ยูเครน

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนยูเครนที่กำลังเผชิญกับคลื่นหนาวสุดขั้ว สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรัสเซีย发动การโจมตีด้วยขีปนาวุธจำนวนมหาศาล มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง (ballistic missiles) จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อทำลายโรงไฟฟ้าและระบบพลังงานทั่วประเทศ บริษัท DTEK ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ของยูเครน ยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้ใช้ทั้งขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงไฟฟ้าในกรุงเคียฟ และเมืองโอเดสซา ส่งผลให้เป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในปีนี้

ผลกระทบรุนแรงมาก โดยเฉพาะในสภาพอากาศหนาวเย็นจัดที่อุณหภูมิลดลงถึง -20 องศาเซลเซียส อาคารชุดพักอาศัยกว่า 1,000 แห่งในเคียฟขาดระบบทำความร้อนทันที โรงไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเสียหายหนักจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ชาวยูเครนต้องเผชิญกับความมืดมิดและความหนาวเหน็บ โดยไม่มีไฟฟ้าและความร้อน

รายละเอียดการโจมตีรัสเซียรัวมิสไซล์

  • ขีปนาวุธวิถีโค้งและขีปนาวุธร่อนกว่า 70 ลูก
  • โดรนโจมตีอีก 450 ลำ เพื่อล่อระบบป้องกันทางอากาศ
  • กองทัพอากาศยูเครนสกัดกั้นได้เพียง 38 ลูก
  • เสียงไซเรนดังนานกว่า 7 ชั่วโมงในเคียฟ

เซเลนสกีประณามว่ารัสเซียเลือกใช้วิธี “ก่อการร้ายและยกระดับความรุนแรง” แทนการทูต พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรใช้นำ “แรงกดดันขั้นสูงสุด” ต่อมอสโก การโจมตีเกิดขึ้นหลัง “ข้อตกลงพักรบด้านพลังงาน” ที่ทรัมป์ตกลงกับปูตินสิ้นสุดลง ซึ่งเซเลนสกีมองว่ารัสเซียใช้เวลานี้สะสมอาวุธ

ผลกระทบต่อประชาชนและการตอบโต้จากนานาชาติ

ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธป้องกันทางอากาศ โดยเฉพาะระบบ Patriot จากสหรัฐฯ เซเลนสกีโพสต์บน X ว่า “การจัดส่งขีปนาวุธทันท่วงทีคือสิ่งสำคัญ หากไม่กดดันรัสเซีย สงครามจะไม่มีวันสิ้นสุด” เลขาธิการนาโต้กระตุ้นสมาชิกจัดส่งอาวุธด่วน โดยยืนยันว่าการโจมตีนี้ไม่แสดงถึงความจริงใจในการสร้างสันติภาพ

สถานการณ์ รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา นี้ สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามที่ยืดเยื้อ ชาวยูเครนต้องอดทนกับความทุกข์ทรมานทั้งจากกระสุนและสภาพอากาศสุดโหด ในขณะที่โลกจับตามองการตอบสนองจากชาติตะวันตก

นอกจากนี้ การโจมตีโครงสร้างพลังงานยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน ทำให้โรงงานหยุดชะงักและประชาชนต้องรวมตัวกันในที่หลบภัย ความเสียหายคาดว่าจะใช้เวลานานกว่าจะฟื้นฟู โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่กำลังจะยาวนาน

เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อีก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ยูเครนเร่งเสริมระบบป้องกันทางอากาศ และนานาชาติควรเพิ่มการสนับสนุนด้านอาวุธขั้นสูง

ติดตามข่าวสารสงครามรัสเซีย-ยูเครน และอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับการโจมตีครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียอ้างยูเครนโจมตีปีใหม่ ดับ 20 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป เมื่อรัสเซียออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ สร้างความตื่นตระหนกและความโศกเศร้าให้กับผู้ที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข

รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทางการรัสเซียได้ออกมากล่าวอ้างว่า รัฐบาลยูเครนอยู่เบื้องหลังการส่งโดรนเข้าโจมตีโรงแรมแห่งหนึ่งในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ นอกจากนี้ รัสเซียยังกล่าวหาว่า ยูเครนกำลัง “บ่อนทำลาย” ความพยายามในการสร้างสันติภาพระหว่างสองชาติ

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ยูเครน สหรัฐอเมริกา และรัสเซียกำลังอยู่ในกระบวนการสันติภาพ เพื่อหวังจะยุติสงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 4 ปี โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมากล่าวว่า ประเทศของเขาเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพแล้วถึง 90% แต่เหตุการณ์ รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ ก็เกิดขึ้นเสียก่อน

นายวลาดิเมียร์ ซัลโด ผู้ว่าราชการแคว้นเคอร์ซอนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัสเซีย กล่าวว่า ศัตรูได้ส่งโดรนถึง 3 ลำเข้าโจมตีร้านกาแฟและโรงแรมบริเวณชายฝั่งทะเลดำในเมืองคอร์ลี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลเรือนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่

เขายังได้โพสต์ภาพที่เกิดเหตุลงบนอินสตาแกรม ซึ่งแสดงให้เห็นภาพอาคารที่ถูกไฟไหม้ กองซากปรักหักพังที่ยังมีควันคุกรุ่น และร่างของผู้เสียชีวิตที่ถูกไฟคลอก ขณะที่ฝ่ายยูเครนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ นี้

คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียเปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินการสืบสวนเหตุโจมตีดังกล่าวแล้ว โดยเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยังระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนยังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

จากข้อมูลของนายซัลโด พบว่ามีผู้มารวมตัวเฉลิมฉลองที่โรงแรมแห่งนี้มากกว่า 100 คนในคืนที่เกิดเหตุโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยังกล่าวหายูเครนว่า “โจมตีก่อการร้าย” และเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศร่วมกันประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตือนรัฐบาลเคียฟว่า จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำดังกล่าว

ในส่วนของฝ่ายประธานาธิบดีเซเลนสกี ก็ได้กล่าวหารัสเซียว่าเป็นผู้ที่นำพาสงคราม “เข้าสู่ปีใหม่” ด้วยการส่งโดรนมากกว่า 200 ลำเข้าโจมตีตลอดทั้งคืน โดยพุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานเป็นหลัก

“ยูเครเนอร์โก” (Ukrenergo) ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครน เปิดเผยว่า “ผู้ใช้ไฟจำนวนมหาศาล” ถูกตัดขาดจากกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟและท่าเรือยังได้รับความเสียหายจากการโจมตีอย่างหนักครั้งล่าสุดนี้ด้วย

ในแคว้นคาร์คิฟ รัสเซียได้โจมตีสวนสาธารณะซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และสัตว์ต่างๆ รวมถึงสิงโตได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านกฟีซันต์ (ไก่ฟ้า) และนกแก้วได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่โอเล็กซานเดอร์ เฟลด์แมน เจ้าของสวนสัตว์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อยูเครน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เหตุการณ์ที่ รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความพยายามในการสร้างสันติภาพอีกด้วย การกล่าวหากันไปมาและการตอบโต้ด้วยความรุนแรง อาจทำให้สถานการณ์บานปลายและยากที่จะควบคุม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สงครามและความขัดแย้งไม่เคยนำมาซึ่งผลดี มีแต่ความสูญเสียและการทำลาย การเจรจาและการหาทางออกโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

ปูติน มั่นใจรัสเซียชนะสงครามยูเครน ปี 2026

“วลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปีใหม่ 2026 ย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย พร้อมชื่นชมทหารสู้เพื่อแผ่นดิน ความจริง และความยุติธรรม แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่ม หลังจากที่ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026

วันที่ 1 มกราคม 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ถึงประชาชนชาวรัสเซีย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวย้ำความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครน ซึ่งต่อสู้ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

โดยโอกาสนี้ ผู้นำรัสเซียยังได้กล่าวชื่นชมเหล่าทหารรัสเซียที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในยูเครนว่าเป็นวีรบุรุษที่กำลังต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด สู้เพื่อความจริง และความยุติธรรม พร้อมกันนี้ปูตินยังย้ำว่า รัสเซียจะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อไป แม้จะเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตกและตัวเลขการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้.

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 ปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างมาก ท่าทีของ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป แม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย

ปูตินย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย

การที่ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 และแสดงความมั่นใจในชัยชนะของรัสเซีย บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่านานาชาติจะคว่ำบาตรรัสเซียอย่างหนัก แต่รัสเซียก็ยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์และดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อไปได้

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การเจรจาเพื่อสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก การที่ปูตินออกมาแสดงความมั่นใจในชัยชนะ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังยูเครนและชาติตะวันตกให้ยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย

ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานที่ผันผวนและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การที่สงครามยืดเยื้อต่อไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกแย่ลง

ถึงเเม้สถานการณ์จะดูตึงเครียดเเละยังไม่เห็นทางออกในเร็ววัน เเต่การที่ผู้นำประเทศออกมาให้ความมั่นใจเช่นนี้ อาจเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เเก่ประชาชน เเละสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปสู่ชัยชนะอย่างเเน่วเเน่

ในขณะเดียวกัน การที่รัสเซียยืนกรานที่จะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่อไป อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนเลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายเเละส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับท่าทีของปูติน? คุณคิดว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครนหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงคุกรุ่น! รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังหาทางออกไม่ได้ ขณะที่ยูเครนเองก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันของรัสเซียในทะเลแคสเปียน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีของรัสเซียพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 27 ราย การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียเพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีภูมิภาคทะเลดำ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาเพื่อสันติภาพที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันศุกร์ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บบางส่วนติดอยู่ภายในรถบัสบริเวณจุดศูนย์กลางของการโจมตี ขณะที่เกิดไฟไหม้รถบรรทุกหลายคันในบริเวณลานจอดรถ

เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ต่อเนื่องของรัสเซียในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองโอเดสซา ซึ่งทำให้ประชาชนกว่า 2 ล้านคนต้องเผชิญกับการขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประปา และระบบทำความร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดในช่วงฤดูหนาวปีที่ 4 ของสงคราม

มอสโกยังคงทำการโจมตีท่าเรือโอเดสซาซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งนายโอเล็กซี คูเลบา รองนายกรัฐมนตรียูเครน กล่าวว่าเป็นการจงใจโจมตีเส้นทางโลจิสติกส์ของพลเรือนโดยตรง

การเพิ่มระดับความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตอบโต้กันในหลายแนวรบ แม้ว่าการเจรจาซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และการประชุมระดับสูงหลายครั้งในยุโรปเพื่อหาทางยุติสงครามยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้า และไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันเสาร์ รัสเซียอ้างว่าได้ยึดหมู่บ้านสวิตเลในแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครน และหมู่บ้านวีโซเกในแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ

ยูเครนตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตการปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางทหารและแหล่งพลังงานของรัสเซียมากขึ้น โดยเมื่อคืนวันศุกร์ โดรนของยูเครนได้โจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันฟิลานอฟสกีในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นของบริษัท “ลุคออยล์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมทั้งโจมตีเรือตรวจการณ์ทางทหารที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้กับแท่นขุดเจาะ

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเครนยอมรับอย่างเป็นทางการว่าได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการขุดเจาะในทะเลแคสเปียน แม้ว่าแท่นขุดเจาะดังกล่าวจะเคยถูกโจมตีมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงเดือนธันวาคม

นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองกลาโหมของสหราชอาณาจักรประเมินว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ธันวาคม กองกำลังยูเครนได้ใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือดำน้ำชั้นกิโลของรัสเซีย ที่ฐานทัพเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำ

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ: สถานการณ์ล่าสุด

สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การ​รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น และความยากลำบากในการหาทางออกทางการทูต

ผลกระทบจากการ รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน

ผลกระทบจากการ รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และความมั่นคงทางพลังงานอีกด้วย การที่ท่าเรือโอเดสซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ ถูกโจมตี ย่อมส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่สูงขึ้นทั่วโลก

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
  • ความไม่มั่นคงทางพลังงาน

สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางออกอย่างสันติ เพื่อยุติความขัดแย้ง และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

การโจมตีล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน และความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อยูเครนและรัสเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อทั่วโลกในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง

ที่มา – รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

เซเลนสกีพร้อมเลือกตั้ง? หากพันธมิตรรับรอง

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหายูเครนว่าใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อไม่จัดการเลือกตั้ง

เมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาประกาศว่า ยูเครนพร้อมจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดย้ำอีกครั้งว่า ยูเครนกำลังใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้ง

วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปีของนายเซเลนสกีควรสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่การเลือกตั้งในยูเครนถูกระงับไว้ตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึก หลังรัสเซียยกทัพบุกโจมตีพวกเขาเต็มรูปแบบเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565

นายทรัมป์พูดเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว โพลิติโก (Politico) ซึ่งเขาแสดงความเห็นในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสงครามยูเครน

เซเลนสกีพูดกับสื่อหลังบทสัมภาษณ์ของนายทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกมา โดยระบุว่า การเลือกตั้งสามารถจัดขึ้นได้ภายใน 60 ถึง 90 วันข้างหน้า หากความปลอดภัยสำหรับการลงคะแนนเสียงได้รับการรับประกัน ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ และเขาจะขอให้มีการร่างข้อเสนอที่สามารถแก้ไขกฎหมายได้

“ตอนนี้ผมกำลังร้องขอ และผมขอกล่าวอย่างเปิดเผยว่า ขอให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือผม อาจจะร่วมกับเพื่อนร่วมงานชาวยุโรปของเรา เพื่อรับรองความปลอดภัยสำหรับการเลือกตั้ง” นายเซเลนสกีกล่าว

“ผมเชื่อว่าเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนของเราเป็นอันดับแรก และนี่คือคำถามสำหรับประชาชนยูเครน ไม่ใช่ประชาชนของประเทศอื่น ๆ ด้วยความเคารพต่อพันธมิตรของเราทุกท่าน”

“ผมได้ยินคำพูดเป็นนัยว่า เรากำลัง ยึดติดกับอำนาจ หรือผมกำลัง ยึดติดกับตำแหน่งประธานาธิบดี … และว่านั่นคือเหตุผลที่สงครามยังไม่จบ” นายเซเลนสกีกล่าวต่อ “นี่เป็นการเล่าเรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนกลายเป็นเรื่องถูกรัสเซียใช้โจมตีผู้นำยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า นายเซเลนสกีเป็นผู้นำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหมดวาระดำรงตำแหน่งไปแล้ว และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการจัดเลือกตั้งท่ามกลางภาวะสงครามจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ทหารที่ประจำการอยู่แนวหน้าอาจไม่สามารถลงคะแนนได้ หรืออาจจำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้ลาเพื่อไปลงคะแนน และการลงคะแนนเสียงใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ซับซ้อน

สส.ฝ่ายค้านของยูเครนบอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า การลงคะแนนเสียงดังกล่าวจะมีความยุติธรรมก็ต่อเมื่อชาวยูเครนทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ รวมถึงทหารที่กำลังต่อสู้ในแนวหน้าด้วย

ด้าน น.ส.เลเซีย วาซีเลนโก จากพรรคโกลอส (Golos) ยังบอกกับรายการ Newsday ของ BBC World Service ว่า “การเลือกตั้งไม่เคยเป็นไปได้ในช่วงสงคราม” โดยอ้างถึงการระงับการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์สงคราม และความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากมีการจัดการเลือกตั้งจริง

เงื่อนไขความปลอดภัยสำหรับการเลือกตั้ง

นายเซเลนสกีเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องได้รับการรับรองความปลอดภัยจากพันธมิตร รวมถึงสหรัฐฯ และชาติยุโรป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกคน นี่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่

การที่เซเลนสกีออกมากล่าวถึงความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการทำเช่นนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดและมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา การที่ผู้นำยูเครนแสดงความพร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าพันธมิตรจะรับรองความปลอดภัยได้นั้น ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับความยุติธรรมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิเลือกตั้งของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในพื้นที่แนวหน้า หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม การจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะจัดการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนยูเครนเป็นสำคัญ เซเลนสกีย้ำว่า เรื่อง เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับประชาชนยูเครนเป็นอันดับแรก

การออกมาให้สัมภาษณ์ของเซเลนสกีในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาของทรัมป์ และเป็นการแสดงความพร้อมที่จะพิสูจน์ว่ายูเครนไม่ได้หลีกเลี่ยงการเลือกตั้งโดยใช้สงครามเป็นข้ออ้าง อย่างไรก็ตาม การที่ เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

UN เตือน! เชอร์โนบิลถูกโจมตีเสียหาย

สหประชาชาติ (UN) ออกมาเตือนว่ากำแพงป้องกันรังสีของโรงงานนิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ในยูเครน ถูกโจมตีเสียหาย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระยะยาว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างป้องกันที่สำคัญของโรงงาน

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้ทำการตรวจสอบและพบว่า เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นเพื่อครอบคลุมพื้นที่ภัยพิบัติเชอร์โนบิลเมื่อปี 2529 ได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การโจมตีส่งผลกระทบต่อการทำงานหลักด้านความปลอดภัย รวมถึงความสามารถในการกักเก็บรังสี

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยยูเครนกล่าวหารัสเซียว่าเป็นผู้กำหนดเป้าหมายโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ IAEA ระบุว่าทีมงานได้ประเมินความปลอดภัยของสถานที่แล้ว และพบว่า “ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง” จากการโจมตี

แม้ว่าโครงสร้างรับน้ำหนักและระบบตรวจสอบของเกราะป้องกันจะไม่ได้รับความเสียหายถาวร และมีการซ่อมแซมส่วนหลังคาไปบ้างแล้ว แต่ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA เน้นย้ำว่า “การฟื้นฟูที่ทันเวลาและครอบคลุมยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง และรับประกันความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระยะยาว”

ความเสี่ยงและมาตรการป้องกันหลัง UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

ศาสตราจารย์จิม สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทในสหราชอาณาจักร ซึ่งศึกษาผลกระทบจากภัยพิบัติเชอร์โนบิล กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่น่าตื่นตระหนก ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดคือ “การรบกวนฝุ่นกัมมันตรังสี” แต่ความเสี่ยงยังคงต่ำ เนื่องจากฝุ่นที่ปนเปื้อนถูกกักเก็บอยู่ภายใน “โลงหิน” (sarcophagus) คอนกรีตหนา ซึ่งมีเกราะป้องกันคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง

“โลงหิน” ที่ใช้กักเก็บกัมมันตรังสีมีอายุการใช้งานเพียง 30 ปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีเกราะป้องกันเพื่อป้องกันการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีในอีก 100 ปีข้างหน้า การที่ UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ

สถานการณ์นี้ทำให้เราต้องพิจารณาถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของโรงงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้ง การลงทุนในการซ่อมแซมและเสริมสร้างโครงสร้างป้องกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การ UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย ทำให้ประชาคมโลกต้องตระหนักถึงความเปราะบางของสถานที่เหล่านี้ และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ภัยพิบัติเชอร์โนบิลเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด และเหตุการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องไม่ประมาทเรื่องความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ การที่ UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย ควรเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

ที่มา – UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่สหรัฐฯ สอดคล้อง

ทางการรัสเซียออกมาแสดงความยินดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมอสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ระบุว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามโดยตรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัสเซียได้ออกมาแสดงความยินดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยระบุว่าส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่ทางมอสโกได้วางไว้

เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งมีความยาว 33 หน้า ได้ถูกเปิดเผยโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่ายุโรปกำลังเผชิญกับ “การลบเลือนทางอารยธรรม” และไม่ได้ระบุว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เหมือนที่ผ่านมา

การต่อสู้กับอิทธิพลจากต่างชาติ การยุติการอพยพครั้งใหญ่ และการปฏิเสธแนวทางปฏิบัติของสหภาพยุโรปที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการ “เซ็นเซอร์” ถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ของสหภาพยุโรปหลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยตั้งคำถามถึงการมุ่งเน้นที่เสรีภาพในการแสดงออก และเปรียบเทียบว่าเป็นภาษาที่คล้ายคลึงกับที่รัฐบาลรัสเซียใช้

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนที่เรากำลังเห็น ส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเรา เราพิจารณาว่านี่เป็นย่างก้าวในเชิงบวก” พร้อมเสริมว่ามอสโกจะทำการวิเคราะห์เอกสารอย่างละเอียดก่อนที่จะทำการสรุปผลอย่างเป็นทางการ

รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้อง

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ยังใช้ภาษาที่อ่อนลงในการกล่าวถึงรัสเซีย ซึ่งเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปบางส่วนกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อมอสโก ในขณะที่กำลังผลักดันให้มีการยุติสงครามในยูเครน

ภายในเอกสาร สหภาพยุโรปถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้ขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้ง และระบุว่าสหรัฐฯ ต้อง “ฟื้นฟูเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์แก่รัสเซีย” ซึ่งจะ “สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจยุโรป”

นอกจากนี้ เอกสารฉบับนี้ยังให้การสนับสนุนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อยุโรป โดยระบุว่านโยบายของสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการ “ต่อต้านทิศทางในปัจจุบันของยุโรปภายในประเทศในยุโรป”

รายงานฉบับใหม่ยังเรียกร้องให้มีการฟื้นฟู “เอกลักษณ์แบบตะวันตก” และอ้างว่ายุโรปจะเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ภายใน 20 ปีหรือน้อยกว่านั้น และว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของยุโรปถูกบดบังด้วยการลบเลือนทางอารยธรรมอย่างแท้จริงและชัดเจนยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้าม เอกสารนี้กลับยกย่องอิทธิพลของ “พรรคฝ่ายชาตินิยมในยุโรป” และกล่าวว่าอเมริกาสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองในยุโรปให้ส่งเสริมการฟื้นฟูจิตวิญญาณนี้

ขณะนี้ สหภาพยุโรปกำลังเจรจาอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อกำหนดข้อตกลงสันติภาพในยูเครน เจ้าหน้าที่บางคนได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ตั้ง “คำถาม” เกี่ยวกับเอกสารฉบับนี้

ท่าทีของยุโรปต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเราในพันธมิตร [นาโต] อย่างไรก็ตาม พันธมิตรนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหานโยบายความมั่นคง”

“ผมเชื่อว่าคำถามเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก หรือการจัดระเบียบสังคมเสรีของเรา ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของ [ยุทธศาสตร์] อย่างน้อยก็ในส่วนที่เกี่ยวกับเยอรมนี”

นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โพสต์ข้อความถึง “เพื่อนชาวอเมริกัน” ว่า “ยุโรปเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของคุณ ไม่ใช่ตัวปัญหาของคุณ” และระบุถึง “ศัตรูร่วม” ของพวกเขาว่า “นี่คือยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผลเพียงอย่างเดียวสำหรับความมั่นคงร่วมกันของเรา เว้นแต่จะมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป”

อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน คาร์ล บิลด์ท ระบุว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับแนวคิดของรัสเซีย

จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ นั้นมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การจับตามองพัฒนาการของนโยบายนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้อง

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาย้ำจุดยืนเดิมอย่างแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะใช้กำลังเข้ายึดครองภูมิภาคดอนบาส หากกองทัพยูเครนไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว และปฏิเสธข้อเสนอการประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะมีตัวแทนจากสหรัฐฯ เดินทางไปหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่กรุงมอสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ตาม การย้ำจุดยืนของปูตินครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาค

ปูตินให้สัมภาษณ์กับสื่อ India Today ก่อนเดินทางเยือนกรุงนิวเดลี โดยกล่าวว่า “เราจะปลดปล่อยดินแดนเหล่านี้ด้วยกำลัง หรือไม่เช่นนั้น กองทัพยูเครนก็จะต้องออกจากดินแดนเหล่านี้” ซึ่งปัจจุบัน รัสเซียควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดอนบาสไปแล้ว คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัสเซียที่จะควบคุมภูมิภาคดอนบาสให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

คำขู่ของปูตินเกิดขึ้นหลังจากที่คณะผู้เจรจาของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเจรจาที่กรุงมอสโกว โดยทรัมป์ระบุว่าผลการหารือนั้น “ค่อนข้างดี” แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจาก “ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย” อย่างไรก็ตาม นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอาวุโสและผู้เจรจาคนสำคัญของปูติน กล่าวทันทีหลังการเจรจาว่า “ไม่มีการประนีประนอม” ใด ๆ ในการยุติสงคราม

แผนสันติภาพฉบับเดิมของสหรัฐฯ เสนอให้มีการส่งมอบพื้นที่ดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน ให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของปูติน แต่ทีมงานของนายวิตคอฟฟ์ได้นำเสนอแผนที่ที่ถูกปรับแก้ในการเจรจาที่มอสโก ซึ่งปูตินระบุว่า เขาไม่ได้เห็นแผนฉบับใหม่นี้ก่อนการเจรจากับนายวิตคอฟฟ์และนาย จาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ปูตินกล่าวว่า พวกเขาต้องทบทวนทุกประเด็น ทำให้การเจรจาใช้เวลานาน และยอมรับว่ารัสเซียไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของแผนสหรัฐฯ โดยไม่ได้ระบุว่าข้อขัดแย้งหลักคืออะไร

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ปฏิเสธที่จะยกดินแดนให้รัสเซีย และกล่าวหาว่ารัสเซียกำลังถ่วงเวลาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อพยายามยึดครองดินแดนยูเครนเพิ่มเติม นายอันดรีย์ ซิบเฮีย รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาที่รัสเซียว่า ปูตินกำลัง “ทำให้โลกเสียเวลา” โดยยูเครนยืนยันมาตลอดว่า ข้อตกลงใด ๆ จะต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน

ท่าทีล่าสุดของปูตินกับการแก้ไขปัญหาดอนบาส

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของปูตินที่ย้ำว่าจะ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** ทำให้สถานการณ์ในดอนบาสยังคงน่าเป็นห่วง และการเจรจาสันติภาพดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล ยูเครนยังคงต้องการหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน และจะไม่ยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อ

ก่อนหน้านี้ คณะผู้เจรจาของยูเครนสามารถทำการเปลี่ยนแปลงสำคัญบางประการในแผนสันติภาพดั้งเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างมาก โดยมีการร่าง “กรอบสันติภาพที่ปรับปรุงและกลั่นกรองใหม่” ในการหารือกับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ว่า ทีมความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีกำลังทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อหยุดยั้งความขัดแย้ง และได้จัดการประชุมที่มีประสิทธิผลเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะจากทั้งสองฝ่าย เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนและบังคับใช้ได้ แม้จะมีความพยายามในการเจรจา แต่สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การที่ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความยากลำบากในการหาทางออก การเจรจาใด ๆ ก็ตามจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน เพื่อให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ในดอนบาสยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และความพยายามในการเจรจาสันติภาพจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและร่วมมือกันแก้ไข

การที่ปูตินออกมา **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** บ่งบอกถึงแนวโน้มที่สถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อต่อไป ความหวังเดียวคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาเจรจาอย่างจริงใจและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน

ที่มา – ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

ยุโรปปิดดีล! ยุตินำเข้าก๊าซรัสเซียปี 2570

สหภาพยุโรปตกลงกันที่จะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในช่วงปลายปี 2570 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นมายาวนานหลายทศวรรษ การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดพลังงานทั่วโลก และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการลดอิทธิพลของรัสเซียในด้านพลังงาน

เมื่อวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 ตัวแทนจากรัฐบาลสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปบรรลุข้อตกลงในช่วงเช้า เกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการยุโรปยื่นเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ซึ่งเคยเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของยุโรป จนกระทั่งเกิดสงครามในยูเครนเมื่อปี 2565

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สหภาพยุโรปจะยุติการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียอย่างถาวรและจะมุ่งไปสู่การยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียด้วย โดยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะทยอยยุติภายในสิ้นปี 2569 และก๊าซที่ส่งผ่านทางท่อจะยุติภายในสิ้นเดือนกันยายน 2570

“วันนี้ เรากำลังยุติการนำเข้าเหล่านี้อย่างถาวร” เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรป กล่าว “ด้วยการทำให้ทุนสงครามของปูตินร่อยหรอลง เรายืนหยัดเคียงข้างยูเครน และมุ่งเป้าไปที่การมองหาหุ้นส่วนด้านพลังงานและโอกาสใหม่ ๆ สำหรับภาคส่วนนี้”

ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม สหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียคิดเป็น 12% ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลงจาก 45% ในช่วงก่อนที่รัสเซียจะยกทัพบุกโจมตียูเครนในปี 2565 โดยมีฮังการี, ฝรั่งเศส และเบลเยียม ที่ยังรับก๊าซจากรัสเซียอยู่

คณะกรรมาธิการยุโรปยังตั้งใจที่จะยุติสัญญาการนำเข้าน้ำมันที่เหลืออยู่จากรัสเซียภายในสิ้นปี 2570 ด้วย โดยจะมีการนำเสนอร่างกฎหมายในช่วงต้นปีหน้า

ภายใต้ข้อตกลงเมื่อวันพุธ สมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องยื่น “แผนการกระจายแหล่งพลังงานแห่งชาติ” เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้แก่คณะกรรมาธิการภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 และจะต้องแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปทราบว่า พวกเขามีสัญญาจัดหาก๊าซจากรัสเซียหรือมีการห้ามในระดับประเทศหรือไม่ด้วย

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

การตัดสินใจของสหภาพยุโรปที่จะ ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของทวีปยุโรปอย่างถาวร นอกจากจะเป็นการลดการพึ่งพิงพลังงานจากรัสเซียแล้ว ยังส่งผลให้ยุโรปต้องเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ และพัฒนาระบบพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

ทำไมยุโรปถึงตัดสินใจยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย?

เหตุผลหลักมาจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งทำให้ยุโรปตระหนักถึงความเสี่ยงในการพึ่งพาพลังงานจากประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมือง การตัดขาดจากก๊าซรัสเซียเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนยูเครน และเป็นการตอบโต้การกระทำของรัสเซีย

  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: ยุโรปต้องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง และลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางการเมือง
  • การสนับสนุนยูเครน: การลดการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเป็นการลดรายได้ของรัสเซีย และเป็นการสนับสนุนยูเครนทางอ้อม
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลให้ราคาพลังงานในยุโรปสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะช่วยให้ยุโรปมีความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน

การที่ ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดพลังงานโลก หลายประเทศจะต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนในพลังงานทดแทน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น ถึงแม้ว่าช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะมีความท้าทาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าในระยะยาว

ที่มา – ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

Scroll to top