาจสามารถชิงดินแดนทั้งหมดคืนมาได้ และว่าสงครามนี้ทำให้รัสเซียดูเป็น “เสือกระดาษ”

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ยูเครนอยู่ในสถานะที่ต่อสู้และชิงพื้นที่ทั้งหมดกลับคืนจากรัสเซียได้ สวนทางจากจุดยืนของนายทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้สงครามยุติลงแม้ยูเครนจะต้องสละดินแดน

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “หลังจากได้ทราบและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซีย และหลังจากที่ได้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซีย ผมคิดว่ายูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป อยู่ในสถานะที่สามารถต่อสู้และชิงดินแดนดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมด ด้วยเวลา, ความอดทน และการสนับสนุนทางการเงินจากยุโรป โดยเฉพาะนาโต การได้พรมแดนเดิมในตอนที่สงครามนี้เริ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า? รัสเซียต่อสู้อย่างไร้จุดหมายมา 3 ปีครึ่ง ในสงครามที่หากเป็นมหาอำนาจทางทหารตัวจริงคงใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ในการเอาชนะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีกับรัสเซียเลย ที่จริง มันกำลังทำให้พวกเขาดูเหมือน ‘เสือกระดาษ’ มากกว่า”

“เมื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในมอสโก และตามเมืองน้อยใหญ่และเขตต่างๆ ทั่วรัสเซียพบว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในสงครามนี้ พบข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาซื้อน้ำมันเบนซินได้เนื่องจากมีแถวยาวเหยียดรออยู่ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสงครามของพวกเขา ที่เงินเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำสงครามกับยูเครนซึ่งมีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนอาจสามารถพาดินแดนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมได้ ใครจะรู้? บางทีอาจไปไกลกว่าเดิมก็ได้!”

“ปูตินและรัสเซียกำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรให้ทั้งสองประเทศโชคดี เราจะยังคงจัดหาอาวุธให้กับนาโต เพื่อให้นาโตนำไปใช้ตามที่พวกเขาต้องการ ขอให้ทุกคนโชคดี!”

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่ทรัมป์ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในอนาคตอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทรัมป์ครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของเขา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน การที่ทรัมป์ออกมากล่าวว่ายูเครนสามารถชิงดินแดนคืนได้นั้น สอดคล้องกับความต้องการของชาติตะวันตกและพันธมิตรนาโตที่ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังออกจากยูเครน

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้

แต่คำถามก็คือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะยั่งยืนหรือไม่ และทรัมป์จะสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจังเพียงใดหากเขากลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง การที่ทรัมป์เคยมีท่าทีที่ต้องการประนีประนอมกับรัสเซีย ทำให้หลายคนยังคงสงสัยในความมุ่งมั่นของเขาต่อยูเครน

ทำไมทรัมป์ถึงพลิกจุดยืน เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้?

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นไปได้ที่ทำให้ทรัมป์เปลี่ยนใจ หนึ่งคือข้อมูลใหม่ที่เขาได้รับเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการทหารของรัสเซีย อีกประการหนึ่งคือแรงกดดันจากพรรครีพับลิกันและพันธมิตรระหว่างประเทศที่ต้องการให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อรัสเซีย นอกจากนี้ ทรัมป์อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับตัวเองในฐานะผู้นำที่สนับสนุนความมั่นคงและความเป็นอิสระของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การที่ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ นั้นไม่ได้หมายความว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน รัสเซียยังคงมีแสนยานุภาพทางทหารที่แข็งแกร่ง และยังไม่มีท่าทีที่จะยอมถอยง่ายๆ สงครามในยูเครนจึงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับประชาคมโลก

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:

  • ท่าทีของรัฐบาลไบเดนต่อการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทรัมป์
  • การตอบสนองของรัสเซียต่อคำกล่าวอ้างของทรัมป์
  • สถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจในยูเครนและรัสเซีย
  • บทบาทของนาโตและสหภาพยุโรปในการสนับสนุนยูเครน

การที่ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป การแสวงหาทางออกทางการทูตและการรักษาสันติภาพยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

ยูเครนโวย! รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

ยูเครนออกมาโวย! รัสเซียยิง มิสไซล์และโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี หลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเเละบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียเองก็ออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนมาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขาเช่นกัน สถานการณ์ตึงเครียดนี้กำลังทวีความรุนเเรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของยูเครนในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย สร้างความเสียหายเเละความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, มีโคลาอิฟ, เชอร์นิฮิฟ, ซาปอริชเชีย, โปลตาวา, เคียฟ, โอเดสซา, ซูมี และคาร์คิฟ ล้วนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้เพื่อข่มขู่พลเรือนเเละทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน มีรายงานว่ามิสไซล์ลูกหนึ่งพุ่งเข้าชนอาคารที่พักอาศัยโดยตรง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ส่งโดรนเเละมิสไซล์รวมกันถึง 619 ลูก เข้ามาโจมตีในดินแดนของพวกเขา ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นการโจมตีเหล่านี้ ในขณะที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาอ้างว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธที่มีความเเม่นยำสูง โดยมุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรมกองทัพของยูเครน

ในขณะเดียวกัน วียาเชสลาฟ เฟโดริชเชฟ ผู้ว่าการเเคว้นซามาราของรัสเซีย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยูเครนได้ส่งโดรนเข้ามาโจมตีในพื้นที่ของตน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เเละมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีของรัสเซียอย่างชัดเจน

ยูเครนตอบโต้ รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

กองทัพยูเครนอ้างว่า โดรนของพวกเขาได้ทำการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “โนโวคุยบีเชฟสก์” ในแคว้นซามารา เเละโรงกลั่นน้ำมัน “ซาราตอฟ” ซึ่งอยู่ในเเคว้นใกล้เคียงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

การโจมตีข้ามพรมแดนด้วยโดรน ได้กลายเป็นวิธีที่ทั้งยูเครนเเละรัสเซียใช้ในการโจมตีซึ่งกันเเละกันมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเครนได้ทำการโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สนามบินทั้งหมดในกรุงมอสโกต้องปิดทำการเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ยูเครนยังมุ่งเป้าไปที่การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันเเละโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญอื่นๆ ของรัสเซียอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามในการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในยูเครนมีความรุนเเรงมากยิ่งขึ้น โดยที่เคียฟ เเละพันธมิตรตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกา ยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการหยุดยิง เพื่อลดความสูญเสียเเละความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนเเละรัสเซียยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ การ ยิงมิสไซล์เเละโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เเสดงให้เห็นถึงความรุนเเรงของสงคราม เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งสองฝ่ายควรหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อยุติความขัดแย้งเเละนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

Scroll to top